“เจ้ารีบพาสหายเจ้ากลับสำนักไปพักผ่อนก่อนดีกว่านี้ก็ดึกมากแล้ว พรุ่งนี้ข้าได้ข่าวมาท่านผู้อาวุโสห้าวตี้จะพาพวกเจ้าเข้าพบเจ้าสำนัก”ช่างเป้ยจับข้อมือเฟยซุนและหลิ่งอี้พุ่งทะยานออกจากพื้นที่ทันที “ตอนนี้พวกเจ้าพักอยู่ที่หอมังกรพฤกษาห้าวตี้ ใช่ไหม” ช่างเป้ยพาพวกมันทะยานฝ่าอากาศ “ข้าอาศัยอยู่ที่พื้นที่ดินแดนว่างเปล่า” เฟยซุนเอ่ยด้วยสีหน้าเรียบเฉยช่างเป้ยพลันหันมองมันด้วยแววตาไม่อาจเข้าใจ “ทำไมพวกเจ้าไปอยู่ที่นั้นล่ะ” ช่างเป้ยยังคงไม่เข้าใจคำที่มันพูด “เรื่องมันยาว” เฟยซุนเอ่ยด้วยแววตาเหม่อลอย ช่างเป้ยไม่ดึงดันถามพวกมัน ตลอดการเดินทางกลับ
ผ่านไปหนึ่งชั่วโมง
ช่างเป้ยเดินทางมาถึง พื้นที่ดินแดนว่างเปล่า นางพบกับบ้านไม้สามหลัง สายตานางเต็มไปด้วยความประหลาดใจ“พวกเจ้าเป็นคนสร้างบ้านไม้หลังนี้อย่างนั้นเหรอ” หลิ่งอี้ลอบมองช่างเป้ยด้วยดวงตาเป็นประกาย“เรียน ศิษย์พี่หญิง มู่หลงเจี้ยน เป็นผู้สร้างบ้านไม้หลังนี้ ท่านรู้จักมันหรือไม่”ดวงตาอันเย็นเยียบของช่างเป้ยพลันเปลี่ยนอย่างรุนแรง “มู่หลงเจี้ยนเป็นคนสร้างบ้านหลังนี้อย่างงั้นเหรอ”
แววตาของนางเต็มไปด้วยความสับสน เพียงไม่กี่อึดใจนางควบคุมอารณ์ปรับเปลี่ยนแววตาของนางให้กลับมาสงบดังเดิมทว่าในยามราตรีนี้ไม่อาจรอดพ้นสัมผัสของเฟยซุน มันหรี่ตาจ้องมองช่างเป้ยด้วยความประหลาดใจ “ศิษย์พี่เป้ยรู้จักมู่หลงเจี้ยนอย่างงั้นเหรอ มันมีลักษณะนิสัยเป็นเช่นไร” ช่างเป้ยประหลาดใจแค่เพียงเสี้ยวนาทีที่มันครุ่นคิดชายหนุ่มเบื้องหน้าก็สามารถสัมผัสได้ทันที ความสามารถที่ชายหนุ่มผู้นี้ซุกซ่อนอยู่ไม่ธรรมดาแน่น แต่มันทำได้อย่างไรกันช่างเป้ยยืนครุ่นคิดด้วยแววตาที่เหม่อลอยก่อนตอบสิ่งที่พวกมันถาม “ตัวมันคือศิษย์อันดับที่สี่ของสำนัก พวกเจ้าจงอยู่ห่างๆมันไว้มันไม่ใช่คนดีอะไรมากนัก” ช่างเป้ยเอ่ยเตือนด้วยความจริงใจ
“พวกเราจะจดจำคำเตือนของศิษย์พี่ไว้”หลิ่งอี้ก้าวออกมาข้างหน้าก่อนรับปากอย่างหนักแน่น ช่างเป้ยยิ้มให้หลิ่งอี้อย่างอ่อนโยนก่อนหันมองเฟยซุนเพียงครู่ ก่อนหันหลังทะยานออกไปอย่างรวดเร็ว
