ระบบกลืนกินระดับเทพ : เส้นทางวิวัฒนาการของตัวข้าผู้เป็นสัตว์อสูร (อ่อนแอ)

    เล่มที่ 3 บทที่ 81 นักศึกษาของฉัน แล้วไง? มีปัญหาเหรอ?

            “จืออวี๋!”

            ซินซวงใจหายวาบเมื่อสัมผัสได้ถึงเจตนาฆ่าที่พุ่งพล่านออกมาจากตัวเจียงจืออวี๋

            เธอรู้ซึ้งถึงผลพวงที่จะตามมาเป็นอย่างดีและเมื่อเห็นว่าเจียงจืออวี๋ไม่มีทีท่าจะรามือเลยสักนิด หัวใจเธอก็ยิ่งบีบรัดรีบตะโกนปรามหวังจะให้รุ่นน้องเรียกสติกลับคืนมาบ้าง

            การดวลกันน่ะไม่มีปัญหาเพราะต่างก็เป็นนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยชั้นยอดด้วยกันทั้งคู่ต่อให้การทะเลาะวิวาทจะเป็นข้อห้ามเด็ดขาดในเมืองผู้ฝึกยุทธ์แต่ตราบใดที่ไม่มีคนตาย เรื่องนี้ก็เป็นแค่ปัญหาระหว่างสถาบัน

            ทว่าตอนนี้เจียงจืออวี๋กลับบังเกิดจิตสังหารเรื่องราวมันจึงเปลี่ยนไปคนละทิศละทาง

            การทำร้ายร่างกายกับการฆ่าคนนั้น...มันหนังคนละม้วน!

            เธอไม่เข้าใจเลยว่าด้วยนิสัยของเจียงจืออวี๋ทำไมถึงจ้องจะเอาชีวิตอีกฝ่ายเพียงเพราะเรื่องผิดใจกันเล็กน้อยแบบนี้

            แต่เจียงจืออวี๋กลับไม่มีทีท่าจะหยุดเพราะเสียงเรียกของซินซวงปลายหอกยังคงล็อกเป้าหมายที่ศีรษะของคู่กรณี ระยะห่างถูกดึงเข้าหาอย่างรวดเร็วเพียงแค่กะพริบตาเดียวมันย่อมแทงทะลุได้อย่างแน่นอน!

            ทว่าในวินาทีนั้นเองเสียงคำรามลั่นพลันระเบิดขึ้นข้างหูของทุกคน

            “แกกล้าเหรอ!”

            พร้อมกับเสียงตะโกนนั้นคือเสียงปะทะกันของโลหะที่ดังสนั่น

            เจตจำนงหอกที่เดิมทีดูจะไร้ผู้ต้านทานของเจียงจืออวี๋กลับถูกหมัดข้างหนึ่งรับไว้ได้อย่างง่ายดาย

            ปลายหอกปะทะเข้ากับหมัดนั้นแต่กลับไม่อาจขยับรุกคืบไปได้แม้แต่ครึ่งนิ้วกระทั่งตัวหอกเองยังเริ่มโค้งงอด้วยแรงมหาศาล ก่อนจะดีดสะท้อนกลับไปอย่างรุนแรง

            ร่างที่พุ่งทะยานของเจียงจืออวี๋ชะงักกึกก่อนจะกระเด็นถอยหลังไปตามแรงเหวี่ยงเธอวาดส่วนโค้งกลางอากาศแล้วปรับท่าทางลงสู่พื้นได้อย่างมั่นคง

            “วึ่ง...”

            ปลายหอกปักลงบนพื้นไม้อีกครั้งพร้อมเสียงสั่นสะเทือนเบาๆ

            ภาพที่เห็นทำให้ทุกคนถึงกับใจสั่น

            หอกนั้นของเจียงจืออวี๋แม้แต่แม่ทัพยุทธ์ระดับต้นยังไม่กล้ารับตรงๆ แต่ผู้มาใหม่กลับกล้าใช้หมัดเปล่าๆเข้าต้านทาน

            ที่น่าทึ่งกว่านั้นคือเขารับมันไว้ได้จริงๆและยืนหยัดนิ่งสนิทไม่ขยับเขยื้อนเลยแม้แต่ก้าวเดียว

            กลับกันเจียงจืออวี๋ที่สะสมพลังมาอย่างดี กลับเป็นฝ่ายถูกแรงสะท้อนซัดจนกระเด็นออกมา

            เพียงการแลกเปลี่ยนกระบวนท่าสั้นๆก็ทำให้ทุกคนในที่นั้นตระหนักถึงความห่างชั้นของพลัง

            ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าคนที่ทำให้เจียงจืออวี๋เสียท่าได้ขนาดนี้อย่างน้อยต้องเป็นแม่ทัพยุทธ์ระดับสูง หรืออาจจะเป็นระดับโหวแห่งยุทธ์เลยก็ได้!

