บทที่ 10 ป่าคลั่ง (ครึ่งหลัง)
ตอนที่ 94 การตัดสินใจหลังจากนี้
หลังจากนั้นราวสองชั่วโมง
หลังจากที่ไพไรต์ได้รับการรักษาแขนกับบาดแผลไปแล้ว
***พ่อหนุ่มปากหวาน [ไพไรต์]
“ก่อนอื่นขอสรุปสถานการณ์ในตอนนี้ก่อน”
ผมกำลังเรียกรวมตัวทุกมานั่งเรียงตรงหน้าอยู่ภายในห้องโถง บนเก้าอี้ปุยเมฆสีขาวที่ก่อตัวขึ้นเป็นโซฟาแสนนุ่มสบาย โดยมีโต๊ะประหลาดสีขาวตัวยาวลอยอากาศพร้อมน้ำชาวางเอาไว้
กลิ่นชาที่มีสีแดงราวกับเลือดกำลังส่งกลิ่นหอมกรุ่นไปทั่วห้องจนทำให้รู้สึกจิตใจผ่อนคลาย
และนี่คือรายชื่อสหายที่อยู่กับผมในตอนนี้
สหายกอลิล่า ซุนไกท์ กับเจ้าหมี วานาดิไนต์
สหายอสูรแสงตัวน้อยผู้น่ารัก ลิลลี่ กับอสูรนม ดิวซ์
ส่วนโนอาร์นั้น เธอกำลังไป [ซ่อม] ร่างกายอยู่ในส่วนลึกของที่นี่อยู่
“ก่อนอื่นเลย… ซุนไกท์กับวานาดิไนต์ พวกนายอาจจะทำใจรับไม่ได้ แต่ผมพึ่งได้รับรู้ความจริงบางอย่างที่เกี่ยวกับเทพเจ้ามาจากท่าน--- จาก [โนอาร์] นะ”
หลังจากที่ผมบังคับจูบปากเธอไปแบบนั้น ผมก็รู้สึกทำใจเรียกโนอาร์ว่า [ท่านโนอาร์] ไม่ได้อีกแล้ว
อีกอย่าง มันเป็นความปราถนาของเธอเองด้วย ที่อยากจะให้ผมเรียกเธอในฐานะตัวตนที่เท่าเทียมกัน
ส่วนเรื่องราวของโนอาร์ที่ผมเล่าให้พวกเขาฟังนั้น มันคือข้อสรุปที่ผมได้จากการรวมเรื่องที่ยัยกระต่ายดำเคยเล่า กับเรื่องที่โนอาร์ยอมสารภาพออกมา
ความจริงของพวกเราที่เป็นเพียงสิ่งมีชีวิตเทียมที่ถูกสร้างขึ้น
ระดับของเทคโนโลยีที่พวกเราเคยมี กับความหมายของหุ่นยนต์
ความจริงที่บรรพบุรุษของพวกเรามาจากดาวดวงอื่น
ตัวจริงของเทพเจ้าที่พวกเราเคยนับถือ
เรื่องที่โนอาร์ในอดีตคือทรราชผู้บ้าคลั่ง
กับเรื่องที่เธอพยายามพลักดันให้ผมขึ้นกลายเป็นผู้นำของเผ่า โดยที่ผมไม่เคยรู้มาก่อน
ผมเล่าทุกอย่างให้ทุกคนฟังจนหมดเปลือกโดยไม่คิดที่จะปิดบังเอาไว้
เพราะผมมองว่าสหายที่ดีนั้น ไม่ควรมีเรื่องอะไรปิดบังต่อกัน
อีกอย่าง โนอาร์เองก็ยอมให้ผมเล่าแล้วด้วย
แต่ว่า---
“... แกเมาเหล้ามาหรือฟะไพไรต์? ”
“สงสัยหัวคงไปกระแทกอะไรสักอย่างมาละมั้ง? ”
ทั้งสองคนไม่ยอมเชื่อแฮะ
อย่างว่า สำหรับพวกเราคงทำใจยอมรับเชื่อได้ลำบากอยู่แล้ว
