เนตรสวรรค์ พันธะวิญญาณ

    39 สายลับ

            “แล้วเจ้าเอาเงินจากไหนไปเข้าหอนางโลม อย่าบอกนะว่ามีคนให้เจ้ามาแล้วยังบังคับให้เจ้าเข้าไปในนั้น” ฮูหยินจางมือเท้าเอวข้างหนึ่ง ก้มหน้าถามลูกชาย

            จางฝูลู่กลืนน้ำลายอย่างยากลำบากมิได้อ้าปากพูดอันใดอีก

            จะบอกมารดาได้อย่างไรเล่าว่าเงินนั้นเป็นของเฉินอี้และก็เป็นเฉินอี้อีกนั่นแหละที่บังคับให้เขาเข้าไปในหอนางโลมด้วยกัน

            “เห็นไหม เจ้าก็ไม่ตอบ เช่นนั้นข้าก็คงมิต้องถามอันใดให้มากความแล้ว”ฮูหยินจางเงื้อหวายขึ้น จางฝูลู่เม้มปากหลับตาปี๋

            “ป้าจางขอรับ! ป้าจาง!”

            จางฝูลู่ได้ยินเสียงก็รีบลืมตาและหันกลับมามองด้านหลังของเขาทันที

            เฉินอี้วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาจางฝูลู่ตาเหลือก รีบลุกขึ้นวิ่งออกไปห้ามเฉินอี้ไว้ “อาอี้! เจ้ามาทำอันใดกลับบ้านเจ้าไปเสีย!”

            “เหล่าจาง! เจ้าโดนตีหรือยัง เจ้าเจ็บหรือเปล่า!”เฉินอี้คว้าแขนจางฝูลู่ไว้และคลำไปทั่ว

            “เปล่า ท่านแม่มิได้ตีข้า อาอี้เจ้ากลับไปเสีย ข้าจะคุยกับท่านแม่เอง”จางฝูลู่กันเฉินอี้ไว้มิให้เขาเข้าไปข้างในบ้าน

            “ป้าจางขอรับ เป็นข้าเองที่ผิด เป็นข้าเองที่บังคับเขาท่านป้าอย่าตีเหล่าจางนะขอรับ” เฉินอี้ดิ้นจนหลุดจากมือของจางฝูลู่และวิ่งไปคุกเข่าต่อหน้าฮูหยินจาง

            ฮูหยินจางมองเฉินอี้สลับกับลูกชายตนเองพูดอันใดไม่ออกอยู่ครู่หนึ่ง “จะเป็นไปได้อย่างไร ฝูลู่! เจ้ามิกล้ารับผิดเองถึงกับต้องให้อาอี้มาคุกเข่าขอร้องแทนเจ้างั้นรึ”

            “ป้าจางขอรับ เป็นข้าเองจริงๆ ที่บังคับเขา ท่านป้าอย่าตีเหล่าจางนะขอรับ ท่านป้าตีข้าแทนเถิดขอรับ”

            ฮูหยินจางถือไม้ค้างอยู่มีสีหน้าสับสน

            นางจะตีเฉินอี้ได้อย่างไรนางเอ็นดูเขา ถนอมเขาเสียยิ่งกว่าลูกชายของตนเองเสียอีก

            แต่ครั้งนี้ถึงขนาดพากันเข้าหอนางโลมจะมิให้นางลงโทษเลยได้อย่างไร

            จางฝูลู่รีบเข้ามาคุกเข่าข้างเฉินอี้มองมารดาด้วยสายตาละห้อย

            “ท่านแม่ขอรับ ข้ารักและเคารพท่าน คำสั่งท่านข้ามิกล้าขัดจริงๆ ขอรับแต่ครั้งนี้ด้วยมีเหตุจำเป็น....”

            “ป้าจางขอรับ ข้ายินดีคุกเข่าอยู่เช่นนี้จนกว่าท่านจะพอใจ ขอเพียงท่านอย่าทำโทษเหล่าจางเลยนะขอรับ”

            “อาอี้! เจ้าอย่าทำเช่นนี้” จางฝูลู่หันไปพูดกับเฉินอี้

            ฮูหยินจางลดหวายในมือลงและมองหน้าทั้งสองคนสลับกันจากนั้นจึงสะบัดหน้าเดินเข้าบ้านไป

            “ท่านแม่! ท่านแม่ขอรับ อย่าทำโทษอาอี้ด้วยเลย อาอี้ไม่ค่อยสบายท่านแม่ขอรับ!”

