ลู่เหยียนหรานเหยียดฝ่ามือเรียวดุจหยกไปทาบผลึกแก้วก่อนส่งพลังิญญาเข้าไป ไม่นาน ผลึกแก้วที่เกือบโปร่งใสก็เริ่มเปลี่ยนสี เพียงชั่วอึดใจพลันกลายเป็สีฟ้าเข้ม
“ธาตุไม้!”
“ดูความเข้มของสีสิ สมเป็ลู่เหยียนหรานพร์สูงส่งจริงๆ ข้าเทียบไม่ได้เลย”
“ถูกต้อง ข้ากล้ายืนยันว่านางจะก้าวเข้าสู่ขั้นก่อ์ก่อนอายุสามสิบแน่นอน”
ทายาทหลายคนในตระกูลลู่ที่เฝ้าดูอยู่รอบเวทีมองลู่เหยียนหรานด้วยสายตาอิจฉา พลางกระซิบกระซาบกัน
“ยอดเยี่ยม ลู่เหยียนหรานเ้ามีพลังธาตุไม้ระดับหนึ่ง”
ผู้าุโเก้าเหลือบมองผลึกแก้วแล้วพยักหน้ายอมรับ แม้สีหน้าจะมิได้ปรากฏอารมณ์ใดๆ แต่เห็นได้ชัดว่าเขาพึงพอใจกับพร์ของนาง
ดวงตาของประมุขตระกูลลู่ลู่จินอวิ๋นฉายแววยินดี เห็นได้ชัดว่าภูมิใจในตัวบุตรสาวมาก
‘ร่างเอกธาตุ’ หรือมีเพียงธาตุเดียวในร่าง หาได้ยากมากในเมืองชิงเฟิง ผู้ฝึกตนที่มีพร์เช่นนี้หากไม่เกิดอุบัติเหตุขึ้นเสียก่อน ขอเพียงมุ่งมั่นฝึกฝนไม่ย่อท้อ ย่อมทะลวงขั้นก่อ์ได้แน่อีกทั้งในอนาคต อาจจะบรรลุไปถึงขั้นสุญตาก็เป็ได้
ไม่ว่าจะเป็ตระกูลใดย่อมให้ความสำคัญกับทายาทที่มีร่างเอกธาตุ เพราะถือว่าเป็อนาคตและเสาหลักของตระกูล
เป็ที่รู้กันดี ว่านี่เป็ร่างกายที่เหมาะสมกับการฝึกพลังที่สุดแม้จะมีคำร่ำลือว่าเหนือร่างเอกธาตุคือร่างปัญจธาตุ แต่ร่างกายเช่นนั้นหาได้ยากนักทั้งเมืองชิงเฟิง ร้อยปีอาจไม่พบสักคน
รองจากร่างเอกธาตุ คือร่างพหุธาตุหรือมีสองธาตุถัดมาก็เป็ร่างไตรธาตุหรือมีสามธาตุ และเลวร้ายที่สุดก็คือร่างจตุรธาตุซึ่งมีสี่ธาตุในร่าง...
หลังจากทดสอบพลังแล้ว ลู่เหยียนหรานก็ถอนมือออกใบหน้าไม่แสดงอารมณ์ยินดียินร้าย ราวกับว่านี่มิใช่การทดสอบของตัวเอง ผลที่ออกมาจะดีหรือยอดเยี่ยมแค่ไหนนางหาได้ใส่ใจแม้แต่น้อย
“ลู่เหยียนหรานระดับการฝึกฝนของเ้าอยู่ขั้นใดแล้ว?” ลู่เซียนจือถามต่อ
“ขั้นกายเบาตอนปลายเ้าค่ะ”เด็กสาวตอบ
อันที่จริง ลู่เหยียนหรานก้าวเข้าสู่ขั้นกายเบาตอนปลายั้แ่สองปีก่อนแล้วตอนนี้นางอยู่ห่างจากขั้นล้างไขกระดูกเพียงก้าวเดียวเท่านั้น ด้วยอายุสิบหกปีเช่นนี้ถือว่ายอดเยี่ยมนัก
“ดีมาก จากนี้ไป เ้าถือว่าเป็คนของตระกูลลู่โดยสมบูรณ์!”