มันเหมือนกับไปบอกว่า “แม่ของเอ็ง ความจริงไม่ใช่แม้แท้ ๆ นะ” อะไรแบบนั้น
ส่วนทางด้านพวกลิลลี่มีปฏิกิริยาที่ต่างออกไป
“ฮืม... พวกโนอาร์มีความลับเป็นแบบนี้นี่เอง”
“บูว~ มาสปอยหมดเปลือกแบบนี้ไม่สนุกเลยดอง! ของแบบนี้มันต้องค้นหาคำตอบจากการสำรวจเอาเองสิดอง! ”
ดูไม่ค่อยตกใจเท่าไหรนัก
แถมยังจะดูเสียใจด้วยเหตุผลบางอย่างแทนซะอย่างงั้น
อย่างว่า พวกเผ่าอสูรกายมองว่าโนอาร์เป็นหุ่นยนต์มาตั้งแต่แรกอยู่แล้วละนะ
ให้ตายสิ ถ้าผมนึกเอะใจให้เร็วกว่านี้ละก็…
เอาเถอะ
ส่วนเจ้าซุนไกท์กับวานาดิไนต์จะไม่เชื่อก็ไม่เป็นไร มันเป็นสิทธิ์ของพวกมันอยู่แล้ว
ถือว่าผมได้ทำหน้าที่ของสหายที่ดีไปแล้วนะ
จะมาบ่นใส่ผมทีหลังว่าไม่ได้พูดไม่ได้นะพวกเอ็ง
“เอาละ งั้นต่อไปคือสถานการณ์ปัจจุบัน”
ผมพูดต่อโดยไม่สนสีหน้าที่สับสนงุนงงของเจ้ากอลิล่ากับเจ้าหมี
“นี่คือสถานการณ์ปัจจุบันที่ผมรู้มาจากโนอาร์ รบกวน [ไพรด์] ช่วยเปิดแผนที่ทวีปทีครับ"
"ได้ขอรับนายท่าน"
สุภาพบุรุษผู้ชราภาพโค้งตัวให้อย่างสวยงาม ก่อนจะวางกาชาน้ำชาในมือลงบนโต๊ะ แล้วเริ่มวาดลวดลายด้วยนิ้วชี้ไปในอากาศ
พริบตานั้น ภาพสามมิติแสดงภูมิทัศน์ของทวีปก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าพวกเรา
"ก่อนอื่นคือเหตุการณ์ในทิศตะวันออก งานประลองยุทธ์ที่จัดขึ้นในวันนี้ถูกบุกโจมตีโดยชนเผ่าของพวกเราที่อยากขับไล่ผู้รุกราน มีการลักพาตัวคนไปเป็นจำนวนมาก ใช่…ลักพาตัวคน รวมไปถึงโทแพซกับคนที่เข้ากันได้กับผู้รุกรานด้วย เลยทำให้ในเมืองวุ่นวายมากอย่างที่เห็นในวันนี้"
"สรุปไอที่พาตัวเพื่อนฉันออกไป คือพวกผู้ก่อการร้ายจริง ๆ สินะดอง! หน่อย! แบบนี้ต้องรีบกลับไปช่วยแล้ว! ดอง! "
ลิลลี่ลุกขึ้นยืนด้วยไฟโกรธ
ยัยโทแพซมีเพื่อนดีจริง ๆ เลยนะให้ตายสิ
ผมเองก็อยากจะพุ่งกลับไปช่วยคนรักตอนนี้อยู่เหมือนกัน
แต่ถ้าไม่เยือกเย็นวิเคราะห์สถานการณ์ให้ดี อาจจะยิ่งพากันไปฉิบหายมากกว่าเดิมได้
เพราะสถานการณ์ตอนนี้มันซับซ้อนมาก---
