แผนผังหมู่ตึกพันอักษรประกอบด้วย หอเก็บคัมภีร์อยู่ตรงกลางเป็นทั้งที่เก็บคัมภีร์ และเรือนพำนักผู้เป็นประมุขหมู่ตึก
รอบหอเก็บคัมภีร์ เป็นเรือนรับรองห้าหลัง เรือนรับรองเหล่านี้เป็นของประมุขทั้งห้าตระกูล เท่ากับให้ตระกูลใหญ่ทั้งห้าเฝ้าคุ้มครองคัมภีร์และประมุขหมู่ตึกพันอักษรไปในตัว บริเวณทั้งหมดนี้เรียกว่าเขตชั้นใน
ส่วนที่ติดกับเขตชั้นใน เป็นสวนดอกไม้กว้างใหญ่ ซึ่งเป็นบริเวณที่โยชิโอกะริวจิ นำกำลังคนบุกเข้ามาถึง เป็นจุดซึ่งทุกคนกำลังรวมกันอยู่ในขณะนี้ถัดจากสวนดอกไม้มีคูกว้าง กั้นระหว่างชั้นในกับเรือนอาคันตุกะ ขนาดใหญ่แปดหลัง
เรือนอาคันตุกะแต่ละหลัง มีสามชั้นประกอบ ด้วยห้องหับมากมายรับรองแขกเหรื่อได้หลายร้อยคน รายล้อมอยู่ทั้งแปดทิศ มีสะพานขนาดเล็กแปดแห่งจากเรือนรับรองแต่ละหลังเท่านั้น สามารถข้ามไปมาระหว่าง เขตชั้นนอกกับชั้นใน
โดยปกติผู้ซึ่งสามารถ เข้าพักเขตชั้นในได้ มีเพียงประมุขและครอบครัวห้าตระกูลใหญ่ กับแขกอาวุโสซึ่งเหล่าประมุขเชื้อเชิญมาเท่านั้นจากอดีตถึงปัจจุบัน ผู้ซึ่งได้รับเชื้อเชิญ ล้วนเป็นเหล่ายอดฝีมืออาวุโสนามกระเดื่อง อาทิ มหาสมณะจากเส้าหลิน นักพรตแห่งอู่ตัง รวมถึงราชันย์กระบี่เหล็กเมื่อเจ็ดปีก่อนยังมีหยางป๋อหู ในฐานะผู้บันทึกการประลอง
นอกจากนั้นไม่ว่าเป็นผู้ใด ต้องเข้าพักในเรือนอาคันตุกะแปดหลังซึ่งอยู่ชั้นนอก ผู้ต้องการเข้าร่วมประลองก็เช่นกัน หากมาถึงต้องพักรอในเรือนอาคันตุกะจนถึงวันงาน จึงได้รับอนุญาตให้ข้ามสะพาน เข้ามาร่วมงานชุมนุม หลังการประลองในแต่ละวันก็ต้องกลับไปยังเรือนพักของตนตามเดิม
ผู้ข้ามสะพานเข้ามา โดยไม่ได้รับอนุญาต กองกำลังคุ้มกันหมู่ตึกสามารถจัดการได้โดยไม่มีข้อยกเว้น
กงซุนจินผิงหันขวับถลึงตาใส่ริวจิ กำห่วงเงินในมือแน่น
“นี่พวกเจ้ายัง...”
นาคามูระ โยชิอิรีบกล่าว สีหน้าจริงจัง น้ำเสียงหนักแน่น
“มิใช่ฝีมือพวกเรา กำลังของหมู่ตึกบูรพา ล้วนตรึงอยู่ทางด้านนี้เท่านั้น”
“หากไม่ใช่พวกเจ้า แล้วยังจะมีผู้ใด! เรือนอาคันตุกะด้านนั้นไม่มีชาวยุทธ์เข้าพักสักคน!”
