บทที่ สามสิบสี่
ร่างสูงถูกจัดท่าให้นอนอยู่เรียบร้อยหากมองไกลๆ คงดูเหมือนคนกำลังหลับ แต่เข้ามาใกล้เพียงสักนิดก็จะรู้ว่าไม่ใช่ ผิวของสวีจ้าวหรงตอนนี้ขาวจนเรียกได้ว่าซีดปากไร้สีสันคล้ายคนที่เลือดลมไม่เดิน มือที่วางทับกันที่บนกายนั่นยิ่งแล้วใหญ่ตอนแรกเส้นลายสีดำที่มือยังเป็นเส้นบางๆตอนนี้มันขยายขึ้นจากปลายนิ้วถูกปกคลุมด้วยสีดำจนขึ้นมาถึงข้อมือ
“สิ่งนั้นคืออะไร” ลู่อิงหมิงชี้ถามรอยดำที่เหมือนไปจุ่มน้ำหมึกมา
“ข้ามิอาจรู้ แต่หากคาดเดาเหมือนโดนอาคมบางอย่าง”
“อาคมหรือ?” สวีจ้าวหรงเป็นจอมมารที่อาคมอะไรก็ไม่สามารถทำร้ายได้ไม่ใช่หรือ?ไม่งั้นเขาคงไม่สามารถต่อกรกับสามโลกได้ตามในนิยายหลังเก็บตัวฝึกวิชาจนสำเร็จเขาก็ไม่หวั่นเกรงอาคมแฝงอะไรพวกนี้ “เป็นไปไม่ได้อาคมพวกนี้ไม่ควรจะทำร้ายเขาได้”
“ย่อมได้ ท่านจอมมารใกล้บรรลุการฝึกวิชาจริงแต่หากเมื่อหลายเดือนก่อนก็หยุดท่านบำเพ็ญวิชาละทิ้งสถานฝึก”
เดือนหลายก่อนอีกแล้ว..ไม่ใช่ว่าเกี่ยวกับกับนางหรอกนะ? ก็คำว่าหลายเดือนก่อนมันทำให้ฉุกคิดอะไรมันแปลกไปหมดจนอดคิดไม่ได้ว่าทั้งหมดนี่เกิดจากการที่ตนทำแก้วผลึกแตก
“มันเกี่ยวกับข้าใช่หรือไม่?”
“..ใช่” ก่อนจะตอบเฉินหยวนคงคิดว่าจะเล่าดีหรือไหม เขาหยุดปากไปชั่วครู่แต่มาถึงขั้นนี้เซียนน้อยอาจจะช่วยผู้เป็นนายได้เห็นตลอดมาก็มักจะมีความรู้เหนือสามัญเป็นครั้งคราวไว้คอยช่วยเหลือคนอื่นพ้นเคราะห์
“ท่านจอมมารทิ้งสถานฝึกหลังรู้ว่าท่านเซียนลงมาที่โลกมนุษย์แล้วประสบภัยที่ดงแมงมุมพิษจากนั้นท่านก็ไม่กลับไปฝึกอีก ทั้งยังให้พวกข้าคอยตามดูห่างๆเพื่อคอยแจ้งเรื่องจะได้มาช่วยเหลือท่านได้ท่านเพราะเกรงว่าท่านเซียนจะนำเรื่องเข้าตัว”
จริงด้วยเป็นเขาที่เฝ้าเป็นห่วงข้ามาตั้งแต่แรก ‘เป็นสวีจ้าวหรงมาแต่แรก’ แต่ทำไมกันละ? ขณะกำลังจะเอ่ยถามแต่เฉินหยวนก็กล่าวต่อคล้ายรู้อยู่แล้วว่าจะมีคำถาม
“ท่านจอมมารเคยกล่าวว่าเมื่อราวๆสิบปีก่อนเคยได้เซียนโง่คนหนึ่งช่วยชีวิตไว้ครั้งที่ลำบาก เซียนที่แยกไม่ออกแม้กระทั่งมารหรือเดรัจฉานแม้นายท่านจะไม่เคยบอกว่าใคร แต่ตอนนี้ข้าคิดว่าบุคคลนั้นน่าจะเป็นท่านเซียนมิเช่นนั้นท่านจอมมารคงไม่ห่วงใยท่านเช่นนี้”
“ข้า? หลายปีก่อน..ข้าช่วยเขาไว้งั้นหรือ?” สีหน้าลู่อิงหมิงบ่งบอกความสับสนพร้อมนึกย้อนไปในอดีต ราวๆ สิบปีก่อน?สิ่งเดียวที่เคยช่วยไว้ราวๆ หลายปีก่อนไม่ใช่คนเสียหน่อยแต่เป็นงูช้าก่อน! “อ่า เขาๆ เขาแปลงกายเป็นงูใช่ไหม?” เหมือนเจอปลายอุโมงค์ลู่อิงหมิงเข้าใจทั้งหมดแล้ว
สองสิ่งมีชีวิตที่นางช่วยเอาไว้บนแดนสวรรค์มีแค่หวงอวิ๋นที่เป็นนกกลับงูอีกหนึ่งตัว..
