ภายในห้องพลันตกอยู่ในความมืดมิดเจียงอิ๋งอิ๋งชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะร้องออกมาอย่างเสียขวัญ“เสิ่นเหยา ฉันยังไม่ขึ้นเตียงเลยนะ!”
มืดตึ๊ดตื๋อขนาดนี้เธอต้องคลำทางกลับไปเองหรืออย่างไร?
ท่ามกลางความมืดเสิ่นเหยากระตุกยิ้มที่มุมปากเล็กน้อยใบหน้าที่เคยเ็าเคร่งขรึมดูอ่อนโยนลงหลายส่วน “หลับตาลงก่อนสักพักค่อยลืมตาขึ้นมาใหม่ แล้วคุณจะมองเห็นเอง”
เจียงอิ๋งอิ๋งกึ่งเชื่อกึ่งสงสัยเธอหลับตาลงครู่หนึ่ง เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้งก็เห็นภาพรางๆภายในห้องผ่านแสงจันทร์ที่สาดส่องลอดกรอบหน้าต่างไม้เข้ามาจริงๆ
เธอเดินตรงไปยังเตียงนอนและในจังหวะที่เดินผ่านข้างกายเสิ่นเหยา เธอก็จงใจเหยียบเท้าเขาเข้าเต็มแรง“พี่เหยา ขอโทษทีนะจ๊ะ บนพื้นยังมองไม่ค่อยถนัดเลย”
เธอตั้งใจชัดๆแม้จะมีเพียงแสงจันทร์เจือจาง แต่เขาก็ยังมองเห็นดวงตาเ้าเล่ห์คู่นั้นได้ถนัดตา
มันชุ่มฉ่ำและเป็ประกาย...งดงามยิ่งกว่าแสงจันทร์เสียอีก
เสิ่นเหยารู้สึกลำคอแห้งผากขึ้นมาทันทีเขากลับหลังหันแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ “ไม่เป็ไรไม่เจ็บหรอก”
เจียงอิ๋งอิ๋งยักไหล่ก่อนจะเอนตัวลงนอนตะแคงบนเตียง ทว่ากลับไม่มีความรู้สึกง่วงงุนเลยแม้แต่น้อย
“นี่ หลับหรือยัง?”
เสิ่นเหยาส่งเสียงฮึดฮัดในลำคอ“หลับไปแล้วก็ถูกคุณกวนจนตื่นนี่แหละ!”
เจียงอิ๋งอิ๋งใช้มือยันศีรษะไว้พลางกะพริบตาปริบๆ มองไปยังเงาร่างของคนที่นอนขดตัวอยู่บนพื้น“งั้น... เรามาคุยกันหน่อยไหม?”
เสิ่นเหยานิ่งเงียบไปพักหนึ่งก่อนจะเอ่ยขึ้น“เื่ขายเสื้อผ้าในอีกสามวันข้างหน้างั้นหรือ?”
เจียงอิ๋งอิ๋งพยักหน้าก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าเขามองไม่เห็น จึงวางแขนลงแล้วนอนฟุบลงไป“วันนี้ต้นทุนคือสิบห้าหยวนรวมกับค่าแรงที่จะจ่ายในวันพรุ่งนี้และมะรืนอีก 2 หยวนแล้วต้องบวกค่าผ้าที่พี่สามให้มาด้วย คิดเป็เลขกลมๆ ก็สักยี่สิบหยวนแล้วกัน”
“ดังนั้นต้นทุนรวมคือสามสิบเจ็ดหยวนเสื้อผ้าพวกนี้หลังจากหักเงินค่าจักรเย็บผ้าออกแล้วฉันคาดว่าจะยังเหลือเงินอีกประมาณสี่สิบถึงห้าสิบหยวน”
“เมื่อหักต้นทุนแล้ว เบื้องต้นน่าจะมีกำไรประมาณสิบหยวนตามที่เราตกลงกันไว้ในวันนั้น ฉันจะแบ่งให้คุณสองหยวน ที่เหลือเป็ของฉันทั้งหมด”
การคำนวณบัญชีของเธอนี่...ไม่ไปปล้นเขากินก็นับว่าน่าเสียดายความสามารถจริงๆ!
