“อาจารย์เคยสอนขอรับ”
“เช่นนั้นเริ่มเถิด”
ไม่มีความลังเลแม้แต่น้อย
ความไว้วางใจของบิดาทำให้ฉินเฟิงรู้สึกอบอุ่นในใจอย่างประหลาด
ชาติที่แล้ว เขามีชื่อเสียง มีคนยกย่อง มีผู้แข็งแกร่งนับไม่ถ้วนเดินทางมาขอให้รักษา
แต่ความสัมพันธ์ที่ไม่ต้องแลกเปลี่ยนผลประโยชน์กลับมีน้อยจนนับได้
ฉินเฟิงส่งโอสถให้บิดา
ฉินเจิ้งเหอกลืนลงทันที
จากนั้นนั่งขัดสมาธิ
ไม่ถึงยี่สิบลมหายใจ กระแสอุ่นก็เริ่มแผ่ไปตามร่าง
ฉินเฟิงเปิดกล่องเข็มเงิน
เลือกเข็มสามเล่ม
เล่มแรกปักบริเวณหัวไหล่ซ้าย
เล่มที่สองตรงแขนขวา
เล่มที่สามบริเวณด้านหลังใกล้เส้นชีพจรหลัก
พลังิญญาของเขาไหลผ่านเข็มอย่างระมัดระวัง
พิษสีดำซึ่งแทรกอยู่ในเส้นชีพจรเริ่มเคลื่อนไหว
โอสถทำหน้าที่แยกพิษออกจากผนังเส้นชีพจร
ส่วนเข็มเงินคอยนำทางไม่ให้พิษไหลเข้าสู่อวัยวะสำคัญ
เวลาผ่านไปอย่างช้า ๆ
เหงื่อสีคล้ำเริ่มซึมออกตามแขนฉินเจิ้งเหอ
กลิ่นขมผิดปกติลอยขึ้น
ฉินเฟิงเปลี่ยนเข็มตำแหน่งใหม่อีกสามครั้ง
จนกระทั่งผ่านไปเกือบครึ่งชั่วยาม ฉินเจิ้งเหอก็ไอออกมา
คราวนี้ไม่มีโลหิตสด
มีเพียงเสมหะสีคล้ำปะปนออกมาเล็กน้อย
ฉินเฟิงตรวจชีพจรอีกครั้ง
พิษที่เดิมสะสมอยู่สามเส้นหลักหายไปมากกว่าครึ่ง
เมื่อรวมกับการรักษาก่อนหน้า ตอนนี้เหลือไม่ถึงสามส่วนจากทั้งหมดแล้ว
ที่สำคัญ าแเก่าซึ่งถูกพิษรบกวนมานานเริ่มมีโอกาสฟื้นฟูจริง ๆ
ฉินเฟิงถอนเข็ม
“คืนนี้เพียงเท่านี้ก่อนขอรับ”
ฉินเจิ้งเหอค่อย ๆ ลืมตา
เขายกแขนขวาขึ้นแล้วขยับนิ้ว
สีหน้ามีความประหลาดใจทันที
“ความชาในแขนหายไปเกือบหมดแล้ว”
“พิษยังเหลืออยู่บางส่วนขอรับ หลังจากร่างกายพักสามถึงห้าวัน ข้าจะถอนต่ออีกครั้ง หากไม่มีเหตุผิดปกติ น่าจะชำระหมดภายในหนึ่งเดือน”
“หนึ่งเดือน?”