ทุกคนในบริเวณนั้น ต่างงงงันวูบ ขณะนี้กระแสลมซึ่งพัดกระโชกแรงตั้งแต่เช้าสงบลงแล้ว เปลวเพลิงรอบหมู่ตึกก็อ่อนแรงลงอักโขกลุ่มควันไฟเบาบางลงไปมาก
เสียงเข่นฆ่าดังอื้ออึงเช่นนี้ แสดงว่ามีกลุ่มคนจำนวนไม่น้อยพยายามจะบุกข้ามสะพาน ทางเรือนอาคันตุกะด้านหลังเข้ามาไม่ทราบเป็นขุมกำลังของฝ่ายไหน ฉวยโอกาสเข้าซ้ำเติม
โยชิโอกะ ริวจิฉุกคิดขึ้นได้ กล่าวว่า
“ด้านนอกยังมีกำลังของห้าสำนัก กับเหล่าชาวยุทธ์อีกจำนวนมาก...”
กงซุนจินผิงตวาดใส่ด้วยโทสะ
“เพ้อเจ้อ! ห้าสำนักใหญ่ไหนเลย กระทำเยี่ยงโจรเช่นพวกเจ้า! เฮอะเราจะไปดูเองว่าพวกมันเป็นใคร!”
หันขวับไปสั่งกำลังคนของตระกูลกงซุนทันที
“พวกเจ้าตามเรามา!”
ทว่าก่อนกงซุนจินผิง จะนำกำลังตระกูลกงซุนมุ่งไปกลับมีสุ้มเสียงหนึ่งดังขึ้น
“เราทราบว่าพวกมันเป็นใคร...น้องจินผิงมอบให้เราจัดการเถอะ”
ทุกคนหันไปยังทิศต้นเสียงทันที
บนหลังคาเรือนรับรองของตระกูลติง ปรากฏร่างสตรีผู้หนึ่งยืนนิ่งอยู่เป็นซินแสลิขิตฟ้าติงฝูหรง
“พี่ฝูหรงท่านมาถึงแล้ว!”
ติงฝูหรงพยักหน้ากล่าวว่า
“เรื่องเล็กน้อยเช่นนี้ มอบให้เราผู้พี่จัดการเป็นอย่างไร...”
กงซุนจินผิงรีบประสานมือคารวะรับคำ สั่งการทันที
“ทราบ! คนของตระกูลกงซุน รับฟังคำสั่งซินแสลิขิตฟ้า!”
ติงฝูหรงกล่าวสั่งการด้วยความเยือกเย็น
“ถอนกำลังคนทางด้านนั้นเดี๋ยวนี้ปล่อยให้พวกมันข้ามสะพานเข้ามา...”
กงซุนจินผิงงงงันวูบ แต่ยังสั่งการตามนั้น
“ถอนกำลังกลับมาเดี๋ยวนี้!”
เหล่าคนของตระกูลกงซุน รีบเป่าอาณัติสัญญาณถอนกำลังทันทียังมิทันสิ้นเสียงแรก พลันมีเสียงเป่าสัญญาณดังตอบกลับมาพร้อมเสียงผู้คนโห่ร้องดังกระหึ่ม คาดว่าผู้บุกรุกโถมกำลัง ข้ามสะพานมาแล้ว
ติงฝูหรงรีบกล่าวน้ำเสียงกังวานอีกครั้ง
“น้องจินผิง น้องจวี๋ฮวา น้องหมิงจู มอบให้เราสั่งการหน่วยห้าธาตุของตระกูลพวกเจ้าชั่วคราวได้หรือไม่?”
กงซุนจินผิงรับคำทันที
“ทราบ! หน่วยธาตุดิน ปฏิบัติตามคำสั่งพี่ฝูหรง!”