            เมื่อคิดได้ดังนั้นสีหน้าของซินซวงและจางสิงก็เคร่งขรึมลงทันที

            ทว่าต่างจากกลุ่มของเจียงจืออวี๋พวกนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยสายต่อสู้นครปีศาจกลับมีสีหน้าดีใจสุดขีดเมื่อเห็นผู้มาใหม่

            “คณบดี!”

            คำว่าคณบดีที่หลุดออกมาทำเอาสีหน้าที่เคร่งเครียดอยู่แล้วของซินซวงและจางสิงยิ่งย่ำแย่ลงไปอีก

            ถ้าเป็นการทะเลาะวิวาททั่วไปคงไม่เท่าไหร่เพราะในฐานะคณบดี อย่างน้อยเขาก็ต้องรักษาภาพพจน์ตัวเองบ้าง

            การรังแกเด็กน่ะมันไม่ใช่เรื่องน่าภูมิใจถ้าเรื่องแพร่งพรายออกไป

            แต่ประเด็นคือเรื่องนี้มันไม่ใช่แค่การทะเลาะวิวาทธรรมดาๆ

            ท่าทางของเจียงจืออวี๋เมื่อครู่ชัดเจนว่าเธอจงใจจะเอาชีวิตนักศึกษาของเขา

            ในสถานการณ์เช่นนี้ต่อให้ฝ่ายตรงข้ามจะลงมือสั่งสอนเพียงเล็กน้อย ก็คงไม่มีใครกล้าคัดค้านอะไรได้

            เป็นไปตามคาดเสียงแค่นเย็นชาดังขึ้นพร้อมกับแรงกดดันพลังเลือดระดับที่เรียกได้ว่าสยองขวัญแผ่กระจายไปทั่วทั้งโรงเหล้าทันที

            พวกที่พลังฝีมืออ่อนด้อยกว่าอย่างผู้ฝึกยุทธ์ระดับหนึ่งหรือระดับสอง ถึงกับมีเหงื่อเย็นผุดพรายเต็มหน้าผากแต่ยังดีที่มีพลังเลือดคุ้มกายอยู่จึงยังพอประคองตัวไว้ได้

            ทว่าในที่นี้ยังมีคนธรรมดาอยู่คนหนึ่ง!

            จ้าวมู่เสวี่ยพนักงานเสิร์ฟสาวคนนั้น ทนแรงกดดันไม่ไหวจนเข่าทรุดลงกระแทกพื้นดังสนั่น!

            “หวังเหมิ่ง!”

            เมื่อเห็นหลานสาวตกอยู่ในสภาพนั้นชายชราแขนเดียวก็ไม่อาจทนเฉยได้อีกต่อไป

            เขาส่งเสียงตวาดกร้าวทำให้คณบดีแห่งมหาวิทยาลัยสายต่อสู้นครปีศาจที่ยืนอยู่ไม่ไกลเหลือบสายตามองมา

            ดวงตาของเขาฉายแววโหดเหี้ยมแวบหนึ่งแต่คำพูดที่หลุดออกมากลับแฝงไปด้วยความดูแคลน

            “หือ? นี่ไม่ใช่ราชันหอกจ้าวหรอกเหรอเนี่ย?”

            “แกมาทำอะไรที่นี่ล่ะ? ถึงกับมาเปิด...โรงเหล้าเฮงซวยนี่เลยเหรอ?”

            ใครๆก็ฟังออกว่าคำพูดของหวังเหมิ่งนั้นเต็มไปด้วยการยั่วยุและประชดประชัน

            และท่าทางแบบนี้ก็ดูไม่เหมือนคนรู้จักที่บังเอิญมาเจอกันเลยสักนิดแต่มันเหมือนกับว่าเขารู้อยู่ก่อนแล้วว่าอีกฝ่ายอยู่ที่นี่

            ถ้าถึงตอนนี้ยังดูไม่ออกว่าเกิดอะไรขึ้นพวกเขาก็คงจะทึ่มเกินไปแล้ว

            โรงเหล้าในเมืองผู้ฝึกยุทธ์มีตั้งมากมายแต่นักศึกษาจากนครปีศาจกลับเจาะจงมาร้านนี้

            ห้องส่วนตัวชั้นบนก็ไม่นั่งแต่จะบีบให้เจ้าของร้านไล่ที่คนอื่นออกให้ได้เมื่อบวกกับตัวแปรอย่างคณบดีหวังเหมิ่งที่ปรากฏตัวขึ้นพอดี และท่าทีแบบนั้น...

            พอลองย้อนนึกดูดีๆทุกอย่างมันช่างดูจงใจและประจวบเหมาะจนเกินไป

            หากไม่มีพวกเจียงจืออวี๋โผล่มาขัดจังหวะเรื่องราวคงจบลงที่นักศึกษานครปีศาจทะเลาะกับเจ้าของร้านจนมีการปะทะกันจากนั้นคณบดีนครปีศาจก็จะปรากฏตัวออกมาเพื่อ ‘คืนความเป็นธรรม’ให้กับลูกศิษย์ตัวเอง

            และถ้าเป็นไปตามบทนี้ก็คงไม่มีใครสงสัยอะไรเลยด้วยซ้ำ นั่นแหละคือจุดที่น่ากลัวที่สุด

            สองคนนี้มีแค้นต่อกันงั้นเหรอ?

