ทางประจิมทิศของเมืองฉางอัน
หากเทียบกับถนนจูเชว่ที่แสนครึกครื้น ที่นี่ย่อมสู้ไม่ได้อยู่แล้วแต่หากนำไปเทียบกับถนนเส้นอื่นๆ ภายในเมือง ที่นี่ก็ถือเป็นสถานที่ที่ไม่เลว
ด้านในสุดของถนน มีโรงเตี๊ยมที่แสนธรรมดาตั้งอยู่แห่งหนึ่ง
กิจการของที่นี่เงียบเหงาเหลือเกิน สภาพของโรงเตี๊ยมก็ธรรมดามากเช่นกันหรือจะพูดอีกแบบก็คือ มันมีคุณภาพค่อนข้างต่ำก็ว่ไม่ผิดนักเจ้าของโรงเตี๊ยมจ้างให้ช่างไม้ธรรมดาๆ ทำป้ายหน้าร้านให้มันจึงทั้งบิดทั้งเอียงเช่นนี้ โดยบนนั้นมีคำว่า ‘หงยุ่น’สลักอยู่
นั่นเป็นชื่อของโรงเตี๊ยมแห่งนี้
เมืองฉางอันมีโรงเตี๊ยมเช่นนี้อยู่มากมาย โดยลูกค้าส่วนมากมักเป็นกลุ่มพ่อค้าหรือองครักษ์รับจ้างที่ผ่านทางมาเท่านั้นเพราะไม่มีเงินมากพอที่จะเข้าพักในโรงเตี๊ยมชั้นเลิศ จึงเลือกพักในโรงเตี๊ยมราคาถูกเช่นโรงเตี๊ยมแห่งนี้แทน
และเมื่อสี่วันก่อน โรงเตี๊ยมแห่งนี้ก็รับกลุ่มลูกค้าที่ดูไม่ธรรมดาเข้ามาสี่คน
ที่บอกว่าไม่ธรรมดา เพราะครั้นจะบอกว่าพวกเขาเป็นพ่อค้าพวกเขาก็มาตัวเปล่า มิได้พกสินค้าใดมาด้วย แต่ครั้นจะบอกว่าเป็นองครักษ์รับจ้างพวกเขาก็ไม่มีรถสำหรับขนของ หรือส่งลูกค้าอีก
ทว่าสิ่งที่แปลกที่สุดก็คือ นับแต่เข้าพัก พวกเขาก็ไม่ออกไปไหนอีกเลยแม้แต่อาหาร ยังสั่งให้พนักงานนำไปให้เมื่อถึงเวลาเท่านั้น
แน่นอนว่าเจ้าของโรงเตี๊ยมต้องรู้สึกแปลกใจอยู่แล้ว
ทว่าในหน้าหนาวเช่นนี้ กิจการของโรงเตี๊ยมมักจะเงียบเหงาเสมอ ดังนั้น แค่พวกเขาจ่ายเงินก็ไม่เห็นต้องไปสนใจว่าพวกเขาเป็นใครมาจากไหน
ขณะนี้ ทั้งสี่กำลังรวมตัวอยู่ภายในห้องห้องหนึ่งและกำลังถกเถียงเรื่องบางอย่างอยู่ในนั้น
“ศิษย์พี่! ท่านจะนิ่งดูดายปล่อยเขาตายจริงๆ หรือ?”ชายผู้มีเส้นผมขาวโพลน ทว่ากลับมีใบหน้าอ่อนเยาว์ลุกขึ้นยืนแล้วตะโกนใส่ชายใบหน้าเย็นยะเยือกผู้แบกหอกคู่เอาไว้ด้านหลังซึ่งนั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม
“ทำไม เจ้าอยากช่วยเขาหรือ?” ชายผู้แบกหอกคู่เงยหน้ามองเขาเพียงครู่หนึ่งจากนั้นก็ยกแก้วน้ำชาขึ้นจิบเบาๆ แล้วถามด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือก
“แน่นอน!เขาเป็นศิษย์หลานของเรานะ เราเป็นคนสำนักเดียวกัน จะไม่ช่วยกันได้อย่างไร?” ชายผมขาวตอบออกไปอย่างมั่นใจ “ข้างนอกลือกันไปทั่ว ว่าองค์จักรพรรดิกับซือหม่าสวี่ตกลงกันเอาไว้ว่าหากครบกำหนดสามวันแล้วยังหาหลักฐานมายืนยันว่าเขาไม่ใช่สายลับของเผ่าปีศาจไม่ได้ก็จะสั่งให้คนจับกุมเขาทันที เมื่อหลายวันก่อน ศิษย์หลานฆ่าศิษย์จากสำนักอื่นไปหลายร้อยคนแม้แต่อินซานโจ๋ว หม่าอันเยี่ยน และจางจื่อวู่ก็ยังถูกฆ่าตายในสำนักเทียนหลานเมื่อซือหม่าสวี่หาโอกาสได้ เขาไม่มีทางปล่อยศิษย์หลานไปง่ายๆ แน่”
“นั่นเป็นเรื่องของเขา เกี่ยวอะไรกับข้า?” ชายผู้นั้นยังคงใจแข็ง
“ศิษย์พี่!”ชายผมขาวนึกโมโห เขาเตรียมจะพูดบางอย่างออกมา แต่หญิงที่นั่งอยู่ข้างกันก็เอ่ยขัดขึ้นเสียก่อน
“ศิษย์พี่ ดาบเก้าผจญกับกระบี่สิบทิศยังอยู่กับเขา ไม่ว่าอย่างไรเราก็ปล่อยให้อาวุธศักดิ์สิทธิ์ของสำนักเทียนหลานตกไปอยู่ในมือคนอื่นไม่ได้เด็ดขาดดังนั้น...”
