บทที่ 29 เธอมีความงามที่คมกริบ
หลังจากล้างหน้าแปรงฟันเสร็จสรรพ หลี่ซิงเหอก็หาเสื้อผ้าชุดใหม่จากตู้เสื้อผ้าของตัวเอง ่นี้ผ้าลูกฟูกกำลังเป็ที่นิยม เธอสวมกางเกงขากว้างผ้าลูกฟูกสีดำ ้าใส่เสื้อไหมพรมคอเต่าสีขาว สอดชายเสื้อเข้าในกางเกง ดูสดใสและเหมือนสาวในเมืองขึ้นมาทันที! เธอไม่ค่อยมีเวลาไปเดินห้าง เสื้อผ้าใหม่ในตู้ส่วนใหญ่ซื้อจากร้านเสื้อผ้าผู้หญิงในซูเปอร์มาร์เก็ตทั้งนั้น โชคดีที่เ้าของร้านเสื้อผ้าผู้หญิงรู้จักเลือกสินค้า มีอะไรเป็ที่นิยมก็นำมาขาย เธอจึงมักเจอเสื้อผ้าที่ถูกใจเสมอ
เมื่อออกจากห้อง เห็นหวังฟางถือกล่องอาหารอะลูมิเนียมที่ใส่อาหารกลางวันของลูกสาวเดินเข้ามาในบ้าน
"แม่ทำอาหารแต่เช้าอีกแล้วเหรอ? ไม่ต้องทำเยอะขนาดนี้ก็ได้นะคะ เดี๋ยวจะเหนื่อย ไว้ไปทำตอนเย็นเยอะ ๆ ก็ได้นี่นา ถ้าเหลือหนูก็จะเก็บไว้อุ่นกินตอนไปทำงาน แม่คะ ตอนเช้า ทำแค่โจ๊กก็พอแล้ว"
"ไม่ได้หรอก ในโทรทัศน์บอกว่าอาหารค้างคืนมีพิษนะ"
"งั้นแม่ไม่ต้องทำก็ได้ กลางวันหนูจะซื้อกินเองที่ซูเปอร์มาร์เก็ต"
"ยิ่งไม่ได้ใหญ่เลย อาหารข้างนอกจะสะอาดเท่าแม่ทำได้ยังไง! ลูกไม่ต้องเป็ห่วงนะ แม่ชอบทำอาหาร" หวังฟางพูดตามความจริง ตอนนี้ความสุขของเธอมีแค่ดูโทรทัศน์ ทำอาหาร และซื้อของ
"ค่ะ แม่อย่าเหนื่อยเกินไปก็พอ" เธอล้มเลิกความพยายามที่จะห้าม เพราะห้ามยังไงแม่ก็ไม่ฟัง "อ้อใช่ แม่คะ ไข่ที่ระเบียงหนูเก็บหมดแล้ว แม่เอาไว้ทำอาหารตอนเย็นนะคะ"
"จ๊ะ รู้แล้ว ่นี้ก็รอให้ลูกกลับมาบ้านตอนกลางคืนถึงจะกินไข่ไง บอกทุกวันจนเบื่อแล้ว"
เมื่อเห็นแม่บ่นพึมพำด้วยความไม่พอใจ หลี่ซิงเหอยิ้มกว้างโผตัวเข้าไปกอดหวังฟางและจูบเบา ๆ ที่ผมของแม่ "แม่ทำให้หนูคิดว่าแม่กำลังเข้าสู่วัยทอง"
แม่ลูกหยอกล้อกันพักหนึ่ง เมื่อพอใจแล้วหลี่ซิงเหอสะพายกระเป๋าใบเล็กและถือกล่องข้าวที่แม่จัดเตรียมให้แล้วออกจากบ้านอย่างสดใส
ตอนเช้าขณะที่หลี่ซิงเหอกำลังยุ่ง มีผู้หญิงใส่แว่นคนหนึ่งเข้ามาในร้าน เห็นว่าหลี่ซิงเหอกำลังยุ่ง เธอจึงช่วยหยิบไข่ให้ลูกค้าอีกคนทันที แล้วรอให้หลี่ซิงเหอเป็คนเก็บเงิน