เวลานั้นตนเจองูดำตัวเล็กๆตัวหนึ่งที่สวนสระ ก็คิดอยู่ว่าแปลกที่มีงูบนสวรรค์แต่เจอแล้วไม่ช่วยก็อย่างไรอยู่ถึงจะเป็นงูพิษแต่ก็ฆ่าเซียนไม่ได้หรอกจึงเก็บมารักษาแถมคร่านั้นอาการงูดำแย่มากตอนแรกคิดว่าคงโดนเซียนอื่นๆ ทำร้ายขับไล่มาจนมาถึงชายขอบสวรรค์ที่เป็นสวนสระ
นางจึงพยายามใช้พลังเซียนรักษาแล้วแต่ช่วยไม่ได้มากไม่รู้ด้วยเหตุผลใดจนกระทั่งประจวบกับตอนนั้นท่านเซียนโอสถปรุงโอสถทิพย์เหลือมาถึงเซียนเล็กๆ เช่นตนยานี้หากได้กินเข้าไปมันจะช่วยเพิ่มพลังปราณโดยไม่ต้องฝึกบำเพ็ญแต่ลู่อิงหมิงตัดสินใจนำโอสถนั้นให้กับงูดำ หนึ่งคือพลังเซียนไม่สามารถเทียบกับหนึ่งชีวิตได้ทั้งอีกอย่างนางก็ไม่ค่อยได้ใช้พลังด้วย วันๆนอนเล่นอยู่แต่สวนสระควรให้แก่สิ่งที่จำเป็นมากกว่าหลังได้โอสถอาการงูดำตัวน้อยก็ดีขึ้นอย่างรวดเร็วจนวันหนึ่งพอนางตื่นขึ้นมามันก็หายไปแล้วไม่ได้ร่ำลา
“ข้าไม่เคยรู้เลยว่าเขาแปลงกายเป็นงูได้”เพราะถ้ารู้ว่านั้นคือจอมมารนางคงไม่กล้าจับมารักษาหรอกทั้งในนิยายไม่เคยมีกล่าวไว้นี้ว่าสวีจ้าวหรงตอนแอบขึ้นมาขโมยโอสถแปลงกายเป็นงูแถมก็ไม่เคยมีฉากที่กล่าวว่าสวีจ้าวหรงแปลงกายเป็นงูสักครั้งนางเลยไม่เคยคิดว่าจะเป็นเขามาก่อนนักเขียนก็เขียนเปิดเรื่องข้ามๆ ให้ผ่านต้นเรื่องใครจะไปรู้ได้
“ครั้งนั้นท่านจอมมารยังต้องหลบหนีผู้ไล่ล่า เลยหลบเลี่ยงโดยแปลงกายเป็นงูแล้วเรื่องนี้ก็ไม่มีผู้ใดรู้นอกจากข้าว่านายท่านมีสายเลือดปีศาจงูกึ่งหนึ่ง”แบบนี้เอง เข้าใจแล้วว่าทำไมเผ่าปีศาจงูถึงเป็นเผ่าเดียวที่ซื่อสัตย์ต่อเขานักแม้หลังแตกพ่ายให้กับทัพสวรรค์เพราะว่าสวีจ้าวหรงมีสายเลือดเดียวกับเขา
แล้วอีกเรื่องที่เฉินหยวนเป็นปีศาจงูที่มีสายเลือดเทพมารกึ่งหนึ่งเป็นได้ได้ว่าอาจจะมีต้นตระกูลเดียวกันแต่แตกไปคนละเส้นเพราะนามของเฉินหยวนก็มีเพียงสวีจ้าวหรงที่รู้
“เฮ้อ” ลู่อิงหมิงเข้าใจแล้วก็ต้องถอนหายใจต่อเนื่องแท้จริงตนเองป่วนเส้นเรื่องนิยายตั้งแต่ต้นไม่แปลกใจที่ภายหลังอะไรก็ไม่เหมือนเดิมแล้วตอนนี้หนักไปจนถึงพระเอกของเรื่องกำลังจะตายไม่คิดว่าเซียนชายขอบจะทำผลกระทบมากเพียงนี้ นางจะแก้ไขได้อย่างไรละทีนี้!