"ในขณะเดียวกัน เพราะว่าโนอาร์เริ่มโจมตีใส่พวกกลุ่มนักรบผู้กอบกู้ แต่เธอบอกผมว่าดันพลาดท่าไปโจมตีโดนใส่ตัวเมืองเข้า แถมยังพลาดท่าโจมตีไปโดนผู้คนที่ไม่เกี่ยวข้องด้วย เลยทำให้พวกเผ่าผู้รุกรานเข้าใจผิด คิดว่าโนอาร์จะเปิดทำสงคราม เลยเป็นเหตุทำให้โจมตีสวนกลับอย่างรุนแรงไปที่หอคอยโนอาร์”
ผมชี้ไปที่หอคอยโนอาร์ตรงใจกลางทวีป
แต่กลับไม่มีหอคอยสีเทาเหยียดท้องฟ้าตั้งตระหง่านอยู่ที่นั่นอีกต่อไป
แถมในตอนนี้ ภาพฉายยังแสดงให้เห็น ว่าแม้แต่หอคอยบริวารที่กระจายไปทั้งแปดทิศของทวีป ก็ยังเริ่มถูกอาวุธอะไรสักอย่างของผู้รุกรานยิงถล่มใส่ไปด้วยเช่นกัน
"เพราะหอคอยที่พวกเรานับถือถูกโค่นลงมา แถมผู้รุกรานยังเริ่มโจมตีใส่หอคอยอื่นอีก เลยทำให้ทุกคนคลั่ง แล้วเริ่มหันมาจับอาวุธเตรียมทำสงครามกันแล้ว"
ผมชี้ไปที่ฝูงชนในเมืองหลวงของชนเผ่ามนุษย์สัตว์
ผมไม่รู้ว่าประชากรในปัจจุบันมีเหลืออยู่เท่าไหร หากเทียบจากที่มีในอดีต
เพราะเจอทั้งสงคราม เต่าบุกเมือง ฝูงอะบอมลอบโจมตี แล้วยังมีโดนสัตว์ยักษ์ลึกลับยิงลำแสงถล่มเมืองรวมเข้าไปอีกด้วย
คิดว่าหนึ่งเดือนมานี้คงมีผู้คนล้มตายไม่ต่ำกว่าห้าล้านคน
ดังนั้น ถ้าจะให้คาดการณ์จำนวนประชากร คงจะมีเหลืออยู่ราว… สิบสี่ถึงสิบห้าล้านคนได้ละมั้ง?
แล้วประชากรส่วนใหญ่ในเมืองหลวงก็กำลังโกรธจนลุกเป็นไฟอยู่
พวกเขาโห่ร้อง คลุ้มคลั่ง แล้วเริ่มขนอาวุธออกมาแจก
แม้แต่ผู้หญิง เด็ก และคนชรา พวกเขาเหล่านั้นก็ยังมาร่วมจับอาวุธลุกฮือด้วยเช่นกัน
"พวกเขาไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นที่เมืองของผู้รุกราน ที่พวกเขารับรู้และเห็น คือมีอาวุธของผู้รุกรานยิงโจมตีใส่หอคอยโนอาร์เท่านั้น"
ความไม่พอใจที่สะสมมาตลอด มันถูกจุดให้ระเบิดขึ้นด้วยการทำลายหอคอยโนอาร์
พวกเผ่าผู้รุกรานโจมตีใส่หอคอยโดยไม่คิดว่ามันจะกลายเป็นเช่นนี้เลยหรือ?
ผมว่าไม่
พวกมันเองก็ไม่ได้โง่ แต่คงกำลังรอหาเหตุผลดี ๆ เพื่อโจมตีใส่หอคอยอยู่นี่ละ
ทีนี้ ถ้าหากว่าพวกชนเผ่ามนุษย์สัตว์ฟิวขาดยกทัพบุกโจมตี คราวนี้คงได้โดนกวาดล้างจนหมดทวีปจริง ๆ แน่
ถึงจะอ้างว่าเพื่อป้องกันตัว แต่ใจจริงคงมีคนอยากกระตุ้นให้เกิดสงครามมากกว่า
บังอาจมาเหยียดหยามเทพเจ้าที่เคารพรักหรือ? ไอพวกเผ่าอสูรกาย! มันจะได้ใจเกินไปหน่อยแล้ว!
