กำเนิดใหม่ : เทพยุทธ์จ้าวกระบี่ 【จบแล้ว】

    เล่มที่ 4 บทที่ 115 เกิดใหม่

            บทที่ 115เกิดใหม่

            ยามนี้ฉู่ซินเหยาทนไม่ได้กับข่าวที่ว่าฉู่อวิ๋นตายแล้ว ก็รู้สึกหมดหวังอย่างยิ่งนางยอมตายดีกว่ายอมแต่งงานกับคนอื่น

            หัวใจของนางเป็นของฉู่อวิ๋น!

            “ฟุ่บ——”

            ในชั่ววินาที มีดที่วาววาบ รวดเร็วก็กำลังจะแทงทะลุหน้าอกของคนงาม

            แต่ในยามนี้ฉู่เจิ้นหนานสูดลมหายใจอย่างเยือกเย็นแล้วหันกลับมา เขาโบกมือใหญ่เบาๆลมที่ฝ่ามือก็พัดออกมาทำลายใบมีดจนแตกเป็นเสี่ยงๆเศษเหล็กปลิวว่อนจนฉู่ซินเหยาแทงตัวเองไม่ได้

            “เจ้าอยากลงนรกไปอยู่กับไอ้ตัวหายนะนั่นหรือ? อยากตายหรือ?! หึ!มันไม่ง่ายขนาดนั้น!”

            ฉู่เจิ้นหนานตะคอกดวงตาของเขาเบิกโพลงด้วยความโกรธแล้วสาวเท้าไปตบหน้าฉู่ซินเหยาอย่างแรง

            “เพียะ!”

            เสียงตบดังขึ้นทำลายบรรยากาศอันเงียบสงบทั่วทั้งลานพลังนั้นแข็งแกร่งมากจนฉู่ซินเหยากระเด็นตกลงไปในทะเลสาบ ราวกับว่าวที่เชือกขาด

            เมื่อเห็นสิ่งนี้คนรับใช้ที่อยู่ใกล้ๆ ก็ตัวสั่นด้วยความกลัวนี่เป็นครั้งแรกที่พวกเขาเห็นฉู่เจิ้นหนานทุบตีฉู่ซินเหยาโดยไร้ความเมตตาใดๆทั้งสิ้น

            ในเวลานี้ฉู่ซินเหยาถูกแช่อยู่ในทะเลสาบเย็นๆร่างกายของนางเปียกโชกจนความหนาวกัดกินกายและจิตใจ

            “อึก...”

            นางลอยอยู่บนน้ำอย่างอ่อนแรงและไอเป็นเลือดสีแดงสดออกมาน้ำตาแห่งความสิ้นหวังของนางปนเปกับน้ำในทะเลสาบ นางรู้สึกผิดอย่างยิ่ง

            “มานี่! พานังหญิงโง่คนนี้ขึ้นมา!ดูแลนางให้ดี อย่าปล่อยให้ทำเรื่องโง่ๆ อีก!”

            “ขังนางไว้ในห้อง! หากไม่ได้รับอนุญาตจากข้าห้ามออกไปข้างนอก!”

            ฉู่เจิ้นหนานสั่งห้ามอย่างเด็ดขาดหายใจแรงและโกรธมาก ถ้าฉู่ซินเหยาตาย เขาจะอธิบายให้กองกำลังเหล่านั้นฟังอย่างไร?

            อย่างน้อยจนกว่าการแต่งงานจะเสร็จสิ้นฉู่เจิ้นหนานจะไม่ยอมให้นางตาย

            สินค้ากระเบื้องเคลือบอันประณีตนี้จะต้องเก็บไว้อย่างดีและบรรจุหีบห่อเหมือนเดิม เพื่อไม่ให้เกิดข้อผิดพลาดเมื่อนึกถึงสิ่งนี้ฉู่เจิ้นหนานก็หันหลังกลับไปที่ห้องเพื่อนับของขวัญที่ตระกูลอื่นส่งมา

            ยามนี้ ดวงตาของฉู่ซินเหยาเลื่อนลอยนางจมอยู่กับความคิด ทำเพียงนอนอยู่บนทะเลสาบและลอยไปตามกระแสน้ำจับจ้องไปยังเมฆสีขาวบนท้องฟ้า ร่างกายที่เปียกชื้นตกอยู่ในความงุนงง

            ดวงตาของนางว่างเปล่าราวกับศพเดินได้วิญญาณแตกสลายราวกับว่าได้ตายไปแล้ว

            “พี่ซินเหยา ทำไมท่านถึงอ้วนขึ้นอีกแล้ว? ทำไมในชามข้าไม่เห็นมีเนื้อเลย ข้าเศร้ามาก!”