“แล้วองครักษ์เฉินรักษาอย่างไรไปบ้างแล้ว?”
“ข้าไม่ได้ทำอะไรเพิ่มทั่วกายไม่มีแผลมีแต่สิ่งนี้ที่เพิ่มกระจายจากแขนขาคล้ายมุ่งไปที่หัวใจและเมื่อพยายามจะใช้พลังใดๆ ก็ตามจะไปขับไล่มันจะยิ่งเพิ่มขึ้นแทน”ถ้าเขาลองแล้วไม่ได้ผลก็คือไม่ได้ผล ก็บุคคลคนนี้เปรียบดังแม่ทัพมือขวาของสวีจ้าวหรงเขาซื่อสัตย์ต่อจอมมารอย่างที่สุด สละได้ทุกอย่างแม้ชีวิตถ้าไม่ผลัดพรากจากกันตอนถูกไล่ล่าชีวิตจอมมารคงจะไม่ลำเค็ญนัก
“เช่นนั้นที่ท่านว่าคงเป็นอาคมของอะไรบางอย่างหรือเป็นเพราะเขาใช้หลี่จื้อเจี้ยน?” ลู่อิงหมิงลองเอ่ยสิ่งที่คิดอยู่ออกมา
“มิใช่ ท่านจอมมารเคยลองใช้หลี่จื้อเจี้ยนหลายครั้งแล้วอาคมควรเป็นอะไรที่พึ่งเกิดตอนที่มาถึงที่นี่”
‘มาถึงที่นี่ ที่สำนักเหนิงซือ? ’ คล้ายเกิดประกายแสงตรงหน้าใช่แล้ว..อยู่ใต้จมูกนี่เอง ทำไมลืมไปได้ ก็สวีจ้าวหรงไม่ได้เข้าทางประตูหลักเพราะถ้าเข้าทางนั้นป่านนี้พลังปราณได้ถูกสูบไปหมดแล้วเพียงแต่นางไม่รู้อาคมของการละเมิดกฎสำนักเหนิงซือว่าคืออะไรก็ทำให้ไม่สามารถรักษาได้
“ข้ารู้แล้วว่าอะไร แต่ข้าต้องไปที่ค้นคว้าเพิ่ม ท่านดูเขาไว้ก่อน”
เซียนน้อยก้าวฉับๆออกไปที่รังของปีศาจแร้งก่อนหน้าพึ่งมาช่วยคนที่ถูกจับตัวเอาไว้เห็นมีกองหนังสือบันทึกอะไรเต็มไปหมดที่นี่กลิ่นสุดจะทนเพราะปีศาจแร้งถึงจะจับคนเป็นมาได้ก็จะสังหารให้ตายทิ้งไว้แล้วค่อยกิน ว่าง่ายๆก็คือกลิ่นเน่า ดีที่ตอนนี้ระบายออกไปแล้วบ้างหลังเก็บกวาดและให้ลมบริสุทธิ์พัดผ่าน
เหตุผลที่นางต้องมาค้นคว้าหาจากกองหนังสือเหล่านี้ก็เพราะจำได้ว่าคำบอกเล่าคือปีศาจแร้งมาอาศัยอยู่ที่นี่หลังสำนักเหนิงซือร้างไปและไม่เพียงแต่แอบอาศัยแต่มันค้นพบวิธีการใช้ด่านทดสอบเพื่อป้องกันคนบุกรุกแสดงว่าควรจะต้องมีวิธีบอกว่าทำอย่างไรและแก้อย่างไร
