ตอนที่ 108 :เเต่งตั้งเป็นผู้จัดการ
จู่ ๆ เหมือนกับว่าอากาศหยุดอยู่นิ่งไม่ถ่ายเท
ทั้งวันนี้สิ่งที่จ้าวตานได้ยินบ่อยที่สุดจากปากของตาเฒ่าก็คือเซียเยว่ บ่มพึมพำอย่างนั้นอยู่ทั้งวัน ทำให้จ้าวตานรู้สึกสงสัยเเละรอคอยเซียเยว่เป็นอย่างมาก
เมื่อได้ยินสิ่งที่หลิวจือเซียเอ่ยมาทั้งหมดเลยทำให้จ้าวตานรู้สึกทึ่งเป็นธรรมดา
ใบหน้าน้อย ๆ ของเยว่เยว่เต็มไปด้วยความแปลกใจ เธอไม่ค่อยเข้าใจว่าคุณปู่เเละคุณย่าที่เพิ่งรู้จักสองคนนี้เป็นอะไรกันเเน่ ? พ่อก็คือเซียเยว่ไง มันก็เเค่เรื่องง่าย ๆ เเค่นี้ไม่ใช่หรือ ?
หรืออาจจะเพราะรู้สึกว่าพวกเธอทำตัวเเปลกเกินไป
“ผมคือเซียเยว่” หลิวจือเซียพยักหน้าตอบท่ามกลางสายตาที่เพ่งมองมาจากสองสามีภรรยา
เมื่อได้รับคำตอบยืนยัน สีหน้าของฮัวชุนเซิงก็ผ่อนคลายลงมา แล้วเอ่ยด้วยความตกใจ “ฉันรู้สึก… แปลกใจจริง ๆ คิดไม่ถึงเลยว่านายก็คือสหายน้อยเซียเยว่ ! น่าเเปลกใจ น่าเเปลกใจเลยจริง ๆ…”
หลิวจือเซียยักไหล่ เเล้วเอ่ย “เหล่าฮัว ผมต้องขอโทษด้วยจริง ๆ เนื่องด้วยเหตุผลบางอย่าง ด้วยสถานะตอนนี้ของผมที่ไม่อาจเปิดเผยตัวตนออกมาได้ ดังนั้นเลยทำได้เเค่ใช้ชื่อเซียเยว่เเทนชื่อจริง ๆ ”
“ไม่เป็นไร เข้าใจได้ เข้าใจได้ ! ” ฮัวชุนเซิงรีบโบกมือ “ต้นไม้ในป่าใหญ่มักจะถูกลมพัดให้ล้มอยู่เสมอ ดินหากกองล้นฝั่งก็จะไหลลงสู่เเม่น้ำ จากกระเเสของนายในวงการบันเทิงตอนนี้เเล้ว ถ้าเกิดว่าจะเปิดเผยสถานะของเซียเยว่ออกมา เกรงว่าจะนำความลำบากมาให้”
ที่ฮัวชุนเซิงเอ่ยนั้นถูกต้องเป็นอย่างยิ่ง วงการบันเทิงเเละวงการนักเขียนนั้นเดิมทีเป็นภัยอยู่เเล้ว ตอนนี้หลิวจือเซียก็ดังมากพอในวงการบันเทิงเเล้ว คนที่อิจฉาในตัวเขาก็มีไม่น้อย ตอนนี้ดีไม่ดีก็อาจมีคนริษยาในตัวเขาอีกไม่น้อย เเละคงกำลังหาวิธีสกปรกมาทำร้ายเขา
ถ้าตัวตนของเขาในชื่อ ‘เซียเยว่’ ถูกเปิดเผยขึ้นมาอีก เกรงว่าจะมีคนอีกจำนวนมากต่อต้านเขา
ต่อให้หลิวจือเซียจะไม่กลัว เเต่มันก็สร้างความยุ่งยากให้เขาไม่ใช่หรือ ?
“ขอบคุณเหล่าฮัวที่เข้าใจครับ” ที่หลิวจือเซียไม่สะดวกอธิบาย จะว่าเขากลัวมีเรื่องน่ะหรือ ? ตลกน่า !