หลินจวี๋ฮวายังนั่งประคอง ดูอาการฟางเสวี่ยเฟยด้วยความห่วงใยนางกล่าวเสียงราบเรียบ ทว่าก้องกังวาน
“หน่วยธาตุไม้ ปฏิบัติตามคำสั่งพี่ฝูหรง”
เสียงก้องกังวานสดใสอีกเสียง ตอบกลับจากบริเวณเรือนอาคันตุกะด้านหน้า
“หน่วยธาตุน้ำ ปฏิบัติตามคำสั่งพี่ฝูหรง”
ติงฝูหรงส่งเสียงอืมม์ กล่าวว่า
“หน่วยธาตุโลหะของตระกูลฟาง พวกเจ้าคงได้ยินแล้วรับฟังคำสั่งเราชั่วคราวได้หรือไม่”
“ทราบ! หน่วยธาตุโลหะ รับฟังคำสั่งซินแสลิขิตฟ้า!” เสียงรับคำก้องกังวานดังจากบริเวณหลังสวนดอกไม้ ของเรือนรับรองตระกูลฟาง สุ้มเสียงคล้ายมีกำลังคนไม่มากทว่าทุกเสียงกังวาน เปี่ยมพลังลมปราณ
ติงฝูหรงได้ยินดังนั้น รีบสั่งการเสียงเฉียบขาด
“หน่วยห้าธาตุรับคำสั่ง! ธาตุดินปักหลักอยู่กลางป้องกันเรือนรับรองธาตุโลหะเร่งรุดหน้าปะทะผู้บุกรุก ธาตุไม้อ้อมด้านหลังยึดสะพานควบคุมทางหนีธาตุน้ำโอบเป็นปีกซ้าย ธาตุไฟโอบเป็นปีกขวา”
“ทราบ!” เสียงรับคำดังกึกก้อง จากบริเวณหลังสวนดอกไม้ของเรือนรับรองทั้งห้าหลัง
เงาร่างผู้คนกลุ่มหนึ่งพุ่งลิ่ว ท่วงท่าปราดเปรียวตรงไปยังทิศซึ่งกำลังเกิดเสียงต่อสู้ทันที!
โยชิโอกะ ริวจิหน้าตาเลิ่กลั่ก ครั้งแรกเมื่อมันบุกเข้ามาคิดในใจว่ามาตรการป้องกันหมู่ตึกพันอักษร ช่างอ่อนแอนัก ผู้คนของหมู่ตึกบูรพาบุกเข้ามาได้อย่างง่ายดาย กำลังจะคุมสถานการณ์ได้อยู่แล้ว
ทั้งยังสงสัยยิ่งว่า แค่กำลังคนตระกูลกงซุนอันน้อยนิด เหตุใดดูแลหมู่ตึกกับคัมภีร์มาได้ตั้งยี่สิบปี
มันคิดว่าคงเป็นเพราะเหล่าชาวยุทธ์ กลัวบารมีประมุขห้าตระกูลใหญ่จึงไม่เคยมีใครกล้าบุกเข้ามา ไม่เช่นนั้นด้วยกำลังเพียงเท่านี้ต้องไม่สามารถดูแลคัมภีร์พันอักษรได้แน่นอน
บัดนี้มันจึงทราบ ผู้คนซึ่งเพิ่งเคลื่อนไหวเมื่อครู่ต่างหากจึงเป็นขุมกำลังป้องกันหมู่ตึกอันแท้จริง!
หลินอิงฮวานั่งอยู่ข้างพี่สาวของนาง ตะโกนไต่ถามน้ำเสียงกังวลว่า
“พี่ฝูหรงพวกมันเป็นใครกัน?”
ติงฝูหรงยังคงยิ้มแย้ม กล่าวน้ำเสียงปกติ
“พรรคมิจฉาชีพหลายกลุ่ม พวกมันได้ข่าวว่าหมู่ตึกบูรพาจะเข้ายึดหมู่ตึกพันอักษร จึงรวบรวมผู้คนคิดฉวยโอกาส จับปลาตอนน้ำขุ่น”
“เท่าไหร่กันล่ะท่านพี่?”
“เพียงห้าร้อยกว่าคน...”
โยชิโอกะ ริวจิได้ยินดังนั้น ถึงกับสูดลมหายใจลึกยาวห้าร้อย...ต่อให้รวมกำลังทั้งหมด ของหมู่ตึกบูรพากับตระกูลกงซุนซึ่งอยู่ที่นี่คาดว่าคงต่อสู้ได้อย่างสูสีเท่านั้น แล้วกลุ่มคนเพียงหลายสิบนั่นจะรับมืออย่างไร
มันรีบกล่าวอย่างรวดเร็ว
“แม่นางติง ให้หมู่ตึกของข้าพเจ้าช่วยอีกแรง...”
