หนึ่งดาบสังหาร ปรมาจารย์อสูร [นิยายแปล]

    ตอนที่ 49 ฝึกฝนอย่างหนัก

    รอจนพวกเขาจากไปชายหนุ่มที่อยู่ในถ้ำก็ผ่อนลมหายใจออกมาเฮือกหนึ่ง

            “เจ้าหมาแก่สกุลจ้าวเจ้าควรอธิฐานให้ข้าออกจากถ้ำไปได้ มิเช่นนั้น...” หลันเฟิงเอ่ยพึมพำ แววตาเปล่งประกายวาววับ

            ทันใดนั้นหลันเฟิงก็หลับตาทั้งสองข้างแล้วตั้งใจฝึกฝนต่อ

            แม้ว่าอาการบาดเจ็บจะไม่นับว่าร้ายแรงนักแต่หากไม่พักผ่อนให้ดี ไม่แน่ว่าอาจจะเกิดโรคแทรกซ้อนอันใดได้ หลันเฟิงไม่อยากให้โรคแทรกซ้อนเหล่านั้นมาขัดขวางพัฒนาการในอนาคตของเขา

            ชายหนุ่มหลับตาทั้งสองข้างลงไอปราณรอบด้านรวมตัวกันด้วยความเร็วที่น่าตกตะลึง

            ไอปราณส่วนใหญ่ล้วนถูกชายหนุ่มดึงไปที่บาดแผลที่เท้าขวาซ่อมแซมกระดูกที่เสียหายนั้น อีกส่วนหนึ่งก็ไล่ไปตามจุดชีพจรต่างๆสุดท้ายก็เข้าไปในจุดตันเถียน

            ราชาปีศาจลาวายังคงซ่อนตัวอยู่ในความมืดโดยไม่ส่งเสียงใดๆเพื่อให้เกิดความเข้าใจผิดว่ามันยอมแพ้และจากไปแล้ว

             เวลาค่อยๆ ไหลผ่านไป แสงแดดเจิดจ้าสาดมาจากทางทิศตะวันออกแล้วตกลงทางทิศตะวันตกชั่วพริบตาราตรีที่มืดมิดก็ปกคลุมพื้นดิน ภายใต้แสงจันทร์ขมุกขมัวเงาร่างของชายหนุ่มที่นั่งขัดสมาธิอยู่ดูรางเลือนเล็กน้อย ลมหายใจเนิบยาวเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าบาดแผลของเขาไม่เป็นไรแล้วไอปราณในจุดตันเถียนพิษเองก็ฟื้นฟูเต็มแล้วเช่นกัน

            ทว่าชายหนุ่มไม่ได้หยุดฝึกฝนเพราะเขาสัมผัสได้รางๆ ว่า ‘ไอปราณตาย’ ส่วนหนึ่งผ่อนคลายลงเล็กน้อย

            หากถือโอกาสนี้ทะลวงพลังยุทธ์ก่อนหน้าได้ย่อมดีที่สุดแม้ว่าจะไม่อาจทะลวงได้ ฝึกฝนมากหน่อยก็ไม่ใช่เรื่องแย่

            ‘ไอปราณตาย’ แข็งเหมือนหิน ภายใต้การโจมตีด้วยไอปราณและจิตสัมผัสครั้งแล้วครั้งเล่ามันก็ค่อยๆ อ่อนลงและสั่นเทาเล็กน้อย

            ชายหนุ่มโหมทะลวง‘ไอปราณตาย’ อย่างไม่หยุดพักทำให้ ‘ไอปราณตาย’ส่วนนี้ไม่มั่นคงขึ้นเรื่อยๆ

            สิ่งที่น่าเสียดายก็คือยามที่ดวงอาทิตย์และจันทราตัดสลับกันวันใหม่มาเยือนชายหนุ่มก็ยังคงไม่อาจทะลวงพลังยุทธ์ได้