เรือนอาศัยนี้ที่กลายมาเป็นรังเน่าคงเป็นที่พักของเจ้าสำนักมาก่อนมันดูง่ายมากเพราะเรือนนี้โอ่โถงที่สุดเพียงแต่พอเข้ามาด้านในสถานที่นี้ถูกปรับเปลี่ยนเป็นห้องคุมขังและหากเดินเลยเข้าไปอีกก็จะมาเจอกับห้องหนังสือกว้างใหญ่ในนี้มีหนังสือบันทึกมากมายว่างกองสุมที่พื้น คาดเดาคงเป็นเกี่ยวกับการฝึกวิชา
แต่ที่ลู่อิงหมิงต้องการคือเล่มที่บอกความลับของด่านทดสอบสำนักเหนิงซือไม่รอช้าร่างบางตรงเข้าไปค้นหาสิ่งที่ต้องการทันทีผ่านไปเล่มแล้วเล่มเหล่าจากกลางคืนผันเปลี่ยนเป็นกลางวันจนในที่สุดก็เจอเล่มที่กล่าวถึงด่านค่ายกลที่ใช้ทดสอบคนที่ต้องการเข้าเป็นศิษย์สำนักเหนิงซือมือบางปัดหน้ากระดาษไปอย่างรวดเร็วให้ผ่านด่านแรกๆ ที่ไขกระจ่างไปแล้วจนมาถึงด่านที่สี่
ด่านที่สี่นั้นใจความสำคัญอยู่ที่ลานหินลงอาคมสำหรับผู้ที่มีพลังแฝงในกาย ผู้ใดเหยียบที่ลานกว้างนี้จะถูกลานหินซึมซับพลังไปจนหมดเพื่อเข้ารับการทดลองเฉกเช่นคนธรรมดาหากแต่วิธีเดียวจะหลบเลี่ยงที่รู้กันในสำนักเท่านั้นคือต้องปิดจุดพลังกั้นไว้ไม่ให้พลังหลุดเร้นเวลาที่เหยียบย่างผ่านลานหินก็จะปลอดภัย
เช่นนั้นอาคมหลังจากนี้ก็สิ้นลงแล้วเพราะแผ่นหินที่ลานกว้างแตกไปเป็นที่เรียบร้อยก็ดาบสุดท้ายของสวีจ้าวหรงฟาดแรงเสียจนทำหินแตกกระจาย
เมื่อลู่อิงหมิงไม่เจอสิ่งที่ต้องการก็รีบอ่านต่อไปแต่สำหรับผู้ใดที่จะใช้กลโกงลอบเข้าสำนักจากทางอื่นจะถูกอาคมย้อนกลับยิ่งมีพลังสูงก็จะสิ้นใจเร็วเท่านั้นเพราะอาคมนี้จะใช้พลังกัดกินพลังชีวิตไม่มีวันรักษาทางเดียวนั้นมีเพียงเจ้าสำนักที่แก้ไขได้
“อะไร มีคนเดียวที่รักษาได้หรือ?” นางปิดหนังสือในมือลงบัดนี้เจ้าสำนักบำเพ็ญขึ้นไปเป็นเซียนแล้วนี่ แต่ว่าตนก็เป็นเซียนนี่ขอแค่รู้ว่าเซียนคนไหนที่เคยเป็นเจ้าสำนักเหนิงซือก็ขอให้เขามารักษาได้แล้วต้องเอาไปบอกเฉินหยวนก่อนว่าพอมีทางรักษา
“ไม่ได้”คำแรกที่เฉินหยวนเอ่ยหลังรับรู้ว่ากับดักอาคมที่จอมมารโดนอยู่คืออะไร
“ทำไมล่ะ นี่เป็นทางเดียวจะรักษาเสี่ยวหรงนะ”
