เช้าวันถัดมา แดนเดินออกจากห้องของเขาด้วยใบหน้าเปี่ยมสุขจากเหตุการณ์ที่เพิ่งพบมาเมื่อคืน ในขณะนั้นเอง แดนพลันได้ยินเสียงชายวัยกลางคนะโลั่นขึ้นมา ทำให้เขาหยุดชะงักลงขณะก้าวเท้าเข้าห้องโถง ไม่นานเสียงโมโหของพ่อเขาก็ดังขึ้นตอบโต้ เสียงทั้งสองดังมาทางสวนหลังคฤหาสน์ แดนขมวดคิ้วอย่างสงสัยก่อนจะมุ่งหน้าไปตามต้นเสียงเพื่อดูให้กระจ่าง
เมื่อแดนเดินทางมาถึงสวนหลังคฤหาสน์ เขาพบผู้นำตระกูลเบลเทียนและสองพี่น้องที่เพิ่งพบเมื่อวานกำลังจ้องหน้าพ่อของเขาด้วยแววตาตาเศร้า
“ก็เห็น ๆ กันอยู่ว่าลูกชายของเ้ามันตัณหากลับขนาดไหน ข้าเพียง้าค่าทำขวัญให้กับลูกสาวข้าที่ถูกลูกชายเ้าย่ำยีจิตใจก็เท่านั้น!”
ชายหนุ่มยืนบังหญิงสาว แดนสังเกตสายตาเ็าของชายหนุ่มที่จ้องมองมายังเขา มันเต็มไปด้วยความรู้สึกเย้ยหยันดูถูก
“ถูกย่ำยีจิตใจ? เ้ารู้บ้างไหมว่าาแที่ลูกชายข้าได้รับมันเ็ปแสนสาหัสแค่ไหน! นี่หากว่าข้าไม่ใช้เงินกว่าสี่ส่วนของตระกูลไปกว้านซื้อยามารักษาเขา เขาก็คงไม่มีทางมายืนอยู่ตรงนี้ต่อหน้าพวกเ้าได้อีก!”
“แล้วไงล่ะ? ตอนนี้ลูกชายเ้าก็ได้รับการรักษาจนหายดีแล้ว แต่ทว่าลูกสาวข้ายังคงถูกฝันร้ายที่ลูกชายเ้าเป็คนก่อตามหลอกหลอนอยู่ทุกคืนวัน ถ้าจะต้องมีคนรับผิดชอบมันก็ต้องเป็ลูกชายเ้าไม่ใช่หรือเซเลบัส!”
“ฝันร้ายบิดาเ้าน่ะสิ นี่เ้าล้อข้าเล่นอยู่รึไง!”
“เ้าหาว่าข้าโกหกงั้นเหรอ!”
ทั้งสองยังคงโต้เถียงกันโดยไม่มีทีท่าว่าจะหยุด แถมความรุนแรงยังทวีเพิ่มขึ้น แดนส่ายศีรษะอย่างช่วยไม่ได้ ก่อนจะพูดแทรกขึ้นมา
“ท่านพ่อ ไม่เป็ไรหรอก เพียงแค่เราจ่ายค่าทำขวัญให้พวกเขาก็จบเื่แล้วนี่”
เซเลบัสจ้องมองแดนด้วยความแปลกใจ ‘ก่อนหน้านี้ เขามักจะอ้อนวอนข้าให้จัดการเื่ต่าง ๆ ให้ แต่ตอนนี้ ทำไมเขาถึงดูสุขขุมจังนะ?’
ซาคาเรียสไม่คาดคิดมาก่อนว่าแดนจะเป็คนตาขาวได้ขนาดนี้ เขาดูถูกแดนอยู่ในใจ ก่อนจะชี้นิ้วไปที่เซเลบัสและกล่าว
“เ้าต้องชดใช้ลูกสาวข้าด้วยโอสถระดับปฐีชั้นสูงเป็อย่างน้อย!”
เซเลบัสโกรธเมื่อได้ยินดังนั้นเขาขมวดคิ้วก่อนจะะโกล่าว
“สารเลว! ฝันไปเถอะว่าข้าจะให้โอสถระดับปฐีชั้นสูงแก่เ้า!”
อย่างที่ทราบกันดีว่าระดับของโอสถนั้นถูกแบ่งออกเป็ 3 ระดับ ได้แก่ ระดับมนุษย์ ระดับปฐีและระดับ์ ลำพังแค่โอสถระดับมนุษย์ก็มีค่ามากแล้ว โอสถระดับปฐีย่อมมีค่ามากกว่าหลายสิบเท่า
“ดี! ถ้าเ้าไม่ยอมล่ะก็...”