“หืม?” ชายหอกคู่ขมวดคิ้ว พลางหันไปมองหญิงผู้นั้นราวกำลังแปลกใจที่นางเอ่ยเช่นนั้นออกมา
อีกด้าน คนในชุดสีแดงที่มีชุดยาวปกคลุมอย่างแน่นหนาจนไม่อาจมองเห็นใบหน้าซึ่งนั่งอยู่ข้างกันก็เริ่มพูดขึ้นเช่นกัน “ข้ารู้ว่าศิษย์พี่อยากตามหาทายาทของอาจารย์เทียนจีให้พบแต่เรายังไม่มีเบาะแส หรือข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้ ส่วนซูฉางอัน ไม่ว่าอย่างไร เขาก็เป็นทายาทของศาสตร์แห่งเหยากวงเรื่องของศิษย์น้องทิงอวี่ก็ไม่เกี่ยวอะไรกับเขาเราจะปล่อยให้ศาสตร์แห่งเหยากวงสูญสิ้นลงต่อหน้าต่อตาหรือไร? หากเป็นเช่นนั้น ในอนาคต เราจะไปที่ทะเลแห่งหมู่ดาวและเผชิญหน้ากับอาจารย์ทั้งหลายได้อีกหรือ?”
คำพูดของชายชุดแดงดูจะมีน้ำหนักมากชายหอกคู่จมเข้าสู่ห้วงแห่งความคิดในที่สุด กระทั่งหลายอึดใจต่อมาในที่สุดเขาก็เงยหน้าขึ้น แล้วมองคนทั้งหลายอีกครั้ง “ได้ พรุ่งนี้พวกเราไปพบคนที่ชื่อซือหม่าสวี่พร้อมกัน! ข้าก็อยากรู้เหมือนกัน ว่าอัครมหาเสนาบดีแห่งแผ่นดินต้าเว่ยผู้นี้เก่งกาจมากเพียงไหน!”
เวลาล่วงเลยมาจนถึงยามดึกตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่ทราบ
พรุ่งนี้ก็ครบกำหนดสามวัน ตามที่องค์จักรพรรดิตกลงกับซือหม่าสวี่แล้ว
แม้เรื่องของหลงเซี่ยงจวินจะเรียบร้อยแล้ว แต่มู่กุยอวิ๋นก็ยังไม่กลับมาเสียที
ซูฉางอันไม่รู้ว่าเขาเจอปัญหาอะไร ทำให้กลับมาไม่ได้หรือเปล่า แต่ตอนนี้สิ่งเดียวที่เขาทำได้มีเพียงรอต่อไปเท่านั้น
ในที่สุด เซี่ยโหวฟ่งอวี้ก็กลับมาอยู่ในสำนักอีกครั้ง ซูฉางอันดูออก ว่านางผิดหวังไม่น้อยที่ซูฉางอันปฏิเสธข้อเสนอขององค์จักรพรรดิแต่ถึงกระนั้น นางก็ยังเลือกที่จะย้ายกลับมาในสำนัก เพราะนางรู้ดีว่าพรุ่งนี้ซูฉางอันต้องเจอกับด่านที่ยากลำบากกว่าครั้งไหนๆ ที่ผ่านมา
แม้นางจะช่วยอะไรไม่ได้ แต่นางก็อยากจะเผชิญมันร่วมกับเขา
นั่นทำให้ซูฉางอันทั้งรู้สึกผิด และซาบซึ้งใจเหลือเกิน เดิมทีเขาอยากพูดบางอย่างกับนาง แต่ก็ถูกนางหยุดเอาไว้ก่อน
“หากเจ้าอยากรับปากหรือสัญญาอะไรกับข้า ก่อนอื่นเจ้าต้องเอาชีวิตรอดต่อไปให้ได้เสียก่อน เพราะคนตาย ไม่ว่าจะสัญญาหรือรับปากสิ่งใดไปก็ไร้ประโยชน์”
“หากเจ้าอยากขอโทษ เช่นนั้นเจ้าก็ต้องอยู่ต่อไปให้ได้เพราะข้าไม่รับคำขอโทษจากคนตายแน่”
“เอาเป็นว่า ไม่ว่าอย่างไร ได้โปรดผ่านเรื่องในวันพรุ่งนี้ไปให้ได้จากนั้นค่อยบอกคำตอบของเจ้าออกมา ไม่ว่ามันจะเป็นอะไร ข้าก็รับได้ทั้งนั้น”