ฉินเจิ้งเหอถามด้วยความไม่เชื่อ
อาการนี้อยู่กับเขามาหลายปี
หมอจำนวนมากเคยบอกว่าเพียงรักษาไม่ให้ทรุดลงก็นับว่าดีแล้ว
แต่บุตรชายกลับบอกว่าอีกหนึ่งเดือนอาจชำระพิษหมด
ฉินเฟิงพยักหน้า
“หลังพิษหาย ยังต้องซ่อมเส้นชีพจรและาแเดิมอีกระยะหนึ่ง แต่โอกาสฟื้นระดับพลังบางส่วนมีมากขอรับ”
ประโยคสุดท้ายทำให้ฉินเจิ้งเหอนิ่งไป
“เฟิงเอ๋อร์ เ้าหมายความว่า…”
“หากเส้นชีพจรฟื้นได้เพียงพอ ท่านพ่ออาจกลับมาฝึกต่อได้ขอรับ”
มือของฉินเจิ้งเหอซึ่งวางบนเข่ากำแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว
หลายปีที่ผ่านมา เขาเคยยอมรับไปแล้วว่าหนทางยุทธ์ของตนสิ้นสุด
ระดับพลังลดลง
อำนาจในตระกูลหายไป
พวกที่เคยยืนข้างเขาค่อย ๆ แยกย้าย
เขาทนทั้งหมดได้
สิ่งที่ทรมานใจที่สุดกลับเป็การเห็นบุตรชายถูกคนรังแก แล้วตนไม่มีกำลังพอปกป้องอย่างที่ควร
ตอนนี้กลับได้ยินว่ามีโอกาสฝึกอีกครั้ง
ฉินเจิ้งเหอสูดลมหายใจลึกก่อนกล่าว
“เื่นี้อย่าเพิ่งบอกผู้ใด”
ฉินเฟิงพยักหน้า
“ข้าก็คิดเช่นนั้นขอรับ”
สองพ่อลูกสบตากัน
ไม่จำเป็ต้องอธิบาย
ในจวนแห่งนี้มีคนซ่อนเจตนาร้ายอยู่
การปล่อยให้คนเ่าั้เชื่อว่าฉินเจิ้งเหอยังเป็ผู้าเ็ที่ไม่มีทางฟื้น ย่อมเป็ประโยชน์มากกว่า
หลังดูแลบิดาจนแน่ใจว่าไม่มีอาการอื่น ฉินเฟิงจึงกลับห้องของตน
คืนนี้เขายังมีอีกสิ่งหนึ่งต้องทำ
โอสถหลอมชีพจรโลหิตถูกนำออกมา
ฉินเฟิงเลือกเม็ดที่บริสุทธิ์ที่สุด
เขาไม่รีบกิน
แต่ตักน้ำอุ่นหนึ่งถ้วย ดื่มครึ่งหนึ่ง แล้วนั่งขัดสมาธิให้พลังขั้นรับปราณขั้นสามหมุนเวียนครบเก้ารอบ
เมื่อเส้นชีพจรอยู่ในสภาพพร้อมที่สุด จึงกลืนโอสถลงไป
พลังร้อนะเิขึ้นในท้องแทบจะทันที
ร้อนกว่าน้ำยารากิญญาโลหิตที่ใช้ก่อนหน้านี้หลายเท่า
ฉินเฟิงกัดฟัน
คัมภีร์เก้าชีพจรคืนกำเนิดเริ่มหมุนเวียน
ฤทธิ์ยาสีแดงทองกระจายเข้าสู่เส้นชีพจรทั้งสี่สายที่เปิดแล้ว
จากนั้นแทรกเข้าไปในผนังของเส้นชีพจรทีละน้อย
ความเจ็บเกิดขึ้นตามมา
ไม่ใช่ความเจ็บแบบเส้นชีพจรถูกฉีก
แต่เหมือนมีความร้อนค่อย ๆ ขยายทางเดินภายในให้กว้างขึ้น
พลังปราณที่เดิมหมุนเวียนได้หนึ่งสาย เริ่มไหลได้มากขึ้น
เส้นชีพจรสายแรกขยาย
สายที่สองตามมา
สายที่สาม
สายที่สี่
จากนั้นฤทธิ์ยาที่เหลือเคลื่อนเข้าหาเส้นชีพจรสายที่ห้าซึ่งยังไม่เปิด
