จ้าวศัสตราเทวะ [แปลจบแล้ว]

เล่มที่ 7 ตอนที่ 209 ร่างลวงและชัยชนะ!

            เฉินหวงฮัวฉวยโอกาสที่ไป๋หยุนเฟยแสดงสีหน้าตื่นตะลึงรั้งกระบี่กลับคืนขณะฉีกยิ้มมุ่งร้ายพร้อมกับส่งสายตาเหยียดหยามให้มันก็ตวัดกระบี่ฟันลงใส่ไป๋หยุนเฟยที่ไม่อาจขยับเคลื่อนไหวในทันที!

            ยังดีที่มันไม่ได้ลงมือด้วยอำมหิต คมกระบี่จึงมุ่งเป้าจู่โจมใส่ข้างไหล่ขวาของไป๋หยุนเฟยซึ่งไม่สร้างความเสียหายมากนักหากโชคดีไป๋หยุนเฟยสามารถหลบรอดไปได้ เฉินหวงฮัวก็จะมีโอกาสชิงจังหวะรุกไล่ก็เพื่อเอาชัยได้หรือที่เลวร้ายกว่านั้นคือไป๋หยุนเฟยหลบพ้นแต่ได้รับบาดเจ็บจนต่อสู้อย่างยากลำบาก

            ไป๋หยุนเฟยแตกตื่นแต่มันไม่ได้แตกตื่นเท่าที่เฉินหวงฮัวคาดคิดยามที่กระบี่ยักษ์แหวกอากาศลงใส่หัวไหล่ดวงตาไป๋หยุนเฟยก็ทอประกายเจิดจ้าหลังจากปักทวนในมือซ้ายลงพื้นไป๋หยุนเฟยก็ยกมือขวาขึ้น พลังวิญญาณที่ไม่ด้อยกว่าเฉินหวงฮัวก็เริ่มทะลักออกจากร่างไป๋หยุนเฟยก่อนจะเริ่มรวมตัวกันที่แขนขวาเพียงพริบตาเดียวเหนือแขนขวาก็มีมีดเพลิงยาวห้าเชียะก่อตัวขึ้น!

            มีดปีกเพลิง!

            พร้อมกับเปลวเพลิงร้อนแรงที่ทะลักออกไป๋หยุนเฟยก็ตวัดแขนออกโดยไม่ลังเลหากทั้งคู่ไม่รั้งกระบวนท่ากลับกระบี่ยักษ์จะฟันใส่ปลอกแขนมีดเพลิงและขณะเดียวกันมีดปีกเพลิงก็จะฟันใส่หัวไหล่ของเฉินหวงฮัวเช่นกัน!

            พริบตาที่มีดเพลิงปรากฏขึ้น เฉินหวงฮัวก็ตาเบิกกว้างแม้มีดเพลิงอันน่าหวาดหวั่นที่ปรากฏขึ้นจากที่ใดไม่ทราบสร้างความตื่นตระหนกแก่มันยิ่งแต่กระบี่ในมือกลับยังคงฟันลงเฉินหวงฉัวบิดข้อมือพลิกคมกระบี่เป็นด้านข้างฟาดใส่ขณะเดียวกันก็ปิดป้องมีดเพลิงที่จู่โจมใส่ไปพร้อมกัน

            “ปึง!!”

            ยามปะทะกัน มีดเพลิงก็ทะลักคลื่นเปลวเพลิงเข้าต่อต้านสันกระบี่อันแข็งแกร่งก่อนจะห่อหุ้มทั้งร่างเฉินหวงฮัวเอาไว้ภายใน

            “ฉับ!”

            ปรากฏแสงสีส้มวาบขึ้นแล้วกลุ่มเพลิงก็แยกออกเผยให้เห็นสีหน้าเดือดดาลของเฉินหวงฮัวมันสืบเท้าไปเบื้องหน้าเตรียมจะรุกจู่โจมอีกครา

            แต่เคลื่อนไปได้เพียงก้าวเดียวสีหน้ามันก็แปรเปลี่ยนไป!

            จู่ๆก็มีความรู้สึกคุกคามพุ่งเข้าปะทะแล้วที่มุมหางตาก็ปรากฏทวนเปลวอัคคีพุ่งเข้าหา!

            และ... ก็มีอีกคน!!

            ไป๋หยุนเฟย‘สองคน’พุ่งเข้าหาจากด้านซ้ายและขวาพร้อมกับทวนในมือเตรียมจะจู่โจมใส่!