“ท่านเซียนคิดดูดีๆ พวกข้าเป็นมารเป็นปีศาจ อย่าว่าแต่รักษาหากสวรรค์รู้ว่าจอมมารยังอยู่เขาจะตายก่อนได้รักษาเสียอีก”
จริงด้วยลู่อิงหมิงมัวแต่ดีใจจนลืมศึกที่ไม่เคยจบสิ้นระหว่างเทพเซียนและมารปีศาจร่างบางถอยตัวกลับไปชนกับผนังด้านหลังอย่างเหนื่อยล้า ตนไม่ได้พักมาสองวันเต็มๆแล้ว แผลที่ควรจะหายก็ยังไม่หายเพราะไม่มีเวลาเดินพลังปราณ
ตอนแรกที่ไม่รู้สึกอะไรบัดนี้อ่อนแรงขึ้นทันใดอาการเจ็บที่อกจี๊ดๆ เพียงแค่คิดว่าจะสูญเสียเขาไปแต่ถ้าสวีจ้าวหรงกำลังจะตายขอลองเสี่ยงดีกว่าปล่อยไปเช่นนี้“เพราะถ้าไม่ลองเสี่ยงอย่างไรเขาก็จะตาย”เซียนน้อยเอ่ยเสียงบางเบาหวังว่าจะให้เฉินหยวนเห็นด้วยหากหัวหน้าเผ่าปีศาจงูไม่ยอมก็ยากที่นางจะทำสำเร็จ
เฉินหยวนหยวนแม้ตัวจะเป็นปรปักษ์กับเซียนทั้งหลายแต่ลู่อิงหมิงก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่านางไม่ใช่เซียนที่หมายมาดจะฆ่าสังหารมารทั้งหมดทุกคนและก็จริงอย่างที่นางว่า ถ้าไม่เสี่ยงยังไงท่านจอมมารก็ตายอยู่ดี
“อย่างไรตอนนี้ท่านเซียนก็ไปพักผ่อนเสียก่อน ข้าขอทบทวนสักหน่อยได้คำตอบจะให้คนไปตาม”
“ได้ ฝากดูเขาด้วย” นางรับคำแล้วเดินไปเอ่ยลาคนที่นอนเหมือนหลับแต่พอเห็นมือของสวีจ้าวหรงที่เคยเรียวยาวขาวผ่องดั่งแท่งหยกเนื้อดีตามแบบฉบับพระเอกนิยายย่อมต้องสมบูรณ์แบบแต่ตอนนี้นิ้วเรียวนั้นกลับดำเหมือนมีคนเอาหมึกมาทา ทั้งยังล่ามไปถึงแขนเหนือข้อมือแล้ว
ลู่อิงหมิงคิดถึงอาการหลับไม่ตื่นแบบนี้ก็คล้ายๆกับคุณหนูเถียนหนิวที่เคยหลับเพราะอาถรรพ์หลี่จื้อเจี้ยนตอนนั้นใช้ดอกหลันหลิ่งรักษาก็หาย จริงๆวิธีนี้เป็นอย่างแรกที่ลู่อิงหมิงคิดออกด้วยซ้ำ แต่กลับไม่สามารถนำมาใช้ได้เพราะดอกไม้นั้นไม่เหลือแล้วสวีจ้าวหรงเก็บดอกสุดท้ายมาให้นางรักษารอยแผลเป็นและนางก็ส่งต่อให้พรายน้ำฉินอันไปแล้ว
‘ข้าบอกแล้วว่าให้เก็บเอาไว้’ ทำไมไม่ฟัง ดอกหลันหลิ่งใช้เวลานับสิบๆปีกว่าจะมีสักดอก และอาการสวีจ้าวหรงก็รอถึงตอนนั้นไม่ได้