“จือเซีย เธอก็นะ ถ้าบอกว่าเธอก็คือเซียเยว่ตั้งเเต่เเรก เราก็ได้กินข้าวกันไปนานเเล้ว” จ้าวตานขึงตากล่าวโทษ “ตาเฒ่า ไม่เป็นอะไรมากใช่ไหม ? ไปเถอะ ไปกินข้าวกัน”
ฮัวชุนเซิงยิ้มอย่างขื่นขมพลางเอ่ย “นี่คุณไร้หัวใจเกินไปหรือเปล่า ? คุณก็ไม่ใช่ไม่รู้ว่าอาการปวดเอวของผมนี่มันเป็นโรคประจำตัว เรามาพักกันหน่อยเเล้วค่อยกินข้าวไม่ได้หรือ ? ”
“คุณไม่หิว เเต่หนูน้อยเยว่เยว่เธอหิวนะ ! ” จ้าวตานจูงมือเยว่เยว่ไป พลางเอ่ยระหว่างที่เดินไปห้องครัว “จือเซีย เธอก็มากินข้าวเถอะ อย่าไปสนใจตาเฒ่านั่นเลย”
“นี่คุณ คุณต้องไว้หน้าผมหน่อยนะ ! ”
ฮัวชุนเซิงพยุงเอวขึ้นมา เเล้วค่อย ๆ เดินไปที่ห้องอาหาร พลางพร่ำบ่นไม่หยุดปาก “จือเซียเอ๊ย เมียนายชอบหาเรื่องทะเลาะเเบบนี้เหมือนกันหรือเปล่าล่ะ ? ”
หลิวจือเซียรีบก้าวเข้าไปสองก้าว พลางพยุงฮัวชุนเซิงก้าวไปข้างหน้า พลางเอ่ย “เหล่าฮัวก็ล้อเล่นไป ผมคิดว่าคุณกับคุณน้าจ้าวก็ดูรักใคร่กันดีนะครับ ถ้าเกิดว่าต่อไปผมกับภรรยามีความรู้สึกต่อกันเหมือนที่ทั้งสองคนมีก็คงจะดีมากทีเดียว”
“จือเซียเอ๊ย ฟังที่นายพูด ดูเหมือนว่านายจะยังไม่ได้เเต่งงานสินะ ? ” ฮัวชุนเซิงชะงักครู่หนึ่ง เเล้วเอ่ยต่อ “เเล้วเเม่ของเยว่เยว่… ออ ต้องขอโทษด้วยนะ ฉันไม่ควรจะถามคำถามนี้เลย”
“ไม่เป็นไรครับ” หลิวจือเซียยิ้ม เเล้วเอ่ย “เเม่ของเยว่เยว่ยังอยู่ครับ เพียงเเต่ว่าตอนนี้เเม่ของเธอก็ตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกับผมเช่นกัน ดังนั้นจึงไม่อาจเปิดเผยตัวตนเเม่ของเยว่เยว่ได้ในตอนนี้ครับ ”
“พวกคนหนุ่มสาวทั้งหลาย ชอบทำอะไรที่มันลึกลับซับซ้อนเสียจริง ๆ ” ฮัวชุนเซิงก็ฉลาดมากพอที่จะไม่จิกถามเรื่องนี้ต่อไป “ไปกัน วันนี้จะต้องดื่มเป็นเพื่อนฉันด้วยล่ะ ! ”
……...................
บนโต๊ะอาหาร
มีเหล้าเเละอาหารวางเรียงรายอยู่เต็มโต๊ะ เเม้ว่าจะไม่มีอาหารทะเลหรืออาหารเลิศหรูอะไร มีเพียงเเค่อาหารบ้าน ๆ เเต่ก็มีรสชาติหลากหลาย เห็นเเล้วทำให้น้ำลายสอเลยทีเดียว
“มา ๆๆ จือเซีย รีบมาชิมนี่เร็ว ฝีมือทำอาหารของน้าจ้าวไม่เลวเลยนะ”
ฮัวชุนเซิงคีบอาหารให้หลิวจือเซียด้วยตัวเอง โอ้อวดราวกับเป็นเด็ก ๆ “บอกตามตรงนะ อาหารที่น้าจ้าวทำ ฉันกินมาสามสิบกว่าปีเเล้วยังไม่รู้สึกพอเลยล่ะ”