“ประสาทสัมผัสของมันอยู่เหนือกว่าประสาทสัมผัสของปราณก่อตั้งขั้นสี่ทั่วไปจริงๆ เห็นที่ข้าพบสัตว์ประหลาดตนใหม่ของสำนักเข้าแล้ว” สีหน้าช่างเป้ยเต็มไปด้วยความกังวลใจ
เฟยซุนและหลิ่งอี้เดินเข้าบ้านไม้มันจ้องมองหลิ่งอี้อย่างสงสัย “เจ้าสังหารชายชุดดำที่ติดตามเจ้าไปแล้วใช่ไหม” หลิ่งอี้พยักหน้าอย่างภาคภูมิ
“เจ้าละ พวกมันติดตามเจ้าไปตั้งสองคน”ดวงตาหลิ่งอี้จ้องไปที่ใบหน้าของมัน ทว่าเฟยซุนเอ่ยด้วยใบหน้าเรียบเฉย “ข้าสังหารมันไปหนึ่งคนส่วนอีกคนศิษย์พี่ช่างเป้ยขับไล่มันไปได้” ทั้งคู่จ้องมองเข้าไปในแววตาที่เย็นชาราวกับกำลังค้นหาความจริงในดวงตาของอีกฝ่าย
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า” เฟยซุนและหลิ่งอี้พลัดหลุดหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง“ข้ามีสหายที่ไม่ธรรมดาจริงๆ” มันจ้องมองหลิ่งอี้อย่างเจ้าเล่ห์ “เมื่อตอนเย็นที่พวกเราแลกเปลี่ยนกระบวนท่ากันคงไม่ใช่ฝีมือทั้งหมดของเจ้าใช่ไหม” หลิ่งอี้พลันเอ่ยออกอย่างเย็นชา “เจ้าก็เหมือนกันความลับในตัวเจ้าก็เยอะเช่นกัน” หลิ่งอี้ส่งสายตาเจ้าเล่ห์ใส่เฟยซุน
“แต่ ! เจ้าเล่าเรื่องที่เจ้าหายไปคุณหนูลี่เซียนแล้วไปปรากฎที่ตำหนักเจ้าสำนักและเรื่องที่เจ้าไปติดคุกที่กรงมังกรเพลิงลงทัณฑ์ให้ข้าฟังเร็วๆ” หลิ่งอี้ถามมันด้วยความอยากรู้อยากเห็น ทว่ามันยิ่งทำเป็นหูทวนลมเหมือนไม่ได้ยินอะไรมันเดินตรงไปที่เตียงนอน สีหน้าหลิ่งอี้พลังเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว “ก็ได้ๆ ข้าจะเล่าเรื่องของข้าให้ฟัง แต่เจ้าสัญญานะเจ้าก็ต้องเล่าเรื่องที่เกิดเพราะเจ้า ให้ข้าฟังให้หมด” เฟยซุนลุกพรวดขึ้นจากเตียงอย่างรวดเร็วพร้อมใบหน้าอยากรู้อยากเห็น “ได้ๆข้าสัญญา เจ้าเล่าเร็วๆ’
“เจ้านี้มัน !” หลิ่งอี้รู้สึกเหมือนโดนเฟยซุนกำลังปั่นหัวอยู่ มันเริ่มนั่งเล่าตั้งแต่เริ่ม…ผ่านไปสิบห้านาที “โอ้ ข้าไม่คิดเลยว่าเจ้าสามารถใช้เข็มเงินได้ อาวุธลับเข็มเงินเป็นสิ่งที่สร้างชื่อให้กับกลุ่มเจ้าเลยใช่ไหมข้าเคยได้ยินคนที่หมู่บ้านข้าพูดคุยเกี่ยวกับม่อเชียงสุ่ย ฉายาดรรชนีเข็มเงินพันเล่ม มันคืออย่างเดียวกันใช่ไหม” หลิ่งอี้มองเฟยซุนอย่างประหลาดใจ “หมู่บ้านเจ้านี้แปลกเนอะ รู้เรื่องกลุ่มจอมโจรม่อของข้าดีเหลือเกินหวังว่าเจ้าคงไม่ใช่พวกตามล่าพ่อข้าใช่ไหม” หลิ่งจ้องมองมันอย่างไม่ไว้ใจ