            “พี่ซินเหยา ท่านเล่นกู่ฉินได้ไพเราะมาก ขอฟังไปตลอดเลยได้หรือไม่? ฮิๆ”

            “พี่ซินเหยา ข้าจะปกป้องท่านอย่างแน่นอน! แน่นอน!”

            คำพูดของชายหนุ่มที่เด็ดเดี่ยวยังคงอยู่ในใจนางหลับตาลงอย่างเศร้าโศก เจ็บปวด และไม่กล้ามองเมฆสีขาวบนท้องฟ้าอีกต่อไป

            เพราะมีน้ำตาใสๆ ไหลออกมาจากหางตาเมื่ออัดอั้นไว้ไม่ได้จึงพรั่งพรูออกมาเหมือนเขื่อนแตก

            ท้องฟ้ากว้างใหญ่ สีครามใสดุจน้ำเมฆขาวลอยล่องข้ามเวหาไกลหลายพันลี้

            “เจ็บ!”

            “เจ็บนัก!”

            ทันใดนั้น กลางป่าสีเลือดก็มีเสียงของชายหนุ่มดังขึ้น

            จากนั้นก็มีเพียงเสียงฟ้าร้องดังกึกก้องสั่นสะเทือนจนแผ่นดินแยก สัตว์ปีศาจตัวสั่น ส่งเสียงคำรามก้องกังวานเช่นเดียวกับช่วงเวลาที่ท้องฟ้าเปิด เสียงแห่งธรรมก็ทำให้ท้องฟ้าตกใจราวกับมีวัตถุศักดิ์สิทธิ์ถือกำเนิดขึ้น

            “ตูม!”

            ทันใดนั้นงูเงินหลายพันตัวก็ฟาดฟันสะเปะสะเปะ แยกท้องฟ้าสีครามออกจากกันสายฟ้าฟาดลงมาจากท้องฟ้าสีใส ทะเลเมฆเคลื่อนคล้อยอย่างรวดเร็ว ลมพัดโหยหวนหวีดหวิวหินถล่มกึกก้อง และทันใดนั้น เสียงแห่งธรรมก็ดังขึ้น ราวกับได้สัญจรท่องหล้ามาชั่วนิรันดร์

            ในใจกลางของป่าสีเลือดมีเส้นตรงเล็กๆ ตัดผ่านความว่างเปล่า

            ทันใดนั้น ลมและเมฆก็โหมกระหน่ำแผ่นดินสั่นสะเทือน และเส้นนั้นก็ค่อยๆ ยาวขึ้น ยาวขึ้น...แล้วขยายไปทางซ้ายขวาและในที่สุด ช่องรูปวงกลมสีเข้มที่ล้อมรอบด้วยความวุ่นวายก็ปรากฏขึ้น

            “ตูม!”

            มีเสียงดังอีกครั้งบนท้องฟ้าและวงกลมสีดำก็พังทลายลงเหมือนกระจกที่แตกสลาย

            ทันใดนั้น ชายหนุ่มเปลือยเปล่าผมเผ้ายุ่งเหยิงก็พุ่งออกมาจากวงกลมอย่างเร็วราวกับผี

            ชายหนุ่มก้าวไปข้างหน้าและเหยียบพื้นอย่างแผ่วเบาก่อให้เกิดเสียงดังปัง

            ดินแดนแห้งแล้งถูกเหยียบย่ำเป็นเสี่ยงๆรอยแตกกระจัดกระจายไปทุกทิศทุกทาง และในทันใดนั้นพื้นดินในรัศมีร้อยหมี่ก็ยุบสลายหายไปหมด ฝุ่นควันลอยล่อง เศษหินพังทลาย

            ในเวลาเดียวกัน ชายหนุ่มก็ยืดตัวดวงตาของเขาเป็นประกาย!

            “ควั่บ!”

            สายลมหยุดนิ่ง วาริธรหยุดไหวแม้กระทั่งเสียงฟ้าร้องก็หายไป!

            วงกลมสีดำพังทลายลงปาฏิหาริย์ทั้งหมดก็หายไป และทุกอย่างก็กลับสู่ความสงบ ราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น

            “สวรรค์เสียงดังขนาดนั้นถ้ามีใครผ่านไปผ่านมาจะทำยังไง? จะไม่ตกใจตายเอาหรือ?”