หลี่ซิงเหอที่เพิ่งจะว่างหันมายิ้มหวาน "นักบัญชีหยางมาแล้วเหรอคะ? วันนี้คุณคงยุ่งมากสินะ"
หยางเล่อดันแว่นขึ้น "ใช่ค่ะ ทุกเดือนคนที่น่ารำคาญที่สุดก็มาเก็บค่าเช่าอีกแล้ว"
สาวทั้งสองหัวเราะพร้อมกันกับมุกตลกนี้ หลี่ซิงเหอหยิบค่าเช่าที่เตรียมไว้แล้วยื่นให้ หยางเล่อรับมาและนับเงินอย่างละเอียดต่อหน้าหลี่ซิงเหอ
"พอดีเป๊ะ ไม่ขาดแม้แต่หยวนเดียว" พูดจบ เธอก้มตัวลงที่โต๊ะ เขียนใบเสร็จอย่างรวดเร็ว ฉีกกระดาษครึ่งล่างยื่นให้หลี่ซิงเหอ
"เฮ้อ ร้านสาขาใหญ่นี่เป็ร้านสุดท้ายแล้ว ในที่สุดก็เสร็จไปหนึ่งที่ ฉันยังต้องไปเก็บเงินที่สาขาอื่น ๆ อีก สองวันนี้คงยุ่งจริง ๆ "
"สู้ ๆ นะคะ! เก็บเงินจนขาอ่อน นับเงินจนมือเป็ตะคริว! ความรู้สึกแบบนี้คงจะดีมากเลยสินะ"
"ไม่ดีหรอก ถึงจะมีเงินมากแค่ไหนก็เป็เงินของประธานโม่! ฉันก็แค่เทพเ้าแห่งโชคลาภที่เป็ทางผ่านให้เท่านั้น"
ใน่เดือนที่ผ่านมา พวกเธอสนิทกันมากแล้ว หยางเล่อจบปริญญาสาขาบัญชี และทำงานที่นี่มาหลายปีแล้ว
ครอบครัวของหยางเล่อชอบกินผักป่าจากร้านของหลี่ซิงเหอมาก เธอจึงมักจะมาอุดหนุนบ่อย ๆ บางครั้งก็จะอยู่ช่วยขายสินค้าแล้วให้หลี่ซิงเหอได้พัก แม้ว่าเธอจะอายุมากกว่าหลี่ซิงเหอหลายปี แต่ทั้งสองคนคุยกันถูกคอมาก หยางเล่อชอบเด็กสาวที่มาจากชนบทและขยันอดทนคนนี้มาก
ระหว่างที่คุยกันอยู่นั้น ทางร้านของหลี่ซิงเหอก็มีลูกค้าเข้ามา หยางเล่อจึงไม่ได้คุยต่อ โบกมือลาหลี่ซิงเหอแล้วเก็บของตัวเองไปทำธุระต่อ
พอถึงมื้อเที่ยงที่รอคอย ท้องของหลี่ซิงเหอก็ร้องขึ้นมาตรงเวลา น้ำร้อนที่เธอแวะไปตักมาจากห้องน้ำร้อนก่อนหน้านี้ ตอนนี้ทำให้ข้าวในกล่องอุ่นพอดี
ถือโอกาสตอนที่ไม่มีคน รีบกินข้าวเที่ยงทันที
่เวลาอาหารกลางวันที่ต้องเปิดกล่องข้าวแบบสุ่มเป็่เวลาที่หลี่ซิงเหอชื่นชอบมาก เมื่อเปิดฝากล่องอาหารอะลูมิเนียมออกมา วันนี้เป็ผัดหมี่แต่ดูเหมือนจะผัดด้วยซอสมะเขือเทศ หอมกลิ่นเปรี้ยวของซอสมะเขือเทศชัดเจน มีหัวหอม และเนื้อสับ ส่วนของอื่น ๆ ที่ใส่มาเธอมองไม่ออกว่าคืออะไร