            เฉินอี้คว้าแขนจางฝูลู่ไว้“เหล่าจาง ข้าไม่เป็นไรแล้ว พอเถิด ให้ป้าจางได้ลงโทษระบายความโกรธบ้างแม่เจ้ารักเจ้า นางโกรธเจ้าไม่นานหรอก”

            หลิวซูเจี๋ยมองตามฮูหยินจางที่เดินเข้าบ้านไปอย่างอกสั่นขวัญแขวนอาหลิ่งเองก็ยังอดรู้สึกสยองนิดๆ ไม่ได้อารมณ์โทสะของผู้ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นมารดานั้นขนาดวิญญาณอย่างหลิวซูเจี๋ยกับอาหลิ่งก็ยังต้องเกรง

     

            เวลาผ่านไปเกือบหนึ่งเค่อทั้งสองคนเริ่มมีเหงื่อซึมไรผม จางฝูลู่หันมามองเฉินอี้ด้วยความเป็นห่วง

            “อาอี้ เจ้าลุกขึ้นเถิด ข้าจะรับโทษต่อเอง”

            “เหล่าจาง เจ้าอย่าพูดมากให้เปลืองแรง มิเช่นนั้นเจ้าอาจจะแพ้ข้าก็ได้”เฉินอี้กล่าวยิ้มๆ

            “มันใช่เวลามาแข่งความอดทนกันไหม” จางฝูลู่กลอกตาใส่  เฉินอี้

            “เจ้าจะให้ข้าลุกไปก่อน เพราะเจ้ากลัวว่าจะแพ้ข้าใช่หรือไม่”

            “ใครกลัวเจ้ากัน” จางฝูลู่เชิดหน้าใส่เฉินอี้ และคุกเข่ากันต่อไปเงียบๆ

            “ภาพเช่นนี้หาดูมิได้ง่ายๆ เลยนะนี่”

            เสียงใครคนหนึ่งที่คุ้นหูดังขึ้นจากด้านหลังจางฝูลู่และเฉินอี้หันไปตามเสียง

            “ใต้เท้าจิน?” จางฝูลู่มองจินลี่หยางพลางขมวดคิ้ว“ท่านมาทำอันใดที่บ้านข้า”

            จินลี่หยางเดินมาหยุดอยู่ด้านหลังของทั้งสองคนที่คุกเข่าอยู่หน้าประตู

            “ข้าก็มาด้วยเรื่องงานอยู่แล้ว” จินลี่หยางกล่าว

            ท่านลุงจางกับฮูหยินเดินออกมาพร้อมกันสีหน้าพิศวง

            “ท่านคือ….” ท่านลุงจางกล่าวพลางขมวดคิ้วฮูหยินจางมองชายหนุ่มร่างสูงที่ยืนอยู่ด้านหลังจางฝูลู่กับเฉินอี้

            “ข้าจินลี่หยาง หัวหน้ากองทหารรักษาเมือง คำนับท่านทั้งสอง”

            “อ้อ ท่านเป็นหัวหน้ากองทหารรักษาเมืองคนใหม่ที่เพิ่งย้ายมาใช่หรือไม่”ฮูหยินจางปรับสีหน้าให้ดีขึ้นเล็กน้อย“มิทราบว่าใต้เท้ามาถึงบ้านข้าด้วยเหตุอันใดหรือเจ้าคะ หรือว่า….”

            ฮูหยินจางมองไปที่จางฝูลู่กับเฉินอี้หรือว่าสองคนนี้ไปก่อเหตุอันใดไว้ จึงมีทหารตามมาถึงบ้านเช่นนี้

            ฮูหยินจางเชื้อเชิญจินลี่หยางให้เข้าไปด้านในและตวัดสายตาไปที่ลูกชาย จางฝูลู่สะดุ้งเฮือก

            “ขออภัยฮูหยิน มิทราบว่าสองคนนี้ทำผิดอันใดจึงต้องคุกเข่าอยู่เช่นนี้”จินลี่หยางเอ่ยถามพลางชำเลืองมองจางฝูลู่สายตาขบขันจางฝูลู่ส่งสายตาเคียดแค้นกลับมา

            ฮูหยินจางถอนใจ“ใต้เท้าอย่าได้สนใจเลยเจ้าค่ะ ปล่อยพวกเขาไว้เช่นนั้นล่ะดีแล้วเชิญท่านเข้ามานั่งด้านในให้สบายใจเถิด”

            “ข้ามาด้วยเรื่องของพวกเขาสองคน” จินลี่หยางกล่าว ฮูหยินจางหันกลับมาทันที

            นี่เจ้าเด็กสองคนนี้ไปก่อเรื่องอันใดไว้จริงๆ หรือนี่นางแทบอยากจะกลับไปคว้าหวายมาฟาดลูกชายเสียตอนนี้

            “ลูกชายข้าไปทำอันใดไว้หรือเจ้าคะ”

            “มีเหตุเกิดขึ้นที่หอนางโลมชิงอ้าย และลูกชายของท่านก็อยู่ที่นั่นด้วย….”