ลู่อิงหมิงกลับมาพักอีกห้องหนึ่งหลังจากปกติแล้วได้เศษดาวมาอย่างแรกจะเอามันมาส่องดูเพื่อชื่นชมความสำเร็จแต่ครั้งนี้มีเรื่องมากมายกว่าจะได้ว่างหยิบขึ้นมาสำรวจก็ผ่านไปเป็นวัน
แก้วทรงกลมคล้ายหินเรียบลื่นที่คิดว่าน่าจะสมบูรณ์เพราะชิ้นล่าสุดน่าจะต้องเป็นชิ้นสุดท้ายแล้วแน่ๆกลับไม่ใช่เช่นความคิด ผิวเรียบสะดุดที่จุดเล็กๆ จุดหนึ่งขนาดที่หายไปให้เทียบกับชิ้นก่อนหน้าน่าจะเล็กเพียงครึ่งชิ้นอื่นๆ
“ยังไม่ครบอีกหรือนี่ เมื่อไรจะเก็บหมดเสียทีนะ” ลู่อิงหมิงบ่นรำพึงรำพันก่อนจะเก็บแก้วผลึกคืนลงในถุงหอมแล้วเอนตัวนอนให้ร่างได้พักหลังบุกตะลุยมาอย่างโชกโชนผ่านไปได้ชั่วครู่ที่คิดว่าน่าจะหลับในทันทีกลับไม่ใช่ใจยังพะว้าพะวังคิดถึงคนที่หลับไม่ได้สติจึงลุกขึ้นนั่งแล้วเปลี่ยนมาเป็นฝึกสมาธิแทน
หลังผ่านไปราวสองชั่วยามร่างกายของลู่อิงหมิงก็รู้สึกกลับมามีพลังอีกครั้งขณะที่กำลังจะออกสมาธิเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นพอดีเซียนน้อยคิดว่าเฉินหยวนคงได้คำตอบแล้วจึงให้คนมาตามจึงเร่งรุดไปเปิดประตู
“ท่านหัวหน้าให้มาเชิญท่านเซียนไปพบ”
เฉินหยวนก็ตัดสินใจรวดเร็วดีเหมือนกันเรื่องแบบนี้รอช้าไม่ได้ลู่อิงหมิงเร่งฝีเท้าเพื่อไปพบเฉินหยวนที่รออยู่ด้วยความคาดหวังว่าเขาจะยอมรับและเสี่ยงไปด้วยกัน
“ข้ามาแล้ว ท่านคิดอย่างไรว่ามาได้เลย”ไม่เอ่ยถามอ้อยอิ่งหากมุ่งเข้าประเด็นเลยทันที
“ที่ข้าตามท่านเซียนมา หาใช่เรื่องท่านจอมมาร”
ลู่อิงหมิงอดถอนใจไม่ได้เมื่อผิดหวังกับคำตอบ“แล้วท่านเรียกมาเรื่องอะไรกัน?”
“ท่านจอมมารบอกว่าท่านเซียนตามหาเศษดาวที่ตกมาที่โลกมนุษย์”เฉินหยวนเอ่ยเกริ่นก่อนเข้าเรื่อง เลยทำเพียงพยักหน้าตอบไม่อยากขัดรอให้เขาเอ่ยต่อไปเอง “ท่านก็เลยสั่งเราเผ่าปีศาจงูให้ตามหามาด้วยตลอดแล้วครั้งนี้เหมือนจะได้มาส่วนหนึ่ง”
“จริงหรอ!”ถึงเรื่องที่ตามนางมาไม่ใช่เรื่องสวีจ้าวหรงก็อดดีใจเรื่องนี้ไม่ได้เมื่อครู่ที่ส่องแก้วผลึกเล่นก็ไม่คิดว่าจะได้มาเร็วเช่นนี้ต้องชิ้นสุดท้ายแล้วแน่ๆ ครั้งนี้ “แล้วอยู่ที่ใดกัน?”