ดูแล้วคงเป็ฝีมือแม่ที่ไปเรียนรู้มาจากโทรทัศน์อีกแล้ว ่นี้พาสต้ากำลังเป็ที่นิยม แต่ดูเหมือนแม่จะหาพาสต้าไม่ได้ เลยใช้บะหมี่ข้าวโพดทำให้เธอแทน
เธอกลายเป็หนูทดลองไปแล้ว ค่อย ๆ ชิมทีละคำ ซูดเส้นยาว ๆ เข้าปาก อ้าว? รสชาติดีกว่าที่คิดไว้เยอะเลย ใช้ตะเกียบคลุกเคล้าให้เส้นเคลือบซอสมะเขือเทศทั่วกัน พอกินรวมกันแล้วรสชาติยิ่งอร่อยขึ้นไปอีก
ขณะที่เธอกำลังซดบะหมี่อย่างเอร็ดอร่อย สาวสวยคนหนึ่งเดินเข้ามาในร้าน หญิงสาวมองหลี่ซิงเหอที่นั่งอยู่หลังโต๊ะไม้กำลังกินบะหมี่จากกล่องอะลูมิเนียมอย่างดูแคลน
"สวัสดีค่ะ ้าซื้ออะไรไหมคะ?" หลี่ซิงรีบเหอวางตะเกียบ แล้วดึงกระดาษมาเช็ดปากที่เปื้อนซอสออก
ลูกค้าคนนี้สวยมากจริง ๆ สวมชุดเดรสไหมพรม รัดรูปพอดีตัว โชว์ให้เห็นรูปร่างที่สมบูรณ์แบบ ผมหยักศกยาวถึงกลางหลัง ตอนเธอเดินเข้ามากลิ่นหอมก็อบอวลไปทั่วร้าน ดวงตาและใบหน้าของเธอนอกจากจะดูมีเสน่ห์แล้ว ยังดูน่าเกรงขามด้วย ความงามของเธอช่างแหลมคมเหลือเกิน
เธอกวาดตามองของในร้านของหลี่ซิงเหอ แล้วยิ้มน้อย ๆ พูดอย่างเชื่องช้าว่า "ไม่ได้จะซื้ออะไรค่ะ แค่เดินดูเฉย ๆ "
"ยินดีค่ะ เชิญดูตามสบายนะคะ" หลี่ซิงเหอนั่งกลับที่โต๊ะ ก้มหน้าก้มตากินข้าวต่อ
"นี่มันผักอะไรเหรอ? กินได้หรือเปล่า?"
หลี่ซิงเหอเงยหน้าขึ้นมองตามนิ้วของลูกค้าสาวสวย กลืนเส้นบะหมี่ลงคอก่อนตอบว่า "อ๋อ ผักกูดค่ะ สามารถลวกแล้วจิ้มซอสถั่วเหลืองได้ หรือจะผัดกับเนื้อหมู เนื้อวัวก็ได้ทั้งนั้น ผักกรอบ ๆ แบบนี้ ทำอะไรก็อร่อยนะคะ"
หญิงสาวพยักหน้า ค่อย ๆ มองรอบร้านหนึ่งรอบ แล้วเดินออกจากร้านไป
หลี่ซิงเหอกินบะหมี่ไปพลางชื่นชมไปพลาง "ผู้หญิงสวยขนาดนี้ ไปเป็ดาราก็ได้นะ รู้สึกว่าสวยกว่านางเอกในละครที่แม่ดูอีก"
ผู้หญิงที่เพิ่งไปที่ร้านของหลี่ซิงเหอ มีชื่อว่า ‘สือชิง’
สือชิงเดินอย่างเคยชินขึ้นไปยังพื้นที่สำนักงานชั้นสอง หลังจากทักทายเลขาอู๋แล้ว เธอก็เคาะประตูห้องของโม่เป่ยเบา ๆ สามที เธอยิ้มแล้วผลักประตูเข้าไปโดยไม่รอคำตอบจากคนด้านใน
โม่เป่ยเงยหน้าขึ้นจากเอกสารเล่มหนา เอ่ยถามด้วยความสงสัย "คุณกลับมาที่เมืองอวิ๋นถิงั้แ่เมื่อไหร่?"