เดิมทีเสิ่นเหยาไม่ได้คิดจะเอาเงินของเธออยู่แล้วแต่พอได้ยินเธอพูดเช่นนี้ เขากลับเริ่มจริงจังขึ้นมา“ราคาตลาดของจักรเย็บผ้าคือหนึ่งร้อยยี่สิบหยวนส่วนนี้ไม่นับรวมในกำไรหรอกหรือ?”
“อีกอย่าง คุณก็แค่บอกว่า ‘คาดว่า’ สุดท้ายจะได้กำไรเท่าไรก็ยังไม่รู้แน่ชัด”
เจียงอิ๋งอิ๋งกลอกตามองพลางเอ่ย“พี่เหยา พูดแบบนี้ก็ไม่ถูกนะคะจักรเย็บผ้าต้องนับเป็ต้นทุนการผลิตในครั้งหน้าสิจะมานับรวมในกำไรครั้งนี้ได้ยังไง?”
ส่วนเื่ที่จะได้กำไรจริงเท่าไรนั้นเธอปิดปากเงียบไม่ยอมพูดถึง
เพราะอย่างไรเสียเธอก็ตั้งใจจะจ่ายแค่สองหยวนนั่นแหละ...
เสิ่นเหยาหัวเราะเยาะในลำคอ“ไม่ต้องคอยระแวงผมขนาดนั้นหรอก ถึงผมจะตกอับแค่ไหนก็ไม่มีทางจ้องจะเอาเงินของผู้หญิงแน่”
เจียงอิ๋งอิ๋งรีบตะครุบกระเป๋าเงินใบเล็กของตัวเองไว้พลางพึมพำเบาๆ “ก็คุณบอกเองว่าวันข้างหน้าจะหย่านี่นานี่มันทรัพย์สินส่วนตัวนะ แบ่งครึ่งไม่ได้หรอก”
หย่าหรือ?
รอยยิ้มที่มุมปากของเสิ่นเหยามลายหายไปเขากลับตัวนอนตะแคงไปอีกทางแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงเ็า“ต่างคนต่างหากันอยู่แล้ว คุณวางใจเถอะภายในสามปีผมจะหย่ากับคุณแน่นอน!”
เจียงอิ๋งอิ๋งแสร้งทำปากยื่น“พี่เหยา ยังไงเราก็ถือว่าเป็สามีภรรยากัน ในเมื่อคุณไม่ชอบฉันฉันก็คงรั้งไว้ไม่ได้”
พูดจบเธอก็เปลี่ยนน้ำเสียงทันควัน“ตกลงตามนี้เลยนะ สามปีหย่า ใครไม่หย่าคนนั้นเป็หมา!แล้วเื่เงินของเราก็ห้ามมายุ่งเกี่ยวกันด้วย!”
เมื่อครู่ยังทำท่าเหมือนอาลัยอาวรณ์แต่ประโยคต่อมากลับดูเร่งรีบอยากจะหย่าเสียเต็มประดา
เสิ่นเหยาเค้นเสียงหัวเราะอย่างเย้ยหยัน“ในสามปีนี้ ขอแค่คุณไม่ทำให้พ่อแม่ผมลำบากใจเื่อื่นคุยกันได้ทั้งนั้น”
เธอน่ะเป็เด็กสาวผู้จิตใจดีนะจะไปรังแกคนแก่ได้ยังไง? อีกอย่างหลี่เสวี่ยเหลียนกับเสิ่นชิ่งหงก็ดีกับเธอตั้งขนาดนี้...
การสนทนาสิ้นสุดลงเมื่อเจียงอิ๋งอิ๋งได้รับคำยืนยันที่พอใจแล้ว ไม่นานก็นอนหลับฝันดีอย่างมีความสุข
คราวนี้คนที่นอนไม่หลับกลับกลายเป็เสิ่นเหยาเสียเองเขาฟังเสียงลมหายใจแ่เบาที่ดังมาจากบนเตียง ใบหน้าเรียบเฉยไร้ความรู้สึก
เวลาสามปี...เขาจะจัดการเื่พ่อแม่ให้เรียบร้อยแล้วออกไปเผชิญโลกกว้างข้างนอกหากสร้างเนื้อสร้างตัวได้ก็นับว่าดีที่สุด แต่ถ้าไม่ได้เขาก็จะกลับมาเฝ้าผืนดินแห่งนี้ ดูแลพ่อแม่และใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายต่อไป
ส่วนผู้หญิงอย่างเจียงอิ๋งอิ๋งที่ทั้งเ้าเล่ห์ี้เี ตะกละ และลื่นเป็ปลาไหลแบบนี้ ไม่ใช่คุณลักษณะของสะใภ้ที่ดีเลยจริงๆ...