“คนของข้านำมาแล้ว อยู่ที่อีกเรือน จะให้คนนำไป ท่านก็ค่อยๆคิดแล้วกันว่าจะทำเช่นไร”
ลู่อิงหมิงอดขมวดคิ้วสงสัยไม่ได้ว่าหมายความอย่างไรได้เศษดาวมาแล้วทำไมต้องคิดต่อ แต่ก็จนใจจะถามไปเห็นด้วยตัวเองเลยดีกว่าจึงเดินตามคนที่นำทางมาเมื่อครู่ออกไปจากเรือนอีกครั้ง
“ด้านในขอรับ” คนผู้นำทางเป็นผู้เปิดประตูแล้วเชิญลู่อิงหมิงเข้าไปก่อนในห้องนี้ค่อนข้างเล็ก ยังไม่ได้มีการจัดเตรียมหรือทำความสะอาดใดๆเห็นได้ชัดว่าพึ่งมาถึงไม่นานก็พานางมาที่นี่เลย
เซียนน้อยเดินเข้าไปในห้องได้ไม่เท่าไรก็พบคนร่างกายผ่ายผอมหนังแทบหุ้มกระดูกนอนอยู่บนเตียงโดยสัญชาตญาณสั่งให้รีบวิ่งเข้าไปดูอาการทั้งที่เหมือนร่างไร้วิญญาณแต่หน้าอกยังขยับขึ้นลงเบาๆแต่ถี่คล้ายจะหมดลมได้ตลอดเวลา
“นี่อะไรกัน เด็กคนนี้เป็นอะไร”ที่นางคิดว่าเด็กเพราะถึงแม้ว่าร่างจะผ่ายผอมเท่าไรแต่ความสูงนั้นยังจัดว่าไม่โตเต็มที
“ท่านเซียนลองดูไหล่ขวา”
“นี่มัน!” หลังที่เปิดสาบเสื้อดูก็เห็นแสงริบหรี่เรืองแสงออกมานี่คล้ายกับเศษดาวที่ปีศาจแร้งฝังไว้ในอกเลยแค่อันนี้เล็กกว่ามากถ้าไม่สังเกตดีๆจะไม่เห็นและเสี้ยวอันเล็กๆ นี้เรืองแสงตลอดเวลา
ถ้าทุกครั้งที่มันเรืองแสงอยู่หมายถึงกำลังรักษาเจ้าของร่างแสดงว่าสิ่งนี้อาจจะกำลังพยายามเยียวยาร่างนี้ให้หายแต่เศษดาวที่มีอยู่ชิ้นนี้เล็กเกินไปแทนจะรักษาจึงทำได้แค่ยื้อไม่ยอมให้ตาย
‘อย่าบอกนะว่าเด็กคนนี้ทนสภาพนี้มาตั้งแต่ดาวตก นี่มันหลายเดือนแล้วนะ’มือบางยกขึ้นลูบใบหน้าซูบที่ดูก็รู้ว่ากำลังทรมาน ‘ไม่นะ ควรทำอย่างไรดี’
เวลานี้คล้ายลู่อิงหมิงกำลังเผชิญเคราะห์กรรมทางใจหนักหน่วงก่อนหน้ามีสวีจ้าวหรงก็กำลังจะตายตอนนี้มีเด็กอีกคนที่กำลังตายแต่เพราะเศษดาวของลู่อิงหมิงทำให้ร่างนี้อยู่ก็ไม่ได้ตายก็ไม่ได้แต่หากถ้าเพียงดึงเศษดาวออกมาก็เท่ากับฆ่าเด็กคนเช่นกัน
“ถ้าท่านเซียนไม่อยากทำ ให้ข้าดึงเศษดาวออกแทนหรือไม่”คนพูดเห็นเซียนตัวเล็กพะว้าพะวังไม่กล้าทำก็ออกปากให้“หรือถ้าท่านคิดว่านี่จะทำให้เขาตาย ข้าขอแสดงความเห็นหากสภาพนี้เป็นตัวข้าข้าขอตายดีกว่า”