            สิ่งที่ดูเหมือนฉากกั้นบ้างๆนั้นกลับทนทานเสียยิ่งกว่าเหล็กกล้า ชายหนุ่มทดลองเป็นพันครั้งกลับยังคงไม่อาจทะลวงได้สำเร็จ

            แสงอาทิตย์ในวันรุ่งขึ้นสาดส่องลงมาจากถ้ำส่องกระทบใบหน้าของชายหนุ่ม

            “ผ่านมาสองวันแล้วเหรอ”หลันเฟิงเงยหน้าขึ้นเห็นแสงอาทิตย์เจิดจ้าผ่านปากถ้ำ ก็ลุกขึ้นยืนและขยับแข้งขาทั้งสี่เล็กน้อย

            ผ่านการฝึกฝนแทบจะหนึ่งวันหนึ่งคืนบาดแผลบนร่างของเขาผสานกันหมดแล้ว อาการบาดเจ็บที่กระดูกก็แทบจะหายดีเช่นกันทิ้งร่อยรอยไว้บนผิวเพียงเล็กน้อยเพื่อยืนยันว่าเขาเคยได้รับบาดเจ็บ

            “โครก...”เสียงประหลาดดังมาจากท้อง ทำให้ชายหนุ่มหยุดชะงักมองชายชราที่ลืมตามองมาด้วยรอยยิ้มแห้งๆ อย่างขัดเขิน

            ชายชราพิจารณามองชายหนุ่มสองสามแวบแล้วเอ่ยถามว่า“อาการบาดเจ็บเป็นอย่างไรบ้าง”

            หลันเฟิงเงียบขรึมไปเล็กน้อยแล้วตอบกลับอย่างซื่อๆว่า “ไม่ได้ร้ายแรงนัก ไม่เพียงเท่านี้ แม้แต่ไอปราณก็ฟื้นฟูหมดแล้ว” เขาหยุดชะงักชั่วครู่น้ำเสียงเจือความเสียดายเล็กน้อย “น่าเสียดาย อยู่ห่างจากการทะลวงเพียงเล็กน้อยเท่านั้น...”

            เมื่อได้ยินชายชราพลันส่ายหน้า“ในเมื่อทะลวงไม่ได้ก็หมายความว่าเจ้ายังสั่งสมไม่พอ ไม่จำเป็นต้องฝืนเส้นทางการฝึกฝนนั้นทางที่ดีควรปล่อยให้มันเป็นไป การฝืนดึงต้นกล้าให้เติบโตย่อมไม่ใช่เรื่องที่ดี...”

            หลันเฟิงพยักหน้าแล้วชี้ไปที่ด้านนอกถ้ำพลางเอ่ยถามว่า“ราชาปีศาจลาวายังอยู่หรือไม่”

            “เจ้าทำให้ครอบครัวมันตายหมดจนเหลือมันตัวคนเดียว เจ้าคงไม่คิดว่าอยู่ที่นี่หนึ่งวันหนึ่งคืนแล้วราชาปีศาจลาวาจะจากไปหรอกกระมัง”ชายชราหัวเราะเยาะเย้ย ไม่เกรงใจเลยสักนิด “หากเจ้าคิดเช่นนั้นจริงๆเช่นนั้นตาเฒ่าก็พูดได้แค่ว่า เจ้าช่างบริสุทธิ์ไร้เดียงสายิ่งนัก...”

            เขาคุ้นชินกับนิสัยชอบจี้ใจดำของชายชราแล้วจึงไม่ได้โกรธอะไรแต่ขมวดคิ้วมุ่นเล็กน้อย “ข้าไม่ได้ดื่มน้ำเลยหนึ่งวันหนึ่งคืน หากไม่ออกไปเกรงว่ามากสุดแค่สองวัน ข้าคงหิวตายอยู่ที่นี่”

            ชายชรายักไหล่“ดังนั้น เจ้าหนู หากไม่อยากตายก็รีบฝึกฝนวิชาชักกระบี่เสีย แน่นอนเจ้าเองก็พนันได้ด้วยการไปสู้กับราชาปีศาจลาวาให้ตายไปข้างใช้วิชาชักกระบี่ที่เจ้าไม่คุ้นเคย...”

