ตอนที่60 ตามหาพ่อแม่ผู้ให้กำเนิด
รุ่งเช้าเสิ่นอี้ตื่นแต่เช้าเพื่อปล่อยให้ซินดี้และลูกน้องทั้งหลายได้ขนย้ายสิ่งของไปบ้านใหม่ ส่วนตัวเขาอาบน้ำแต่งตัวแล้วขับรถยนต์เบนท์ลีย์ไปยังสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าชางโจวมณฑลเหอเป่ย ระยะทางห่างจากเมืองหลวงประมาณสองร้อยกิโลเมตร
เขาต้องการกลับไปพิสูจน์ความจริงบางอย่างที่ระบบโกลาหลเคยแจ้งข้อมูลขัดแย้งวันเกิดของตนเอง
“หากฉันจะต้องเดินทางไปทำภารกิจนานๆ โดยไม่รู้ว่าจะได้กลับมาตอนไหน ขอให้รู้ความจริงหน่อยเถอะ ว่าพ่อแม่ฉันเป็นใครกันแน่?”
เสิ่นอี้ต้องการตามหาพ่อแม่ผู้ให้กำเนิดเขาอยากรู้ว่าพ่อแม่ตนเองเป็นใครกันแน่จึงต้องการไปสืบค้นข้อมูลที่ไม่มีในข้อมูล
อิเล็กทรอนิกส์
เขาขับรถไปถึงหน้าสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าชางโจวโดยพบว่าสภาพของสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าเก่าทรุดโทรมไปมาก ทว่ายังคงมีสภาพโดยรวมคล้ายเดิมเหมือนครั้งที่เขาออกมาเมื่ออายุได้สิบแปดปีหรือสี่ปีที่แล้ว
“ทำไมที่นี่เก่าโทรมขนาดนี้? ฉันเพิ่งออกมาแค่สี่ปีเองนี่”
เสิ่นอี้พึมพำถามขึ้นมาด้วยความแปลกใจเขาเหลือบมองเห็นยามหน้าประตูทางเข้าเป็นคนใหม่แล้ว พลางรู้สึกแปลกใจในสภาพของสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าที่เปลี่ยนแปลงไปจนไม่คุ้นเคย
“พ่อหนุ่มมาเยี่ยมใครหรือ?” ยามชายวัยกลางคนปราดเข้ามาสอบถามชายหนุ่มหน้าตาดีด้วยความสงสัย
“ปู่ไช่ละครับ?” เสิ่นอี้ถามถึงชายชราซึ่งทำหน้าที่เป็นยามคนเดิมด้วยความสงสัย
“อ๋อ! ปู่ไช่เกษียณตัวเองได้สองปีเขากลับบ้านเก่าไปแล้ว ว่าแต่พ่อหนุ่มมาหาเขาหรือ?”
หม่าลี่หมิง ทำหน้าที่เป็นยามแทนไช่จ้านที่เกษียณตัวเองได้สองปีเขาจึงไม่รู้จักเสิ่นอี้แต่รู้สึกผ่อนคลายลงเล็กน้อยเมื่อพบว่าชายหนุ่มมีคนรู้จักอยู่บ้าง
“แล้วครูใหญ่หวางละครับแม่ครัวผู่ละ?”เสิ่นอี้ถามถึงบุคคลสำคัญที่อาจให้ข้อมูลกับเขาได้ทันที
“อ้อ!ครูใหญ่หวางเสียชีวิตจากอุบัติเหตุได้สองปีแล้วครับ ส่วนแม่ครัวผู่ก็ลาออกไปดูแลพ่อแม่ที่บ้านนอกเมื่อปีก่อนคนที่
พ่อหนุ่มรู้จักไม่อยู่ที่นี่แล้ว”
หม่าลี่หมิงเริ่มเข้าใจชายหนุ่มมากขึ้นเนื่องจากพบว่าชายหนุ่มหล่อเหลาสอบถามถึงแต่คนที่ไม่อยู่แล้ว จึงเข้าใจได้ทันทีว่าเสิ่นอี้เคยเป็นเด็กกำพร้าอยู่ที่นี่แน่นอน