ทุกคนคงจะเลือดขึ้นหน้าในลักษณะนี้กันหมดแล้ว
แม้แต่คนที่เคยพยายามเข้าหาพวกอสูรกายอย่างเป็นมิตร ก็ยังหันกลับมาจับอาวุธด้วยความโกรธ
ซึ่งผมว่าไม่แปลก
เพราะลึก ๆ ในใจนั้น ทุกคนต่างมีความแค้นต่อเผ่าผู้รุกรานอยู่แทบทั้งสิ้น
ทั้งฆ่าพ่อแม่ ทั้งเข้ามาใช้พื้นที่อย่างไร้ซึ่งความเกรงใจ เผาทำลายป่าตามใจชอบ แล้วยังตั้งเหมืองแร่ขุดเอาทรัพยากรณ์ของพวกเราไปใช้ตามอำเภอใจอีก
ที่เข้าหา ไม่ใช่เพราะอยากผูกมิตร แต่เข้าหาเพราะเกรงกลัวในพลังอำนาจ
ถึงจะมีหลายคนที่เอนเอียงเริ่มชอบพวกเผ่าผู้รุกรานขึ้นมาบ้างแล้วเหมือนอย่างผม แต่ลึก ๆ ก็ยังคงรู้สึกระแวงอยู่ไม่มากก็น้อยอย่างที่ว่า
ด้วยความเปราะบางเช่นนี้ เลยทำให้มิตรภาพที่สั่งสมสร้างขึ้นมานั้น สามารถพังทลายลงได้เพียงแค่ชั่วพริบตาเดียว
ถ้าผมไม่ได้อยู่ในจุดที่ใกล้ชิดกับโนอาร์ และรู้ความจริงอะไรหลาย ๆ อย่าง ก็คงจะเดือดจนไปคว้าอาวุธมาแล้วเช่นกันนั่นละ
“... คิดว่านี่คือสิ่งที่พวกนักรบชุดขาววางแผนเล็งเอาไว้หรือเปล่าคะ? ”
อสูรกายนม [ดิวซ์] หันมาถามผมด้วยสีหน้าที่ตึงเครียด
“ผมว่าไม่ เพราะผมพอจะรู้จักผู้นำของมันที่ชื่อว่า [นิล] อยู่บ้าง มันเป็นพวกที่คิดอะไรง่าย ๆ คงไม่ได้มองไปไกลว่าเหตุการณ์มันจะเลยเถิดขนาดนี้หรอก”
มันคงคิดง่าย ๆ แค่ว่า “มีตัวประกันเพื่อใช้เรียกร้องอะไรสักอย่าง” แค่นั้น
ที่จับตัวโทแพซไป ก็คงเพื่อใช้ข่มขู่ผมนี่ละ
ส่วนที่จับตัวผู้กล้า… ยังคิดไม่ตกว่ามันจะจับไปเพื่ออะไรกันฟะ?
จับตัวตนระดับผู้กล้าของเผ่าไปแล้วจะได้อะไรขึ้นมา?
ที่พอจะเดาได้ คือจับไปฆ่าทิ้งแล้วโยนความผิดให้เผ่าอสูรกาย เพื่อรวบรวมผู้คนกับสุ่มไฟแค้นเท่านั้นเอง
ถึงมันจะบ้า แต่คงไม่บ้าบิ่นรีบร้อนสร้างสงครามขึ้นมาอย่างที่กำลังจะเกิดขึ้นในตอนนี้หรอก
เพราะเอาจริง ๆ นักรบของมันมีไม่ถึงหนึ่งหมื่นคนด้วยซ้ำ จำนวนคนแค่นี้มีไม่พอไปสู้รบกับใครได้หรอกนะ
“ก็นั่นละ อย่างที่ผมได้อธิบายเอาไว้ นิลมันไม่ใช่พวกคิดลึก ผมมองว่านี่ไม่ใช่ผลลัพธ์ที่กลุ่มนักรบชุดขาวปราถนาหรอกนะดิวซ์ ถ้าพวกมันจะหาเรื่องทำสงคราม คงอยากทำสงครามกองโจรมากกว่า”
“อืม… เข้าใจละ”
“เอาละ จะย้ำอีกครั้งอย่างสั้น นี่คือสถานการณ์ปัจจุบันของทวีปนี้”
กลุ่มนักรบขาวที่กำลังวิ่งหนีออกจากเมืองพร้อมตัวประกันจำนวนมาก โดยไม่รู้ว่าที่เมืองหลวงของตนกำลังเกิดกองทัพประชาชนจำนวนสิบห้าล้านคนเตรียมเคลื่อนทัพบุก
