ผมก็แค่เชฟที่ผ่านทางมา

    บทที่49 แสงสีทองที่เปล่งกระกายออกมาจากเหล่าวัตถุดิบ

    ในตอนนี้ทั่วทั้งห้องอาหารต่างเงียบกริบตงฟางจู้ เหลียงเย่ หลิวเค่อทั้งสามคนในตอนนี้แทบบ้ากับคําตอบที่ได้ยินจากปากของชายหนุ่ม

     

    แค่ฝ่ามือ ?

     

    พวกเขาไม่ได้อยากรู้เรื่องนี้ซักหน่อย!

     

    หลิวเค่อในตอนนี้นั้นมองไปที่ยูหมิงด้วยสายตาซับซ้อนในสายตาเขาชายหนุ่มคนนี้เพิ่งจะอายุยี่สิบต้นๆด้วยซํ้าแต่นี่กลับมีวิชาแพทย์แผนจีนด้านสกัดจุดที่สูงลํ้าไม่เพียงเท่านั้นเขายังมีวิชาต่อสู้ที่ลึกลํ้าอีกด้วย

     

    สรุปว่านี่เขาเป็นแค่คนผ่านทางมาแน่เหรอ?

     

    ทางด้านเหลียงเย่และตงฟางจู้เองก็ไม่ต่างกันโดยเฉพาะเหลียงเย่ ในตอนนี้นั้นเขาถึงกับหัวใจเต้นระรัวด้วยความทึ่งเขาทึ่งเป็นอย่างมากที่ยูหมิงเก่งกาจถึงขนาดนี้เพราะการได้ต่อสู้กับตงฟางจู้ตัวต่อตัวซักพักเขาก็พอรู้ได้ว่าตงฟางจู้มีฝีมืออยู่ในระดับเดียวกันกับเขา ทว่าตงฟางจู้กลับพ่ายแพ้ต่อชายหนุ่มแถมยังแค่ฝ่ามือเดียวอีกด้วย !

     

    นี่มันจะน่าทึ่งเกินไปแล้ว!

     

    ส่วนตงฟางจู้ที่แต่เดิมในตอนแรกไม่สบอารมณ์ยูหมิงในตอนนี้เขาก็ต้องยอมรับว่ายูหมิงเป็นคู่ต่อสู้ที่เก่งกาจคนหนึ่งและยังไม่สามารถหาได้อีกแล้วในความคิดของเขาถ้าเขาได้ต่อสู้กับชายหนุ่มคนนี้ทุกๆวันเขาจะต้องสามารถเก่งกาจขึ้นได้อีกมากแน่ !

     

    “ ฮ่าๆๆๆไม่คิดเลยว่าวันนี้จะมาเจอนักสู้ที่มีฝีมือทั้งสองคนพร้อมหน้าพร้อมตาแบบนี้เธอล่ะอยากจะเข้ามหาวิทยาลัยปักกิ่งด้วยรึเปล่า ? ด้วยความสามารถระดับเธอนั้นสามารถเข้าที่นั่นได้อย่างแน่นอน! ’’ หลิวเค่อหัวเราะขึ้นมาเพื่อทําลายบรรยากาศที่เงียบกริบเขาถามเหลียงเย่ด้วยใบหน้าสุขเปี่ยมล้น

     

    ในความคิดของเขาเหลียงเป็นคนที่มีฝีมือต่อสู้คนหนึ่ง อีกฝ่ายสามารถที่จะใช้ฝีมือในด้านนี้เข้ามหาวิทยาลัยปักกิ่งสาขาพิเศษอย่างสาขาไฟเตอร์ได้สบายๆ

     

    ซึ่งนี่มันเป็นเรื่องที่ทําให้เขารู้สึกมีความสุขเป็นอย่างมากที่จะได้นักสู้ทั้งสามคนที่มีฝีมือดีมาเข้ามหาวิทยาลัยปักกิ่ง ไม่ว่าจะเป็นตงฟางจู้หรือเหลียงเย่ก็ดีแต่สุดท้ายแล้วคงไม่พ้นยูหมิงแน่ๆ

     

    ในสายตาของเขาฝีมือในการต่อสู้ของยูหมิงคงจะไม่พ้นสุดยอดไฟเตอร์เป็นอย่างตํ่าไม่งั้นแล้วจะอธิบายถึงฉากการต่อสู้ที่สามารถล้มนักสู้ที่มีฝีมือระดับสูงทั้งสองคนลงได้อย่างไร?