เสิ่นอี้ตกตะลึงไปในทันทีที่พบว่าคนสำคัญซึ่งตนเคยรู้จักต่างพากันแยกย้ายกลับบบ้านและเสียชีวิตไปทำให้เขารู้สึกหมดหวังในการที่จะตามหาข้อมูลในอดีตของตน
ทว่าเขายังแอบมีความหวังที่ครูใหญ่คนใหม่อาจจะตอบคำถามของตนได้จึงเอ่ยถามชายวัยกลางคนตรงหน้าด้วยความอยากรู้ว่า
“ผมเคยอยู่ที่นี่มาก่อนอยากพบครูใหญ่คนใหม่ของที่นี่ คุณช่วยแจ้งให้หน่อยครับ”
เสิ่นอี้เข้าใจธรรมเนียมปฏิบัติของที่นี่เป็นอย่างดีเขาจึงร้องขอให้ชายตรงหน้าช่วยสื่อสารกับครูใหญ่แทนเนื่องจากไม่
ต้องการไปหาครูใหญ่โดยตรง จนอาจทำให้ผู้คนเข้าใจผิดคิดว่าตนมาก่อความวุ่นวายได้
“ได้ครับรอสักครู่นะครับ” หม่าลี่หมิงพยักหน้าเข้าใจความต้องการของเสิ่นอี้
เขารีบกลับเข้าไปในตู้เล็กของยามเพื่อใช้โทรศัพท์ภายในโทรไปหาครูใหญ่โดยตรง
สักพักเขาเดินกลับมาบอกเสิ่นอี้พร้อมแสดงความรู้สึกเสียใจว่า“ขอโทษด้วยนะครับ ครูใหญ่ไปประชุมที่เมืองหลวงตั้งแต่เมื่อวานแล้ว ผมเองก็เพิ่งนึกขึ้นได้เหมือนกันงานประชุมมีหนึ่งสัปดาห์ คุณจะฝากชื่อกับเบอร์โทรไว้ไหมครับ? ผมจะได้ให้เจ้าหน้าโทรแจ้งถ้าครูใหญ่มาแล้ว”
หม่าลี่หมิงเอ่ยแนะนำชายหนุ่มอย่างเป็นมิตรทว่าเขาเหลือบมองเห็นชายหนุ่มยืนนิ่งอย่างไม่สนใจตน จึงยืนรอฟังคำตอบด้วยความแปลกใจ
อย่างไรก็ตามเสิ่นอี้กำลังรู้สึกหมดหวังเพราะมีเสียงจากระบบโกลาหลดังขึ้นมาขัดจังหวะก่อนว่า
“โอนเนอร์พยายามค้นหาคำตอบก่อนเวลาระบบแจ้งแล้วว่าโอนเนอร์ยังไม่มีความจำเป็นต้องรับรู้ในเวลานี้โปรดกลับไปเตรียมตัวศึกษาข้อมูลเทคโนโลยีในโลกนี้ให้ดี จงปฏิบัติตามภารกิจอย่างเคร่งครัดด้วย”
“ภารกิจที่เจ็ดเปิดให้โอนเนอร์ปฏิบัติอย่างเป็นทางการเพื่อส่งเสริมให้โอนเนอร์มีความตั้งใจในการปฏิบัติมากขึ้น ไม่มีรางวัลมอบให้ในภารกิจนี้แต่โอนเนอร์จำเป็นต้องทำภายในหนึ่งปีนับถัดจากวินาทีนี้ ระหว่างนั้นอาจมีภารกิจอื่นแทรกขึ้นมาได้ตลอดเวลาขอให้โอนเนอร์เตรียมพร้อมอยู่เสมอ”
เสิ่นอี้ยืนตะลึงตาค้างไปอย่างคาดไม่ถึงเขาไม่คาดคิดว่าระบบโกลาหลที่อัปเกรดใหม่แล้ว จะเข้มงวดและโหดร้ายกับตนเองมากขนาดนี้
ทว่าเขาไม่สามารถสบถด่าระบบออกมาได้เพราะจะถูกลงโทษอย่างรุนแรงจึงตอบหม่าลี่หมิงตามจริงว่า
“ไม่เป็นไรครับไว้ว่าง ๆ ผมจะมาใหม่แล้วกัน”
เขาตัดสินใจที่จะส่งทีมงานมาศึกษาข้อมูลและทำการพัฒนาปรับปรุงสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าแห่งนี้ให้ดีขึ้นกว่าเดิม