            เมื่อมองดูท้องฟ้าที่สดใสฉู่อวิ๋นมองลงไปยังโลกอันกว้างใหญ่ที่ถูกทำลายด้วยการเหยียบของเขาเขาแปลกใจเล็กน้อย ไม่คิดว่าหลังจากกลืนวิญญาณไฟหยางศักดิ์สิทธิ์ลงไปแล้วพลังของเขาจะแข็งแกร่งมากจนไม่อาจหยั่งรู้ได้

            วิถีการกลั่นกรองศักดิ์สิทธิ์อันลึกลับนี้เป็นคัมภีร์ลับแห่งสวรรค์จริงๆอัศจรรย์มาก!

            “แต่ทำไมจู่ๆเมื่อกี้นี้หัวใจข้าถึงเจ็บขึ้นมาล่ะ? เป็นผลมาจากการเดินทางผ่านความว่างเปล่าหรือ?” ฉู่อวิ๋นกดหน้าอกที่เปลือยเปล่า รู้สึกสับสนและไม่สบายใจอย่างยิ่ง

            ความรู้สึกนี้เหมือนถูกมืออันอ่อนแอจับที่หัวใจแล้วบีบแน่นทั้งเจ็บปวดและเสียวแปลบ

            ฉู่อวิ๋นส่ายหัวโดยไม่คิดมากเขาหลับตา หายใจเข้าลึกๆ และพูดอย่างจริงจัง “ไม่ว่าอย่างไรก็ตามหลังจากประสบกับความตายและการเกิดใหม่ ข้าฉู่อวิ๋น ในที่สุดก็กลับมาแล้ว!"

            “พี่ซินเหยา ท่านต้องรอข้านะ!ไม่ว่าเมืองชุยเสวี่ยจะอันตรายแค่ไหน ข้าก็จะไปช่วยท่าน! ข้าจะปกป้องท่านนี่คือคำสัญญาของลูกผู้ชาย! นี่คือคำสัญญาของข้าฉู่อวิ๋น!”

            ยามนี้ ฉู่อวิ๋นยืนตัวตรงราวกับหอกจ้องมองไปในทิศทางนั้นด้วยสายตาที่เฉียบคม

            ด้วยเสียง “วั่บ”ร่างกายของเขาก็ระเบิดพลังที่ไม่มีใครเทียบได้ออกมาผมสีดำของเขาขยับได้เองแม้ไม่มีลม พลิ้วไหว เฉียบคมและโดดเด่นเมื่อเปรียบเทียบกับอดีต มันแตกต่างจริงๆ

            ตอนนี้สามารถพูดได้ว่าร่างกายพลังยุทธ์ของฉู่อวิ๋นเปลี่ยนแปลงไปโดยสิ้นเชิงเต็มไปด้วยพลังปราณ และอยู่ในสภาพที่ดีขึ้นกว่าที่เคยเป็นมา

            หลังจากผ่านการเกิดใหม่พายุยุทธ์ห้าระดับก็ควบแน่นอยู่ในจุดตันเถียนของเขาแม้ดูเหมือนว่าเขาจะยังคงอยู่ที่จุดสูงสุดของขอบเขตควบแน่นพลังปราณแต่ในความเป็นจริงแล้วครึ่งหนึ่งของเขาคือนักรบขั้นมหาสมุทร

            เนื่องจากระดับพลังยุทธ์ของเขาทะลุผ่านไปยังระดับสูงขั้นมหาสมุทรอย่างรวดเร็วจากนั้นจึงปรับแต่งเพิ่มเติมเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ร่างกายระเบิดนี่เท่ากับได้สูญเสียส่วนหนึ่งของพลังปราณขั้นมหาสมุทรส่วนหนึ่งของพายุยุทธ์ถูกทำลายแล้วกลับมาเป็นพลังยุทธ์ขอบเขตควบแน่นพลังปราณเหมือนเดิม

            สิ่งที่ต้องทำตอนนี้คือการค่อยๆรวมพลังปราณในร่างกาย ตราบใดที่หยดของเหลวแก่นแท้ถูกควบแน่นอีกครั้งฉู่อวิ๋นจะกลายเป็นนักรบขั้นมหาสมุทรที่แท้จริงทันที

            หลังจากนั้น ก็ค่อยๆควบแน่นพายุยุทธ์ที่เหลือทั้งหมดให้เป็นของเหลวแก่นแท้จากนั้นก็สามารถกลับสู่ระดับบนได้!