ฉินเฟิงไม่ได้บังคับให้มันทะลุทันที
เขาใช้พลังยาค่อย ๆ ซึมเข้าไป
จุดอุดตันหลายแห่งเริ่มอ่อนลง
เวลาเคลื่อนผ่าน
หนึ่งชั่วยาม
สองชั่วยาม
เมื่อถึงกลางดึก เส้นชีพจรสายที่ห้าเปิดออกเกินครึ่ง
พลังปราณในตันเถียนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
แต่ขั้นรับปราณขั้นสามยังไม่ถึงขีดสุด
ฉินเฟิงจึงหยิบหินิญญาสองก้อนสุดท้ายออกมาวางข้างกาย
พลังฟ้าดินจากหินไหลเข้าสู่ร่าง
ครั้งนี้ความเร็วแตกต่างจากก่อนหน้าอย่างชัดเจน
เส้นชีพจรที่ผ่านโอสถหลอมชีพจรโลหิตสามารถรับพลังได้มากขึ้นเกือบเท่าตัว
พลังหลั่งไหลเข้าสู่ตันเถียนอย่างต่อเนื่อง
หมอกปราณด้านในหนาแน่นขึ้นเรื่อย ๆ
จนผ่านไปอีกหนึ่งชั่วยาม ขั้นรับปราณขั้นสามก็มาถึงปลายทาง
สิ่งกีดขวางของขั้นสี่ปรากฏขึ้น
ฉินเฟิงไม่ได้รีบชน
เขาหมุนพลังกลับไปทั่วร่างสิบแปดรอบ
ตรวจเส้นชีพจรทุกสาย
ตรวจตันเถียน
ตรวจพลังยาที่ตกค้าง
เมื่อแน่ใจว่าทุกส่วนมั่นคง จึงรวบรวมพลังรอบแรก
พุ่งเข้าสู่สิ่งกีดขวาง
ตูม!
ร่างสั่นเล็กน้อย
ยังไม่ผ่าน
ฉินเฟิงผ่อนพลังลง แล้วรอสามลมหายใจ
ครั้งที่สอง
พลังมากกว่าเดิมเพียงเล็กน้อย
สิ่งกีดขวางเริ่มเกิดรอยแยก
เขาไม่หยุด
ครั้งที่สามตามมาติด ๆ
กระแสปราณจากเส้นชีพจรทั้งห้าสายไหลมารวมกันตรงตันเถียน
เสียงเบา ๆ ดังขึ้นภายในร่าง
สิ่งกีดขวางแตกออก
พลังปราณรอบตัวไหลเข้าสู่ร่างเร็วขึ้นทันที
ตันเถียนขยายขอบเขต
พลังที่เดิมเกือบเต็มกลับมีพื้นที่เพิ่มขึ้นอีกมาก
ขั้นรับปราณขั้นสี่
ฉินเฟิงยังคงนั่งนิ่ง
ไม่ได้หยุดฝึกเพียงเพราะทะลุระดับ
พลังใหม่ต้องถูกหมุนเวียนให้มั่นคงก่อน
อีกครึ่งชั่วยามผ่านไป เขาจึงค่อย ๆ ลืมตา
ลมหายใจยาวกว่าเดิม
การรับรู้รอบตัวชัดเจนขึ้น
หากเทียบกับตอนตื่นขึ้นในหอบุปผาแดงเมื่อสามวันก่อน ร่างกายในเวลานี้เปลี่ยนไปจนแทบเป็คนละคน
ฉินเฟิงกำหมัด
กำลังของขั้นสี่มากกว่าขั้นสามอย่างเห็นได้ชัด
แต่สิ่งที่ทำให้เขาพอใจกว่าคือเส้นชีพจรทั้งห้าสายแข็งแรงกว่าเดิมมาก
การเพิ่มระดับครั้งนี้ไม่ได้ทำให้รากฐานลอยหรือพลังเคลื่อนผิดปกติ
เขาหยิบโอสถหลอมชีพจรโลหิตอีกสองเม็ดที่เหลือขึ้นมามอง
จากนั้นเก็บกลับ
คืนนี้เพียงเม็ดเดียวก็พอแล้ว
ถ้ากินต่อเพื่อไล่ระดับเร็วขึ้น ร่างกายอาจรับฤทธิ์ยาซ้ำมากเกินไป
ยังมีเวลา