เขาไม่กล้าโอนเงินพัฒนาให้กับครูใหญ่คนใหม่โดยตรงเนื่องจากไม่รู้ว่าอีกฝ่ายมีนิสัยใจคออย่างไรหากดูจากสภาพแวดล้อมที่ทรุดโทรมขาดการบำรุงรักษาแล้วทำให้เขาไม่กล้าโอนเงินให้อีกฝ่ายทันที
เสิ่นอี้ขับรถกลับคฤหาสน์หลังใหม่ด้วยใจห่อเหี่ยวเขาไม่คาดคิดว่าการตามหาพ่อแม่ผู้ให้กำเนิดจะถูกระบบโกลาหลขัดขวางไว้ก่อน
ทั้งนี้เขารู้ดีว่าหากยังฝืนตามหาข้อมูลของพ่อแม่ผู้ให้กำเนิดจะต้องถูกระบบโกลาหลขัดขวางมากยิ่งขึ้น จึงจำเป็นต้องปล่อยวางอย่างไม่เต็มใจ
“เฮ้อ! อุตส่าห์ขับรถมาถึงที่นี่แท้ ๆแต่กลับไม่รู้อะไรเลย แล้วแบบนี้ฉันควรไปสมัครเรียนที่ไหนกันดีละ? วุฒิการศึกษาที่มีอยู่ก็กระจอกชะมัดเลยหรือว่าจะต้องสอบเกาเข่าใหม่?แต่น่าอายจังเลย อายุก็ป่านนี้แล้ว”
เสิ่นอี้พึมพำอย่างกังวลใจที่จะต้องตัดสินใจครั้งสำคัญอีกครั้งในชีวิตทว่าเขาไม่หนักใจเท่าใดนัก เนื่องจากมีทักษะเรียนรู้เร็ว จึงคิดว่าสามารถอ่านหนังสือทบทวนเพื่อสอบเกาเข่าได้แน่นอน
อนึ่งการที่เสิ่นอี้ตัดสินใจเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยแทนการเรียนรู้ด้วยตนเองเกิดขึ้นเนื่องจากเขาต้องการฝึกฝนทักษะไป
ด้วย
ดังนั้นจึงจำเป็นต้องอาศัยอุปกรณ์เครื่องมือภายในมหาวิทยาลัยพร้อมกับการเรียนรู้เทคนิคจากประสบการณ์ของอาจารย์ในมหาวิทยาลัยโดยตรง
เขาคิดที่จะจ่ายเงินสนับสนุนสถานศึกษาเพื่อช่วยให้ตนได้เรียนรู้หลากหลายทักษะในเวลาหนึ่งปีตามภารกิจที่ไม่มีรางวัลจากระบบ
เสิ่นอี้ถือโอกาสในระหว่างรอให้ซินดี้และพรรคพวกขนของย้ายบ้านเสร็จเรียบร้อยเขาไปเดินเล่นในสวนสาธารณะอันสวยงามของเมืองหลวงเพื่อพักผ่อนหย่อนใจ เป็นการชดเชยโอกาสพักผ่อนในช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมา
เขาพบเข้ากับกู้หลิงหลิงโดยบังเอิญเนื่องจากฝ่ายหญิงมาทำการไลฟ์สดการแสดงดนตรีกลางแจ้งของเด็กหญิงตัวน้อยคนหนึ่งกับการเล่นผีผาอันไพเราะ
เขาไปนั่งชมการแสดงของเด็กหญิงในตำแหน่งที่มีผู้คนบดบังร่างกายเขาได้มิดชิดเนื่องจากไม่ต้องการแสดงตนให้กู้หลิงหลิงได้พบเห็น พลางนั่งดื่มด่ำไปกับบทเพลงที่เด็กหญิงตั้งใจเล่นด้วยความสนใจ
ทันใดนั้นมีเสียงของระบบดังขึ้นมากะทันหันว่า“ระบบมอบภารกิจที่แปดให้กับโอนเนอร์ จงช่วยเด็กหญิงหาเงินด้วยการเล่นดนตรี เพื่อนำเงินไปรักษาแม่ของเธอให้ได้หนึ่งแสนหยวนมีเวลาให้โอนเนอร์หนึ่งชั่วโมง ระบบโกลาหลปลดล็อกทักษะการเล่นดนตรีให้กับโอนเนอร์ณ บัดนี้”
ติ๊ง !