            สายตาของทุกคนจับจ้องสลับไปมาระหว่างชายชราแขนเดียวกับหวังเหมิ่ง

            แม้ทั้งคู่จะดูอายุมากแล้วแต่หวังเหมิ่งดูจะกระปรี้กระเปร่าและมีพลังเลือดที่หนาแน่นมหาศาล

            มันไม่สมเหตุสมผลเลยคนหนึ่งเป็นแค่เจ้าของโรงเหล้าเล็กๆ แถมยังเสียแขนไปข้างหนึ่งแต่อีกคนเป็นถึงคณบดีมหาวิทยาลัยสายต่อสู้นครปีศาจ และดูจากแรงกดดันพลังเลือดนี้หวังเหมิ่งต้องอยู่ในระดับโหวแห่งยุทธ์แน่นอน

            คนระดับนี้จะไปมีแค้นอะไรกับเจ้าของร้านเหล้ากัน?

            แต่ไม่นานนักพวกเขาก็ได้รับคำตอบ

            “ฉันอุตส่าห์หนีมาซ่อนตัวถึงขนาดนี้แล้ว แกก็ยังไม่คิดจะปล่อยฉันไปอีกเหรอ!”

            ชายชราแขนเดียวขมวดคิ้วจ้องหวังเหมิ่งแววตาแฝงไปด้วยความเจ็บปวด

            คำพูดนี้ทำให้ความโหดเหี้ยมในตาของหวังเหมิ่งเข้มข้นขึ้นไปอีกทว่าวินาทีต่อมาเขากลับแสยะยิ้มเย็น สีหน้ากลับมาเป็นปกติ

            “แกคิดมากไป ฉันก็แค่บังเอิญผ่านมาแล้วก็เห็นลูกศิษย์ตัวเองเกือบจะโดนฆ่าตายเลยต้องจำใจยื่นมือเข้ามาช่วยเท่านั้นแหละ”

            “เรื่องของเรา ไว้ฉันค่อยไปคิดบัญชีกับแกทีหลัง”

            “ตอนนี้ ฉันมีเรื่องอื่นที่ต้องจัดการก่อน!”

            พูดจบหวังเหมิ่งก็เลื่อนสายตาไปหยุดอยู่ที่เจียงจืออวี๋

            เขามองเด็กสาวในชุดยุทธวิธีสีดำที่มีแววตาเรียบเฉยจนเกือบจะเย็นเยือกก่อนจะเอ่ยขึ้นอีกครั้ง

            “เป็นนักศึกษาด้วยกันแท้ๆ แถมยังอยู่ในเมืองผู้ฝึกยุทธ์”

            “เพียงแค่มีปากเสียงกันนิดหน่อยก็ลงมือรุนแรง ถึงขั้นใช้ท่าสังหาร”

            “ถ้าฉันไม่บังเอิญผ่านมาวันนี้ลูกศิษย์ของฉันคงต้องจบชีวิตลงด้วยน้ำมือของเธอไปแล้ว”

            “ทำตัวไม่เห็นหัวกฎหมายแบบนี้ อาจารย์ที่สุ่ยมู่ของเธอคือใคร!”

            “ฉันอยากจะถามนักว่า เขาสั่งสอนนักศึกษายังไง!”

            แย่แล้ว!

            เมื่อได้ยินคำพูดนี้ซินซวงและจางสิงก็รู้ทันทีว่าอีกฝ่ายไม่คิดจะจบเรื่องนี้ง่ายๆแถมยังสวมรอยป้ายความผิดให้เสร็จสรรพ

            จากเดิมที่ลูกศิษย์ตัวเองเป็นฝ่ายระรานกลับกลายเป็นว่าเจียงจืออวี๋ลงมือเกินกว่าเหตุ

            หากฝ่ายนั้นจะเอาเรื่องให้ถึงที่สุดเรื่องนี้คงจัดการได้ยากยิ่ง

            อย่างน้อยระดับของพวกเธอก็ไม่มีทางรับมือกับการตั้งแง่ของคนระดับนี้ได้เลย

            ยังไงเขาก็เป็นถึงคณบดีมหาวิทยาลัยสายต่อสู้นครปีศาจคำพูดของเขาย่อมมีน้ำหนักมหาศาล

            ทว่าในวินาทีถัดมาเสียงหนึ่งก็ดังขึ้น ทำให้ร่างกายที่เกร็งเครียดของซินซวงและจางสิงผ่อนคลายลงทันที

            “นักศึกษาของฉัน แล้วไง? มีปัญหาเหรอ?”

             

    คล้ายกับเรื่องระบบกลืนกินระดับเทพ : เส้นทางวิวัฒนาการของตัวข้าผู้เป็นสัตว์อสูร (อ่อนแอ) ที่คุณอ่าน