ความจริงแล้วแม้แต่ตัวนางเองก็คิดเช่นเดียวกันทำไมชิ้นที่ตกลงไปที่เด็กน้อยคนนี้ไม่ใหญ่กว่านี้สักหน่อยนะป่านนี้ก็คงจะหายดีแล้ว ลู่อิงหมิงคิดแล้วทั้งเสียดายทั้งเสียใจแต่จะให้ลงมือดึงออกเอวก็ทำไม่ลงลู่อิงหมิงเกิดและโตในโลกที่มีแต่เครื่องอำนวยความสะดวกไม่เคยจำเป็นต้องฆ่าสังหารอะไรมากสุดก็อาจจะแมลงสาบ หลังทะลุมาโลกนิยายก็เป็นเซียนกินนอนใช้เวลาสิ้นเปลืองกล่าวตรงๆ ก็คือเป็นคนใจอ่อนแต่กำเนิด
“เช่นนั้นให้ข้าลงมือเถอะ ท่านเซียนโปรดหลบ”คนพูดวางมือที่ไหล่หมายจะให้ร่างบางของเซียนน้อยหลบทางเพื่อจะจบสิ้นความทรมาน
แต่ลู่อิงหมิงยกมือห้ามเสียก่อน“ช้าก่อน..”
นางเกิดความคิดหนึ่งถ้าเสี้ยวนี้เล็กเกินไปแล้วถ้าได้ชิ้นที่ใหญ่ขึ้นล่ะ จะพอช่วยได้ไหมลู่อิงหมิงรีบหยิบแก้วผลึกในถุงหอมขึ้นมาวัตถุกลมส่องแสงอยู่ก่อนคล้ายเรียกรับกับอีกส่วนที่อยู่ในร่างผอมแห้ง
ลู่อิงหมิงก้มมองพินิจที่แก้วผลึกแสงครั้งนี้สว่างสวยงามกว่าครั้งก่อนตอนได้เจอเสี้ยวผลึกอื่นลวดลายระยิบระยับของแก้วผลึกค่อยๆ กลับมาอย่างที่เคยเป็นดั่งแต่ก่อนที่แค่มองแล้วก็ชวนเคลิบเคลิ้ม
แก้วผลึกสังสรรค์เหมือนมีชีวิตพอรู้ว่ามีคนหลงใหลมันก็อวดลวดลายต่อหน้าลู่อิงหมิงไม่หยุดดึงดูดสายตาจนไม่อาจจะถอนออกมาได้ แสงระยิบระยับดุจดวงดาวกำเนิดในลูกแก้วค่อยส่องแสงออกมาจนสว่างพลังของลูกแก้วเกิดขึ้นต่อหน้าเซียนน้อยอีกครั้งมันปล่อยแสงสว่างวาบเหมือนครั้งแรกที่เคยเจอ
แสงที่สว่างมากจนลู่อิงหมิงต้องปิดตาหนีพร้อมกับภาพที่ไหลเข้ามาในความคิดแต่กลับเหมือนเห็นด้วยตาเปล่า นี่มัน ‘นิมิต’กลับมาอีกครั้ง
ชายร่างสูงอาภรณ์สีดำที่ครั้งแรกไม่รู้ว่าใครจนเกือบลืมไปแล้วว่าเคยเห็นนิมิตนี้ครั้งนี้นางรู้แล้วว่าคนในนิมิตคือใคร ‘สวีจ้าวหรง’ นั้นเองเขากำลังคุกเข่าอยู่กับพื้นโอบกอดคนหนึ่งเอาไว้ทั้งซบใบหน้าลงที่ไหล่คนนั้น
ลู่อิงหมิงสงสัยเหลือเกินว่าเป็นใครที่เขาโอบกอดเช่นนี้จึงรีบวิ่งเข้าไปดูก่อนที่นิมิตจะหายไป