“นี่เป็รางวัลสำหรับการบรรลุนิติภาวะของเ้าโอสถล้างไขกระดูกสามขวด เงินสองพันเหรียญทอง ข้าหวังว่าเ้าจะมุ่งมั่นพัฒนาตัวเองต่อไปจนทะลวงขีดจำกัดของตัวเองได้ในสักวัน” ลู่เซียนจือยื่นของรางวัลให้ลู่เหยียนหราน
เมื่อได้ยินว่านางได้รับยาอายุวัฒนะล้างไขกระดูกผู้คนก็ฮือฮาขึ้นมาอีกครั้ง
โอสถล้างไขกระดูกมีค่ามากหากเทียบกับยาขวดหนึ่งแล้ว เงินสองพันเหรียญทองจะนับเป็อันใดได้
“ขอบพระคุณเ้าค่ะ”ลู่เหยียนหรานเก็บของรางวัล แล้วค้อมกายคำนับ
หลังผ่านพิธีบรรลุนิติภาวะทายาททุกคนในตระกูลจะได้รับรางวัลบางอย่าง ยิ่งฝีมือโดดเด่น ทางตระกูลก็จะมอบของที่คู่ควรให้
“ลุกขึ้นเถอะ”ลู่เซียนจือพยักหน้าแล้วโบกมือ
ลู่เหยียนหรานจึงกลับไปยืนประจำที่
“ลู่ปิน เข้ามาทดสอบระดับพลัง”ลู่เซียนจือขานชื่อคนต่อไป
เด็กหนุ่มร่างอ้วนท้วนคนหนึ่งะโออกมาจากกลุ่มคนอย่างว่องไว เขาทาบมือลงไป แล้วผลึกแก้วก็เปลี่ยนสี
“ลู่ปิน ธาตุไฟระดับสองก็ดีเหมือนกัน” ลู่เซียนจือเอ่ย
จากนั้น ทายาทตระกูลลู่ก็ทยอยกันขึ้นไปทดสอบระดับพลัง
คนรอบตัวลู่เฉินลดลงเรื่อยๆรายชื่อที่ถูกขาน ล้วนเป็ผู้ฝึกตนรุ่นเยาว์ทั้งสิ้น เหลือเพียงทายาทที่ยังไม่ปรากฏพลังธาตุเท่านั้น
กระทั่งลู่เยี่ยนถูกเรียกให้ขึ้นไปทดสอบพลังธาตุของเขาก็ออกมาดีมากเช่นกัน เป็ร่างธาตุทองระดับสอง ยิ่งกว่านั้น หากมองดูดีๆแม้ไม่อาจเทียบกับระดับหนึ่งได้ ทว่าช่องว่างกลับมิได้ห่างกันนัก โอกาสในการทะลวงขั้นก่อ์ก็ย่อมไม่ต่างเช่นกัน
ในบรรดาทายาทตระกูลลู่ที่เข้าไปทดสอบหลายคนมีธาตุสองธาตุในตัว แต่มิได้มีระดับสูงหรือโดดเด่นเป็พิเศษ
ผู้ฝึกตนรุ่นเยาว์ค่อยๆทดสอบพลังจนแล้วเสร็จ ่เวลานี้ จึงกลายเป็หัวเลี้ยวหัวต่อของทายาทที่ยังไม่ปรากฏพลังธาตุต้องเข้ามาร่วมพิธีบรรลุนิติภาวะบ้าง
ลู่เฉินซึ่งอยู่ด้านล่างมิได้มีท่าทีประหม่าเช่นผู้อื่น แม้จะมีคนคิดว่าเขาเป็ผู้ไร้พลังธาตุ ไม่สมควรเข้าร่วมการทดสอบอันสำคัญนี้ก็ตามแต่ลู่เฉินไม่จำเป็ต้องรีบพิสูจน์ตัวเอง เอาไว้หลังจากขึ้นไปทดสอบ ค่อยพูดก็ยังไม่สาย
“ลู่หยวน ขึ้นมา!”