เผ่าผู้รุกรานที่กำลังไล่ถล่มหอคอยแห่งเทพเจ้า กับส่งกำลังพลไล่ตามจับพวกนักรบชุดขาว
พวกประชาชนกับนักรบเผ่ามนุษย์สัตว์ในเมืองหลวงที่กำลังเข้าใจผิด แล้วเริ่มลุกฮือเพื่อเตรียมโจมตีใส่เมืองของเผ่าผู้รุกรานแบบไม่สนชีวิตของตัวเองอีกต่อไป
เรื่องราวทั้งหมดนี้ ถ้าปล่อยไปโดยไม่สนอะไร คงมีคนตายเกิดขึ้นตามมาอีกมากมาย
ซึ่งในฐานะลูกชายของพ่อ ในฐานะผู้สืบสายเลือดของผู้กล้าเผ่าสิงโต ในฐานะตัวผมเอง ผมไม่ต้องการให้เป็นแบบนั้น
“คุณไพรด์ รบกวนช่วยขยายภาพตรงเมืองหลวงหน่อยสิดอง! ฉันว่าฉันเห็น---”
ลิลลี่ชี้ไปที่การเคลื่อนไหวแปลก ๆ ซึ่งกำลังเกิดขึ้นใจกลางเมืองหลวงเผ่ามนุษย์สัตว์
ไพรด์ส่งสายตามาทางผมเป็นเชิงขอคำสั่งอนุญาตจากปากของผม
ผมพยักหน้าให้เขาจัดการทำตามคำสั่งของเธอได้
บุรุษพ่อบ้านชุดดำขยายภาพให้ใหญ่ขึ้นตามคำเรียกร้องของลิลลี่
ภาพที่ฉายขึ้นกลางอากาศนั้น คือภาพของเผ่าอสูรกายจำนวนมากที่ถูกต้อนมารวมตัวกันตรงนอกเขตกำแพงเมืองทางทิศตะวันออก
ดูแล้วน่าจะมีจำนวนมากถึงสองพันชีวิต
สาเหตุที่มีเผ่าอสูรกายมากขนาดนี้ในเมืองหลวงของเผ่ามนุษย์สัตว์นั้น เป็นเพราะว่ามันคือโครงการหนึ่งของการเชื่อมสัมพันธ์มิตรภาพระหว่างเผ่า
พวกเขาเสนอคนจำนวนหนึ่งให้มาช่วยซ่อมแซมบ้านเมืองที่เสียหาย ถ่ายทอดเทคโนโลยี รวมไปถึงเข้ามาตั้งระบบการเกษตรแบบใหม่ให้กับพวกเรา
สรุปคือพวกนี้ไม่ใช่ [นักรบ] แต่เป็นแค่ [ประชาชน] ของฝ่ายผู้รุกรานที่อยากเป็นมิตรด้วย
แต่ประชาชนที่ไร้อาวุธเหล่านั้น กำลังถูกนักรบของเผ่ามนุษย์สัตว์ต้อนออกมานอกเมืองด้วยดาบกับธนู
ต้อนออกมาให้ยืนรวมตัวกันเป็นวงกลม
มอบพลั่วให้พวกเขาคนละอัน
แล้วสั่งให้ขุดดินลึกลงไป
ก่อนจะถูกราดด้วยน้ำมัน แล้วถูกจุดไฟเผาทั้งเป็นอย่างไร้ทางต่อสู้…
“ไพรด์ รีบตัดทิ้งเดียวนี้”
“รับทราบครับ”
ภาพสามมิติที่ถูกฉายขึ้นกลางอากาศได้ฉันพลันหายไปในทันที
พวกเราทุกคนต่างเงียบกริบราวกับอยู่ในป่าช้าที่ไร้ผู้คน
มีเพียงแค่เสียงลมหายใจแผ่วเบาเท่านั้น ที่ยังคงดังขึ้น ณ สถานที่แห่งนี้
รู้สึกว่าสถานการณ์จะเลวร้ายลงยิ่งกว่าเดิม…
ถ้าคนที่ก่อเรื่องมีแค่พวกกลุ่มนักรบขาว เรื่องอาจจะจบได้เพียงแค่ส่งตัวผู้บงการออกไปเท่านั้น
แต่จากการฆาตรกรรมหมู่เมื่อกี้ มันเท่ากับเป็นการประกาศสงครามไปแล้ว
ผม… ควรจะทำยังไงกันดีเนี่ย?