     

    ในความคิดของเขาหากมหาวิทยาลัยปักกิ่งได้ทั้งสามคนนี้มาทางสาขาไฟเตอร์คงจะมีชื่อเสียงเพิ่มขึ้นเยอะเลยล่ะ

     

    “ ผม ? ’’ เหลียงเย่ชะงักก่อนจะชี้นิ้วมาที่ตัวเองด้วยความสับสนเขาสับสนว่าทําไมอีกฝ่ายถึงได้เชิญชวนเขาเข้ามหาวิทยาลัยปักกิ่ง

     

    “ ใช่ ! ’’หลิวเค่อพยักหน้า

     

    “ ผมสามารถเข้ามหาวิทยาลัยปักกิ่งได้ด้วยงั้นเหรอ ? ไม่ใช่ว่าที่นั่นจําเป็นต้องมีเกรดเฉลี่ยสูงๆหรอกเหรอ ? ’’ เหลียงเย่ถามด้วยความสงสัยตัวเขาจบมาจากโรงเรียนที่ไม่ค่อยมีชื่อเสียงมากนัก ดังนั้นเขาจึงรู้ดีว่าการจะเข้ามหาวิทยาลัยปักกิ่งที่มีแต่นักเรียนหัวดีๆนั้นมันเป็นเรื่องยากอย่างมาก

     

    “ เรื่องนั้นเองเหรอ ? อ้อ ! เดี๋ยวนี้ทางมหาวิทยาลัยไม่ได้รับเฉพาะคนพวกนั้นหรอกนะแต่ยังรับคนที่มีความสามารถเฉพาะด้าน หรือที่เรียกกันว่าสาขาพิเศษ ยกตัวอย่างเช่นเธอน่ะเป็นคนที่มีความสามารถด้านต่อสู้ดังนั้นเธอก็สามารถที่จะเข้ามหาวิทยาลัยได้ผ่านสาขาไฟเตอร์โดยไม่มีปัญหาแน่นอนว่าการจะเข้าก็ต้องทําการสอบเช่นกันซึ่งการสอบจะมีขึ้นในอีกหนึ่งอาทิตย์ข้างหน้าถ้าเธอสนใจฉันก็สามารถพาเธอและไปพร้อมกับอีกสองคนนี้ได้เลย ’’ หลิวเค่อก็นึกว่าจะเรื่องอะไรซะอีกสุดท้ายแล้วเขาก็อธิบายให้เหลียงเย่ฟังอย่างใจเย็น

     

    “ ฮะ ? ศาสตราจารย์หลิวนี่คุณจะบอกว่าคุณสามารถให้สิทธิ์กี่คนก็ได้งั้นเหรอ ? ’’ ตงฟางจู้โพล่งขึ้นมาอย่างอดไม่ได้

     

    “ ใช่ ! ฉันลืมบอกเธอไปเลยเรื่องการอนุญาตสิทธิ์น่ะฉันหรือศาสตราจารย์คนอื่นๆสามารถให้ได้เท่าไหร่ก็ได้ดังนั้นฉันจึงสามารถพาพวกเธอสามคนไปเข้าร่วมการสอบที่จะถึงนี้ได้โดยไม่มีปัญหายังไงล่ะ’’ หลิวเค่อยิ้มเขารู้ว่าในตอนแรกตงฟางจู้ไม่สบอารมณ์เป็นอย่างมากที่เขาจะมอบสิทธิ์ให้กับยูหมิงดังนั้นเขาก็ควรที่จะอธิบายให้มันกระจ่างไปเลย อีกฝ่ายจะได้ไม่ต้องเสียใจ

     

    “ ฮะ ?!’’ ตงหางจู้ถึงกับเหยเกในเมื่ออนุญาตให้สิทธิ์เท่าไหร่ก็ได้ ทําไมคุณถึงไม่รีบบอกผมตั้งแต่แรกซะล่ะ ? โถ่เอ๊ย ! ต้องมาให้ผมขายหน้ากับสองคนนี้ก่อนแย่จริงๆ !