ทว่าสายตาที่ทอดมองไปยังเตียงนอนนั้นกลับไม่อาจละจากไปได้เลย...
เช้าวันต่อมาเจียงอิ๋งอิ๋งผู้ ‘เ้าเล่ห์ ี้เีและตะกละ’ ในสายตาเสิ่นเหยากว่าจะลืมตาตื่นก็ปาเข้าไปเจ็ดโมงเช้าแล้วและข้างนอกก็มีฝนตกลงมาจริงๆ เสียด้วย
พอเธอจัดการเสื้อผ้าเรียบร้อยเสิ่นเหยาก็ผลักประตูเข้ามา เมื่อเห็นว่าเธอยังไม่สวมแม้แต่รองเท้าเขาก็อดที่จะค่อนขอดไม่ได้ “คนงานที่คุณจ้างมาน่ะเขามารอตั้งครึ่งชั่วโมงแล้ว คุณนี่ช่างสำราญเสียจริง!”
เจียงอิ๋งอิ๋งขมวดคิ้ว“แล้วทำไมไม่ปลุกฉันล่ะ?”
เสิ่นเหยาแค่นหัวเราะ“คุณเป็เถ้าแก่เนี้ย ใครเขาจะกล้าเรียก?”
เจียงอิ๋งอิ๋งนวดคลึงหัวคิ้วอย่างจนใจ“พี่เหยา งั้นคุณก็น่าจะเรียกฉันสักคำสิ!ปล่อยให้คนอื่นเขารอแบบนี้มันน่าเกลียดออก!”
ได้ยินดังนั้นใบหน้าของเสิ่นเหยาก็ยิ่งดูแย่ลงไปอีก“ผมเรียกแล้ว คุณจะลุกไหมล่ะ?”
เขาเรียกเธอไปแล้วรอบหนึ่งจริงๆแต่ผลคือแม่คุณไม่แม้แต่จะลืมตา หลับหูหลับตาพ่นคำว่า“ไปให้พ้น” ออกมาคำหนึ่ง...
เมื่อเจียงอิ๋งอิ๋งสวมรองเท้าเดินเข้าไปในห้องโถงกลางก็เห็นเสี่ยวฮวานั่งคุยอยู่กับเสี่ยวอวิ๋นพอเห็นเจียงอิ๋งอิ๋งเธอก็รีบลุกขึ้นยืนทันทีก้มหน้าก้มตาไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าสบตา
เสี่ยวฮวาอายุไล่เลี่ยกับเสิ่นเสี่ยวอวิ๋นแต่รูปร่างเตี้ยและผอมแห้ง ดูแล้วเหมือนเด็กอายุเพียงสิบกว่าขวบเท่านั้น
ผมของเธอเหลืองกรอบใบหน้าหมองคล้ำไร้สง่าราศีร่างกายที่เล็กจิ๋วทำให้เจียงอิ๋งอิ๋งรู้สึกผิดขึ้นมาทันทีราวกับว่าเธอกำลังใช้แรงงานเด็กอย่างไรอย่างนั้น
“นี่... เธอไหวแน่หรือ?”
เมื่อได้ยินน้ำเสียงที่ไม่มั่นใจของเจียงอิ๋งอิ๋งเสี่ยวฮวาก็รีบเงยหน้าขึ้นพูด “พี่... พี่เจียงหนูทำได้จ้ะ! งานฝีมือเย็บปักถักร้อยหนูเก่งมากเลยนะจ๊ะ!”
เสิ่นเสี่ยวอวิ๋นที่อยู่ข้างๆก็พยักหน้าสำทับ “พวกเสื้อผ้าถุงเท้าที่บ้านเธอก็เป็คนทำเองหมดเลยฝีมือดีกว่าฉันอีกค่ะพี่สะใภ้!”