            อันที่จริงจุดตันเถียนของฉู่อวิ๋นเคยขยายไปถึงระดับเจ็ดของขั้นมหาสมุทรดังนั้นด้วยประสบการณ์ที่ก้าวหน้านี้แม้ว่าตอนนี้พายุยุทธ์มีเพียงระดับห้าแต่ก็เป็นเพียงเรื่องของเวลาก่อนที่จะเปลี่ยนกลับคืนสู่สภาพเดิม

            แน่นอนว่าแม้ว่าสถานะการฝึกฝนของฉู่อวิ๋นจะมีความพิเศษแต่ความแข็งแกร่งในปัจจุบันของเขานั้นเหนือกว่านักรบขั้นมหาสมุทรระดับต่ำทั่วไปมาก

            “อ๊ากกก-!”

            ในเวลานี้ มีเสียงคำรามดังออกมาขัดขวางความคิดของฉู่อวิ๋น และทำให้เขาส่ายหัวด้วยความโมโห

            นี่คือเสียงร้องอันแปลกประหลาดของโยวกู่จือผู้ได้ชื่อว่าเป็นจอมยุทธ์ผู้อยู่ยงคงกระพันในใต้หล้า ตอนนี้เขาไม่มีกายแท้จึงซ่อนตัวอยู่ในวงแหวนอวกาศ แต่ก็ยังสามารถสัมผัสถึงโลกภายนอกได้

            “ข้ากลับมาแล้ว!”โยวกู่จือร้องไห้อย่างขมขื่น เขาโผล่ออกมาจากวงแหวนอวกาศแล้วรีบวิ่งไปรอบๆด้วยความตื่นเต้น เขาถูกกักขังมาเป็นพันปี และในที่สุดเขาก็เป็นอิสระแล้ว!

            “ข้าจะปลูกต้นไม้ จะเปิดถนนสายนี้จะสร้างอนุสรณ์ไว้ที่นี่เพื่อรำลึกถึงชีวิตที่โดดเดี่ยวนับพันปีของข้า!”

            “ข้าอยากให้เหล่าสุกร สุนัขและนักรบผู้ต่ำต้อยมาที่นี่เงยหน้าขึ้นมามองข้า! เงยหน้าขึ้นมามองข้าสิ!ดูสิว่าคนที่แข็งแกร่งดั่งเหล็กอย่างข้าถูกสร้างขึ้นได้อย่างไร!”

            “ฮ่าๆๆ! ข้าเกิดใหม่แล้ว!ข้าจะครองโลก! เจ้าหนู มีข้าอยู่ เจ้าไม่ต้องกังวลเรื่องเมืองชุยเสวี่ยเลย!ใครกล้ารังแกเจ้า ข้าจะเสกสายฟ้ามาฟาดพวกมันให้ตาย!” โยวกู่จือมั่นใจมากลูกไฟเล็กๆ ลอยสูงและวนเป็นวงกลม

            ก่อนหน้านี้ฉู่อวิ๋นเล่าเรื่องราวของเขาคร่าวๆ ให้ฟังครั้งหนึ่งทำให้โยวกู่จือโกรธมากและเต็มไปด้วยความขุ่นเคืองเขาบอกว่าจะช่วยฉู่อวิ๋นบดขยี้ฉู่เจิ้นหนานและอัจฉริยะหนุ่มเหล่านั้นให้ตายและดูเหมือนว่าเขากำลังทำตามที่พูด

            แต่คำพูดของชายชรานั้นไม่น่าเชื่อถือจนทำให้ฉู่อวิ๋นไม่คิดจะเชื่อหากอีกฝ่ายมีความสามารถนั้นจริง คงไม่ต้องมาอยู่ในวงแหวนอวกาศหรอกหากเขาไปไกลกว่านี้สักหน่อยอีกฝ่ายคงกรีดร้องโวยวายแล้วไล่ตาม

            คำพูดของโยวกู่จือนั้นมีสิบส่วนก็หลอกลวงไปแล้วสิบส่วน

            “ผู้อาวุโสตอนนี้ท่านเป็นเพียงวิญญาณเล็กๆ ดังนั้นใจเย็นๆ ลงก่อนเถิดท่านยังอยู่ห่างไกลจากความสามารถในการครองโลกอีกสักหน่อย…”

            ฉู่อวิ๋นกลอกตาและไม่สนใจโยวกู่จืออีกเขาหยิบเสื้อผ้าหนังสัตว์ออกมาจากวงแหวนแล้วสวมเข้าไป นี่คือเสื้อผ้าของเผ่าสุนัขเพราะเสื้อคลุมเดิมของเขาถูกเผาไปแล้ว

