เล่มที่ 1 บทที่ 8 แสวงมรรคห้ายอด
นิกายแสวงมรรคแม้ว่าจากคำพูดของเจียงมู่ มันจะเป็เพียงนิกายระดับล่างแห่งหนึ่งทว่าสำหรับมลรัฐหนานซานแล้ว กลับมีชื่อเสียงระบือลือลั่น เป็สถานที่บำเพ็ญมรรคที่นักพรตคนธรรมดามากมายนับไม่ถ้วนต่างหมายตา
แม้ว่าผู้คนแทบทั้งหมดในฟ้าดินนี้ล้วนปรารถนาจะบำเพ็ญมรรคทว่านับแต่อดีตจวบจนปัจจุบัน ทรัพยากรต่างๆที่จำเป็ต่อการบำเพ็ญมรรคนั้นล้ำค่าสุดขีด โดยทั่วไปมีเพียงเศรษฐีตระกูลผู้ดีกับนิกายต่างๆ เท่านั้นถึงจะได้
ดังนั้นหากปรารถนาระดับพลังและการบำเพ็ญที่สูงยิ่งขึ้นวิธีที่ดีที่สุดก็คือการกราบไหว้เข้าร่วมนิกายหรือตระกูลผู้ดีต่างๆ
ทว่าเมื่อเปรียบเทียบกันแล้วตระกูลผู้ดีจะด้อยกว่านิกายต่างๆ อย่างมากอย่างไรเสียตระกูลผู้ดีก็มีพลังเพียงหนึ่งตระกูลทว่านิกายกลับเป็แหล่งรวมตระกูลต่างๆ มากมายหลายตระกูล
ยิ่งกว่านั้นตระกูลผู้ดียังให้ความสำคัญกับลูกหลานของตระกูลเป็หลัก ถึงคนนอกจะได้เข้าร่วมต่อให้เป็อัจฉริยะ ก็ยากจะรับประกันได้ว่าจะได้รับทรัพยากรที่ดีพอดังนั้นนิกายจึงกลายเป็ตัวเลือกแรกสำหรับผู้คนส่วนใหญ่ที่ปรารถนาจะบำเพ็ญมรรครวมไปถึงลูกหลานของตระกูลผู้ดีเองด้วย
ด้วยเหตุนี้เองนิกายต่างๆ จึงมีเงื่อนไขในการรับศิษย์ที่เข้มงวดสุดขีด
อย่างเช่นนิกายแสวงมรรคทุกๆ สามปีจึงจะมีการเปิดรับศิษย์ดังนั้นต่อให้ตอนนี้จะเหลือเวลาอีกสามวันถึงจะเป็วันรับศิษย์เข้านิกายแสวงมรรคนอกนิกายตอนนี้กลับมีผู้คนมารวมตัวกันมากเกินพันคนเข้าไปแล้วพวกเขาต่างตั้งหน้าตั้งตารอคอยด้วยความคาดหวัง
แม้จะมีคนมาเป็จำนวนมากทว่าสามารถแบ่งประเภทออกเป็สองประเภทหลักๆ ได้ดังนี้หนึ่งคือนักพรตที่ก้าวขึ้นสู่เส้นทางแห่งการบำเพ็ญมรรคแล้ว ส่วนอีกหนึ่งก็คือปุถุชนคนธรรมดา!