“ฮ่า ฮ่า จะบ้าเหรอ เจ้านี้คิดเองเออเองเป็นผู้หญิงเลยนะ” เฟยซุนยิ้มให้หลิ่งอี้อย่างเจ้าเล่ห์ หลิ่งอี้เล่าเรื่องของมันจนไปถึง…“กริชปรภพหวนคืน” เฟยซุนทวนคำเล่าของหลิ่งอี้ “กริชนี้มันสามารถพรากชีวิตชายชุดดำโดยมันไม่อาจทันตั้งตัวพลังทำลายร้ายมันน่ากลัวจริงๆ” ยามได้ยินเฟยซุนเอ่ยถึงกริชมัน หลิ่งอี้มีสีหน้าอย่างภาคภูมิใจ“เรื่องของข้าก็มีแต่เพียงเท่านี้ตอนนี้ก็ถึงที่เรื่องของเจ้าแล้ว” ดวงตาหลิ่งอี้เป็นประกายจดจ้องมันด้วยเรื่องที่อยากรู้
“เรื่องของข้าก็ไม่มีอะไรมากเรื่องของคุณหนูลี่เซียนก็อย่างที่เจ้ารู้นางใช้ยันต์ปราณบันไดสวรรค์พอข้ารู้ตัวอีกที่ ข้าก็ลอยอยู่บนท้องฟ้า นางจับข้าห้อยหัวลงมาจากที่สูง เหนือตำหนักของเจ้าสำนักต่อจากนั้นก็ไม่มีอะไรมากเจ้าสำนักออกมาดุคุณหนูลี่เซียน ให้นางนำข้าส่งตัวกลับตำหนักผู้อาวุโสฮุ่ยเหมยหลังจากนั้นข้าก็ถูกส่งกลับตำหนัก ข้าก็สลบไปในยามตื่นมาพบกับจดหมายที่อาวุโสฮุ่ยเหมยวางไว้ข้างตัวของข้าข้าอ่านจดหมายแล้วข้าตีความในจดหมายผิด ผู้อาวุโสให้ข้ามุ่งไปทางด้านขวามือของนางทว่าข้าดันไปทางขวามือของข้า จนข้าไปถึงกรงมังกรเพลิงลงทัณฑ์ พวกผู้คุมก็เข้าใจข้าผิดนึกว่าข้าเป็นนักโทษถูกพวกมันจับข้าขังในคุกมืด ข้านอนในนั้นหนึ่งคืน ทว่าวันต่อมาผู้อาวุโสฮุ่ยเหมยมาตามข้ากลับข้าจึงได้มาพบเจ้าในวันนี้ ” เฟยซุนเล่าจบพลันหันหลังกลับอย่างรวดเร็ว “ฮ่า ฮ่าฮะ…อุ๊ป ขะ…ข้าขอโทษมันอดขำไม่ได้จริงๆ ถ้าบรรดาศิษย์พี่ทั้งหลายรู้ถึงวีรกรรมของเจ้าพวกมันคงอกแตกตายที่ได้รับรู้ความจริงเช่นนี้” หลิ่งอี้เอามืออุดปากฝืนกั้นหัวเราะอย่างทรมาน“นี้คือเหตุผลที่ข้าไม่อยากให้ผู้อื่นรับรู้ ถ้าพวกมันก็มองข้าราวกับข้าเป็นตัวตลกเช่นเจ้า”เพลิงโทสะของมันเริ่มก่อนกำเนิดหลิ่งอี้พลันเปลี่ยนสีหน้ารีบเอ่ยออกอย่างพัลวัล “ซะ…ซุนข้าขอโทษข้าไม่ได้ตั้งใจ”