            ขอแค่เข้าใจวิชาชักกระบี่แม้ว่าจะจะเป็นปีศาจอสูรราชาปีศาจลาวาระดับดาราขั้นปลายก็คุกคามความปลอดภัยของหลันเฟิงได้ยาก

            วิชาชักกระบี่เป็นความหวังเดียวที่หลันเฟิงจะเอาชนะราชาปีศาจลาวาได้ในยามนี้

            ชายหนุ่มสูดลมหายใจลึกแล้วพยักหน้า“ข้าเข้าใจแล้ว”

            นิ้วผ่ายผอมชี้ไปที่หินลาวาขนาดเท่ากำปั้นชายชราพลันเอ่ยอย่างราบเรียบ “คิดซะว่าหินลาวานี้เป็นศัตรูของเจ้าโยนขึ้นไปกลางอากาศ รอให้มันร่วงลงมาแล้วใช้วิชาพ่นลมหายใจตีเหล็กสัมผัสลวดลายของมันใช้กระบี่จุยเฟิงในมือเจ้าแทงไปที่ลวดลายของมัน...รอให้เจ้าแทงลวดลายบนหินลาวาได้ตามใจต้องการแล้วแล้วปีศาจอสูรระดับดาราขั้นปลายก็ไม่อาจสร้างภัยคุกคามเจ้าได้อีก...”

            หลันเฟิงมองไปตามนิ้วของชายชราเห็นหินลาวาขนาดเท่ากำปั้น ใบหน้าเล็กๆ พลันแข็งทื่อ “นี่มันเล็กเกินไปกระมัง”

            หินลาวาเล็กขนาดนี้ไม่ต้องพูดถึงแทงลวดลายของมันเลยแม้แต่สัมผัสลวดลายทั้งสิบหกสายของมันก็ยังยากมาก

            ชายชรากลับหลับตาทั้งสองข้างแสร้งทำเป็นไม่ได้ยิน

            หลันเฟิงถอนหายใจอย่างจนปัญญาก่อนเดินไปด้านข้างหินลาวาเม็ดนั้น ยกกระบี่ขึ้น แล้วโยนหินลาวาขึ้นไปกลางอากาศ

            หินลาวาขนาดเท่ากำปั้นลอยขึ้นไปกลางอากาศอย่างช้าๆสายตาของหลันเฟิงเองก็เลื่อนไปตามไป ยามที่มันลอยขึ้นไปยังจุดสูงสุด หลันเฟิงก็สูดลมหายใจเข้าลึกๆดวงตาทั้งสองเคร่งขรึม

            หลันเฟิงแทบจะเข้าสู่สภาวะละเอียดอ่อนได้ในชั่วลมหายใจ

            พลังการรับรู้ทางจิตวิญญาณแผ่ออกไปทั่วทั้งสี่ทิศแปดด้านไอปราณรอบๆ ถูกปล้นชิงไปราวกับวาฬสูบน้ำ ทะลักเข้าไปในร่างของหลันเฟิงอย่างบ้าคลั่งแต่ความสนใจของหลันเฟิงอยู่ที่ผลึกลาวาที่กำลังตกลงมาอย่างช้าๆภายใต้สภาวละเอียดอ่อน หินขนาดเท่ากำปั้นที่กำลังตกลงมาพลันมีลวดลายเล็กๆปรากฏขึ้นรางๆ

            รอจนมันร่วงลงสู่พื้นหลันเฟิงก็ไม่ได้ขยับแม้กระทั่งปลายนิ้ว

            หินลาวาขนาดเล็กเพียงนี้มันยากเกินไปสำหรับหลันเฟิง

            หลันเฟิงพยายามควบคุมความรู้สึกของตนเองกำจัดสิ่งรบกวนต่างๆ ไป สูดลมหายใจเข้าลึกๆ เฮือกหนึ่ง แล้วโยนหินลาวาอีกครั้ง