            “ร่างลวง!”เพียงกวาดตามองเฉินหวงฮัวก็‘ตระหนัก’ได้แล้วว่าเกิดอะไรขึ้นแต่ว่าร่างไหนเป็นตัวจริงมันกลับไม่อาจทราบได้

            แม้แต่พลังวิญญาณที่แผ่ออกจากร่างก็เหมือนกันไม่ผิดเพี้ยนยิ่งทำให้การแยกแยะตัวจริงกับร่างลวงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้!

            “บัดซบเคล็ดวิญญาณอะไรกันจึงสร้างร่างลวงเช่นนี้ได้!”เฉินหวงฮัวไม่มีเวลาจะยืนยันว่าร่างไหนคือตัวจริงจึงได้แต่คำรามด้วยความเดือดดาลก่อนจะกัดฟันกระชับกระบี่วาดไปใส่ไป๋หยุนเฟยที่กุมทวนเข้ามาจากด้านขวา

            “เคร้ง!”ได้ยินเสียงโลหะกระทบกันดังขึ้น

            “ข้าเดาถูก!”เฉินหวงฮัวร้องด้วยความตื่นเต้น

            “พลั่ก!!”

            มันยินดีได้เพียงชั่วครู่แล้วความเจ็บปวดก็แล่นปราดขึ้นมาจากเอวด้านซ้ายพร้อมกับที่ร่างโซเซไปด้านขวาหนึ่งก้าว

            “นี่... นี่มันเกิดอะไรขึ้น!!” ในหัวของเฉินหวงฮัวกลายเป็นว่างเปล่ามันไม่อาจเข้าใจได้ว่าเกิดอะไรขึ้นที่ตรงหน้า หรือร่างซ้ายจึงจะเป็น‘ตัวจริง’กันแน่?!

            เฉินหวงฮัวรีบกระชับกระบี่ฟันตามสัญชาติญาณใส่ทั้งสองร่างที่รุกเข้ามา...แต่กลับฟันถูกเพียงอากาศธาตุ!เบื้องหน้ามันกลับมีเพียงความว่างเปล่า!

            “……”

            และพริบตาต่อมาทั้งร่างมันก็พลันแข็งทื่อราวกับรูปสลักคล้ายกับว่ากำลังหวาดกลัวจนไม่กล้าแม้แต่จะขยับนิ้ว

            จู่ๆก็มีปลายทวนสีแดงฉานจ่อประชิดข้างลำคอปลายของทวนถูกห่อหุ้มด้วยเปลวไฟอันเจิดจ้าแต่เฉินหวงฮัวกลับเพียงรู้สึกถึงความเย็นยะเยียบที่แผ่ซ่านไปทั้งร่าง

            ที่ด้านหลังของมันเป็นไป๋หยุนเฟยที่กุมทวนยืนอยู่ด้วยสีหน้าเรียบเฉย

            ทั่วบริเวณตกอยู่ในความเงียบงันทุกคนได้แต่เหม่อมองด้วยความตื่นตะลึง การโต้กลับอย่างคาดไม่ถึงของไป๋หยุนเฟยกลับสร้างความเหลือเชื่อให้แก่ทุกคน

            ในหมู่พวกมัน ไม่มีแม้แต่คนเดียวที่จะคิดว่าการต่อสู้ระหว่างยอดฝีมือสองฝ่ายจะจบลงง่ายดายเช่นนี้

            ……

            เห็นเฉินหวงฮัวปักกระบี่กับพื้นด้วยความท้อแท้ผิดหวังโดยที่เจ้าของกระบี่ยังคงยืนอย่างซึมเซาไป๋หยุนเฟยก็ยิ้มขึ้น

            มันสะบัดมือขวาแผ่วเบาทวนในมือก็หายวับไป“ศิษย์น้องเฉิน ขอบคุณที่ออมมือ!”

            ทั้งร่างเฉินหวงฮัวสั่นสะท้านอย่างน่าหวาดหวั่นใบหน้ามันซีดเผือดไร้สีเลือด มันไม่อาจยอมรับผลการต่อสู้เช่นนี้ได้มันกลับต้องพ่ายแพ้ มิหนำซ้ำยังพ่ายแพ้อย่างเลอะเลือน!

