ยูจุงฮยอกกำลังมองข้อมูลของสมาชิกกลุ่มที่เหลือยกเว้นอีฮยอนซองพวกนั้นดันยืนรวมกลุ่มกันอยู่สามคนพอดีผมเลยไม่อาจรู้ได้แน่ชัดว่ายูจุงฮยอกกำลังมองใคร
「 ...เป็นไปได้ยังไง 」
หมอนั่นกำลังมองใครอยู่กันแน่ ผมอยากถามออกไปสุดๆ แต่กลัวว่าถ้ามีอะไรผิดพลาดเขาอาจจะล่วงรู้สกิลของผม จึงได้แต่อดทนเอาไว้เพราะยูจุงฮยอกยังไม่รู้ว่าผมสามารถอ่านความคิดในใจของเขาได้
ดูจากทิศทางสายตาแล้วบางทีเขาอาจจะมองเห็นข้อมูลตัวละครของ ‘จองฮีวอน’ หรือเปล่า
ในตอนนั้นเองจองฮีวอนที่ได้สติแล้วก็มองสบตายูจุงฮยอก
“จ้องอะไรคะ”
「 ... 」
ทำได้ดีมาก จองฮีวอน
「 ฆ่า... 」
“ยูจุงฮยอก”
ผมรีบเข้าไปแทรก
“ฉันมีเรื่องสงสัยอยู่เรื่อง”
เขาหันกลับมามองผม แววตาอ่านออกได้ว่าไหนลองพูดมาซิ
“ทำไมถึงปล่อยกงพิลดูไว้ล่ะ”
“ถ้าเป็นผู้เผยพระวจนะก็น่าจะรู้ดีนี่”
“ถึงเป็นผู้เผยพระวจนะก็ไม่ใช่ว่าจะรู้ทุกเรื่องหรอกนะ”
พูดให้ถูกคือ ผม ‘จำไม่ได้’ ทุกเรื่อง
[ตัวละคร ‘ยูจุงฮยอก’ กำลังใช้งาน ‘จับเท็จ’]
[ตัวละคร ‘ยูจุงฮยอก’ ตรวจสอบแล้วว่าคำพูดของคุณเป็นความจริง]
เขารอบคอบจริง ๆ
“...เอาเถอะถึงจะเป็นผู้เผยพระวจนะ แต่เลเวล ‘พยากรณ์’ คงจะยังต่ำอยู่มาก”
เชิญคิดตามที่นายอยากตามสบายเลย
ยูจุงฮยอกพูดต่อ
“ฉันจำเป็นต้องปล่อยให้กงพิลดูมีชีวิตรอด”
“เพราะซีนาริโอในอนาคตงั้นสิ”
ยูจุงฮยอกไม่ได้ตอบอะไรคล้ายกับว่าเขากำลังประเมินข้อมูลที่ผมรู้
“ฉันเองก็รู้อยู่แล้วว่ากงพิลดูจำเป็นต่อซีนาริโอในอนาคตแต่ต้องการแค่‘กงพิลดู’ คนเดียวไม่ใช่เหรอไงไม่ได้ต้องการลิ่วล้อหมอนั่นทั้งหมดสักหน่อย”
「 ... 」
“กำจัดสิ่งที่ไม่จำเป็นไม่ใช่สไตล์ของนายหรอกเหรอทำไมถึงปล่อยเอาไว้เฉย ๆ”
「 ...น่ารำคาญชะมัด 」
อะไรนะ
“ฉันมีเรื่องต้องทำมากมาย”
ยูจุงฮยอกมองหน้าผมนิ่ง ๆ ก่อนจะพูดต่อ
“คนอย่างแกคงไม่มีวันเข้าใจ”
“เดี๋ยว!มันไม่ใช่ปัญหาที่จะปล่อยผ่านไปเฉย ๆ นะถ้านายไม่ลงมือตอนนี้มนุษย์ทั้งหมดในชุงมูโรก็จะ...!”
นัยน์ตาของยูจุงฮยอกทอประกายเย็นเยียบ
“ฉันไม่สนใจ”
ผมไม่ใช่คนที่มีมนุษยธรรมอะไรขนาดนั้นไม่ได้เชื่อด้วยว่ามนุษย์ทุกคนมีค่ามากพอให้มีชีวิตต่อไปบนโลกใบนี้แต่สิ่งที่ทำให้ผมโกรธก็แค่เพราะยูจุงฮยอกทำตัวยั่วโมโหผม
“ฉันขอต่อยนายสักหมัดได้หรือเปล่า”
“มั่นใจหรือไงว่าทำได้”
ผมกำหมัดแน่นด้วยความโกรธ แต่แล้วจู่ ๆเสียงข้อความก็ดังขึ้น
[ตัวละคร ‘ยูจุงฮยอก’ กำลังใช้งาน ‘การป้องกันตัวอันแข็งแกร่ง Lv.5’]
ผมคลายหมัดลง ไอ้ขี้ขลาดเอ๊ย
“หมดธุระแล้ว?”