            หลันเฟิงโยนหินขึ้นไปและเก็บหินขึ้นมาซ้ำแล้วซ้ำเล่าแม้แต่เขาเองก็นับไม่ถูกแล้วว่าทำเช่นนี้ไปกี่ครั้ง

            ส่วนชายชราที่อยู่ด้านข้างกลับลืมตาขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่ก็สุดจะรู้ได้เห็นการเคลื่อนไหวของชายหนุ่มก็ก้มหน้าลงอย่างเงียบๆ

            รอจนถึงยามกลางวันผ่านการฝึกฝนมานับพันนับหมื่นครั้ง แขนของหลันเฟิงเป็นเหน็บชา สูญเสียจิตวิญญาณและกำลังวังชาไปเป็นอย่างมากในที่สุดพลังการรับรู้ทางจิตวิญญาณของเขาก็จับร่องรอยของลวดลายเล็กๆ บนหินลาวาเล็กๆได้แล้ว ลวดลายสิบหกลายไหลวนโคจรในจิตสัมผัสของเขา

            “เอาล่ะพักผ่อนสักหน่อยเถอะ”

            ชายชราลืมตาทั้งสองข้างขึ้นแล้วเอ่ยอย่างราบเรียบ

            หลันเฟิงพยักหน้าหลังจากที่ปาดเหงื่อบนใบหน้าแล้ว ก็นั่งสมาธิเงียบๆ หลับตาพักผ่อน

            หลังจากพักผ่อนชั่วครู่ไม่รอให้ชายชราเตือน หลันเฟิงก็หยัดกายลุกขึ้นอีกครั้ง

            เขาหยิบหินลาวาขึ้นมาโยนขึ้นกลางอากาศ อีกมือหนึ่งกุมอยู่บนด้ามกระบี่

            เมื่อหินลาวาตกลงมาหลันเฟิงกลับเอียงหัวเล็กน้อย หลับตาทั้งสองข้าง

            รอจนหินลาวาใกล้ถึงพื้นหลันเฟิงที่หลับตาทั้งสองข้างพลันลืมตาขึ้น แววตาเปล่งประกายครู่ต่อมาลำแสงกระบี่ก็เปล่งแสงเจิดจ้าในถ้ำที่มืดมน

            “ชิ้ง...”

            กระบี่จุยเฟิงและฝักกระบี่เกิดเสียงเสียดสีกันดังสนั่นราวกับเสียงเพลงที่ไพเราะที่สุดในยุทธภพ

            สิ่งที่น่าเสียดายก็คือกระบี่เล่มนี้แทงไปที่ความว่างเปล่า

            “ฟู่...ฟู่...”หลันเฟิงหอบหายใจ หน้าซีดเผือด มุมกระบี่ที่เขาชักออกมาเอียงไปเล็กน้อยผลคือทำให้กระบี่แทงไปที่ความว่างเปล่า แต่เขาไม่มีเวลาเสียใจ เพียงนั่งลงเงียบๆใช้ความเร็วสูงสุดในการฟื้นฟูไอปราณ

            รอจนไอปราณฟื้นฟูเสร็จแล้วจิตวิญญาณและกำลังวังชาฟื้นฟูเล็กน้อย หลันเฟิงถึงได้ยืนขึ้นอีกครั้ง

            “เจ้าทำให้ตาเฒ่าเข้าใจคำว่า‘โง่เขลา’ มากขึ้นเรื่อยๆ แล้ว”เงาร่างของชายชราลอยมาอยู่ข้างหลันเฟิงตั้งแต่เมื่อไหร่ก็สุดจะรู้ได้พลางเอ่ยเตือนด้วยสีหน้าเข้มงวด “เจ้าฝึกความแม่นยำก่อนไม่เป็นหรือไงจากนั้นค่อยลองในสภาวะละเอียดอ่อนอีกที มิเช่นนั้นจากกำลังวังชาของเจ้าก็คงฝึกฝนได้อีกแค่สองสามครั้งกระมังหากเจ้าฝึกเช่นนี้ต่อไป ไม่ต้องพูดถึงสามวัน ต่อให้ให้เวลาเจ้าหนึ่งเดือนก็เลิกคิดจะเข้าใจวิชาชักกระบี่ไปได้เลย...”