แต่ถึงจะเป็นักพรตก็ล้วนเป็นักพรตระดับเบิกปราณ ซึ่งเป้าหมายที่พวกเขามาที่นี่ย่อมเป็เพราะหวังว่าจะได้เข้าร่วมนิกายแสวงมรรค ทำให้ได้รับทรัพยากรที่ดีมากยิ่งขึ้น
ซึ่งพื้นที่รวมตัวของคนทั้งสองประเภทตอนนี้ก็ได้แบ่งออกจากกันอย่างชัดเจนอย่างไรเสียนักพรตก็ไม่เห็นคนธรรมดาในสายตา ส่วนคนธรรมดาก็รู้สึกยำเกรงต่อนักพรตเล็กน้อยทำให้ทั้งสองฝ่ายหลีกเลี่ยงที่จะข้องเกี่ยวกันต่างก็กำลังสำรวจตรวจสอบนิกายแสวงมรรคกันอยู่
นิกายแสวงมรรคมียอดเขาห้าลูกรวมกันเป็หนึ่งนิกายตั้งตระหง่านเรียงกัน สูงต่ำไม่เท่ากัน หากมองจากไกลๆจะเหมือนกับฝ่ามือขนาดมหึมาที่กำลังแบออก ห้านิ้วชี้ฟ้า ดูยิ่งใหญ่อลังการ
แม้ว่ายอดเขาห้าลูกที่มีลักษณะคล้ายกับฝ่ามือเหล่านี้จะดูเหมือนอยู่ใกล้เพียงตรงหน้าทว่าต่อให้เพ่งสายตามองอย่างสุดความสามารถ ก็จะมองเห็นได้ถึงเพียงไหล่เขาเท่านั้น สูงจากนั้นก็จะมีหมู่เมฆรายล้อมปกคลุมสูงจนมองไม่เห็นยอด ประหนึ่งแดนเซียนก็ไม่ปาน
ทว่ายิ่งเป็เช่นนั้นก็ยิ่งชวนให้รู้สึกลึกลับพิศวง และทำให้ฝูงชนมั่นใจในการตัดสินใจยิ่งขึ้น ยอมทำทุกวิถีทางเพื่อที่จะได้กราบไหว้เข้าสู่นิกายแสวงมรรค
“มองเห็นหรือยังนี่ต่างหากนิกายสำหรับบำเพ็ญมรรค!”
“ใช่แล้วแม้จะอยู่ห่างไกลเพียงนี้ก็รู้สึกได้แล้วว่าที่นี่มีพลังปราณมหาศาลเกินบรรยายจะต้องมีจุดชีพจรพลังอยู่แน่!”
“แสวงมรรคห้ายอดแต่ละยอดเขาล้วนเป็ตัวแทนของมรรคหนึ่งชนิดเป็ตัวแทนของศาสตร์วิชาบำเพ็ญหนึ่งแขนง ไม่ว่าจะได้เข้ายอดเขาใดก็เท่ากับหนึ่งก้าวขึ้น์* เลยทีเดียว!”
*หมายถึงการพัฒนาก้าวหน้าขึ้นอย่างก้าวะโในเวลาสั้นๆ
ท่ามกลางความคาดหวังและการรอคอยของฝูงชนในที่สุดเวลาสามวันก็ได้ผ่านพ้นไป และเวลานี้เองที่ด้านหลังของฝูงชนก็ได้มีความวุ่นวายเกิดขึ้นอย่างกะทันหันอีกทั้งความวุ่นวายยังขยายใหญ่มากขึ้นเรื่อยๆเริ่มลุกลามไปด้านหน้าอย่างต่อเนื่องราวกับเกลียวคลื่น จนกระทั่งเกลียวคลื่นนี้แผ่ไปถึงด้านหน้าของประตูนิกายแสวงมรรค
เมื่อฝูงชนมองเห็นต้นเหตุของความวุ่นวายนี้แล้วผู้คนทั้งหมดก็เงียบลงทันทีโดยไม่รู้ตัว ทว่าต่อจากนั้นเองก็ได้มีเสียงหัวเราะะเิดังสนั่นขึ้นมา
เพราะได้มีผู้ที่อยากเข้าร่วมนิกายแสวงมรรคมาเพิ่มอีกคนหนึ่งแล้วซึ่งคนผู้นี้ดูๆ แล้วน่าจะอายุสิบห้าสิบหกปี รูปร่างหน้าตาก็ถือว่าสง่างาม ดูเหนื่อยล้าจากการเดินทางไกลบนลำคอมีสร้อยก้อนหินสีดำทรงสามเหลี่ยมก้อนหนึ่งสวมไว้ ดูปกติทุกอย่างยกเว้นแต่ว่า บนร่างเขากลับสวมชุดหนังสัตว์ตัวหนึ่งเอาไว้!
ต้องรู้ว่ายุคสมัยปัจจุบันนี้ถือได้ว่าเป็ยุครุ่งเรืองยุคหนึ่งเลยแม้จะยังคงมีคนยากจน แต่ไม่ว่าจะยากจนเพียงใด อย่างน้อยก็มีเสื้อผ้าปกติสวมใส่ทว่าตอนนี้กลับยังมีคนที่สวมชุดหนังสัตว์โดยตรงเอาไว้แล้วออกมาเพ่นพ่านข้างนอกเช่นนี้อีก
ชายหนุ่มรูปงามที่สวมชุดหรูหราและมีกระบี่ล้ำค่าเล่มหนึ่งพาดหลังไว้ได้ชี้นิ้วใส่คนผู้นั้นพร้อมส่งเสียงหัวเราะดังสนั่นอย่างโอหังโดยไม่เกรงใจออกมา“คนป่าจากที่ใดกันน่ะ?”