“...”
“ไปกันเถอะ”
อีจีฮเยสะดุ้งเมื่อได้ยินเสียงเรียกของยูจุงฮยอกเด็กสาวเดินตามหลังยูจุงฮยอกไป ขณะเดียวกันก็หันกลับมามองผมด้วยแววตาประหลาดใจ
[กลุ่มดาว‘แม่ทัพหัวโล้นผู้ผดุงความยุติธรรม’ ประทับใจในความกล้าหาญของคุณ]
[คุณได้รับเงินสนับสนุน 100เหรียญ]
แน่นอนว่าทั้งหมดนั่นเป็นแค่การเข้าใจผิดอย่างสิ้นเชิง
[อีก 1 ชั่วโมง 30 นาที ซีนาริโอหลักที่ 3 จะเริ่มต้นขึ้น]
แทบไม่เหลือเวลาแล้ว สมองของผมครุ่นคิดจนสับสน
[กลุ่มดาว‘แม่ทัพหัวโล้นผู้ผดุงความยุติธรรม’ โมโหกับระบบสวัสดิการที่ล้มเหลว]
[กลุ่มดาว ‘แม่ทัพหัวโล้นผู้ผดุงความยุติธรรม’ ต้องการให้ประชาชนลุกขึ้นปฏิวัติ]
พระอาจารย์ซามยองโวยวายเสียงดังอยู่ในหัวของผมแต่ผมก็ยังคิดวิธีการดี ๆ ไม่ออก
ซีนาริโอหลักที่ 3 กินเวลาหนึ่งสัปดาห์บางทียูจุงฮยอกอาจจะวางแผนฉวยโอกาสระหว่างเกิดซีนาริโอหลักที่ 3 กอบโกยผลประโยชน์อะไรบางอย่างแน่นอนว่าผมไม่อาจปล่อยให้เป็นแบบนั้นได้
จะปล่อยไปไม่ได้...
[กลุ่มดาว ‘นักโทษรัดเกล้าทองคำ’ สงสัยว่าคุณกำลังคิดอะไรอยู่]
“ยูจุงฮยอก ไอ้ชาติหมา”
[กลุ่มดาว ‘นักโทษรัดเกล้าทองคำ’ พึงพอใจ]
[คุณได้รับเงินสนับสนุน 100เหรียญ]
อันที่จริงปัญหาที่จ่ออยู่ตรงหน้าผมไม่ใช่ยูจุงฮยอกแต่เป็นกงพิลดู
ถ้าอยากจะเอาชนะซีนาริโอหลักที่ 3 ได้อย่างราบรื่นผมจำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือจากกงพิลดูแต่หากไม่ได้รับความช่วยเหลือแล้วละก็...
พอเงยหน้าขึ้นจู่ ๆ ก็เห็นจองฮีวอนกำลังยิ้มกว้าง
“เมื่อกี้กลัวใช่มั้ยล่ะคะ”
“...ครับ?”
“ก็ผู้ชายคนนั้นน่ะค่ะตอนที่คุยกับคนที่ชื่อยูจุงฮยอก”
ผมเปิดปากเล่าเรื่อง ‘กงพิลดู’ ทันทีเพราะจองฮีวอนหมดสติไปเลยยังไม่ได้เจอกับกงพิลดู ผมไม่ได้ตั้งใจจะเปลี่ยนเรื่องคุยแต่จองฮีวอนมีปฏิกิริยาทันที
“อะไรกัน มีคนแบบนั้นอยู่ทุกที่เลยหรือไงคะเนี่ยยึดเอาสิ่งอำนวยความสะดวกที่ทุกคนจำเป็นต้องใช้งานไปไว้กับตัวเองแถมยังคิดค่าเช่าด้วย”
“พวกนั้นอยู่ชั้นบนนี่เองครับ”
“ฉันจะไปจัดการเดี๋ยวนี้”
จองฮีวอนโมโหเดือด คว้าดาบหนูกระชอนขึ้นมาถือ จะว่าไปสมาชิกในกลุ่มเองก็น่าจะได้เวลาเปลี่ยนอาวุธกันแล้วสินะงานที่ต้องทำกองท่วมเท่าภูเขาแล้ว
“ไม่ไหวหรอกครับ”
“พวกเราร่วมแรงกันต้องชนะได้แน่ค่ะตอนสถานีกึมโฮเองก็ยังรอดเลยไม่ใช่เหรอคะ”
สีหน้าของจองฮีวอนมั่นใจมากก็สมควรที่เธอจะมั่นใจแบบนั้น เพราะจองฮีวอนมีสกิลพิเศษอย่าง [เวลาแห่งการพิพากษา]อยู่ หญิงสาวผู้มีไหวพริบดีเยี่ยมแถมยังปรับตัวได้เร็วย่อมเข้าใจสกิลกับคุณลักษณะของตัวเองได้อย่างดีเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
“อย่ามัวแต่โอ้เอ้กันสิคะ!ไปจัดการกันเลยดีกว่า!”