ยังพอจะมีวิธีดี ๆ ช่วยกอบกู้สถานการณ์นี้อยู่บ้างหรือเปล่า?
พูดตามตรงว่าคิดไม่ออก...
“สถานการณ์ดูซับซ้อนวุ่นวายกว่าที่ฉันคิดมากค่ะ ฉันว่าพวกเราควรจะเริ่มจากไปช่วยเหลือพรรคพวกที่ถูกจับตัวกลับมาก่อน แล้วเรื่องอื่นค่อยมาว่ากันจะดีกว่าหรือเปล่าคะ? ”
อสูรกายนม [ดิวซ์] เสนอความเห็นเช่นนั้น
“ข้าเองก็เป็นห่วงพรุนอยู่ด้วย เห็นด้วยกับข้อเสนอนี้”
เจ้าหมีวานาดิไนต์เองก็เห็นด้วย
“เออ… แต่ว่าท่านเทพเจ้าโนอาร์ยังอยู่กับพวกเราตรงนี้ใช่ไหมละ? ให้ท่านออกไปบอกทุกคนว่า [หัวเย็นลงกันหน่อยสิโว้ย!] อะไรแบบนั้น ก็น่าจะพอช่วยอะไรได้บ้างหรือเปล่า? ”
ไม่น่าเชื่อว่าเจ้าซุนไกท์จะใช้สมองเป็นกับเขาด้วยแฮะ
“ฉันเห็นด้วยกับซุนไกท์นะดอง หาทางยุติข้อพิพาทระหว่างเผ่าก่อน แล้วค่อยไปควานหาตัวคนร้ายที่แท้จริง น่าจะเป็นวิธีที่ฉลาดที่สุดแล้วดอง”
ลิลลี่เห็นด้วยกับเจ้าซุนไกท์หรอกหรือ…
วิธีของเจ้าซุนไกท์อาจจะดีที่สุดในสถานการณ์นี้แล้ว
แต่ว่า… มันจะได้ผลจริง ๆ หรือเปล่า?
คิดสิ…
คิดสิว่าถ้าตัวเองเป็นพวกเขาที่กำลังรู้สึกโกรธแค้นจะคิดยังไงอยู่
ผมโกรธ...
โกรธมาก!
อุสาห์ยอมให้พวกมึงขนาดนี้แล้ว ยังจะมาลามปามทำร้ายเทพเจ้าที่พวกเราเคารพนับถืออีก!
พวกมันไม่มีความเกรงใจต่อพวกเราเลยแม้แต่น้อย!
พวกมันไม่มองพวกเราอย่างเท่าเทียมกันมาตั้งแต่แรก!
พวกมันดูถูกพวกเรา!
พวกเราเป็นได้แค่ทาศสำหรับพวกมัน!
ถ้าไม่สู้! ก็ต้องใช้ชีวิตอย่างอดสู่!
แบบนี้ขอสู้ตายถวายชีวิตดีกว่า!
ว่าแล้วก็ไปหยิบดาบและอาวุธ
ดาบหมดก็หยิบมีดทำครัวมาใช้
หรือต่อให้ไม่มีอาวุธ ก็ขอใช้กรงเล็บของตนเป็นอาวุธเข้าสู้จนตัวตาย
ในตอนนั้นเอง ที่ท่านเทพเจ้าปรากฏตัวขึ้นต่อหน้าพวกเรา
“แด่ประชาชนแห่งโนอาร์ ฉัน โนอาร์ ฉันไม่เป็นอะไร ยังปลอดภัยดี นี่คือคำประกาศของเทพเจ้า รบกวนทุกคนช่วยยกโทษให้กับพวกเผ่าอสูรกายด้วย เพราะฉันไม่ประสงค์ต่อสงครามที่เกิดขึ้นนี้ค่ะ”
ทะ--- ท่านเทพโนอาร์!?
