ผมเป็นสมาชิกเว็บเทพบรรพกาล

    EP-140 หญิงอัปลักษณ์

    หลังจากอาจารย์สุ่ยขับรถมาส่งที่คฤหาสน์ตระกูลต่ง ที่ราวกับพระราชวังขนาดใหญ่ ต่งป๋อ นายน้อยผู้นี้ไม่กระทำสิ่งใดอื่น นอกจากหยิบหนังสือขึ้นมาทบทวนและดื่มชาอยู่ในห้องเงียบๆ

    นี่เป็นกิจส่วนตัวอันคุ้นเคยของต่งป๋อ ไม่มีสิ่งใดผิดแผกไปจากเดิม

    สำหรับเขาตัวตนของหลินอู๋เฉินไม่ต่างจากเห็บหมัดที่มักอยากมีชื่อเสียงโดยการท้าทายเขา

    บุคคลประเภทนี้ต่งป๋อเคยพบเจอมาก่อน มักจะเป็นคนยากจนที่ไม่มีสิ่งใดเสีย ถึงได้กล้าท้าทายเขา แต่สุดท้ายคนเหล่านั้นก็ไม่ต่างจากสุนัขที่อยากบินขึ้นท้องฟ้า ไม่เจียมตัวเอาเสียเลย

    ดังนั้นหลินอู๋เฉินไม่ได้อยู่ในสายตาอยู่แล้ว การอ่านหนังสือของเขาล้วนเป็นสิ่งธรรมดา เป็นกิจวัตรประจำที่ต้องการทำ

    ส่วนต่งมู่เออร์หลังจากกลับมาถึงก็เอาแต่เล่นเกม ผิดกับแฝดชาย ที่มักจะจริงจังซะทุกเรื่อง แต่กระนั้นความทรงจำของเธอกลับดีเลิศ กระทั่งดีกว่าแฝดคนพี่

    .........

    'ศาลาสดับเสียงอักษร' นี่คือร้านอาหารตั้งอยู่ริมทะเลสาบกวนปิง รายล้อมด้วยธรรมชาติและสิ่งปลูกสร้างขนาดใหญ่เช่นตึกและตำหนักอันสูงส่ง

    ที่หงถิงว่าสวยงามมากแล้ว แต่พอมาอยู่ที่นี่หลินอู๋เฉินกลับชมชอบบรรยากาศของกวนปิงมากกว่า แต่กระนั้นมันกับคลาคล่ำด้วยผู้คน ไม่มีที่เงียบสงบให้นั่งชมดู

    “ขอโทษทีนะที่ไม่ได้ห้องพิเศษ เพราะงั้นก็ทนๆ เอาหน่อยแล้วกัน” อาจารย์เฟิงพูดออกมาจากใจจริง ในฐานะคนรวยรุ่นที่สองเธอชื่นชอบความเป็นส่วนตัว เช่นกินอาหารต้องมีห้องส่วนตัว ไม่งั้นไม่กิน

    แต่เพราะที่นี่ต้องโทรจองล่วงหน้า อีกทั้งตระกูลเฟิงไม่มีอำนาจในหยูโจว จึงทำได้เพียงนั่งอยู่ชั้นล่างรวมกับบุคคลธรรมดาที่พอมีเงินเข้ามากินดื่มและชื่นชมบรรยากาศริมทะเลสาบกวนปิง

    และนอกจากเธอบนโต๊ะยังมีคนร่ำรวยอีกสองคน ในฐานะอาจารย์ เฟิงโหรวอับอายขายหน้าเป็นอย่างยิ่ง

    “อาจารย์เจาะจงมาที่นี่ แสดงว่าเคยมากินเหรอ ถึงได้รู้ว่ารสชาติอร่อย” หลินอู๋เฉินถาม เพราะตั้งแต่แยกกับสุ่ยซีเฟิ่ง เธอก็มุ่งหน้ามาที่'ศาลาสดับเสียงอักษร'ทันที

    เฟิงโหรวยกน้ำชาขึ้นมาจิบ ทอดสายตาไปยังทะเลสาบกวนปิง ตามด้วยกล่าว “ใช่แล้วล่ะ เมื่อปีที่แล้วอาจารย์พาลูกศิษย์สองคนมาทานข้าวที่นี่ มันเป็นครั้งแรกที่อาจารย์ได้มาทาน ชอบรสชาติและบรรยากาศ นอกจากนั้นคราวก่อนยังคนไม่เยอะเลยเลือกเข้าห้องส่วนตัวได้ แต่ไม่นึกเลยว่าผ่านมาปีเดียว ที่นี่จะคึกคักด้วยผู้คน”