พลันเสียงหัวร่อดังลั่น จากปากกงซุนจินผิง บุรุษหนุ่มส่ายหน้ามองริวจิอย่างขบขัน แต่หากล่าวสิ่งใดไม่
โยชิโอกะ ริวจิเดือดดาลยิ่ง ทว่ายามนี้ มันต้องการชดเชย ความผิดพลาดของตนจึงได้แต่ข่มโทสะไว้
ติงฝูหรงยิ้มเล็กน้อยกล่าวว่า
“เรื่องเล็กน้อย ไหนเลยกล้ารบกวน”
ทันใดนางสั่งการ เสียงก้องกังวาน
“ห้าธาตุเคลื่อนไหว! ไม้เกื้อหนุนไฟ! โลหะเกื้อหนุนน้ำ! ดินประชิดไฟ!ไฟพิชิตโลหะ! ไม้พิชิตดิน! ไม้ประชิดน้ำ!”
สิ้นเสียงสั่งการแต่ละครั้ง บังเกิดเสียงอาวุธปะทะกันเสียงผู้คนร้องด้วยความเจ็บปวด เสียงฮือเข้ามาของผู้คนเสียงเข่นฆ่าดังต่อเนื่องไม่หยุดหย่อน หากยิ่งเนิ่นนานสุ้มเสียงเหล่านี้กลับยิ่งเบาบางลงเรื่อย ๆ
เสียงโห่ร้องฮึกเหิมเมื่อแรก กลายเป็นแตกตื่นตระหนกลนลาน
เสียงผู้คนจำนวนมาก ล้มลุกคลุกคลาน ถอยร่นหลบหนี
เสียงอาวุธตกหล่นลงบนพื้นดังเป็นระยะ
สุ้มเสียงทั้งหมด ดังห่างไกลออกไปทุกขณะ...
จังหวะนั้นติงฝูหรงสั่งการอีกครั้งอย่างรวดเร็ว
“หน่วยห้าธาตุปล่อยพวกลิ่วล้อไป ห้าธาตุกลับเข้าประจำที่! ตั้งรูปขบวน!”
ก่อนผู้ใดจะทันสังเกต สตรีผู้หนึ่งทะยานร่างลิ่ว โผกายขึ้นไปบนหลังคาเรือนรับรองตระกูลซ่างกวน
สตรีผู้นั้นสวมหมวกปีกกว้าง ปล่อยผ้าสีดำปิดบังใบหน้าน้ำเสียงสดใสกล่าวหนักแน่นจริงจัง
“พี่ฝูหรงให้หน่วยห้าธาตุ ปล่อยพวกมันขึ้นมา ข้าพเจ้ารับมือเอง...”นั่นเป็นสุ้มเสียงซ่างกวนหมิงจู!
ทันใดนั้น บนหลังคาเรือนรับรองตระกูลหลิน พลันปรากฏร่างสตรีอีกผู้หนึ่ง
นางยืนนิ่ง ใบหน้างามเย็นชาไร้ความรู้สึก ดุจสลักจากหยกเนื้อดีกล่าวน้ำเสียงราบเรียบว่า
“ท่านต้าซือช่วยดูแลพี่เสวี่ยเฟยด้วย” กลับเป็นสุ้มเสียงของหลินจวี๋ฮวา!
ติงฝูหรงชั่งใจชั่วครู่ ก่อนส่งเสียงอืมม์สั่งการทันที
“หน่วยห้าธาตุปล่อยพวกมันขึ้นมา แปรขบวนล้อมไว้ด้านล่างอย่าให้พวกมันทั้งหกหนีไปได้”
สิ้นเสียง ปรากฏเงาร่างผู้คนหกคน กระโดดปราดขึ้นบนหลังคาเรือนรับรองสองหลัง
วิชาตัวเบาพวกมันทั้งหกล้วนยอดเยี่ยม แต่ละคนพลิ้วร่างยืนมั่นคงบนหลังคากระเบื้อง โดยปราศจากสุ้มเสียงแม้แต่น้อย
บนหลังคาเรือนรับรองตระกูลซ่างกวน ปรากฏชายสามคนคนหนึ่งใช้ดาบเก้าห่วงเป็นอาวุธ อีกคนใช้แส้ใยเหล็ก ส่วนอีกคนใช้ป้ายเหล็กสีดำสนิท
ส่วนอีกสามคนกระโดดขึ้น บนหลังคาเรือนรับรองตระกูลหลินคนหนึ่งใช้ทวนเงินเป็นอาวุธ อีกคนถือมีดสั้นคู่วาววับส่วนอีกคนเป็นสตรีใช้ผ้าแพรยาวผืนหนึ่ง
เบื้องล่างมีสตรีอีกผู้หนึ่ง วิ่งข้ามสะพานมา นางสวมชุดรัดกุมใช้หมวกปีกกว้าง ปิดหน้าปิดตาเช่นกัน เป็นซ่างกวนจึงเหม่ยนั่นเอง
นางกล่าวทั้งที่ยังกระหืดกระหอบว่า
“ท่านพี่ข้าพเจ้าช่วยท่าน...”