ด้านข้างเขาพลันมีคนตอบรับตามน้ำทันที“นิกายแสวงมรรคช่างมีชื่อเสียงระบือลือไกลโดยแท้กระทั่งคนป่าที่ไร้อารยะก็ยังได้ยินชื่อเสียงจนต้องมาเยือน ทว่าคนป่าเกรงว่าแม้แต่การพูดจาก็ยังทำไม่ได้เลยกระมัง เช่นนี้ยังคิดจะบำเพ็ญมรรคอีก?”
ชายหนุ่มรูปหล่อผู้นั้นหัวเราะเสียงดังพร้อมกล่าว“ไฉนถึงไม่ได้ พวกเราบำเพ็ญมหามรรค คนป่าก็บำเพ็ญมรรคแห่งคนป่าอย่างไรเล่า!”
เสียงหัวเราะเยาะเย้ยอย่างไร้ซึ่งความเกรงกลัวได้เริ่มลุกลามจากปากคนผู้นี้ออกไปรอบทิศทาง จนสุดท้ายผู้คนทั้งหมดต่างก็อดนินทาชายหนุ่มที่สวมชุดหนังสัตว์ผู้นั้นไม่ได้
ซึ่งชายหนุ่มผู้นี้กลับทำเหมือนไม่ได้ยินก็ไม่ปานเมินเฉยเสียงนินทางของฝูงชนอย่างสมบูรณ์ ก้าวเดินไปนั่งขัดสมาธิลงบนก้อนหินใหญ่ก้อนหนึ่งด้วยสีหน้าสงบจ้องมองไปทางประตูของนิกายแสวงมรรคที่ยังคงปิดสนิท
ชายหนุ่มผู้นี้ก็คือเจียงอวิ๋นนั่นเอง!
ในตอนที่นิกายแสวงมรรคกำลังจะเริ่มเปิดรับศิษย์ในไม่ช้าในที่สุดเขาก็เร่งเดินทางมาถึง
เสียงหัวเราะเยาะเย้ยของฝูงชนเขาย่อมได้ยินชัดเจนเต็มสองหู อันที่จริง หลังจากที่เขาออกมาจากูเาหนึ่งแสนไพศาลเขาก็รู้ตัวแล้วว่าเสื้อผ้าอาภรณ์ของคนนั้นผิดแผกแตกต่างไปเล็กน้อย
ทว่าเขาไม่มีเงินไปซื้อชุดเสื้อผ้าอีกทั้งชุดหนังสัตว์ตัวนี้ยังเป็สิ่งที่ปู่เย็บให้เขาด้วยตัวเองเขาจึงไม่อยากถอดทิ้ง เมื่อสวมชุดหนังสัตว์ไว้ เขาก็รู้สึกเหมือนกับยังอยู่ในหมู่บ้านเจียงดังนั้นเขาจึงมิได้เปลี่ยนออกแต่อย่างใด
เมื่อเจียงอวิ๋นมองดูทั่วทั้งนิกายแสวงมรรคแล้วเขาถึงได้เลื่อนสายตาไปมองดูฝูงชนที่อยู่โดยรอบ ขณะเดียวกันเขาก็ตั้งใจฟังสิ่งที่ผู้คนรอบข้างพูดคุยกันด้วย
เมื่อออกจากูเานอกจากจะทำให้เขาได้เปิดหูเปิดตาแล้วยังทำให้เขาได้รับรู้ว่าตนมีความรู้ตื้นเขินเพียงใด ดังนั้นการเดินทางครั้งนี้เขาจึงมักจะไปพักผ่อนในสถานที่ที่มีคนเยอะ เป้าหมายก็เพื่อเพิ่มพูนความรู้ของตน
เมื่อรวมกับการตรวจสอบจำแนกวัตถุดิบยาและการต่อสู้กับสัตว์ร้ายเป็ประจำหลายปีทำให้เขามีสายตาที่เฉียบแหลมและประสาทรับรู้ที่เฉียบคม
แม้เขาจะดูเหมือนเพียงกวาดสายตามองอย่างไร้เป้าหมายแต่เขากลับวิเคราะห์ข้อมูลของคนส่วนใหญ่ที่อยู่รอบๆ ได้คร่าวๆ แล้ว
‘ผู้ที่เยาะเย้ยข้าคงจะมาจากตระกูลผู้ดีทั้งยังแข็งแกร่งไม่เบา ทว่าในบรรดาคนกลุ่มนี้ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดน่าจะเป็ชายชุดดำผู้นั้น นับแต่ที่ข้าปรากฏตัวจนบัดนี้เขาไม่ได้มองมาที่ข้าเลยแม้แต่ครั้งเดียวประหนึ่งว่าเขาได้ตัดขาดจากโลกแล้วก็ไม่ปาน คนเช่นนี้ อันตรายอย่างมาก!’