ผู้าุโลู่เซียนจือ ขานชื่อลู่หยวนที่ยืนอยู่ข้างกายลู่เฉิน
“พี่ลู่เฉินข้าขึ้นไปก่อนนะ” ลู่หยวนพยายามระงับความวุ่นวายใจ แล้วส่งยิ้มฝืดฝืนมาให้
ไม่ช้าก็เร็ว สิ่งใดจะเกิดย่อมต้องเกิดตอนนี้ถึงตาของเขาแล้ว
“ไปเถอะ”ลู่เฉินพยักหน้า
บนแท่นทดสอบ ลู่หยวนโค้งคำนับประมุขตระกูลและบรรดาผู้าุโ
“ลู่หยวนหลังจากวันนี้ไป ถือว่าเ้าเป็ผู้ใหญ่แล้ว เ้าคงรู้กฎของตระกูลดี ว่าตัวเองไม่อาจอยู่ในตระกูลลู่ต่อไปได้ทางตระกูลจะมอบเงินส่วนหนึ่งให้ เ้าจะได้เอาไปสร้างเนื้อสร้างตัวที่อื่น”ลู่เซียนจือมองลู่หยวน และเอ่ยเสียงเนิบนาบ
ลู่หยวนใบหน้าร้อนผ่าว ด้วยมีสายตาผู้คนมากมายนับไม่ถ้วนเป็พยานรู้เห็นว่าเขาถูกขับไล่ออกจากตระกูลลู่อย่างเป็ทางการ
เขาได้ยินเสียงซุบซิบเ่าั้แม้ไม่อยากได้ยิน แต่ลู่หยวนก็พอจะเดาได้ ว่าคนเ่าั้พูดถึงตนอย่างไรบ้างเด็กหนุ่มก้มศีรษะอย่างยอมจำนน ไม่กล้าสบตาคนรุ่นเดียวกันที่กำลังเฝ้าดูอยู่
“เงินหนึ่งร้อยเหรียญทองนี้เ้าเก็บเอาไว้ให้ดี” ผู้าุโลู่เซียนจือยื่นเงินให้
“ขอบพระคุณขอรับผู้าุโเก้า” ลู่หยวนรับถุงเงินมา
เงินแค่หนึ่งร้อยเหรียญทองจะไปทำอะไรได้เขาคิด คงมอบให้เพื่อปลอบใจกระมัง
“พรุ่งนี้ เ้าเดินทางไปเมืองเหอโข่วแล้วไปรายงานตัวกับหัวหน้างานที่นั่น เขาจะเตรียมงานไว้ให้เ้า”ผู้าุโลู่เซียนจือโบกมือ ส่งสัญญาณให้ลู่หยวนออกไปได้
“ลู่หง เ้าขึ้นมา” ผู้าุโขานชื่อทายาทของตระกูลลู่ที่อยู่ด้านล่างให้ขึ้นมา
ทายาทเหล่านี้ไร้ซึ่งพลังธาตุเป็เพียงคนธรรมดาที่จะถูกจัดให้ไปทำงานรับใช้ตระกูลลู่ในพื้นที่อื่น
“ลู่เฉิน เ้าขึ้นมา”
ในที่สุด ผู้าุโลู่เซียนจือก็เรียกลู่เฉิน
ถัดจากลู่เฉิน ยังมีเด็กอีกห้าคนที่ยังมิได้รับการทดสอบ
“ดูสิ นั่นลู่เฉิน!”
“ข้าได้ยินว่าลู่เฉินเป็เด็กไร้พลังธาตุแต่เขาเป็หมอยาระดับต้น ช่างประหลาดนักที่เขายังเป็หมอยาได้ ทั้งที่เป็คนธรรมดา”
“เ้าคิดว่าคราวนี้ ลู่เฉินจะถูกไล่ออกจากตระกูลหรือไม่?”
“หากเป็ร่างไร้ธาตุเขาย่อมถูกขับออกจากตระกูลแน่ อย่างไรก็ฝึกพลังมิได้อยู่แล้ว”
“จริงอยู่ที่ลู่เฉินเป็หมอยาระดับต้นปรุงยาอายุวัฒนะหลอมกระดูกได้ ทั้งปู่ของเขายังเป็ถึงผู้าุโสาม ข้าคิดว่าท่านจะไม่ยอมให้เด็กคนนี้ถูกขับออกจากตระกูลแน่!”
สายตาผู้คนจดจ้องไปยังลู่เฉินที่กำลังเดินขึ้นไปบนเวที
บรรดาผู้าุโก็มองเขาเช่นกัน
ลู่เฉินเดินขึ้นมาบนแท่นพิธีอย่างไม่รีบร้อนและทักทายประมุขตระกูล พร้อมเหล่าผู้าุโตามธรรมเนียม
“ลู่เฉิน บิดาของเ้า ลู่อีโจวเป็ยอดฝีมือผู้โดดเด่นของตระกูลลู่ในยามนั้น อายุยี่สิบปีก็ทะลวงขั้นก่อ์ได้แล้วถือว่าเป็ผู้ฝึกตนที่มีชื่อเสียงคนหนึ่งในเมืองชิงเฟิง แม้เ้าไม่อาจฝึกพลัง แต่ก็ควรภาคภูมิใจในตัวบิดาไม่ว่าอยู่ที่ไหน เ้าต้องภูมิใจที่เกิดในสกุลลู่ รู้หรือไม่?” ผู้าุโลู่เซียนจือกล่าวเสียงเคร่งขรึม