            สวมเสื้อผ้าหนังสัตว์และผมสีดำยุ่งเหยิงตอนนี้ฉู่อวิ๋นดูเหมือนเป็นคนป่าไปแล้วจริงๆ

            “เจ้าเด็กน้อย เจ้าไม่รู้อะไรเลย!ขอเพียงข้าปรับรูปร่างและฝึกฝนอีกไม่กี่ร้อยปี เมื่อออกจากกักตนข้าก็จะกลับไปสู่จุดสูงสุดเหมือนเมื่อพันปีก่อนอย่างแน่นอน!”โยวกู่จือภาคภูมิใจมาก และตะโกนอย่างตื่นเต้นไปตามทาง

            “ไม่กี่ร้อยปี…” เมื่อได้ยินสิ่งนี้หัวของฉู่อวิ๋นก็เต็มไปด้วยความว่างเปล่า เขาพูดไม่ออกตาเฒ่าคนนี้พูดเล่นเพราะคงเหนื่อยจากการถูกขังมานับพันปีแน่!

            ไม่กี่ร้อยปี ตอนที่เขาฝึกตนเสร็จดอกไม้จีนคงเย็นหมดแล้ว[1]

            ฉู่อวิ๋นถอนหายใจเบาๆและจ้องมองลูกไฟนั่นอย่างเหม่อลอย เขาต้องพึ่งตัวเองสำหรับการเดินทางครั้งนี้!

            “ข้าไปล่ะถ้าผู้อาวุโสคิดจะสร้างอนุสรณ์ที่นี่ก็อยู่ต่อเถอะแต่อย่าโทษที่ข้าไม่เตือนว่าที่นี่มีสัตว์ปีศาจมากมายถ้าไม่ระวังโดนกินท่านอาจจะติดอยู่ในร่างของพวกมันอีก แค่คิดก็รู้สึกแย่แล้ว”

            พูดจบ ฉู่อวิ๋นก็เก็บสัมภาระสะพายกระบี่ชื่อยวนไว้บนหลัง มองไปทางทิศใต้ของป่าสีเลือด และเตรียมออกเดินทาง

            “เอ๊ะ นี่! เจ้าเด็กหน้าเหม็น!ขาของผู้เฒ่าเช่นข้าอ่อนแรง... รอหน่อยไม่ได้หรืออย่างไร?”

            “อ๊ะ! แดดแรงมาก ข้าจะไหม้ตายแล้วช่วยด้วย!”

            “นี่ เจ้าเด็กหน้าเหม็นอย่าเดินเร็วนักสิ! ให้ข้าเข้าไปในวงแหวนอวกาศก่อน!”

            ลูกไฟเล็กๆ บินผ่านความว่างเปล่าอย่างรวดเร็วก่อนที่จะตามทันในที่สุดด้วยเสียงฟู่ มันก็กลับมาที่วงแหวนอวกาศ โยวกู่จือตกใจมากเด็กคนนี้คิดจะทิ้งเขาไว้ที่นี่จริงๆ ไร้จิตสำนึกสิ้นดี!

            เมื่อรู้สึกว่าวงแหวนสั่นฉู่อวิ๋นก็หัวเราะเบาๆ จากนั้นก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก เงยหน้าขึ้นสูงเริ่มแสดงท่าทีที่น่าเกรงขามอีกครั้งดวงตาเต็มไปด้วยแสงศักดิ์สิทธิ์อันไม่มีที่สิ้นสุด

            เขากำหมัดแน่นมองขึ้นไปบนท้องฟ้าอันห่างไกล และพึมพำกับตัวเองเผยให้เห็นจิตวิญญาณที่ไม่เปลี่ยนแปลง

            “เมืองชุยเสวี่ย! ข้าฉู่อวิ๋นมาแล้ว!”

            ----------

            [1] คำแสลงที่อุปมาว่ารอนานมาก สายเกินไปแล้ว โดย 黄花菜 “ดอกไม้จีน”หรือบางทีเรียกว่า “จำฉ่าย”เป็นสมุนไพรจีนที่ได้รับความนิยมมาก และนำมาทำอาหารได้หลากหลายเมนูมีเรื่องเล่ากันว่า ในสมัยก่อน งานเลี้ยงมักจะมีเมนูอาหารที่ทำจากดอกไม้จีนซึ่งจะเป็นเมนูจานสุดท้ายที่จะเสิร์ฟบนโต๊ะ ถ้าคนไหนมาสาย ก็จะโดนล้อกันว่าให้รอนานจนอาหารที่ทำจากดอกไม้จีน (ซึ่งเป็นเมนูสุดท้าย) เย็นหมดแล้ว

    คล้ายกับเรื่องกำเนิดใหม่ : เทพยุทธ์จ้าวกระบี่ 【จบแล้ว】 ที่คุณอ่าน