            แม้ว่าตาเฒ่ามักจะเยาะเย้ยถากถางและชอบลับฝีปากกับหลันเฟิงอยู่เสมอแต่ยามที่เขาบ้าคลั่งก็ช่างน่ากลัวยิ่งนัก

            ตัวอย่างเช่นยามนี้...

            หลันเฟิงไม่กล้าเถียงชายชราเขาโยนหินลาวาขึ้นไปกลางอากาศ รอให้มันร่วงลงมา แล้วรวบรวมสมาธิไปที่การแทงกระบี่

            เมื่อเห็นฉากนี้สีหน้าของชายชราถึงได้ผ่อนคลายลงเล็กน้อยไม่สนใจหลันเฟิงอีก

            ผ่านไปเนิ่นนาน ในถ้ำยังคงไม่มีคนพูดจามีเพียงเสียงเดียวนั่นก็คือหินลาวาถูกโยนออกไปแล้วเกิดเสียงเสียดสีกันกลางอากาศ เสียงกระบี่จุยเฟิงชักออกมาจากฝักและเสียงตวัดผ่านอากาศเสียงซ้ำซากเหล่านี้กลับประกอบเป็นประเด็นสำคัญของถ้ำ

            หลังจากผ่านการฝึกฝนจำนวนมากยามที่ยามราตรีมาเยือน ระดับความแม่นยำในการชักกระบี่ของหลันเฟิงก็อยู่ในขั้นที่น่าตกตะลึงแทบจะสมบูรณ์แบบแล้ว

            เช่นเดียวกันเขาก็สูญเสียพละกำลังไปมากร่างกายที่ผ่ายผอมอยู่แล้ว ยามนี้ยิ่งผ่ายผอมเข้าไปใหญ่

            “เกือบแล้วพักผ่อนก่อนเถิด พรุ่งนี้ค่อยฝึกต่อ” ชายชราเอ่ยปากในเวลาที่เหมาะสม

            เอ่ยจบก็หลับตาพักผ่อนต่อ

            เมื่อหลันเฟิงได้ยินคำพูดของชายชราก็เดินตรงไปที่ขอบถ้ำแล้วนั่งสมาธิหลับตาทั้งสองข้างลง

            แม้ว่าท้องจะร้องเสียงดังเพราะความหิวโหยแม้กระทั่งทำให้หลันเฟิงหน้ามืดตาลายเล็กน้อย แต่เขากลับกัดฟันทนพยายามตั้งใจฝึกฝนมีเพียงต้องฝึกฝนจนเข้าสู่สภาวะลืมความรู้สึก ความรู้สึกหิวเหล่านั้นถึงจะลดน้อยลงและยิ่งไปกว่านั้นยังเพิ่มไอปราณและเพิ่มพลังกายได้ส่วนหนึ่งอีกด้วยแม้ว่าไอปราณจะไม่อาจแทนที่อาหารได้ แต่อย่างน้อยก็มีประโยชน์อยู่บ้าง

            ราตรีผ่านไปโดยไม่มีคำพูดใดๆยามที่หลันเฟิงลืมตาขึ้นอีกครั้งก็เป็นวันที่สองแล้ว

            และวันนี้ก็คือวันสุดท้ายของการล่าประสบการณ์!

    คล้ายกับเรื่องหนึ่งดาบสังหาร ปรมาจารย์อสูร [นิยายแปล] ที่คุณอ่าน