“เงินหนึ่งร้อยเหรียญทองนี้ขอมอบให้เ้า”
“วันนี้ เ้าเดินทางไปเมืองหนิวซานก่อนเถอะ”
ลู่เซียนจือไม่เปิดโอกาสให้อีกฝ่ายพูดทั้งยังโบกมือเป็เชิงไล่
ลู่เฉินยังไม่ทันเอ่ยปากลู่เทียนซิงซึ่งนั่งประจำตำแหน่งผู้าุโอันดับสาม พลันขมวดคิ้ว ก่อนเลื่อนสายตาไปยังผู้าุโใหญ่ลู่หย่งฟาง โดยพยายามเก็บงำความขุ่นเคืองที่ปรากฏในแววตา
เมื่อต้นปี ลู่เทียนซิงได้หารือเื่นี้กับลู่หย่งฟางตอนนั้นอีกฝ่ายได้สัญญาว่าจะช่วยเด็กน้อยของเขาให้ได้อยู่ในตระกูลลู่ต่อไป
ทว่าบัดนี้ ดูเหมือนลู่หย่งฟางจะมิได้รักษาคำพูดเพราะหากเขายื่นมือเข้ามาช่วยจริงๆ ลู่เซียนจือคงไม่กล่าวเช่นนั้น
พอััได้ถึงสายตาของลู่เทียนซิงลู่หย่งฟางก็หันมามอง พลางกระตุกยิ้ม ก่อนส่ายหน้า
เขามิได้คิดจะช่วยลู่เฉินหากอยากช่วยจริง คงบอกผู้าุโเก้าไปแล้ว และลู่เซียนจือคงไม่ส่งตัวลู่เฉินไปยังเมืองยากจนอย่างหนิวซาน
“ข้าไม่เห็นด้วย!”
เมื่อเห็นท่าทางไม่อินังขังขอบของลู่หย่งฟางลู่เทียนซิงก็ยิ่งเดือดดาล เขาผุดลุกขึ้นเอ่ยเสียงดังลั่น ทำให้ทุกสายตาย้ายมาอยู่ที่เขา
คนในตระกูลลู่ส่วนใหญ่ต่างรู้ดีว่าลู่เทียนซิงเป็คนยุติธรรมผู้หนึ่ง กระทั่งหลานชายอย่างลู่เฉินลู่เทียนซิงยังไม่เคยใช้อำนาจเพื่อช่วยเขา แต่ยามนี้ลู่เทียนซิงกลับลุกขึ้นคัดค้านลู่เซียนจือ
“ผู้าุโสาม ท่านคิดว่าตัวเองเป็ใคร?” ลู่เซียนจือขมวดคิ้ว พลางมองลู่เทียนซิงอย่างไม่พอใจ
ปีนี้ ผู้าุโเก้าเป็ประธานในพิธีทว่าลู่เทียนซิงกลับะโออกมาท้าทายอำนาจเขา
“ข้าไม่เห็นด้วยกับการส่งลู่เฉินไปเมืองหนิวซานเขาควรอยู่ในตระกูลต่อ อย่างไรเสีย เด็กคนนี้ก็เป็หมอยาได้” ลู่เทียนซิงพูดเสียงเดือดดาล
เขาพูดอย่างมั่นใจ เพราะลู่เฉินหลอมโอสถชั้นดีได้ย่อมมีความสำคัญต่อตระกูลลู่ ถึงลู่หย่งฟางจะไม่ช่วย แต่ลู่เทียนซิงก็มั่นใจว่าลู่เฉินจะอยู่ในตระกูลลู่ต่อไปได้หากผู้ฝึกตนพวกนี้คิดจะขับไล่เขาออกไปจริงๆ ผลเสียคงจะตกอยู่กับตระกูลเป็แน่
สีหน้าของลู่เทียนซิงฉายแววกราดเกรี้ยวแต่ในใจมิได้โกรธมากนัก โทสะที่เขาแสดงออกมานั้น เป็การจงใจส่วนหนึ่ง ท่านผู้เฒ่าไม่เคยเปิดเผยความสามารถของหลานชายแต่บัดนี้ เขาอยากให้ใครบางคนเสียหน้าเหลือเกิน
ความจริง ก่อนที่จะไปขอให้ลู่หย่งฟางช่วยลู่เฉินเขาก็มิได้วางใจอีกฝ่ายนัก เพราะรู้ว่าลู่หย่งฟางไม่คิดจะผูกมิตรกับตน มิใช่เพียงเพราะบุตรชายเขาเคยพลั้งมือทำร้ายลูกชายอีกฝ่ายแต่ยังเป็เพราะเขาคัดค้านความคิดของลู่หย่งฟางอยู่บ่อยครั้ง
อีกอย่าง ลู่เซียนจือก็ยังสนิทกับลู่หย่งฟางมากหัวหน้าหมอยาผู้นี้ แทบจะเชื่อฟังทุกคำพูดของผู้าุโใหญ่เลยทีเดียว