เจียงอิ๋งอิ๋งมองเธออีกครั้ง“อยู่ที่นี่ให้ก้มหน้าก้มตาทำแต่งานอย่าถามหรือสงสัยเื่อะไรทั้งนั้น ออกไปข้างนอกก็ห้ามพูดอะไรมั่วซั่วไม่อย่างนั้นจะไม่มีคำว่า ‘ครั้งหน้า’ อีก”
เสี่ยวฮวารีบตะครุบปากพยักหน้าหงึกๆ อย่างแรง
ที่บ้านเธอมีพี่น้องผู้หญิงสี่คนมีน้องชายเพียงคนเดียว พี่สาวสามคนแต่งงานออกเรือนไปกันหมดแล้วตอนนี้เธอเป็ลูกสาวคนเดียวที่เหลืออยู่ในบ้าน
และเป็ทาสที่ใครจะทุบตีหรือด่าว่าอย่างไรก็ได้...
เมื่อคืนเธอยังได้ยินพ่อแม่ปรึกษากันว่าพอผ่านพ้นปีใหม่ไปจะยกเธอให้แต่งกับเฉินเหล่าซานจากหมู่บ้านข้างๆตาแก่ที่ทำภรรยาตายไปแล้วถึงสามคนนั่น!
เธอไม่อยากไปพอได้ยินเสิ่นเสี่ยวอวิ๋นชวนให้มาทำงาน เธอจึงคิดว่าถ้าหากเธอหาเงินได้เองพ่อแม่ก็อาจจะเสียดายจนไม่กล้าส่งเธอไปแต่งงานก็ได้
เจียงอิ๋งอิ๋งกระแอมเบาๆ“งั้นฉันไปกินข้าวก่อน เธอรอสักครู่นะ”
เสิ่นเสี่ยวอวิ๋นรีบพูดขึ้น“พี่สะใภ้ ฉันกินอิ่มแล้วค่ะงั้นฉันพาเสี่ยวฮวาเข้าไปดูพวกเศษผ้าพวกนั้นก่อนนะ จะได้ทำความคุ้นเคย!”
“ก็ดีเหมือนกัน”
ใบหน้าจิ้มลิ้มของเจียงอิ๋งอิ๋งมีความกระดากอายเล็กน้อยนี่เพิ่งจะเจ็ดโมงเองนะ เธอไม่ได้ตื่นสายเสียหน่อย...
สายฝนด้านนอกเริ่มตกลงมาหนักขึ้นเรื่อยๆหลี่เสวี่ยเหลียนสวมงอบเดินออกมาจากห้องครัว พอเห็นอิ๋งอิ๋งก็ยิ้มพลางกล่าวว่า“แม่เอาข้าวไปอุ่นไว้ให้แล้ว รีบไปกินเถอะลูก!”
เจียงอิ๋งอิ๋งรู้สึกผิดยิ่งกว่าเดิมอีกแม่แท้ๆ ในชาติก่อนของเธอยังไม่เคยดีกับเธอขนาดนี้เลย...
วันๆเอาแต่พร่ำสอนสั่งว่า อย่าไปทำให้พ่อเลี้ยงโกรธนะ อย่าไปทำให้พี่ชายโมโหนะ...
เธอไม่เป็โรคซึมเศร้าก็นับว่าเป็ปาฏิหาริย์เหลือเกินแล้ว
พอเธอนั่งลงหลี่เสวี่ยเหลียนก็คีบไข่ต้มปอกเปลือกขาวนวลฟองหนึ่งวางลงในชามของเธอ“แม่ได้ยินเสี่ยวอวิ๋นบอกว่า สองวันนี้ลูกมีงานต้องทำเยอะ กินเยอะๆหน่อยนะลูก!”
พูดจบหลี่เสวี่ยเหลียนก็เช็ดมือกับผ้ากันเปื้อนแล้วลดเสียงต่ำลง“อิ๋งอิ๋ง ลูกจะให้ค่าจ้างแม่หนูเสี่ยวฮวานั่นหนึ่งหยวนจริงๆหรือจ๊ะ?”