“เอาน่า ข้าขอโทษ ข้าจะไม่พูดถึงเรื่องนี้อีก แต่เจ้ายังไม่เล่าถึงตอนที่สังหารชายชุดดำที่ติดตามเจ้าไปทั้งสองคนเลย” หลิ่งอี้แสดงสีหน้าเคร่งขรึม “เรื่องนี้ก็ไม่มีอะไรมาก พวกมันแยกตัวกันเพื่อจะไปดักข้าทางด้านหน้าหนึ่งคน ข้าตัดสินใจในฉับพลัน จึงลอบสังหารคนที่ตามข้าอยู่ด้านหลังโดยที่มันไม่อาจทันตั้งตัว” หลิ่งอี้ขมวดคิ้วลึกสีหน้าเต็มไปด้วยความงุนงง
“ไม่ทันตั้งตัว ! ข้าใช้ทุกวิชา ทุกอาวุธลับ แต่มันสามารถตอบโต้ข้าได้หมดที่ข้ารอดมาได้เพราะกริชปรภพหวนคืน ข้าสู้กับมันจนข้าเกือบต้องตาย เป็นที่ชัดเจนมันมีฝีมือกล้าแข็งกว่าพวกเราทว่าเจ้าสามารถลอบสังหารมันโดยที่มันไม่ทันตั้งตัว เจ้านี้นับเป็นสัตว์ประหลาดโดยแท้เจ้าทำได้อย่างไรกัน” หลิ่งอี้ในตอนนี้เริ่มจ้องมันด้วยความสงสัย
“เจ้าจำตอนที่เราแลกเปลี่ยนกระบวนท่ากันเมื่อตอนเย็นได้ไหมล่ะท่าร่างสุดท้าย ข้าใช้ท่าร่างนั้นปิดฉากชีวิตมัน” หลิ่งอี้ขนลุกชูชันสีหน้าแสดงออกด้วยความตื่นตระหนก“จะ…เจ้า ทะ…ทำให้ข้าขนลุกไปหมดแล้วเนี่ย ท่าร่างพิสดารนี้ใครเป็นคนสอนเจ้ากันแน่น” เฟยซุนนั่งขมวดคิ้วด้วยสีหน้าครุ่นคิดภายในใจมันกำลังขบคิดหาวิธีบอกหลิ่งอี้อย่างหนัก ภายในไม่กี่อึดใจพลันเอ่ยออกไป “ท่าร่างนี้ชื่อ อสูรเร้นเงา เป็นทักษะของท่านพ่อของข้าท่านเป็นคนถ่ายถอดให้ข้า เป็นวิชาลับประจำตระกูลของข้า แต่ข้าบอกเจ้าไว้เลยข้าไม่สามารถสอนเจ้าและไม่สามารถบอกได้ว่าท่านพ่อของข้าคือใคร โดยหวังว่าเจ้าจะเข้าใจเหตุผลของข้า” เฟยซุนเอ่ยออกอย่างหนักแน่น “เฮ้ออ…เดิมทีข้าอยากให้เจ้าสอนท่าร่างกับข้าบ้างแต่ในเมื่อเจ้าบอกความจริงกับข้า ข้าก็เข้าใจเหตุผลของเจ้า” หลิ่งอี้เอ่ยขึ้นด้วยความเข้าใจมันอย่างแท้จริง
“ข้าคิดว่าวันนี้พวกเราควรที่จะต้องนอนเอาแรงได้แล้วนะเพราะอีกไม่กี่ชั่วโมงก็เช้า พวกเราต้องไปรวมตัวที่หอมังกรพฤกษาห้าวตี้” ทั้งคู่เดินไปหามุมนอน ทว่าดวงตาของพวกมันไม่อาจขมตาหลับลง ภาพที่พวกมันสังหารคนครั้งแรก ภาพนั้นยังคงติดตาพวกมันตลอดทั้งคืน
แก๊ง แก๊ง แก๊ง