เมื่อนึกย้อนไปถึงคำพูดที่เซี่ยโหวฟ่งอวี้บอกกับตนด้วยรอยยิ้มซูฉางอันก็รู้สึกกลัดกลุ้มขึ้นทันตา เขาเกาหัวตัวเองแรงๆ จากนั้นก็ก้มหน้าลงแล้วพลิกหนังสือที่เก่าจนเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเหลืองในมือ จนเมื่อมั่นใจว่าตนจดจำเนื้อหาในนั้นได้อย่างขึ้นใจจึงจุดประกายเพลิงศักดิ์สิทธิ์ขึ้น เพียงพริบตาเดียวตำราโบราณที่คนมากมายฝันถึงก็ถูกเผาไหม้จนกลายเป็นธุลีไปเสียแล้ว
เขาเจอตำราเล่มนั้นในห้องหนังสือของสำนัก ซึ่งได้บันทึกวิธีเปิดหอเชื่อมดาราเอาไว้อย่างละเอียด
ในจดหมายที่อวี้เหิงเขียนเอาไว้ก่อนตาย ได้สั่งเอาไว้ว่า หอเชื่อมดารากระบี่สิบทิศ และดาบเก้าผจญ ล้วนเป็นสมบัติสูงสุดของสำนัก จะปล่อยให้ตกอยู่ในมือของคนชั่วไม่ได้เด็ดขาดโดยเฉพาะหอเชื่อมดารา
หากจะเปิดหอเชื่อมดารา ต้องใช้อาวุธศักดิ์สิทธิ์ทั้งสองเป็นกุญแจและในขณะเดียวกัน ยังมีวิธีและขั้นตอนที่แสนพิเศษอยู่อีกซึ่งวิธีและขั้นตอนเหล่านั้น ล้วนบันทึกเอาไว้ในตำราเมื่อครู่จนหมด
เขาไม่รู้ว่าตนจะรอดผ่านวันพรุ่งนี้ไปได้หรือไม่ ดังนั้นหลังคิดอยู่นานในที่สุดเขาก็ตัดสินใจนำตำราโบราณเล่มนั้นออกมาท่องจนขึ้นใจ จากนั้นทำลายทิ้งเสียเมื่อเป็นเช่นนี้ ต่อให้เขาตายด้วยเงื้อมมือของซือหม่าสวี่ ซือหม่าสวี่ก็ไม่มีวันเปิดหอเชื่อมดาราได้อยู่ดีเมื่อเป็นเช่นนี้ ย่อมถือเป็นการทำตามคำสั่งของอาจารย์อวี้เหิงได้บ้างไม่มากก็น้อย
ความคิดเช่นนี้ ทำให้ซูฉางอันโล่งใจได้มาก
เมื่อทำทั้งหมดจนเสร็จสิ้น เขาก็หัวใจกระตุกวูบ ก่อนร่างผอมจะกะพริบวาบมาปรากฏที่ลานฝึกของสำนักซูฉางอันมองสำรวจลานฝึกที่ผุพังอยู่นาน จนเมื่อพบจุดที่ยังพอจะสมบูรณ์อยู่บ้าง ก็ผุดประกายความเย็นยะเยือกขึ้นในแววตาจากนั้นนั่งขัดสมาธิ หลับตาลง ราวกับนักบวชที่จมเข้าสู่ภวังค์
พลังกดดันกระจายไปรอบด้านโดยมีร่างของเขาเป็นจุดศูนย์กลาง จากนั้น ดาราทั้งเจ็ดที่เรียงตัวคล้ายรูปช้อนก็ปรากฏขึ้นที่เบื้องหลังของเขา
นี่เป็นแดนอำนาจของเขา... เทียนหลาน!
พรุ่งนี้ ต้องมีศึกหนักอุบัติขึ้นเป็นแน่
ในเมื่อหนีไม่พ้น เช่นนั้นก็รีบฝึกพลังให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้เพื่อเตรียมตัวเอาไว้จะดีกว่า
แม้จะเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้...
แต่หากเขาแข็งแกร่งขึ้นอีกขั้น ในวันพรุ่งนี้ ก็อาจทนสู้ได้อีกอึดใจไม่แน่ เขาอาจมีโอกาสตัดหัวโจรชั่วที่อยู่ข้างซือหม่าสวี่ได้มากขึ้นสักหน่อย
เช่นนั้น เมื่อตายไปพบอาจารย์ทั้งหลาย เขาก็ไม่ต้องขายหน้าเพียงนั้นแล้ว
เขานึกเช่นนั้นในใจ
แต่จู่ๆก็ตระหนักขึ้นได้ว่ามั่วทิงอวี่กับอวี้เหิงล้วนอยู่ในทะเลแห่งหมู่ดาวที่แสนห่างไกลด้วยกันทั้งสิ้นและเขาก็ไม่มีทางขึ้นไปบนนั้นได้
ความจริงนี้ ทำให้เขารู้สึกเสียดายเล็กน้อย