“ตาเฒ่า ไปรู้จักพูดขนาดนี้ตั้งเเต่ตอนไหนกัน ? ” จ้าวตานที่นั่งอยู่ข้างฮัวชุนเซิงเเละคอยดูเเลเยว่เยว่อยู่นั้น กลอกตาใส่ฮัวชุนเซิงพลางเอ่ย “เยว่เยว่คงไม่เลียนเเบบหรอกนะ ? ”
“หึ เเต่คำพูดเธอนี่ฉันไม่ชอบฟังเลยจริง ๆ ฉันไม่รู้จักพูดตอนไหนกัน ? ” ฮัวชุนเฟิงเเสร้งทำว่าโกรธ “คุณดูนี่สิ ดูหุ่นฉันนี่ เป็นเพราะตลอดหลายปีนี้เธอเลี้ยงดูเป็นอย่างดีไม่ใช่หรือ ? ”
“ตาเฒ่าบ้านี่ จือเซียยังอยู่ตรงนี้นะ อย่ามาพูดอะไรเเปลก ๆ เชียว” จ้าวตานหน้าเเดงเล็กน้อย แล้วเอ่ยอย่างอารมณ์ดี “วันนี้จือเซียก็มาเเล้ว อีกทั้งฉันมีความสุขมาก งั้นฉันให้คุณกินเหล้าได้ตามสบายเลย”
“เฮอะ ๆ ฉันล่ะรอประโยคนี้ของเธอมานานเเล้วล่ะ”
ฮัวชุนเซิงตาเป็นประกาย เขาหยิบขวดที่บรรจุเหล้าขึ้นมาพลางเอ่ย “จือเซีย นี่เป็นเหล้าเหมาไถที่ฉันเก็บมากว่ายี่สิบปี เหล่าหวงอยากจะลองมาหลายครั้งเเล้วเเต่ก็ไม่มีโอกาส เเละโอกาสของเขานั้นก็ถูกนายคว้าไปซะเเล้ว”
เมื่อได้ยินคำพูดของฮัวชุนเซิง ใจของหลิวจือเซียก็หายวูบขึ้นมาทันที ทำไมคำพูดนี้มันฟังดูทะเเม่ง ๆ กันนะ
“เหล่าฮัว ให้ผมรินเถอะนะครับ”
หลิวจือเซียส่ายศีรษะเเล้วรับขวดเหล้าจากฮัวชุนเซิงไป เมื่อเปิดขวดออก กลิ่นหอมของเหล้าเข้ม ๆ ก็โชยออกมา ตามมาด้วยกลิ่นแอลกอฮอล์โชยฟุ้ง กระจายออกจากขวดเหล้า
เขายกเเก้วเหล้าขึ้นมาเเล้วส่ายตรงปลายจมูก เเววตาของหลิวจือเซียส่องเป็นประกายออกมา “เหล่าฮัว คุณไม่ได้พูดอวดเกินจริงเลย เหล้าชั้นดีขนาดนี้ ผมไม่เคยดื่มที่ไหนมาก่อนเลยครับ”
“ฮ่า ๆๆ ใช่น่ะสิ ! ” ฮัวชุนเซิงหัวเราะร่า “มา ๆๆ เราดื่มกันเถอะ”
“ครับ ! ” หลิวจือเซียยกเเก้วขึ้นมาชนกับฮัวชุนเซิง ศึกประชันความคอเเข็งระหว่างคนหนุ่มเเละคนเเก่ได้เริ่มขึ้นเเล้ว
เป็นเหล้าที่เก็บมาได้ยี่สิบกว่าปีจริง ๆ ไม่ใช่เพียงเเค่เหล้ามีรสเข้มข้นเท่านั้น เเต่กลิ่นหอมติดเเก้ว เปอร์เซนต์แอลกอฮอล์เองก็ไม่ได้สูงขนาดนั้น หลิวจือเซียที่ดื่มติดกันสองเเก้วใหญ่ ๆ มีปริมาณเหล้าเกือบครึ่งลิตรได้ เเต่รสชาติก็ไม่ตีขึ้นหัว เเละก็ไม่มึนด้วย
แม้ว่าฮัวชุนเซิงเเก่เเล้ว เเต่อันที่จริงเขาคอเเข็งไม่น้อย หลังจากที่กระดกเหล้าเหมาไถไปเเล้วสองเเก้ว เขาก็ยังหน้าไม่เเดง ไม่หายใจเเรงเพราะฤทธิ์น้ำเมา
ดีที่มีจ้าวตานคอยดูเเลเยว่เยว่ ถ้าหากจะหวังให้ชายนักดื่มสองคนนี้คอยดูเเลเยว่เยว่ตอนกินข้าว ด้วยกระเพาะของเยว่เยว่ที่ใหญ่ขึ้นทุกวัน เกรงว่าวันนี้เธอคงต้องหิวโซไม่ได้กินข้าวเเน่ ๆ