พรุ่งนี้เขามีการทดสอบพิเศษของสำนักเมฆาฟ้า
ไม่รู้ว่าเจียงเหวินไห่เตรียมอะไรไว้
ฉินเฟิงกำลังจะพัก แต่สายตากลับหยุดที่หญ้าเจ็ดจิตหลับซึ่งยังวางอยู่บนโต๊ะ
โอสถบำรุงิญญายังไม่ได้หลอม
เขาคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนส่ายหน้า
ไม่ควรหลอมต่อคืนนี้
พลังิญญาถูกใช้ทั้งรักษาบิดาและฝึกทะลุระดับมาหลายชั่วยาม หากกลับเข้าห้องหลอมอีกครั้งอาจเหนื่อยเกินไปก่อนการทดสอบพรุ่งนี้
เขาจึงเก็บสมุนไพรไว้
หลังจากล้างตัวและเปลี่ยนเสื้อผ้า ฉินเฟิงเข้านอนเพียงสองชั่วยาม
ก่อนรุ่งสาง เขาก็ตื่นขึ้นเอง
ท้องฟ้าด้านนอกยังมืดอยู่
เขานั่งขัดสมาธิบนเตียงเพื่อหมุนพลังอีกสามรอบ
เมื่อแน่ใจว่าขั้นรับปราณขั้นสี่มั่นคงแล้ว จึงลุกไปล้างหน้า
หลิวมู่นำอาหารเช้ามาให้ในเวลาไม่นาน
เมื่อเห็นสีหน้าของเขาดีกว่าเมื่อคืน หญิงชราก็ยิ้ม
“คุณชาย วันนี้ท่านต้องไปพบท่านผู้าุโจากสำนักเมฆาฟ้าใช่หรือไม่เ้าคะ”
“ขอรับ”
“นายท่านรอท่านอยู่ที่ลานหน้าเรือน บอกว่ามีของจะมอบให้”
ฉินเฟิงรับประทานอาหารจนหมดแล้วจึงไปหาบิดา
ฉินเจิ้งเหอยืนอยู่ใต้ต้นสน
อาการภายนอกดูดีขึ้นมาก แต่ยังตั้งใจแสดงท่าทีอ่อนแรงอยู่บ้างตามแผนของสองพ่อลูก
เมื่อเห็นฉินเฟิงมา เขาหยิบกระบี่สั้นหนึ่งเล่มออกมา
ตัวฝักสีดำเรียบ ไม่มีลวดลายหรูหรา
“เฟิงเอ๋อร์”
“ท่านพ่อ”
ฉินเจิ้งเหอยื่นกระบี่ให้
“นี่เป็กระบี่ที่พ่อใช้เมื่อยังหนุ่ม แม้ไม่ใช่อาวุธวิเศษ แต่เหล็กของมันดีกว่าของทั่วไปมาก เดิมพ่อคิดว่าจะมอบให้เ้าเมื่อเข้าสู่ขั้นรับปราณ”
เขายิ้มเล็กน้อย
“เพียงแต่ก่อนหน้านี้คิดว่าคงไม่มีวันได้มอบแล้ว”
ฉินเฟิงรับด้วยสองมือ
ความรู้สึกหนักประมาณหนึ่งจินกว่า
เขาชักกระบี่ออกบางส่วน
แสงสีเงินสะท้อนแสงตะวันแรกของวัน
แม้ผ่านมาหลายปี ใบกระบี่ยังคงอยู่ในสภาพดี
“ขอบคุณท่านพ่อขอรับ”
ฉินเจิ้งเหอตบบ่าเขาเบา ๆ
“พ่อไม่รู้ว่าการทดสอบพิเศษของสำนักเมฆาฟ้าคืออะไร แต่คนจากสำนักใหญ่ไม่ทำสิ่งใดไร้เหตุผล หากผู้าุโเจียงสนใจเ้า ก็เป็ทั้งโอกาสและการทดสอบ”
“ข้าจะระวังตัวขอรับ”
“ไปเถิด”
ฉินเฟิงประสานมือคำนับบิดา ก่อนออกจากจวน
เรือนรับรองของสำนักเมฆาฟ้าอยู่ทางเหนือของเมือง
เมื่อมาถึง ประตูเปิดรออยู่แล้ว
ศิษย์สำนักในชุดน้ำเงินขาวสองคนยืนเฝ้า
หนึ่งในนั้นจำเขาได้
“ฉินเฟิง?”