     

    “ งั้นผมต้องรบกวนคุณด้วยนะครับ! ’’ เหลียงเย่ที่รู้ว่าตัวเองสามารถเข้าได้ก็ได้ก้มหัวลงเป็นเชิงขอรบกวนในเมื่อเขาสามารถเข้ามหาวิทยาลัยปักกิ่งชื่อดังได้เขาก็จะเข้าเพราะภายในอนาคตเขาจะได้มีงานทําดีๆและสามารถหาเงินมาเลี้ยงแม่ได้อย่างสบายๆ

     

    หลิวเค่อเองก็พยักหน้าอย่างพึงพอใจก่อนจะหันไปทางยูหมิงแล้วยิ้ม“ งั้นต่อจากนี้อีกหนึ่งอาทิตย์เธอก็มาเจอกับพวกฉันแล้วกันนะอืม เอาเบอร์เธอมาให้ฉันด้วย ฉันจะได้ติดต่อได้สะดวก ’’ เขายังไม่มีเบอร์ของชายหนุ่มเลยหากถึงวันนัดแล้วไม่รู้เบอร์ของกันและกันก็คงจะแย่

     

    “ ได้ครับ! ’’ ยูหมิงเองก็ไม่ได้ลังเลอะไร เขาจดเบอร์ให้กับอีกฝ่ายอย่างรวดเร็ว

     

    หลังจากที่จดเบอร์ให้หลิวเค่อแล้วยูหมิงและเหลียงเย่เองก็ได้ออกมาจากร้านอาหารทันทีในตอนนี้พวกเขาได้แยกย้ายไปตามคนเส้นทางซึ่งเหลียงเย่นั้นได้ไปจัดการเรื่องของครอบครัวเพื่อเตรียมตัวที่จะไปมหาวิทยาลัยปักกิ่ง

     

    ส่วนยูหมิงนั้นไม่มีเรื่องอะไรที่ต้องให้จัดการเขาจึงกลับไปที่ภัตตาคารบัวสวรรค์เพื่อพักผ่อน

     

    ...

     

    เช้าตรู่วันต่อมาที่หน้าภัตตาคารบัวสวรรค์ต่างเต็มไปด้วยเสียงดังเซ็งแซ่ของผู้คนพวกเขาต่างส่งเสียงบ่นและพึมพําออกมาด้วยความหงุดหงิดเพราะพวกเขาพบว่าที่หน้าร้านนั้นได้ติดใบประกาศหยุดเอาไว้แถมยังหยุดถึงหนึ่งอาทิตย์เต็มๆ

     

    “ บ้าเอ๊ย !ภัตตาคารบัวสวรรค์อยู่ๆก็ปิด แล้วทีนี้ฉันจะกินอะไรล่ะฟะเนี่ย ? ’’ ชายอ้วนคนหนึ่งใช้มือลูบท้องของเขาด้วยใบหน้าหงุดหงิดที่แลดูอดอยากตั้งแต่ที่เขาได้ลิ้มลองข้าวผัดไข่และเสี่ยวหลงเปาของที่นี่อาหารของที่อื่นก็แทบไม่ถูกปากเขาอีกเลยในวันสองวันนี้เขาจึงได้มากินที่นี่ทุกๆมื้อจนอิ่มหนําสําราญ

     

    อย่างไรก็ตามเขากลับไม่คิดเลยว่าวันนี้ทางร้านจะปิดโดยไม่แจ้งเตือนกับลูกค้าก่อนมันช่างน่าเศร้าจริงๆที่จะไม่ได้กินอาหารอร่อยๆถึงหนึ่งอาทิตย์ !