เสียงระฆังยามเช้าของหอมังกรพฤกษาห้าวตี้ดังสนั่นหวั่นไหวปกคลุมทั่วอาณาเขตของหอมังกรพฤกษาห้าวตี้เป็นสัญญาเตือนอีกหนึ่งชั่วโมงรวมตัว
ทว่าผ่านไปสิบหน้านาที ยังไม่มีใครลุกขึ้นจากที่นอนของมัน “ซุน…มะกี้เสียงอะไรเจ้าได้ยินไหม” หลิ่งอี้ยังงัวเงียอยู่ใต้ผ้าห่มขนาดใหญ่ห่อหุ้มตัวผมเผ้าดูยุ่งเหยิง เฟยซุนเอ่ยขึ้นอย่างช้า “เสียงเหมือน เสียงระฆังเลยหรือปล่าว!?” หลิ่งอี้สะดุ้งพรวดผุดลุกขึ้นจากที่นอนของมันอย่างรวดเร็ว“เฟยซุนเจ้าไม่อ่านคู่มือหรือไง ถ้าได้ยินเสียงระฆัง มันหมายความว่าอีกหนึ่งชั่วโมงรวมตัวกันอย่างพร้อมเพียงณ ลานจุดรวมพลหน้าหอมังกรพฤกษาห้าวตี้” ยามมันได้ยินคำพูดของหลิ่งอี้ มันผุดลุกจากที่นอนอย่างรวดเร็ว“ข้ายังไม่ได้อ่านเลย พอข้าได้คู่มือมาข้ายังไม่ได้เปิดอ่านสักตัว ข้ารีบมาที่นี้ทันทีพวกเราต้องรีบแล้ว ไม่งั้นโดนผู้อาวุโสห้าวตี้เล่นงานแน่น”
เฟยซุนและหลิ่งอี้รีบพุ่งหน้าไปยังหอมังกรพฤกษาห้าวตี้ราวสายฟ้าฟาดพวกมันใช้เวลาเกือบราวสี่สิบนาทีกว่าจะถึงที่หมาย เฟยซุนและหลิ่งอี้ถึงหอมังกรพฤกษาห้าวตี้พวกมันทรุดตัวนั่งลงโดยร่างกายโชกชุ่มไปด้วยเหงื่อ ผู้คนต่างจ้องพวกมันราวกับตัวประหลาดภายในไม่กี่อึดใจ ผู้อาวุโสห้างตี้ปรากฏกายบนเวทียกสูงสายตาทุกคู่จับจ้องไปที่ผู้อาวุโสห้าวตี้ “วันนี้ ข้าจะพาพวกเจ้าเข้าพบไปตำหนักเข้าพบเจ้าสำนักและจะพาพวกเจ้า เข้าชมสถานที่ ที่พวกเจ้าจะต้องเข้าไปฝึกฝน” ผู้อาวุโสห้าวตี้เอ่ยไป เปรยตามองไปรอบๆลานพลันต้องชะงักสายตาจดจ้องตรงที่เฟยซุนกับหลิ่นอี้ที่นั่งลงกับพื้น ร่างกายเปียกไปด้วยเหงื่อผู้อาวุโสห้าวตี้รีบเอ่ยอย่างรวดเร็ว “แต่!! ถ้าใครทำตัวมีปัญหา ข้าจะส่งไปดัดนิสัยที่กรงมังกรเพลิงลงทัณฑ์เข้าอบรมนิสัยกับผู้อาวุโสฉีเคอะเป็นเวลาเจ็ดวัน” ยามทุกคนได้ยินคำกล่าวของผู้อาวุโสห้าวตี้พวกมันขนลุกชูชันไปทั่วสรรพางค์กาย “เอาละ อีกยี่สิบนาที เราจะออกเดินทาง จงไปเตรียมตัวให้พร้อม” ผู้อาวุโสห้าวตี้หายไปจากเวทีอย่างไรร่องรอยสายตาทุกคู่หวนคืนกลับมาจดจ้องที่เฟยซุนและหลิ่งอี้อีกครั้ง ทว่าพวกมันทั้งสองผุดลุกขึ้นอย่างช้าๆก้าวเดินออกไปโดยอย่างไม่สนใจใคร