            แต่ผลการต่อสู้ยังคงชัดเจนไม่ว่ามันจะไม่ยินยอมเพียงใดแต่มันก็ถูก‘ศิษย์พี่’คนใหม่นี้เอาชนะอย่างหมดจดต่อหน้าทุกคนแล้ว

            เฉินหวงฮัวหันกลับไปอย่างแช่มช้าก่อนจะประสานมือคารวะด้วยสีหน้าไม่เต็มใจมันกล่าวอย่างไม่ยินยอมว่า “... ศิษย์พี่ไป๋ ท่านชนะแล้ว ข้าไม่มีอะไรจะพูดอีก”

            มันกลับไม่กล้าวางท่าใหญ่โตดังที่เคยแสดงออกแม้แต่น้อยครั้งนี้มันกลับไม่แก้ตัวอันใดและแม้แต่ไป๋หยุนเฟยก็สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยที่มันแสดงออกได้

            ไป๋หยุนเฟยโบกมือด้วยรอยยิ้มยินดีก่อนจะตอบว่า“พวกเราเพียงทดสอบฝีมือ ศิษย์น้องเฉินอย่าได้เก็บมาใส่ใจ”

            “ศิษย์พี่ไป๋ข้ายังมีเรื่องต้องทำดังนั้นจึงขออำลา” เฉินหวงฮัวไม่อาจทนทานต่อสายตาประหลาดพิกลของทุกคนได้มันจึงรีบกล่าวต่อไป๋หยุนเฟยก่อนจะหันกายเตรียมจากไป

            “ศิษย์น้องเฉินช้าก่อน!”

            “ศิษย์พี่ไป๋ หรือมีอะไรจะชี้แนะอีก?”

            “พวกเราล้วนเป็นศิษย์ร่วมสำนักสมควรช่วยเหลือกันข้าหวังว่าวันข้างหน้าเจ้าจะไม่สร้างปัญหาแก่ศิษย์น้องซือคงเสียนและศิษย์น้องอื่นๆอีก”

            “...”เฉินหวงฮัวเงียบงันไปชั่วขณะก่อนจะตอบคำ “หากศิษย์พี่ไป๋กล่าวเช่นนี้ข้าก็จะทำตามลาก่อน!”

            ……

            ผู้คนที่ชมดูจากนอกวงแหวกทางให้แก่เฉินหวงฮัวเดินผ่านไปสุดท้ายมันก็หายลับไปจากสายตา

            เหล่าศิษย์เริ่มพูดคุยกันถึงการต่อสู้ที่พวกมันเพิ่งได้ชมเมื่อครู่ไม่ว่าจะเป็นศิษย์สายนอกหรือศิษย์สายในก็ล้วนเอ่ยปากพูดคุยถึงเรื่องนี้แต่ยามที่ไป๋หยุนเฟยกวาดตามองก็รีบหันหลังพร้อมกับเงียบเสียงลงราวกับจะหวั่นเกรงต่อมัน

            ไป๋หยุนเฟยไม่คิดจะเสียเวลากล่าวเตือนหรือข่มขู่ต่อฝูงชนจึงหันไปยังซือคงเสียนที่ยืนประหม่าอยู่ด้านข้าง“ถ้าเช่นนั้นพวกเรากลับกันเถอะ”

            ซือคงเสียนตื่นเต้นกับการต่อสู้จนหน้าแดงฉานกระทั่งยามนี้ก็ยังเคลิบเคลิ้มคิดถึงการต่อสู้เมื่อครู่มันมองดูไป๋หยุนเฟยด้วยสายตาเทิดทูนก่อนจะกล่าวว่า “ศิษย์... ศิษย์พี่ไป๋ ท่าน...ท่านช่างน่าอัศจรรย์นัก! ข้าเข้าใจว่าพวกท่านทั้งคู่จะสู้เสมอกันแต่กลับจบลงรวดเร็วถึงเพียงนี้! สองกระบวนท่าสุดท้ายนั้นคือกระบวนท่าอะไร? ช่างร้ายกาจนัก! หรือจะเป็นเคล็ดวิญญาณอันใด?”

            ไป๋หยุนเฟยพยักหน้ายิ้มแย้ม “ประมาณนั้น”

            และภายใต้สายตาหวาดหวั่นของเหล่าศิษย์ทั้งหลายไป๋หยุนเฟยและซือคงเสียนจึงขยับตัวเดินออกไปจากเขตถ้ำแต่ไม่ทันไรก็มีคนผู้หนึ่งส่งเสียงเรียกทั้งคู่ “ศิษย์น้องไป๋ช้าก่อน!”

            ไป๋หยุนเฟยชะงักเท้าหันกลับไปมองก็เห็นชายหนุ่มในชุดยาวสีม่วงเดินเข้ามาหาในเมื่อเรียกหาไป๋หยุนเฟยเป็น‘ศิษย์น้อง’ก็แสดงว่าอีกฝ่ายต้องเป็นศิษย์สายตรงเช่นเดียวกัน

            คนผู้นี้มีนามว่าหลิงเอียนเป็นศิษย์คนที่สามของโค่วฉางคงทั้งยังบรรลุถึงด่านบรรพวิญญาณระดับกลาง