    “นั่นคงเกี่ยวกับการสอบวันพรุ่งนี้” เย่หลิงกล่าว หลังจากกินปลานึ่งซีอิ๊วขาวไปสองสามชิ้น เธอค่อนข้างพอใจในรสชาติ จึงไม่ค่อยโกรธเฟิงโหรวเท่ากับเมื่อช่วงบ่าย

    เฟิงโหรวส่ายหน้าโครงเครง หยิบแป้งทอดกรอบขึ้นมากินคำหนึ่ง “ก็คงจะเป็นอย่างนั้น ทุกคนต้องสร้างชื่อเสียงเป็นใบเบิกทาง จบมาจะได้มีงานดีๆ ทำ เป็นเสาหลักให้กับครอบครัว หากเทียบกับพวกเธอแล้วคนทั่วไปถือว่าการแข่งครั้งนี้คือสนามรบ”

    “พวกเรา...อย่าเหมารวมสิอาจารย์ ผมไม่ได้เป็นพวกเดียวกับหลินอู๋เฉินสักหน่อย!” เป่ยถังเมี่ยนสถบในใจ นั่งกินเงียบๆ ก้มหน้าไปคนเดียว ไม่เข้าไปร่วมสนทนา เมื่อเป็นอย่างนั้นทุกคนจึงมองเขาไม่ต่างจากอากาศ

    อาหารอีกชุดถูกยกมาแล้ว ระหว่างนั้นมีเสียงตะโกนโต๊ะข้างๆ

    “อะไรกันเนี่ย ร้านอาหารศาลาสดับเสียงมีผู้หญิงหน้าตาอัปลักษณ์คอยเสิร์ฟอาหารให้ลูกค้าตั้งแต่เมื่อไหร่ หยี๋! เห็นแล้วขยะแขยงชะมัด นี่พวกเขาใช้อะไรคิดถึงได้ให้ผู้หญิงคนนี้เข้ามาทำงาน!”

    เฟิงโหรวหันไปรับชมเรื่องราว ค่อยพบว่าผู้หญิงคนนั้นมีร่างกายบอบบาง ผิวขาวราวกับหยวกกล้วย แต่ใบหน้าของเธอกลับมีปานสีเข้ม มองแล้วมวลท้องอยากจะคายอาหารออกมา

    “จริงอย่างที่ชายคนนั้นพูด ทำไมร้านนี้ถึงได้ให้หญิงหน้าตาอัปลักษณ์เข้ามาทำงาน ประสาท” เย่หลิงกล่าวด้วยความรังเกียจ

    ส่วนผู้หญิงที่ถูกกล่าวหาหยิบผ้าคลุมขึ้นมาสวมหน้า เธอไม่ได้ร้องไห้หรือแสดงความอ่อนแอ เดินจากไปโดยไม่กล่าวคำขอโทษ ปล่อยให้พนักงานอีกคนที่สวมชุดจีนโบราณเดินเข้ามาขออภัย

    “ดูจากลักษณะแล้วแปลกจริงๆ โดยปกติศาลาสดับเสียงอักษรจะใช้แต่ผู้หญิงหน้าตาดีเสิร์ฟอาหาร ไม่เคยเห็นแบบนี้มาก่อน ร้านนี้ถือว่ามีชื่อเสียงอันดับต้นในหยูโจว ไม่น่าจะบกพร่องถึงขนาดนี้” เฟิงโหรวกล่าวหลังจากกินไปได้ครู่หนึ่ง ก็รู้สึกไม่อยากอาหารอีกเมื่อเห็นหน้าพนักงานคนดังกล่าว

    “ไม่แน่ว่าอาจเป็นญาติเจ้าของร้าน” หลินอู๋เฉินสรุป

    เย่หลิงหันหน้ามา ค่อยคิดตาม ก่อนจะผงกศีรษะเห็นด้วย “อาจจะจริงอย่างที่คุณหลินว่า ผู้หญิงหน้าตาน่าเกลียดน่ากลัวนั่นเข้าสมัครงานที่ไหนก็คงไม่มีใครรับ นอกเสียจากใช้เส้นสาย ฟังจากสิ่งที่อาจารย์เล่าเมื่อครู่ศาลาสดับเสียงอักษรจะใช้แต่ผู้หญิงสวยๆ นั่นหมายความว่าหากเธอเข้าทำงานที่นี่ได้ ก็ต้องเป็นลูกหลานในตระกูลเท่านั้น...”