“ขอรับ”
“ผู้าุโเจียงรออยู่ด้านใน เชิญตามข้ามา”
ฉินเฟิงเดินผ่านลานเข้าสู่โถงด้านหลัง
แต่เมื่อเปิดประตู เขากลับพบว่าภายในมิได้มีเพียงเจียงเหวินไห่
หลี่เทียนิอยู่ที่นั่น
มู่ชิงหลันก็อยู่ด้วย
นอกจากนี้ยังมีชายหนุ่มหญิงสาวอีกสี่คนจากเมืองอื่นซึ่งฉินเฟิงไม่เคยพบมาก่อน
ทุกคนมีระดับพลังอย่างน้อยขั้นรับปราณขั้นเจ็ด
หนึ่งในชายหนุ่มอายุประมาณสิบเจ็ดปีถึงกับอยู่ขั้นรับปราณขั้นเก้า
เมื่อฉินเฟิงเดินเข้ามา หลี่เทียนิเป็คนแรกที่หัวเราะทัก
“เ้ามาจริง”
ฉินเฟิงพยักหน้า
“เ้าเองก็ได้รับเรียกหรือ”
“ข้าคิดว่าการทดสอบพิเศษจะมีเพียงเ้าเสียอีก ที่แท้ข้าก็ต้องมาด้วย”
มู่ชิงหลันยืนอยู่ด้านข้าง
นางมองฉินเฟิงเพียงครู่เดียว สีหน้าก็เปลี่ยนทันที
เมื่อคืนเขายังอยู่ขั้นรับปราณขั้นสาม
ตอนนี้กลับเป็ขั้นสี่
หญิงสาวไม่กล่าวอะไร แต่ความประหลาดใจในดวงตาชัดเจนจนปิดไม่มิด
หลี่เทียนิเองเพิ่งสังเกต
เขามองฉินเฟิงสองครั้งก่อนถาม
“เ้าเพิ่มระดับอีกแล้ว?”
ชายหญิงที่ไม่รู้จักทั้งสี่คนหันมามอง
ฉินเฟิงตอบ
“เมื่อคืนการฝึกค่อนข้างราบรื่น”
หลี่เทียนินิ่งไป
จากนั้นหัวเราะอย่างจนใจ
“ข้าเริ่มเข้าใจแล้วว่าเหตุใดเมื่อวานเ้าจึงกล้าพูดว่าไม่ต้องรอให้ระดับสูงขึ้น”
หนึ่งในชายหนุ่มแปลกหน้าขมวดคิ้ว
“เมื่อคืนยังขั้นสาม วันนี้ขั้นสี่?”
หลี่เทียนิตอบแทน
“ใช่”
ชายผู้นั้นมองฉินเฟิงั้แ่ศีรษะจรดเท้า
สายตาแฝงความไม่เชื่อ
แต่ยังไม่ทันมีใครพูดต่อ ประตูด้านในก็เปิดออก
เจียงเหวินไห่เดินออกมาพร้อมชายชราอีกคน
ทุกคนรีบประสานมือ
“คารวะผู้าุโ”
เจียงเหวินไห่พยักหน้า
เขามองคนทั้งหมด ก่อนสายตาจะหยุดที่ฉินเฟิง
เพียงชั่วครู่ คิ้วก็ขยับ
“ขั้นสี่แล้ว?”