     

    “ เฮ้อ แย่จริงๆ ’’ คุณลุงนักตวัดลิ้นที่อยู่ในฝูงชนถอนหายใจออกมา ใบหน้าของเขาในตอนนี้ราวกับคนเศร้าโศกที่สูญเสียสิ่งสําคัญบางอย่างไป

     

    “ แล้วอย่างนี้ฉันจะไม่ตายซะก่อนเหรอ ? ตั้งหนึ่งอาทิตย์แหนะ ! ’’ เถ้าแก่ร้านซักรีดพึมพําออกมาด้วยใบหน้าโศกเศร้าแค่เขาไม่ได้กินวันหนึ่งก็แย่พอแล้วแต่ถ้าไม่ได้กินถึงหนึ่งอาทิตย์เขาคงจะบ้าตายก่อนแน่เพราะหลังจากที่ได้กินอาหารสุดอร่อยทั้งสองอย่างนี้เขาก็ไม่สามารถกินอาหารธรรมดาได้เลย

     

    ทุกๆคนที่อยู่หน้าร้านตอนนี้ต่างพูดออกมาเป็นเสียงเดียววันพวกเขารู้สึกท้อแท้และเศร้าโศกเป็นอย่างมากที่จะไม่ได้กินอาหารสุดอร่อยถึงหนึ่งอาทิตย์

     

    ในเวลาไม่นานฝูงชนก็สลายตัวแยกย้านกลับกันไปด้วยใบหน้าเศร้าโศก

     

    ...

     

    หนึ่งอาทิตย์ต่อมา

     

    “ เยี่ยมพวกคุณไม่ทําให้ผมผิดหวังจริงๆ ’’ ภายในภัตตาคารบัวสวรรค์ยูหมิงมองไปยังชายวัยกลางคนทั้งสองตรงหน้าที่แตกต่างไปจากเดิมด้วยควาพึงพอใจ

     

    ทั้งสองคนนี้คือหัวหน้าเชฟเยี่ยหลิวและเชฟเจิ้งฝานพวกเขาในตอนนี้ต่างกํายําขึ้นมาเล็กน้อย ใบหน้าดูดีขึ้นกว่าเมื่อก่อนเยอะโดยเฉพาะสุขภาพและการหายใจของพวกเขานั้นต้องบอกเลยว่าดีขึ้นมากทีเดียว

     

    “ ก็เล่นเอาแย่เหมือนกันนะไอ้วิธีฝึกของคุณเนี่ย ’’ เชฟเจิ้งฝานหัวเราะเบาๆออกมาในตลอดหนึ่งอาทิตย์ที่ผ่านมานี้เขาและเพื่อนเยี่ยได้ฝึกอย่างเอาเป็นเอาตายและจริงจังจนถ้าทําไม่ครบแม้แต่อย่างเดียวก็จะไม่พักนั่นก็เพื่อที่จะมาเรียนรู้เทคนิคการเสิร์ฟและการทําข้าวผัดไข่จากยูหมิงนั่นเอง

     

    หัวหน้าเชฟเยี่ยหลิวก็ทําเพียงแค่ยิ้มแห้งๆอย่างช่วยไม่ได้หากพวกเขาไม่ได้เรียนวิธีทําข้าวผัดไข่นั่นแล้ว พวกเขาก็คงจะไม่พยายามมาถึงขนาดนี้หรอก

     

    “ แล้วฮั่นเสี่ยวไปไหนล่ะ ? ผมไม่เห็นเธอมาหลายวันแล้วด้วย ’’ ฮั่นเสี่ยวไม่อยู่ ยูหมิงจึงยิ้มถามเพราะในวันนี้เขาตั้งใจจะสอนให้ทั้งหัวหน้าเชฟเยี่ยหลิวและเชฟเจิ้งฝานรวมถึงฮั่นเสี่ยวเลย แน่นอนว่าวิธีสอนฮั่นเสี่ยวจะแตกต่างจากทั้งสองคนซักหน่อยแต่ในเมื่ออีกฝ่ายไม่อยู่เขาก็คงไม่ต้องสอนแบบนั้น