    จิบชาเล็กน้อยเย่หลิงเสริมว่า

    “เพียงแต่ชายคนเมื่อครู่เกิดอยากเห็นหน้าคร่าตาภายใต้ผ้าคลุมจึงฉวยโอกาสในขณะที่เธอกำลังยกอาหารมาเสิร์ฟ เปิดโปงใบหน้า แต่แล้วแทนที่จะตะลึงจนตาค้างต้องเกือบจะอาเจียน เพราะหน้าตาของเธออัปลักษณ์จนเกินไป”

    “ช่างเรื่องของเธอเถอะ เรารีบกินกันดีกว่า จะได้รีบกลับไปที่โรงแรม นอนพักผ่อนแล้วแข่งวันพรุ่งนี้” เฟิงโหรวพูดเสียงอ่อน

    “อาจารย์ มาหยูโจวทั้งทีแต่กับไม่อยากเที่ยวเหรอคะ”

    “จะเที่ยว...เที่ยวที่ไหนละ”

    “ผับ หรือไม่ก็บาร์”

    อาการมวนท้องของเฟิงโหรวพลันหายเป็นปลิดทิ้ง จ้องตานักศึกษาสาวเขม็ง “อย่าแม้แต่จะคิด พรุ่งนี้เขาต้องแข่งขันคณิตศาสตร์ แถมยังต้องแข่งขันกับนายน้อยตระกูลต่ง จะแพ้ไม่ได้เด็ดขาด!”

    เย่หลิงกรอกตา อาจารย์คนนี้จริงจังเกินไปแล้ว ไม่รู้จักผ่อนปรนบ้างเลย แต่ช่างเถอะไปผับบาร์ก็ใช่ว่าจะดี ไม่สู้อยู่ในห้องกับคุณหลินแล้วทำเรื่องอย่างว่าจะดีกว่า...

    เมื่อช่วงบ่ายพลาดโอกาสแล้วรอบหนึ่ง แต่คราวนี้แหละต้องไม่พลาด!

    เย่หลิงมองหลินอู๋เฉินราวกับแกะอ้วนพลี ที่เห็นแล้วเป็นต้องน้ำลายไหล อยากจับล้างน้ำถอนขนเสียเดี๋ยวนั้น

    “ไปห้องน้ำก่อนนะ” หลินอู๋เฉินบอกคนบนโต๊ะแล้วลุกขึ้นยืน แต่ไม่ได้ไปห้องน้ำอย่างที่บอก เพียงออกมาสูดอากาศนอกร้าน ยืนอยู่ริมระเบียง มองทะเลสาบกวนปิง

    ไม่ไกลพบหน้าคนคุ้นเคย เป็นผู้หญิงในร้าน เธอมายืนอยู่ที่นี่ มือขาวดังหยกเกาะขอบระเบียง สายตาทอดมองออกไปไกล ไม่รู้ว่าคิดอะไรอยู่

    “ผู้ชายในร้านนั้นสายตาไม่ดีเลยนะ ถึงไม่รู้ว่าของล้ำค่ามาอยู่ตรงหน้าแล้ว”

    ที่นี่มีเพียงสองคนยืนอยู่ เขาและเธอ ดังนั้นพอเขาเอ่ยขึ้นแบบเธอนี้จึงผินหน้ากลับมา มองด้วยนัยน์ตาประหลาด

    แม้จะเห็นเลือนลางผ่านผ้าคลุม แต่หลินอู๋เฉินต้องเก็บสีหน้าไว้

    ผู้หญิงคนนี้หน้าตาอัปลักษณ์จริง

    “นายไม่รังเกียจฉันเหรอ” เธอถาม น้ำเสียงคล้ายหยอกล้อ

    “ทำไมต้องรังเกียจ หรือว่าเป็นเพราะปานบนหน้าของเธอ?”

    “หรือไม่จริง เพราะสิ่งนี้มันติดตัวฉันมาตั้งแต่เกิด ทุกคนล้วนขยะแขยง แม้แต่เพื่อนในโรงเรียนยังพาหลีกหนี...”