“ฮะ! อะไรนะ?!”เสิ่นอี้อุทานเสียงดังลั่นอย่างคาดไม่ถึง
เขาไม่คิดว่าการพักผ่อนของตนจะถูกระบบทำลายกะทันหันแต่เขารู้ดีว่าไม่สามารถปฏิเสธระบบโกลาหลได้ อีกทั้งเหตุผลของเด็กหญิงในการเล่นดนตรีเปิดหมวกหาเงินยิ่งทำให้เขาเกิดความสงสารขึ้นทันใด
“ให้ฉันมอบเงินให้เลยยังจะง่ายกว่านี่ต้องให้ฉันแสดงฝีมือเองเชียวหรือ?”
เสิ่นอี้บ่นงึมงำให้ระบบอย่างไม่เข้าใจแต่เขาต้องรีบลุกขึ้นแล้วก้าวเท้าเข้าไปหาเด็กหญิงทันที
จูมี่เอ๋อกำลังเล่นผีผาอย่างตั้งใจพอเหลือบมองเห็นชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาคนหนึ่งเดินเข้ามาหาตนเองในทันทีทันใด ทำให้เธอเสียสมาธิจนดีดเสียงผีผาผิดเพี้ยนไป
“อ๊ะ! พี่ชายมาทำไมหรือคะ?”
จูมี่เอ๋อส่งเสียงอุทานด้วยความแปลกใจเมื่อเห็นท่าทีของชายหนุ่มตั้งใจเข้ามายืนประชิดตนในทันใด
“มานี่.....จะช่วยเล่นให้เองจะรีบหาเงินไปรักษาแม่ไม่ใช่หรือ?”
เสิ่นอี้บอกเด็กหญิงตัวน้อยอายุราวสิบขวบตรงหน้าโดยตรงเขาไม่ต้องการอ้อมค้อมเพราะระบบมีเวลาให้เพียงหนึ่งชั่วโมง จึงต้องการช่วยเหลือเด็กหญิงถึงแม้ว่าจะไม่มีรางวัลจากระบบโกลาหลมอบให้ก็ตาม
จูมี่เอ๋อน้ำตาคลอเบ้าทันทีเมื่อได้ยินคำกล่าวอย่างรู้ความจริงของชายหนุ่มตรงหน้าเธอรู้แล้วว่าพี่ชายหล่อหลาตรงหน้าเข้ามาเพื่อช่วยเหลือเธอจึงยินยอมลุกขึ้นจากเก้าอี้เล่นผีผาด้วยความเข้าใจ
เสิ่นอี้รับผีผามาจากมือของเด็กหญิงเขาตะโกนเสียงดังเพื่อให้ผู้คนที่เดินผ่านไปมาจำนวนมาก แต่หยุดฟังเด็กหญิงเล่นผีผาเพียงน้อยนิดว่า
“ทุกคนครับผมต้องการเล่นผีผาช่วยน้องสาวคนนี้ เธอต้องการหาเงินด่วนหนึ่งแสนหยวน เพื่อไปช่วยรักษาแม่ผมอยากใช้ความสามารถที่มีอยู่ ช่วยให้ความฝันของน้องสาวตัวน้อยเป็นจริง ทุกคนช่วยผมด้วยนะครับ”
เสิ่นอี้เห็นว่าผู้คนเริ่มหยุดฟังและหันหน้ามาสนใจตำแหน่งที่ตนยืนอยู่แล้วเขาพยักหน้าเป็นการให้กำลังใจเด็กหญิงตัวน้อยที่ยืนอยู่ด้านข้าง
จากนั้นเขานั่งบนเก้าอี้ที่เด็กหญิงเคยนั่งแล้วลงมือเล่นผีผาด้วยท่วงท่าของผู้ที่มีความชำนาญ ซึ่งเกิดจากการที่เขาได้รับทักษะเพิ่มเข้ามาพอดิบพอดี
.** * * * * * * * * * * * * * * * * * *.
ต่อไปไรต์จะอัปนิยายสัปดาห์ละครั้งทุกวันพฤหัสบดีตอนเย็นจ้าคราวละห้าตอน จะได้อ่านกันให้จุใจไปเลย