“ขอรับ”
เจียงเหวินไห่ไม่ได้ถามว่าทำอย่างไร
แต่ความสนใจในแววตาเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน
จากนั้นเขาจึงหันไปกล่าวกับทุกคน
“พวกเ้าทั้งเจ็ดคนถูกเรียกมาที่นี่ เพราะผลงานจากการทดสอบเมื่อวานถึงเกณฑ์สำหรับเข้าด่านพิเศษ”
“ด่านนี้ไม่เกี่ยวกับสิทธิ์เข้าสอบที่เมืองหลวงเขตโดยตรง”
“ผู้ใดไม่้าเสี่ยง สามารถถอนตัวตอนนี้ได้”
ไม่มีผู้ใดขยับ
เจียงเหวินไห่จึงกล่าวต่อ
“ดี”
เขาหยิบแผ่นหยกสีฟ้าออกมา
ภาพูเาลูกหนึ่งปรากฏเหนือแผ่นหยก
“ห่างจากเมืองชิงหลานประมาณสามสิบลี้ มีพื้นที่แห่งหนึ่งเรียกว่า หุบเขาเมฆาอสูร”
“เมื่อสามวันก่อน คนของสำนักตรวจพบว่าภายในเกิดความเคลื่อนไหวผิดปกติ”
ชายหนุ่มขั้นเก้าถามทันที
“ผู้าุโ หมายถึงสัตว์อสูรหรือขอรับ”
เจียงเหวินไห่ส่ายหน้า
“หากเป็เพียงสัตว์อสูรทั่วไป ข้าคงไม่เรียกพวกเ้ามา”
นิ้วของเขาแตะภาพบนแผ่นหยก
ตรงกลางหุบเขาปรากฏแสงสีทองขึ้นหนึ่งจุด
“พื้นที่ชั้นในมี สนามทดสอบโบราณ เปิดออก”
คำว่า “สนามทดสอบโบราณ” ทำให้คนทั้งหมดมีสีหน้าเปลี่ยนไป
แม้แต่ฉินเฟิงยังมองภาพบนแผ่นหยกอย่างตั้งใจขึ้น
เจียงเหวินไห่กล่าวต่อ
“จากร่องรอยที่พบ มันน่าจะเกี่ยวข้องกับผู้ฝึกยุทธ์สายอสูรในอดีต และอาจมีวาสนาหรือมรดกบางอย่างหลงเหลืออยู่”
“สำนักเมฆาฟ้าส่งคนเข้าไปแล้ว แต่ประตูชั้นแรกมีข้อจำกัดอายุ”
“ผู้ที่เกินสิบแปดปีไม่สามารถเข้าได้”
ทุกคนเริ่มเข้าใจเหตุผลที่ถูกเรียกมา
เจียงเหวินไห่มองคนทั้งเจ็ด
“พวกเ้าจะมีเวลาสองวัน”
“ผู้ใดสามารถเข้าไปถึงพื้นที่ชั้นในและนำตราเมฆาอสูรกลับมาได้ จะได้รับรางวัลจากสำนัก”
“แต่ข้าต้องเตือนก่อน”
น้ำเสียงของเขาจริงจังขึ้น
“ด้านในมีสัตว์อสูร มีด่านทดสอบ และอาจมีรุ่นเยาว์จากอีกหลายเมืองเข้าไปพร้อมกัน”
“ในสนามทดสอบ ไม่มีผู้ดูแลยืนข้างพวกเ้า”
“ผู้ใดกลัวตาย ถอนตัวตอนนี้ยังทัน”
ห้องทั้งห้องเงียบลง
สายตาของฉินเฟิงมองแสงสีทองในภาพูเา
สนามทดสอบโบราณ
สัตว์อสูร
วาสนา
สำหรับผู้ฝึกยุทธ์ในแดนระดับต่ำ สิ่งเหล่านี้อาจเป็โอกาสที่ต้องเสี่ยงชีวิต
แต่สำหรับเขา ยังมีสิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่ง