ซาคาเรียสสะแหยะยิ้มในใจ สาเหตุที่เขาเรียกร้องโอสถระดับปฐีขั้นสูงที่มีมูลค่ามหาศาลนั้น เพราะเขามั่นใจว่าเซเลบัสไม่มีทางที่จะมอบของล้ำค่าเช่นนั้นให้กับเขาอย่างแน่นอน
สายตาของเขาเปลี่ยนมามองที่แดน
“เอาอย่างนี้มั้ยล่ะ? ถ้าเ้ายอมให้ลูกชายของเ้ามาเป็บริวารที่ตระกูลของข้าสักเดือนนึง เ้าจะว่าอย่างไร?”
“เ้ากล้าดูถูกข้างั้นเหรอ ซาคาเรียส!”
เซเลบัสไม่สามารถเก็บความโกรธและความละอายที่มีในใจไว้ได้จึงะเิอารมณ์ออกมาอย่างพลั้งตัว ซาคาเรียสได้แต่แอบหัวเราะเยาะอยู่ในใจ
“ดูถูก? ข้าไม่กล้าทำเช่นนั้นหรอกใครจะกล้าดูถูกท่านนายพลผู้เกรียงไกรกันล่ะ จริงไหม?”
สองพี่น้องที่ยืนสังเกตการณ์มาตลอดพวกเขาต่างก็จ้องมองแดนด้วยสายตาประสงค์ร้าย แดนเอื้อมมือไปแตะที่ไหล่ของพ่อ โดยสายตาของเขาจ้องไปยังชายกหนุ่มเื้ัซาคาเรียส ก่อนจะพูดว่า
“นายน้อยแห่งตระกูลเบลเทียน ไม่ทราบว่าเมื่อคืนเ้าได้ทำความสะอาดร่างกายหรือเปล่า?”
สิ้นคำถามของแดนทุกคนที่อยู่บริเวณนั้นต่างก็ตัวแข็งทื่อ เซเลบัสไม่อาจระงับความโกรธที่ทวีขึ้นอย่างถึงขีดสุด เขาจึงหันไปตวาดใส่แดน
“นี่เ้าพล่ามอะไรออกมาน่ะแดน! หากเ้ากำลังทำให้พวกเราขายหน้า เ้าก็กลับไปซะ!”
ชายหนุ่มจ้องมองมาที่แดนด้วยความสงสัย เมื่อเห็นใบหน้าของชายหนุ่มนั้น แดนก็หัวเราะเบา ๆ และพูดว่า
“นั่นมันไม่ดีเลยนะ เ้าควรจะทำความสะอาดร่างกายให้สะอาด ๆ หลังจากทำกิจกรรมที่เสียเหงื่อมาเยอะ ๆ เมื่อคืนน่ะ เอ...ที่ไหนนะ อ๋อ ที่ป่าแห่งความโดดเดี่ยวใช่มั้ยเอ่ย น-า-ย-น้-อ-ย?”
แดนจงใจลากเสียงให้ยาวขึ้นในท่อนสุดท้าย เขาจ้องมองไปที่สองพี่น้อยด้วยแววตาที่เป็ประกาย นอกจากนี้ เขายังหยิบหยกบันทึกภาพออกมาถือไว้อีกด้วย
สองพี่น้องต่างจ้องมองมาที่แดนด้วยความหวาดกลัว ซาคาเรียสที่สังเกตได้ถึงการเปลี่ยนแปลงนี้จึงหันไปถามลูกของเขา
“มันเกิดอะไรขึ้น? อะไรคือกิจกรรมที่เสียเหงื่อ? เ้าปิดบังอะไรข้ารึเปล่าเอียน!”
“ท่านพ่อ... เรากลับกันเถอะ...”
เอียนพูดอย่างช้า ๆ ด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความอัปยศอดสู่ หญิงสาวที่อยู่ข้างหลังเขามีใบหน้าที่ซีดเผือก เธอยืนตัวสั่นในขณะที่จ้องไปที่หยกบันทึกภาพในมือของแดน ด้วยน้ำเสียงของแดนที่พูดออกมานั้น เธอมั่นใจ 100 เปอร์เซ็นต์ว่าแดนรู้เื่เมื่อคืน มิหนำซ้ำยังแอบบันทึกภาพเอาไว้ด้วย
คิ้วของซาคาเรียสขมวดขึ้นทันทีเมื่อเห็นความลนลานที่อยู่ในจิตใจของลูกชายเขา เขาผงกหัวอย่างเข่งขรึม ก่อนที่จะใช้สายตาอันดุร้ายจ้องไปยังแดนและเซเลบัสที่ทำหน้างงเป็ไก่ตาแตก จากนั้น พวกเขาทั้งสามคนก็ได้จากไปอย่างรวดเร็ว