ทำไมถึงพูดแบบนี้ละครับ!
จะบอกว่าที่พวกเราพึ่งสังหารเผ่าอสูรกายไปกว่าพันชีวิตนั้นไม่ใช่ประสงค์ของพระเจ้า!?
ไม่ต้องการสงคราม แล้วปล่อยให้พวกมันรุกรานทวีปนี้ตามอำเภอใจ!?
จะบอกว่าพวกเรากำลังทำเรื่องที่ผิดอยู่!?
ไม่จริง!
ทำไมการปกป้องบ้านเกิดกับเทพเจ้าถึงเป็นเรื่องที่ผิดละครับ!
พวกเราทุกคนกำลังทำผิด!?
“ไม่ใช่! แกมันเทพตัวปลอม! เป็นอสูรกายที่ปลอมตัวมาเพื่อหลอกให้พวกเราปั่นป่วนต่างหาก! ”
“ท่านโนอาร์ไม่พูดแบบนี้หรอก! ”
“พวกเราจะสู้เพื่อแผ่นดินนี้”
“สู้! เพื่อท่านโนอาร์ของพวกเรา! ”
ว่าแล้วก็มีคนยิงธนูใส่ร่างแมวน้อยของโนอาร์---
อืม…
พอลองจินตนาการดูแล้ว ก็เห็นภาพทำนองนี้ลอยขึ้นมาเลยแฮะ
คนมันบ้าคลั่งไปแล้ว จะห้ามก็คงฉุดไม่อยู่แล้วละนะ
ต่อให้มีคนตั้งสติได้ แต่ในสถานการณ์แบบนั้น ถ้าโดนคนหมู่มากลากกันไป ก็คงกลัวจนไม่กล้าคัดค้านอะไรออกมาหรอก
ไม่ได้
จะให้โนอาร์ออกไปพูดหยุดพวกเขาตอนนี้ไม่ทันแล้ว
เพราะพวกเขาเป็น [บ้า] กันหมดทุกคนแล้ว
มีทางเดียวที่จะหยุดพวกเขาได้
คือ [มอบชัยชนะ] หรือ [ความพ่ายแพ้] ที่งดงามให้กับพวกเขาเท่านั้น
“...”
ใช่แล้ว
ในเมื่อแต่ละคนมันบ้าอยากทำสงครามกันมากนัก ก็ให้สู้กันจนพอใจไปเลย
เหมือนกับผม ที่พอได้ต่อสู้กับพรุน ก็สามารถล้างความแค้นให้จางหายไปได้
ของบางอย่างนะ อย่าไปกดทับมันเลยดีกว่า
แต่ต้องหารูปแบบที่เหมาะสมที่สุด ในการระบายมันออกมาให้ได้
สู้กันให้สะใจจนยอมรับกันได้ แต่ไม่ต้องถึงขั้นฆ่าล้างกันตายเป็นจำนวนมาก
ลดความเสียหายให้น้อยที่สุดเท่าที่เป็นไปได้
ผมว่า… ผมนึกอะไรบางอย่างออกแล้วละ!