    ในคำพูดนั้นไม่มีความโศกเศร้าเสียใจ มีเพียงความเฉยชา เย็นชาจนน่าหวาดหวั่น

    “ไม่หรอก ภายใต้ปานของเธอมีสิ่งล้ำค่าอยู่จริงๆ และฉันสามารถหยิบฉวยสิ่งล้ำค่านี้ออกมาได้ แต่ไม่รู้ว่าจะได้อะไรตอบแทน”

    “พูดจริง...ไม่รังเกียจฉันเหรอ”

    “ไม่ ฉันพูดคำไหนคำนั้น”

    “งั้นพิสูจน์สิ แล้วฉันจะยอมทำตามที่บอก”

    “พิสูจน์...ยังไงล่ะ”

    “จูบ...ง่ายใช่ไหมล่ะ ถ้าหากบอกว่าฉันคือสิ่งล้ำค่าจริง งั้นก็ต้องจูบ ใช่ว่าจะพูดแล้วแต่ไม่สามารถทำได้”

    หลินอู๋เฉินกลืนน้ำลายแห้งผากลงคอ

    ที่เขาพูดไปแบบนั้นเพราะได้ตรวจสอบเธอด้วย'เนตรอัตตา'แล้วนั่นเอง จึงเห็นว่าร่างกายนี้เข้มข้นด้วยพิษบนใบหน้า หากขจัดมันออกไป...ไม่สิเปลี่ยนให้มันไปอยู่ที่อื่นแทน ใบหน้าของเธอก็จะงดงามดังเดิม

    นอกจากนั้นด้วยพิษขนาดนี้หนาแน่นเต็มร่างกายแต่เธอกับไม่ตาย แค่นี้ก็มากพอที่จะทำในเขายื่นมือช่วยเหลือแล้ว

    “เงียบทำไม? ทำไม่ได้ล่ะสิ งั้นสิ่งที่นายพูดก็เป็นเรื่องเพ้อฝัน แค่จูบยังทำไม่ได้ แล้วยังคิดว่าฉันจะเชื่ออีกเหรอ” ไม่มีน้ำเสียงทอดถอนหายใจ มีเพียงความดูแคลนส่วนหนึ่งเท่านั้น

    แต่แล้วในจังหวะนั้นหลินอู๋เฉินเคลื่อนไหว โอบเธอเข้ามา มือหนี่งเปิดผ้าคลุมหน้า บรรจงจูบริมฝีปากเธออย่างแผ่วเบา

    หญิงอัปลักษณ์ตกตะลึงเมื่อถูกจู่โจม ดวงตาเผยเจตนาฆ่าอยู่ครู่หนึ่งก่อนมันจะหายไป หลินอู๋เฉินถอนริมฝีปากออกมา หัวใจของเขาคล้ายกับถูกปลิงจำนวนมากดูดเลือดออกไป แทบไม่มีแรงสั่นไหว คล้ายกับศพที่ยังพอมีลมหายใจ

    “แค่นี้คงพิสูจน์ได้ละมั้ง”

    เธอจ้องตาเขาอย่างไม่อาจคาดเดา ตั้งแต่เกิดมานี่คือครั้งแรกที่ถูกผู้ชายแตะเนื้อต้องตัว นอกจากนั้นยังไม่ใช่การแตะเนื้อต้องตัวธรรมดา แต่ยังช่วงชิงจูบแรกของเธอไป

    สร้างมลทินให้กับเธอแล้ว

    แต่แทนที่จะโกรธ เธอกับยิ้มขึ้นมา หัวร่อคิกคัก

    “เท่านี้ก็พอ ฉันซูฉางผิง นายคงไม่หยิบฉวยจูบไปเฉยๆ โดยไม่บอกชื่อหรอกใช่ไหม”

    “หลินอู๋เฉิน”

    “เป็นชื่อที่ดี...” เธอพูดกับผู้ชายไม่เก่ง สังเกตจากคำพูดแต่ละคำ สั้นๆ และได้ใจความ ทำให้เขาอดไม่ได้ต้องนึกถึงจ้าวหาน

    “เรื่องที่พูดคือความจริง เมื่อฉันเอาปานออกไปจากหน้าของเธอ นั่นแหละคือสิ่งล้ำค่าเพียงหนึ่งเดียวไม่มีสอง”

    อาจเพราะอยากให้เธอชื่อมั่น หลินอู๋เฉินจึงขยับเข้ามาใกล้ เป่าลมลดต้นหู ทำเอาหัวใจของซูฉางผิงที่แข็งดังหินผาเกิดโครงเครงขึ้นมา