“ท่านขุนมาช่วยพวกเราแล้ว พวกแกไม่รอดแน่” เหล่าทหารวสุธาต่างดีใจเมื่อเห็นชายในชุดหรูหราที่อยู่บนกำแพง ดารินรวมถึงธัญญ่าก็พอจะรู้จักชายคนนี้เช่นกัน แต่พวกเธอไม่ได้แสดงปฏิกิริยาอะไรออกมา พวกเธอรออยู่เฉย ๆ ไม่กล้าขยับ ถึงแม้ในใจพวกเธออยากจะวิ่งไปช่วยปกรณ์ใจจะขาด แต่ก็กลัวจะเป็ตัวเร่งให้อีกฝ่ายลงมือทำอะไรบางอย่างออกมา
“ข้าก็ไม่คิดจะอยากเจอเ้าเหมือนกัน ขุนปัถวีลงกรณ์” เสียงตอบอันแหบแห้งดังมาจากขุนพลลงทัณฑ์ที่อยู่อีกฟากของกำแพง
“ช่างเป็เกียรติจริงๆ ที่ขุนพลอันเลื่องลือชื่อจำนามข้าได้” ขุนปัถวีลงกรณ์เหมือนยิ้มอยู่แต่เขาไม่ได้ยิ้มออกมาขณะพูด
“แน่นอนว่าข้าต้องจดจำรายชื่อของเป้าหมายได้ทุกคนอยู่แล้ว” น้ำเสียงของขุนพลลงทัณฑ์แฝงไปด้วยความหยิ่งสโย
“งั้นหรือ?” แล้วขุนปัถวีลงกรณ์ก็เร่งพลังเวทมนตร์ขึ้น รัศมีแสงสีน้ำตาลที่เข้มข้นลอยขึ้นบ่งบอกถึงความพร้อมที่ใช้เวทมนตร์ที่รุนแรงแล้ว เขาพูด “ถ้าอย่างนั้นพวกเราจะมาต่อจากที่ค้างกันเลยไหมล่ะ?”
แต่ก่อนที่อีกฝ่ายจะได้ตอบขุนปัถวีลงกรณ์ ทันใดนั้นมีเสียงฝีเท้าของคนกลุ่มหนึ่งวิ่งเข้ามายังลานกว้าง
“หัวหน้าธัญญ่า อาจารย์ดาริน ผมพากำลังเสริมมาช่วยแล้ว” เสียงเทพไทดังลั่น เขากำลังมองหาทั้งสองคนที่เขาเรียกหา แต่สิ่งที่เขาและกลุ่มกำลังเสริมเห็นมีเพียงกองหินขนาดใหญ่ที่แตกพังจนบดบังวิสัยทัศน์บริเวณนั้นทั้งหมด
“ดูเหมือนศึกระหว่างเราจะยังไม่ถึงเวลาขุนปัถวีลงกรณ์ ข้าขอตัวก่อน” ขุนพลลงทัณฑ์พูดอย่างไร้อารมณ์ก่อนจะหายไปตัวพร้อมกับคนในชุดคลุมสีดำ
เมื่อผู้พันประสิทธิ์เห็นขุนพลลงทัณฑ์จากไป เขาเลิ่กลั่กทำตัวไม่ถูกทันที เขารีบออกตัววิ่งหนีทันที แต่ไม่วายฝากข้อความทิ้งท้ายก่อนจะหายตัวไป “ถือว่าวันนี้พวกแกโชคยังดี ยัยดาริน ฝากไว้ก่อนเถอะ”
ส่วนบรรดาลูกน้องทหารนภาที่ยังรอดชีวิตอยู่ต่างก็วิ่งหนีแตกกระเจิงไปเช่นกัน ปล่อยให้ศพของเพื่อนร่วมรบนอนเกลื่อนโดยไม่หันกลับมามองเลย
“โถ่ ไอ้พวกฉิบหาย กลับมาเก็บศพเพื่อนพวกแกไปด้วยสิโว้ย” จ่าพาราโวยวายพยายามวิ่งตามพวกทหารนภาไป
ดารินไม่สนใจอะไรใครทั้งนั้น เธอรีบเข้าไปหาปกรณ์ก่อนเป็อันดับแรก
“มนตร์แห่งน้ำ จงสถิตแก่ผองข้า เยียวยาชีพจร” ดารินร่ายมนตร์รักษาให้ปกรณ์ทันทีที่เข้าถึงตัวเขา
หลังผ่านไปชั่วครู่ สถานการณ์ของปกรณ์ดีขึ้น จากที่หายใจโรยริน ตอนนี้เขาเริ่มกลับมาหายใจได้เป็ปกติแล้ว แต่ถึงกระนั้นเขาก็ยังไม่ได้สติ าแต่าง ๆ ตามร่างกายก็ยังไม่จางหายไป มันช่วยไม่ได้ที่ดารินจะหยุดการฟื้นฟูร่างกายของปกรณ์ไว้แค่นั้น หาก้าให้ปกรณ์กลับมามีสภาพแข็งแรงดังเดิม ดารินอาจต้องนอนเป็ผักแทนปกรณ์ก็เป็ได้ เนื่องจากเธอกรำศึกมาหนัก พลังเวทของเธอจึงเหลือค่อนข้างน้อย เพราะการรักษาด้วยพลังเวทมนตร์แบบนี้ มันไม่ต่างกับการดึงเอาพลังชีวิตจากอีกคนไปช่วยอีกคนอย่างไรอย่างนั้น
การฟื้นฟูที่ดีที่สุดคือการดื่มยาที่ได้รับการปรุงขึ้นมาเฉพาะโดยนักปรุงยาที่เป็หมอ แต่การเดินทางมาครั้งนี้ของทีมสอง พวกเขามาโดยไม่มีหน่วยพยาบาลโดยเฉพาะ ทำให้ขาดคนที่พอจะมียาปรุงเพื่อเยียวยาเช่นนี้ไป คงต้องรอให้ปกรณ์ได้ไปห้องพยาบาลเพื่อรักษาตัวดีกว่า