“ทุกคน ผมนึกแผนดี ๆ ที่จะใช้หยุดสงครามครั้งนี้ได้แล้ว”
“เอาจริงดิ! ”
“ถึงจะเสี่ยงหน่อย แต่ผมพอจะนึกวิธีถ่วงเวลาการเคลื่อนทัพของเผ่ามนุษย์สัตว์ได้แล้ว ที่เหลือก็แค่ท่าทีของฝ่ายเผ่าผู้รุกรานละนะ ซึ่งเรื่องนี้... ผมต้องให้พวกลิลลี่ช่วยด้วยอีกแรงหนึ่ง”
ผมหันไปทางพวกลิลลี่
“ก่อนอื่น ผมขอยืนยันข้อมูลจากพวกเธอหน่อย เผ่าของพวกเธอมีอยู่ห้าเผ่า มนุษย์ ภูติ ยักษ์ มนุษย์นก กับมนุษย์มด สินะ? ”
“ใช่แล้วดอง”
“จากเผ่าทั้งห้า ผมได้ยินมาว่ามีแค่เผ่ามนุษย์มดที่มีจำนวนสัดส่วนประชากรมากที่สุดที่อยู่ในทวีปนี้ เลยทำให้มีอำนาจมากที่สุดจากทั้งห้าเผ่าบนทวีปนี้ใช่ไหม? ”
“ก็ใช่อยู่นะดอง”
“ดังนั้น ถ้าหากเผ่านี้พูดอะไรออกไป เผ่าที่เหลือก็คงยอมทำตามเพราะเป็นส่วนน้อยใช่ไหมละ? ”
“มันก็... เป็นไปได้สูงอยู่นะดอง”
“ผมได้ยินมาว่าเผ่านี้เชื่อฟังคำสั่งของราชินีแบบไม่บิดพริ้ว แถมราชินีคนปัจจุบันก็ทำท่าจะหมดอายุขัยแล้วด้วย ส่วนตัวเต็งที่จะขึ้นเป็นราชินีรุ่นถัดไป เห็นว่าหนึ่งในนั้นคือแฟต เพื่อนของพวกเราใช่ไหม? ”
“... ไปรู้เรื่องแบบนี้มาจากไหนกันเนี่ยดอง? ”
“คิดว่าผมเข้าเรียนเล่น ๆ ไปวัน ๆ หรือยังไง? ”
ว่าแล้วผมก็ยิ้มอย่างชั่วร้ายให้กับเธอ
“แผนนี้จะเริ่มขึ้นได้ พวกเราจะต้องแบ่งเป็นสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งจะไปถ่วงเวลาการเคลื่อนทัพกองทัพของเผ่ามนุษย์สัตว์ ส่วนอีกกลุ่มจะต้องไปช่วยเพื่อนของพวกเราที่ถูกจับกลับมาให้ได้”
ผมคิดว่าหลังจากถล่มหอคอยเทพเจ้าทิ้งลงไปได้ทั้งหมด พวกเผ่าผู้รุกรานคงทุ่มกำลังไปกับการค้นหาตัวประกัน มากกว่าตรวจสอบดูว่ามีอะไรเกิดขึ้นในเมืองหลวงเผ่ามนุษย์สัตว์
เพราะถ้าเป็นไปตามที่ผมคิด ฝ่ายที่อยากได้สงครามของเผ่าผู้รุกราน คงอยากให้เผ่ามนุษย์สัตว์เป็นฝ่ายเคลื่อนทัพออกมาโจมตีก่อน
แต่ถ้าทิ้งเอาไว้นานจน พวกเผ่าผู้รุกรานก็อาจจะรู้เรื่องที่ฆ่าล้างหมู่ในวันนี้ จนเป็นเหตุให้เคลื่อนทัพบุกได้เช่นกัน
แล้วตอนนั้นก็จะไม่มีทางหยุดสงครามได้อีกต่อไป
เพราะฉะนั้นพวกเราต้องรีบแข่งกับเวลา
“โดยเฉพาะแฟต ไม่ว่ายังไง ก็ต้องช่วยเธอคนนี้กลับมาให้ได้เร็วที่สุด”
“…. เดียวนะ!? อย่าบอกว่านะว่าคิดจะให้แฟต---”
ดูท่าลิลลี่จะรู้แล้ว ว่าผมกำลังคิดอะไรอยู่
“มาทำให้แฟต เพื่อนของพวกเราขึ้นเป็นราชินีเผ่ามนุษย์มดรุ่นถัดไปก่อนที่สงครามจะเริ่มขึ้นกันเถอะ ส่วนผม ผมจะหาทางขึ้นมาเป็นผู้นำเผ่ามนุษย์สัตว์ให้เอง”