“ข้ารำคาญพวกมันเหลือเกิน จะมาจ้องจับผิดอะไรในตัวพวกเรานักหนาไม่มีหน้าไหนสู้ข้าได้สักคน ยังทำตัวหยิ่งผยองราวกับเป็นผู้แกร่งกล้าในพลังยุทธสักวันข้าจะทำให้พวกมันหวาดกลัวข้าอย่างสุดหัวใจ” หลิ่งอี้เอ่ยขึ้นอย่างหยิ่งผยอง ทว่าเฟยซุนกับไม่สนใจในคำพูดของมันแต่กับมองซ้ายมองขวาราวกับกำลังหาผู้ใด คนที่มันกำลังมองหาก็คือหญิงสาวลึกลับที่ปกปิดตัวตนมาแจ้งข่าวเรื่องหลิ่งอี้ให้มันรู้หลิ่งอี้จ้องมองมันด้วยความสงสัย “เจ้ากำลังมองหาใครเหรอบอกข้ามาสิเผื่อข้ารู้จัก” มันยังไม่ละสายตาจากกวาดสายตาค้นหาหญิงสาว “ข้ากำลังหาหญิงสาวผู้หนึ่งในตอนที่ข้ากลับมาสถานที่แห่งนี้ ข้าถามทุกคนเกี่ยวกับเจ้า แต่ไม่มีใครบอกข้อมูลข้าเลย ยกเว้นนางที่ปกปิดตัวตนมาบอกข้าอย่างลับแต่น่าเสียดาย ในคราวที่นางปรากฏกายในมุมมืด นางปกปิดใบหน้า ข้าจึงสามารถจำจดได้เพียงแค่ดวงตาของนางเท่านั้น” หลิ่งอี้นั่งฟังอย่างครุ่นคิด “มีเรื่องแบบนี้ด้วยเหรอนางมีดวงตาสีอะไร ข้าจะช่วยเจ้าตามหาอีกแรง” หลิ่งอี้เอ่ยเสร็จพลันยืนขึ้นอย่างรวดเร็ว“สีแดง” หลิ่งอี้จ้องมองเฟยซุนอย่างงุนงง “ถ้าข้าจำไม่ผิดที่นี้ไม่มีใครดวงตาสีแดงนะ เจ้าจำไม่ผิดแน่นนะ” แววตาหลิ่งอี้เต็มไปด้วยความสงสัย “แม้ตอนนั้น ข้าจะบังเกิดโทสะที่มีคนทำร้ายสหายของข้า แต่ข้ามั่นใจ ข้าจำไม่ผิดอย่างแน่นนอน” เฟยซุนเอ่ยด้วยสีหน้าเรียบปราศจากอารมณ์
“ศิษย์ทุกคนรวมตัว เตรียมตัวออกเดินทาง” ผู้อาวุโสห้าวตี้ประกาศอย่างกึกก้องพลันหยิบสิ่งของออกมาจากเสื้อปรากฎไม้ไผ่หยกอยู่ในมือ ผู้อาวุโสห้าวตี้นำไผ่หยกประกบเป่าขึ้นท้องฟ้าเกิดเสียง ปังปัง !! เสียงอากาศกำลังระเบิดแหวกเมฆาแยกจากกัน
่งเย่อง .มตบหลับภาพที่มันสังหารชายชุดดำยังคงติดตาพวกมันาใจข้า
ึ่
งคู่ในยามท้องร้อง ประหนุกมาพร้อมกัน่บ้านไม้ร้างทั้งสอง ่าวเป็นลูกน้องซุนเดินตามหัวหน้า
บๆ แต่ในครั้งแรกที่
ทว่าไม่กี่อึดใจ ปรากฏนกอินทรีย์ขนาดใหญ่แหวกเมฆาดิ่งลงมาอย่างรวดเร็วเหล่าศิษย์ใหม่ไม่มีใครกล้าขยับยืนตัวเกร็ง ร่างกายสั่นสะท้านไปทั่วร่าง “นะ…นะ…นั้นมันน” ศิษย์บางคนเอ่ยออกมาด้วยความหวาดกลัว “พะ…พญาอินทรีย์พฤกษา…”