ชายชุดดำที่เจียงอวิ๋นกล่าวถึงคือคนที่ยืนอยู่ตรงมุมมุมหนึ่งของฝูงชน สองตาปิดลงเป็ชายหนุ่มที่ร่างกายสูงโปร่งดุจต้นสน
‘แล้วก็ชายฉกรรจ์ผู้นั้นแม้จะสวมชุดเรียบง่าย ทว่ามีร่างกายกำยำล่ำสัน กระดูกข้อต่อหนาใหญ่ฝ่ามือทั้งหนาทั้งหยาบกร้าน ลายกล้ามเนื้อชัดเจน คงจะมีพละกำลังไม่น้อย’
“ต่อมาก็คือสตรีที่อายุใกล้เคียงกับข้าผู้นั้นเมื่อครู่นี้นางมองดูข้าครู่หนึ่ง ในดวงตาคู่นั้นเหมือนมีไอน้ำลอยคลุ้งแม้จะปรากฏเพียงแวบเดียวก็หายไป ทว่านางต้องไม่ธรรมดาเป็แน่”
“สุดท้ายก็คือแม่หนูน้อยคนนั้นนางน่าจะเป็คนธรรมดาเช่นเดียวกับข้า หน้าตาคล้ายคลึงกับเยว่โหยวหลายส่วนอีกทั้งบนตัวนางยังมีบรรยากาศมหัศจรรย์พิศวงอย่างบอกไม่ถูกด้วย!”
เจียงอวิ๋นไม่รู้ว่า ในขณะที่เขากำลังคาดคะเนความแข็งแกร่งของคนเหล่านี้เงียบๆอยู่นั้นภายในนิกายแสวงมรรคที่ปิดประตูแน่นอยู่เองก็มีหลายคนกำลังประเมินเขาอยู่เช่นกัน
“ครั้งนี้มีเด็กที่มีคุณภาพอยู่ไม่น้อยเลยนะ!”
“อืม เด็กน้อยชุดดำนั่นกับชายฉกรรจ์ที่ดูร่างกายใหญ่โตกำยำนั่น ล้วนไม่เลว!”
“แม่หนูน้อยนั่นแววตาคมกริบ น่าจะมุ่งบำเพ็ญดวงตา หากบ่มเพาะดีๆ ละก็ในอนาคตคงมีโอกาสเบิกเนตรมรรคได้หลายส่วน”
“แล้วก็แม่หนูน้อยที่เยาว์วัยที่สุดคนนั้นน่าจะอายุเพียงสิบสองสิบสามปีกระมัง ิญญามรรคจักต้องโดดเด่นเป็แน่!”
“เ้าหนูหนังสัตว์นั่นก็ดูเหมือนจะมีอะไรบางอย่างเช่นกันแม้จะเป็คนธรรมดา กลับมีรอยแผลเต็มตัวจินตนาการได้ไม่ยากว่าจักต้องเคยเสี่ยงเป็เสี่ยงตายมานับครั้งไม่ถ้วนแล้วเป็แน่!”
“เอาเป็ว่า หวังว่าครั้งนี้พวกเราจะได้ลูกศิษย์ที่น่าพอใจสักหลายคนนะ!”
เมื่อเจียงอวิ๋นตรวจสอบเสร็จสิ้นดึงสายตากลับมาแล้ว ทันใดนั้น เสียง “ครืน” พลันดังสนั่นประตูของนิกายแสวงมรรคที่ปิดแน่น ในที่สุดก็ค่อยๆ ถูกเปิดออกแล้ว