ซ่างกวนจึงเหม่ยกล่าว พลางหันไปพยักหน้ากับกงซุนจินผิง ทั้งสองรีบขยับตัวหมายจะโผขึ้นไปช่วย
หากเสียงกังวานราวสกุณาของ ซ่างกวนหมิงจูกลับกล่าวว่า
“มิต้อง”
หลินอิงฮวาก็เตรียมโผกาย ขึ้นไปบนหลังคาเรือนรับรอง
“ข้าพเจ้าช่วยท่านพี่อีกแรง”
หลินจวี๋ฮวากล่าวอย่างราบเรียบว่า
“มิเป็นไร...”
สิ้นประโยค ร่างนางเคลื่อนไหววูบ ท่าร่างรวดเร็วยิ่ง มือทั้งคู่พลิ้วไหวราวร่ายรำเสียงฉี่ฉี่ดังต่อเนื่องไม่ขาดตอน พลังดรรชนีแผ่พุ่งเกลื่อนกล่นครอบคลุมชีพจรทั่วร่าง ผู้บุกรุกทั้งสาม!
ทว่าสองบุรุษหนึ่งสตรีนี้ ล้วนมีฝีไม้ลายมือไม่ธรรมดาอาวุธในมือพวกมันต่างปัดป่าย ป้องกันพลังดรรชนีอย่างรัดกุม
ทวนในมือบุรุษผู้นั้น ร่ายรำปานจักรผัน คมทวนเป็นประกายวูบวาบคล้ายโล่เงินอันใหญ่ ใช้ปมเด่นของอาวุธยาวคุ้มครองร่าง ซ้ำยังฉวยจังหวะพุ่งปลายทวนจู่โจมตีโต้ ทวนในมือดุจอสรพิษร้ายพุ่งฉกเหยื่อประกายสีเงินถี่ยิบคลุมจุดสำคัญทั่วร่างหลินจวี๋ฮวา
ผ้าแพรยาวของสตรีคนเดียวในกลุ่มยิ่งเข้มแข็ง นางทราบหากใช้ผ้าแพรเข้าปะทะพลังดรรชนี แพรผืนนี้ต้องขาดเป็นชิ้น ๆ แน่ นางจึงใช้กระบวนท่าหมุนวนม้วนผ้าแพรควงเข้าจู่โจมดุจเกลียวคลื่น อาศัยพลังลมปราณซึ่งแฝงอยู่ในม้วนแพรบวกความเร็วของการหมุน สองแรงหนุนเนื่อง ต้านรับพลังดรรชนีโดยไม่เป็นรอง
ยามจู่โจมผ้าผืนบาง กลับคล้ายกระบองเหล็กเหวี่ยงฟาดอย่างดุดันยิ่ง พลังลมปราณซึ่งใช้บังคับผ้าแพรเบาบางได้ดั่งใจเช่นนี้นับว่ายอดเยี่ยมนัก
ทว่าที่น่าหวาดเสียวที่สุด กลับเป็นมีดสั้นคู่ในมือบุรุษอีกผู้หนึ่งมันฉวยจังหวะขณะหลินจวี๋ฮวา ต้องรับมืออาวุธยาวทั้งสองชนิดคอยหาช่องว่างทิ่มแทงมีดสั้นทั้งคู่ ท่าร่างของมันปราดเปรียวมือทั้งคู่ก็คล่องแคล่ว
มีดสั้นปรับเปลี่ยนลีลาฉับไว พลิกผันกระบวนท่า เหนือความคาดหมายทุกลีลาที่จู่โจมอำมหิตยิ่ง มันพุ่งไปมาระหว่างคนทั้งสามวิชาตัวเบาคนผู้นี้สูงเยี่ยมที่สุด ในบรรดาทั้งสามคน
พริบตาคมมีดวาววับ เฉียดผ่านร่างหลินจวี๋ฮวาอย่างหวุดหวิดหลายครั้ง!