     

    “ อ้อ ผมลืมบอกคุณไปเลยจริงๆฮั่นเสี่ยวน่ะเป็นคนของเมืองหลวงดังนั้นเมื่อไม่กี่วันมานี้ด้วยเหตุผลบางอย่างเธอจึงถูกเรียกให้กลับไปที่นั่นดังนั้นเธอจึงไม่ได้มาลาคุณเป็นการส่วนตัวอย่างที่เห็น ’’ หัวหน้าเชฟเยี่ยหลิวพยักหน้าแล้วพูดในระหว่างการฝึกเขาเองก็ได้รู้มาจากฮั่นเสี่ยวว่าเธอต้องกลับไปเมืองหลวงส่วนเหตุผลอะไรเขาก็ไม่รู้เหมือนกัน

     

    “ อืม อย่างนั้นก็ช่วยไม่ได้เอาล่ะผมจะสอนพวกคุณแล้วนะ ตั้งใจฟังให้ดีๆล่ะ ’’ ยูหมิงยิ้มจางๆแล้วเริ่มอธิบายวิธีทําข้าวผัดไข่อย่างรวดเร็ว

     

    ครู่ต่อมาหัวหน้าเชฟเยี่ยหลิวและเชฟเจิ้งฝานที่ได้ยินก็ต้องผงะ

     

    นี่มันจะใช้ได้ผลจริงๆแน่เหรอ?

     

    สุดท้ายแล้วหัวหน้าเชฟเยี่ยหลิวก็อดที่ถามออกมาไม่ได้“ เชฟยูไอ้การทําความเข้าใจวัตถุดิบที่คุณพูดถึงนี่มันอะไรกันน่ะ? พวกผมจะใช้มันเพื่อทําข้าวผัดไข่อย่างนั้นได้จริงๆเหรอ? ’’

     

    เชฟเจิ้งฝานเองก็มองไปที่ยูหมิงเพื่อรอคําตอบเช่นกันเพราะอีกฝ่ายบอกให้พวกเขาทําความเข้าใจเกี่ยวกับวัตถุดิบเมื่อเข้าใจได้แล้วก็จะสามารถทําได้เอง

     

    นี่มันเรื่องตลกอันใดกัน?

     

    ไม่ใช่หนังแฟนตาซีนะเฟ้ยที่จะได้ทําความรู้จักกับวัตถุดิบได้ !

     

    ยูหมิงที่ถูกถามก็เพียงยิ้มและไม่ได้พูดอะไรจากนั้นเขาก็เดินเข้าไปที่ครัวหัวหน้าเชฟเยี่ยหลิวและเชฟเจิ้งฝานเองก็เดินตามไปด้วยเช่นกัน

     

    เมื่อเข้ามาแล้วพวกเขาก็พบว่ายูหมิงได้หยิบเครื่องครัวมาและวัตถุดิบสําหรับทําข้าวผัดไข่มาด้วยพวกเขาในตอนนี้สงสัยเป็นอย่างมากว่ายูหมิงตั้งใจจะทําอะไร

     

    “ ต่อไปนี้ผมจะแสดงอะไรที่พวกคุณไม่เคยเห็นมาก่อน ! สิ่งที่พวกคุณต้องทําก็มีเพียงแค่เรียนรู้มันและดูมันเพื่อทําความเข้าใจ! เอาล่ะ ! จงเข้าใจในวัตถุดิบทั้งหลายทั้งมวลซะ! ’’ ยูหมิงพูดขึ้นมาสิ้นเสียงเขาก็เริ่มทําข้าวผัดไข่อย่างทุกที แต่ครั้งนี้กลับแตกต่างไปจากเดิมมาก

     

    เพราะหลังจากที่ยูหมิงสะกิดวัตถุดิบทั้งหมดรอบๆวัตถุดิบต่างๆนั้นก็มีแสงสีทองเปล่งประกายระยิบระยับออกมาอย่างกับดวงดาวนอกจากนี้ยังเหมือนกับว่าพวกมันจะส่งเสียงพูดขึ้นมาได้เสมอ