อย่างไรก็ตามห้องพยาบาลของป้อมปราการแห่งนี้คงไม่มียาที่ดีมากนัก คุณสมบัติของมันคงไม่ต่างกับที่ดารินเพิ่งเยียวยาไป จะเป็การดีที่สุดที่จะให้นำปกรณ์กลับไปรักษาที่โรงพยาบาลในเมืองหรือห้องพยาบาลของโรงเรียนของพวกเขาเอง
“เฮ้ยปกรณ์ เป็ยังไงบ้าง? เกิดอะไรขึ้น?” เทพไทรีบวิ่งเข้ามาถามไถ่เพื่อนรักของเขาทันทีที่เห็นสภาพของเขา
“แค่ถูกไฟดูดนิดหน่อยน่ะ นอนพักสักเดี๋ยวก็หายแล้ว” มีรอยยิ้มจาง ๆ บนใบหน้าของปกรณ์ขณะตอบเพื่อนของเขา “แค่ก แค่ก” เขาไอออกมาก่อนที่จะสลบไป
“ดูแล้วอาการเขาน่าจะหนักกว่าที่คิด” ดารินพูดออกมาอย่างกังวลใจก่อนจะหันไปพูดกับเทพไท “เธอไปพาคนมาช่วยพาปกรณ์ไปห้องพยาบาลหน่อย”
หลังสั่งงานลูกทีมของเธอเสร็จ ดารินก็หันไปมองหาธัญญ่า เธอขมวดคิ้วทันทีที่เห็นภาพของคนกลุ่มหนึ่งที่สวมเครื่องแบบทหารแบบเดียวกับเธอกำลังมุงธัญญ่าอยู่
“ตกต่ำไปมากเลยนะ ท่านหัวหน้าทีมสอง” ชายคนหนึ่งรูปร่างล่ำบึกหัวโล้นพูดกับธัญญ่าด้วยเสียงเย้ยหยัน “ถึงกับาเ็จนเอาตัวไม่รอดเลยหนนี้”
ธัญญ่ามองตาขวางใส่ เป็เวลาเดียวกันที่ดารินมาถึงและได้ยินสิ่งที่ชายคนนั้นพูด เธอถลึงตาใส่ขณะพูดทันที “ถอยไป ถ้าไม่คิดจะช่วยกันก็กลับไปที่ที่ของพวกเธอ”
แม้ว่าเธอจะอยากตอบโต้อีกฝ่ายด้วยคำพูดแรง ๆ แต่เธอก็ยังถือว่าเป็อาจารย์ของพวกเขา เธอจึงเลือกที่จะพูดถนอมน้ำใจไว้ก่อน
อีกฝ่ายยังไม่วายพูดจาเหน็บแนมต่ออีกเล็กน้อย “ฝากดูแลคนเจ็บด้วยนะครับอาจารย์ แต่ดูแล้วเธออ่อนแอเกินไป น่าจะส่งกลับโรงเรียนไปเน้นอ่านหนังสือดีกว่า อย่าออกมาเป็ภาระอาจารย์ต้องมาคอยช่วยแบบนี้น่าจะดีกว่านะครับ”
“บอกให้ไปไง หรืออยากให้ฉันรายงานพฤติกรรมของพวกเธอกับท่านผอ.ธาวิส” ดารินพยายามอดกลั้นอย่างที่สุด หากเธอไม่อยู่ร่วมในเหตุการณ์ที่ธัญญ่าต้องเจ็บหนัก เธอคงปล่อยผ่านไปเื่ความไม่ถูกกันระหว่างทีมสองกับทีมสามไปได้ง่าย ๆ
ธัญญ่าได้ดารินช่วยพยุงตัวลุกขึ้นมา เธอมองชายหัวโล้นด้วยสายดูถูกขณะพูดอย่างเ็า “เห็นว่าเครื่องต่อต้านการบินที่ฝั่งประตูสองถูกทำลายนี่ พวกทีมสามมัวทำอะไรอยู่? ถึงฉันจะาเ็เจียนตาย แต่เครื่องต่อต้านการบินฝั่งนี้ก็ไม่ได้รับความเสียหาย เสียชื่อโรงเรียนจริง ๆ”
“หน็อย ยัยนี่ ปากดีนักนะ” ชายหัวโล้นกัดฟันพูดอย่างโมโหก่อนจะเรียกขวานั์อาวุธเวทมนตร์ประจำตัวออกมา “มาต่อกันยกสองเลยไหมล่ะ?”
“ฉันบอกให้กลับไปไง” ดารินมองอีกฝ่ายด้วยสายตาเย็นเฉียบ เธอก็เร่งพลังเวทมนตร์ขึ้นมาเช่นกัน
“ปะ ไปกันเถอะค่ะ หัวหน้า” หนึ่งในลูกน้องทีมสามพยายามลากดึงตัวหัวหน้าของเขาออกไป และแล้วชายหัวโล้นก็ยอมจากไปแต่โดยดีเมื่อััได้ถึงพลังเวทที่ดารินรวบรวมขึ้นมา
อีกด้านหนึ่งบนกำแพง ขุนปัถวีลงกรณ์กำลังยืนมองดูสิ่งที่เกิดขึ้น เขาหรี่ตาเพ่งมองใครบางคน แล้วเขาก็พูดกับตัวเอง “จอมเวทอัจฉริยะดารินงั้นเหรอ? เื่นี้ชักน่าสนใจแล้วสิ”