สัตว์อสูรหมายถึงแก่นพลัง เือสูร กระดูก สมุนไพรซึ่งเติบโตในพื้นที่พิเศษ และวัตถุดิบจำนวนมากที่หาไม่ได้ในเมือง
สิ่งเ่าั้สามารถเปลี่ยนเป็โอสถ
โอสถสามารถเปลี่ยนเป็พลัง
และสนามทดสอบที่ผู้ใหญ่ไม่สามารถเข้าได้ ย่อมหมายความว่าศัตรูระดับสูงไม่อาจตามเข้ามาจัดการเขาได้โดยง่าย
ฉินเฟิงกล่าวเป็คนแรก
“ข้าจะเข้าร่วมขอรับ”
หลี่เทียนิหัวเราะ
“ข้าด้วย”
มู่ชิงหลันพยักหน้า
“ข้าจะไป”
คนอื่น ๆ ต่างตอบรับตามมา
เจียงเหวินไห่มองทั้งหมด
“ดี”
เขาเก็บแผ่นหยกกลับ
“ออกเดินทางในครึ่งชั่วยาม”
“ข้าจะพาพวกเ้าไปถึงปากหุบเขาด้วยตนเอง”
ในเวลาเดียวกัน บนยอดเขาไกลออกไปจากเมืองชิงหลานหลายสิบลี้
หญิงสาวชุดขาวผู้มีผ้าบางปิดใบหน้ากำลังยืนอยู่บนกิ่งไม้ใหญ่
ด้านล่างคือหุบเขาที่หมอกสีเทาหนาแน่นหมุนวนอยู่
หญิงวัยกลางคนที่ติดตามนางมาก่อนคุกเข่าอยู่ด้านหลัง
“ท่านเ้าตำหนัก ประตูโบราณเปิดกว้างขึ้นอีกแล้วเ้าค่ะ”
หญิงสาวมองลงไปด้านล่าง
ลึกเข้าไปในหมอก มีเสียงคำรามของสัตว์อสูรดังขึ้นเป็ระยะ
แต่สิ่งที่ทำให้นางสนใจกลับมิใช่เสียงเ่าั้
เหนือส่วนลึกที่สุดของหุบเขา มีเงาร่างขนาดมหึมาปรากฏขึ้นในกลุ่มเมฆเพียงชั่วพริบตา
คล้ายั
แต่มีปีก
แล้วก็หายไป
ดวงตาของหญิงชุดขาวเปลี่ยนทันที
“นี่มิใช่สนามทดสอบของผู้ฝึกสายอสูรธรรมดา”
หญิงวัยกลางคนถามด้วยความใ
“แล้วคือสิ่งใดเ้าคะ”
หญิงชุดขาวเงียบไปหลายลมหายใจ
ก่อนกล่าวช้า ๆ
“อาจเกี่ยวข้องกับสัตว์เทวะโบราณ”
สายลมพัดผ่านหุบเขา
เสียงคำรามลึกดังขึ้นอีกครั้ง
คราวนี้แมู้เาใต้เท้ายังสั่นะเืเล็กน้อย
หญิงชุดขาวมองไปทางถนนที่ทอดจากเมืองชิงหลานมายังหุบเขา
นางรู้ว่าสำนักเมฆาฟ้ากำลังพารุ่นเยาว์เข้ามา
มู่ชิงหลันอยู่ในกลุ่มนั้น
และเด็กหนุ่มที่นางเคยเห็นจากระยะไกลเมื่อวานก็อาจมาด้วย
นางไม่รู้ว่าอีกไม่นาน การเปิดประตูสนามทดสอบแห่งนี้จะมิได้เพียงเปลี่ยนชะตาของอัจฉริยะรุ่นเยาว์ในเมืองชิงหลาน
แต่มันจะทำให้สิ่งมีชีวิตซึ่งหลับใหลมานานนับหมื่นปี ลืมตาขึ้นเป็ครั้งแรก
และผู้ที่มันรอคอยอยู่ภายในหุบเขา
อาจเป็คนที่ไม่มีผู้ใดคาดคิดมากที่สุด