"ประมาณหนึ่งสัปดาห์แล้วค่ะ" เธอปิดประตูแล้วเดินไปที่โต๊ะทำงานของโม่เป่ย นั่งลงบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามกับเขา
"ในที่สุดฉันก็กลับมาที่เมืองอวิ๋นถิงแล้ว คิดว่าคุณจะใมากกว่านี้ แต่คุณกลับมีท่าทีแค่นี้เหรอ?"
โม่เป่ยทำได้แค่ถอนหายใจ เก็บเอกสารในมือ ลุกขึ้นไปรินน้ำแก้วหนึ่ง แล้วยื่นให้เธอ "ขอโทษนะ เมื่อกี้กำลังยุ่งอยู่ ดื่มน้ำก่อน"
สือชิงทำปากยื่น ไม่ได้เจอกันตั้งเกือบปี เขาก็ยังคงเป็คนซื่อบื้ออยู่เหมือนเดิม! การที่เธอทำเสียงอ้อน ๆ ท่าทางงอน ๆ ไม่ได้้าให้เขาขอโทษจริงจังขนาดนี้สักหน่อย!
"่นี้ซูเปอร์มาร์เก็ตเป็ยังไงบ้าง ทุกอย่างราบรื่นดีไหม"
"อืม"
"คุณพ่อฉันยื่นคำขาด บอกว่าให้หยุดเที่ยวเล่น และต้องรีบไปทำงานได้แล้ว"
"อืม ฟังที่พ่อคุณบอกเถอะ"
สือชิงกลอกตาขึ้นลง "คุณยังไม่ต้องสืบทอดกิจการที่บ้าน ได้ทำในสิ่งที่อยากทำ ดูสิ คุณทำด้วยตัวเองยังทำได้ดีขนาดนี้ ทำไมฉันถึงต้องทำงานหนักตามที่คุณพ่อสั่งด้วย"
"แล้วคุณอยากทำอะไรล่ะ?"
"เอ่อ…"
"คุณน่าจะไปหางานทำซะนะ"
"ทำไมคุณถึงได้เหมือนพ่อฉันขนาดนี้ ชอบดูถูกฉันเหมือนกันเลย! ทุกครั้งที่ฉันยกคุณเป็ตัวอย่างเวลาเถียงกับพ่อ เขาก็จะพูดถึงเื่ที่คุณเรียนเก่ง ได้ทุนรัฐบาลไปเรียนต่อต่างประเทศอะไรพวกนี้ให้ฉันฟังยืดยาว แล้วความหมายแฝงก็คือฉันไม่มีอะไรดีเลยไง! แถมยังจะให้ฉันคืนเงินที่ใช้ไปเรียนต่างประเทศด้วย แต่คิดก็โมโหเป็บ้าอยู่แล้ว!"
โม่เป่ยมองผู้หญิงตรงหน้าอย่างพูดไม่ออก ั้แ่เรียนจบกลับมาจนถึงตอนนี้ เธอก็ใช้ชีวิตสนุกสนานมาหลายปีแล้ว
แต่นั่นก็ไม่เกี่ยวอะไรกับเขา ทุกคนต่างใช้ชีวิตของตัวเอง ไม่มีใครสามารถเป็ครูสอนชีวิตให้คนอื่นได้ อีกอย่าง การที่เธอเป็แบบนี้ก็อาจจะเป็ความสุขอีกรูปแบบหนึ่งของเธอ
"อ้อใช่ โม่เป่ย คืนนี้ฉันจะไปกินข้าวที่บ้านคุณนะ"
"ไม่ได้"
"ไม่ได้ก็ต้องได้! ฉันบอกคุณป้าไปแล้ว"