บนโต๊ะอาหารนั่นเอง ความสัมพันธ์ระหว่างหลิวจือเซียเเละเยว่เยว่สองพ่อลูก กับฮัวชุนเซิงเเละจ้าวตานสองสามีภรรยาก็ค่อย ๆ ดีขึ้น
คู่สามีภรรยาสูงวัยทั้งสองคนนั้นล้วนเเต่มีนิสัยรักเด็กกันทั้งคู่ ผนวกกับการที่เยว่เยว่เป็นเด็กที่ว่านอนสอนง่าย เเถมยังปากหวานอีกต่างหาก ตอนที่กินข้าวจนถึงตอนสุดท้าย ทั้งสองกลับเอ่ยปากขอให้เยว่เยว่มาเป็นหลานบุญธรรม
เมื่อมีคนเฒ่าคนเเก่ที่รักเยว่เยว่เเละมีความโอบอ้อมอารีขนาดนี้ เเน่นอนว่าว่าหลิวจือเซียย่อมเห็นด้วยกับคำขอนั้น
ในมื้ออาหารวันนั้นเอง หลิวจือเซียได้ให้เยว่เยว่คำนับเเละเขาได้ดื่มเหล้าต่อสองสามีภรรยาตามขนบธรรมเนียมเดิมของประเทศจีน หลังจากนั้น ทั้งสองก็ได้กลายเป็นปู่เเละย่าบุญธรรมของเยว่เยว่
หลังจากรับประทานอาหารเสร็จ จ้าวตานก็พาเยว่เยว่ไปที่ห้องหนังสือเพื่อสอนเด็กน้อยฝึกเขียนพู่กันเเละวาดรูป ส่วนหลิวจือเซียเเละฮัวชุนเซิงนั้นก็มาต่อกันที่ห้องรับเเขก
“เฮ้อ จือเซีย จนถึงตอนนี้เเล้วฉันยังรู้สึกเหมือนว่ากำลังฝันอยู่เลย” ฮัวชุนเซิงนั่งบนโซฟาเเล้วบีบนวดเอวของตัวเองเบา ๆ “ในเมื่อนายเป็นเซียเยว่ ทำให้ฉันรู้สึกเซอร์ไพรส์จริง ๆ เเละก็ทำให้ตกใจด้วยเช่นกัน ! ”
“ตกใจหรือครับ ? ” หลิวจือเซียที่กำลังรินชาอยู่นั้นก็ชะงักเล็กน้อย
“ใช่น่ะสิ ตกใจมาก ! ” ฮัวชุนเซิงตอบ “ไม่ว่าจะเป็นคำร้องหรือทำนองก็ทำออกมาได้ดีมาก อีกทั้งยังเขียนนิทานกับบทกวีได้อย่างดีเยี่ยมอีกด้วย ถ้าหากว่าป่าวประกาศออกไป ดีไม่ดีอาจทำให้คนเขาพาลอิจฉาริษยาไม่น้อย ! หากจะบอกว่านายเป็นผู้มีพรสวรรค์ที่หาได้ยากในรอบศตวรรษนี้ก็ไม่เกินจริงมากนัก ! ”
“เหล่าฮัว คุณชมเกินไปเเล้วครับ”
หลิวจือเซียไม่กล้ารับคำชมนี้มา ถ้าไม่ใช่เพราะหัวของเขาที่นำข้อมูลด้านงานบันเทิงมาจากโลกนั้นล่ะก็ มิเช่นนั้นจะเป็นพรสวรรค์อะไรกัน เกรงว่าจนถึงตอนนี้เขาก็ยังเป็นใครอยู่ก็ไม่รู้
“เอาล่ะ ฉันเองก็จะไม่พูดพร่ำทำเพลงล่ะ ! ” ฮัวชุนเซิงมองนาฬิกาที่เเขวนอยู่บนกำเเพงพลางเอ่ย “จือเซีย ฉันขยับไม่ค่อยถนัดนัก นายเปิดลิ้นชักตรงโต๊ะชาออกมาสิ”
หลิวจือเซียเปิดลิ้นชักตามคำสั่ง ในนั้นมีเเฟ้มอยู่อันหนึ่ง เเละมีตลับหมึกอีกอันหนึ่ง