และเมื่อได้เจอกับศัตรูที่เป็น ‘คนชั่ว’ [เวลาแห่งการพิพากษา]ของเธอนั้นเป็นอาวุธที่ยอดเยี่ยมที่สุด
[ตัวละคร ‘จองฮีวอน’ เปิดใช้งาน ‘เวลาแห่งการพิพากษา’!]
[กลุ่มดาวฝ่ายดีนิ่งเฉยให้กับคำร้องขอของจองฮีวอน]
[การเปิดใช้งานสกิลถูกยกเลิก]
ใบหน้าของจองฮีวอนเต็มไปด้วยความสับสน
“นี่มัน...อะไรกัน มันพังเหรอ”
จองฮีวอนลองอยู่หลายครั้งแต่สกิลก็ไม่ยอมเปิดใช้งาน
“ทำไมถึงเปิดใช้งานไม่ได้ล่ะคะพวกนั้นเป็นคนชั่วชัด ๆ ไม่ใช่เหรอ”
ผมยิ้มเจื่อนให้กับคำถามของจองฮีวอน
“นั่นเป็นแค่ความคิดของมนุษย์อย่างพวกเรายังไงล่ะครับ”
“...หมายความว่ายังไงกันคะ”
“กลุ่มดาวอาจจะคิดต่างกับพวกเราก็ได้ครับไม่มีอะไรรับรองได้ว่าความดีความชั่วที่พวกเรารู้จักจะเหมือนกับที่พวกเขาคิด”
“อา...”
“ถูกหรือผิดมันเป็นแค่การตัดสินของคนหมู่มากนี่ครับ”
และในตอนนี้กลุ่มดาวเหล่านั้นก็เป็น ‘คนหมู่มาก’ ที่มีสิทธิ์ตัดสินใจมนุษย์ไม่มีสิทธิ์ให้คำนิยามความชอบธรรมอีกต่อไปแล้วเพราะมนุษย์เป็นเพียงแค่หุ่นเชิดของเหล่ากลุ่มดาวผู้สนับสนุนเท่านั้น
“นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน...”
ผมมองหน้าสมาชิกในกลุ่ม ทุกคนไม่ได้พูดอะไรแต่คงคิดเช่นเดียวกันกับจองฮีวอน อีฮยอนซองเช็ดโล่เหล็กที่เป็นรอยกระสุนอยู่เงียบๆ ยูซังอากับอีกิลยองนั่งก้มหน้ามองแมลงสาบบนพื้น
ความสิ้นหวังนั่น ผมพอจะเข้าใจ
หลังจัดการพวกอันธพาลประจำสถานีกึมโฮพวกเขาคงคิดว่าตัวเองเก่งกาจขึ้นมาบ้างแต่พวกเราออกเดินทางมาได้แค่สามสถานีกลับพบเข้ากับสัตว์ประหลาดที่เทียบไม่ติดเข้าให้แล้ว
บางทีผมอาจจะต้องลองให้ความหวังเลื่อนลอยกับพวกเขา
“ไม่ใช่ว่าจะไม่มีวิธีเสียทีเดียวครับ”
“คะ?”
“มันอาจจะยากแต่ยังมีวิธีจัดการพวกนั้นอยู่วิธีหนึ่งครับ”
สมาชิกกลุ่มเงยหน้าขึ้นมองผมอย่างพร้อมเพรียงอีฮยอนซองเอ่ยถามขึ้น
“...มีวิธีอยู่จริง ๆ หรือครับ”
“วิธีอะไรคะ”
ผมหันไปมองรอบ ๆ ลดระดับเสียงลงแล้วเปิดปากพูด
“ทำให้กงพิลดูออกมาจาก ‘เขตติดอาวุธ’ ครับ”
“เขตติดอาวุธคืออะไรเหรอคะ”