     

    ความเปล่งประกายจากแสงสีทองทําให้หัวหน้าเชฟเยี่ยหลิวและเชฟเจิ้งฝานที่ได้เห็นต่างรู้สึกถูกยั่วยวนโดยพวกมันพวกเขาในตอนนี้ต่างเผยให้เห็นถึงใบหน้าช็อคสุดขีดและตะลึงงัน พวกเขารู้สึกตกตะลึงเป็นอย่างมากที่ได้เห็นวัตถุดิบทั้งหลายเปล่งแสงสว่างสีทองออกมา

     

    “ นี่มันอย่างกับเวทมนต์เลย... ’’ หัวหน้าเชฟเยี่ยหลิวและเชฟเจิ้งฝานพึมพําด้วยใบหน้าตะลึงงัน

     

    “ อย่ามัวพูดพล่ามไร้สาระ ! พวกคุณจงทําความเข้าใจเกี่ยวกับมันและยอมให้มันเป็นหนึ่งเดียวกันกับพวกคุณซะ! ’’ ทางด้านยูหมิงที่เห็นว่าทั้งสองคนมัวแต่ตะลึงงันก็อดไม่ได้ที่จะบ่นออกมาเสียงดังก่อนจะเริ่มทําอะไรบางอย่าง

     

    วูบ

     

    แสงสีทองที่เปล่งประกายจากวัตถุดิบทั้งหลายได้พุ่งออกมาจากพวกมันก่อนจะเข้าปกคลุมร่างของหัวหน้าเชฟเยี่ยหลิวและเชฟเจิ้งฝานอย่างรวดเร็ว

     

    “ นี่มันอะไรกัน ? ’’ เชฟเจิ้งฝานรู้สึกได้ว่าหลังจากที่ถูกกลุ่มแสงสีทองเข้าปกคุลมมันเหมือนกับว่ามีบางอย่างได้เข้ามาในตัวเขา

     

    “ ความรู้สึกนี้ ! อา ! ฉันสามารถเข้าใจพวกมันได้หมดแล้ว ! ’’ ต่อมาหัวหน้าเชฟเยี่ยหลิวก็ต้องครางออกมาเบาๆด้วยใบหน้าสุขใจที่ตื่นเต้นแดงกํ่าเขารู้สึกได้ว่าหลังจากที่แสงสีทองเข้าปกคลุ่มเขาก็สามารถสื่อถึงวัตถุดิบที่ห่างออกไปในครัวได้

     

    มันราวกับว่าเขาสามารถพูดคุยกับพวกมันได้ยังไงยังงั้นแหละ!

     

    “ การสอนจบลงด้วยดี ! ’’ ยูหมิงมองทั้งสองคนอย่างพึงพอใจเพราะนี่เป็นครั้งแรกที่เขาใช้วิธีนี้สอนคนให้บรรลุถึงการทําอาหารระดับหนึ่งดาว

     

    หนึ่งดาว !

     

    นั่นน่ะคือระดับอาหารในภพนิรันดร์ผันแปรที่เป็นระดับตํ่าสุดหรือแรกเริ่มนั่นเองแต่ถ้าหากวัดจากคุณสมบัติของมันที่ถูกเรียกว่าสุดยอดอาหาร ยูหมิงก็สามารถบอกได้เลยว่าภายในภพปุถุชนหรือในโลกแห่งนี้นั้นมันคงมีคุณสมบัติเทียบเท่ากับระดับสุดยอดเชฟอะไรนั่นหรือไม่ก็มากกว่านั้น ซึ่งจุดๆนี้เขายังคงไม่สามารถฟันธงได้นอกจากเจอคนที่มีระดับการทําอาหารเหนือกว่าระดับสุดยอดเชฟ!

    คล้ายกับเรื่องผมก็แค่เชฟที่ผ่านทางมา ที่คุณอ่าน