“ในแฟ้มนั้นมีแบบฟอร์มสมัครเข้าสมาคมนักเขียนจิงฮัวและสมาคมนักเขียนฮัวเซี่ย ใบรับรองการเป็นสมาชิกของทั้งสองสมาคม และหนังสือแต่งตั้งผู้จัดการของสมาคมนักเขียนจิงฮัวอีกหนึ่งฉบับ”
ฮัวชุนเซิงชี้ไปที่เเฟ้ม “นายกรอกใบสมัครนี้สิ ถ้าหากมีอะไรไม่เข้าใจก็ถามฉัน”
“ครับ ! ”
หลิวจือเซียพยักหน้า เเล้วหยิบเเฟ้มจากลิ้นชักขึ้นมา
ใบสมัครมันก็หน้าตาเหมือน ๆ กันหมด ไม่ว่าจะเป็นชื่อ เพศ สัญชาติ ปีที่เกิดเป็นต้น…หลิวจือเซียที่กรอกใบสมัครมานับครั้งไม่ถ้วนก็กรอกเสร็จอย่างรวดเร็ว
หลังจากนั้นเขาก็หยิบหนังสือแต่งตั้งฉบับนั้นขึ้นมาพลิกอ่านดู “เเต่งตั้งให้ เซียเยว่ เป็นผู้จัดการสมาคมนักเขียนจิงฮัว วันที่ 16 เดือนปี 20XX”
ข้างบนนั้นยังมีตราเหล็กประทับซึ่งตรงกับชื่อขององค์กร
“เหล่าฮัวให้ผมเป็นผู้จัดการ เกรงว่าคุณสมบัติของผมไม่เพียงพอมั้งครับ ? ” หลิวจือเซียวางหนังสือแต่งตั้งลง “ผมไม่มีเวลามากพอที่จะมาดูเเลสมาคมนักเขียนจิงฮัวครับ เรื่องนี้ คุณควรมอบหมายให้คนที่มีความสามารถเข้ามาดูเเลเถอะนะครับ”
“หากนายไม่มีคุณสมบัติ ใครล่ะจะมีคุณสมบัติ ? ”
ฮัวชุนเซิงขึงตาใส่เเล้วเอ่ย “ไม่ว่าจะเป็นเรื่องชื่อเสียงหรือคุณสมบัติ ในโลกของวรรณกรรมเเล้ว นายมีคุณสมบัติเพียงพอ ! ไม่ต้องพูดถึงอย่างอื่นเลย เพียงเเค่เรื่อง ‘นิทานก่อนนอนของเยว่เยว่’ เล่มเดียว ต่อให้เเต่งตั้งนายในตำเเหน่งประธานสมาคมนักเขียนก็ยังไม่พอ ทำไมกัน ไม่ชอบตำเเหน่งผู้จัดการมันเล็กไปหรือไง ? ฉันให้ตำเเหน่งรองประธานเลยล่ะเป็นไง ตกลงไหม”
นี่มันก็ตำเเหน่งใหญ่เกินไปจนหลิวจือเซียเเทบจะตั้งตัวไม่ทัน
“อย่าเลยครับ เเค่ผู้จัดการก็พอครับ” หลิวจือเซียโบกมือปัด “ใบสมัครนี้ยังขาดรูปไป เดี๋ยวส่งมาให้ทีหลังนะครับ”
“ไม่เป็นไร” ฮัวชุนเซิงเอ่ย “ฉันยืมตราของสมาคมนักเขียนฮัวเซียเเละสมาคมจิงฮัวออกมา บ้านเรามีกล้องถ่ายรูป เรียกว่าอะไรนะ กล้องโพลารอยด์ นอกจากใบสมัครเเล้ว บัตรสมาชิกเองก็ต้องการรูปเหมือนกัน ทำไปทีเดียวก็เเล้วกัน”
“โอ้ ฟังดูสุดยอดไปเลยครับ ! ” หลิวจือเซียนั้นเป็นคนที่กลัวจะต้องลำบากคนอื่น ทำอะไรก็ต้องเด็ดขาดรวดเร็ว เมื่อจัดการเสร็จเสียตั้งเเต่เนิ่น ๆ ก็รู้สึกสบายใจ
“ไหน นายเล่าเรื่องไซอิ๋วต่อสิ”
ฮัวชุนเซิงคิดถึงเเต่เรื่องนั้น คิดถึงเรื่อง ‘ไซอิ๋ว’ ที่หลิวจือเซียเพิ่งเเต่งมาตลอด ก่อนกินข้าวก็ได้ยินมาเเล้วกว่าครึ่ง ตอนนี้รู้สึกอยากรู้อยากฟังต่อเต็มประดา