            “ฝูลู่! เจ้าเข้าหอนางโลมยังไม่พอ ยังไปก่อความเดือดร้อนอีกงั้นรึ!”ฮูหยินจางกล่าวขึ้นเสียงดัง ทั้งที่จินลี่หยางยังกล่าวคำมิทันจบ

            ฮูหยินจางเงื้อมือจะตีลูกชายแต่เฉินอี้รีบเอาตัวเองเข้ามาขวางไว้เสียก่อน “ป้าจางขอรับ!ป้าจางอย่าตีเหล่าจางนะขอรับ ท่านป้าฟังพี่ลี่หยางก่อน”

            ฮูหยินจางชะงักมือไว้จินลี่หยางเองแม้หน้าจะนิ่งอยู่ แต่จริงๆ แล้วก็แอบใจกระตุกวาบ

            ฮูหยินจางดุกว่ามารดาของเขาเสียอีกจินลี่หยางจึงเลิกล้อเล่น และกระแอมในคอเล็กน้อย

            “ถ้าหากว่าสองคนนี้ถูกลงโทษเรื่องที่เข้าหอนางโลม เช่นนั้นก็ขอให้ฮูหยินละเว้นโทษให้พวกเขาก่อนเถิดขอรับเพราะที่จริงแล้วพวกเขาเข้าไปช่วยข้าจับคนร้ายในหอนางโลม”

            จางฝูลู่เงยหน้ามองจินลี่หยางและมีสีหน้าประหลาดใจ

            “จับคนร้ายงั้นหรือ อาลู่! แล้วเหตุใดจึงไม่รีบบอกแม่ อาอี้เจ้าลุกขึ้นเร็วเข้า” ฮูหยินจางหันไปช่วยประคองเฉินอี้ให้ลุกขึ้น

            ทั้งสองคนมีสีหน้าเหยเกพากันเดินขาสั่นไปนั่งที่เก้าอี้

            “ในเมื่อพวกเจ้าไปช่วยใต้เท้าจับคนร้าย แล้วเจ้าจะปิดบังแม่ทำไมกัน”ฮูหยินจางกล่าวกับลูกชาย

            จางฝูลู่อึกอักไม่รู้ว่าจะบอกมารดาอย่างไรดี เพราะคนร้ายก็ถูกพวกเขาจับได้แบบไม่ตั้งใจ

            “ข้าให้พวกเขาเป็นสายลับเข้าไปจับคนร้ายให้ข้าในหอนางโลมขอรับ”จินลี่หยางเอ่ยแทน จางฝูลู่กับเฉินอี้มีสีหน้างุนงงหนักเข้าไปอีก

            “ตายจริง ลูกชายแม่เป็นสายลับให้ใต้เท้าหรือนี่ มิน่าเล่าจึงบอกกล่าวให้แม่ฟังมิได้ มันเป็นความลับของทางการใช่หรือไม่เจ้าคะ ใต้เท้า”ฮูหยินจางลูบหัวลูบหลังจางฝูลู่อย่างรักใคร่

            จางฝูลู่กะพริบตาปริบๆพยายามสะกดกลั้นอารมณ์ตนเอง เฉินอี้นั้นก้มหน้าพลางเม้มปากแน่นด้วยกลัวจะเผยพิรุธออกมา

            จินลี่หยางยังคงแสดงละครต่อไป“ใช่ขอรับฮูหยิน ครั้งนี้จางฝูลู่กับเฉินอี้มีความดีความชอบมากทีเดียว”

            “ลูกชายแม่เก่งจริงๆ” ฮูหยินจางมองหน้าลูกชายแล้วยิ้มอย่างปลื้มปริ่มใจ

            จางฝูลู่เองก็น้ำตารื้นขึ้นมาที่ขอบตามิใช่ว่าภาคภูมิใจในตนเองอันใด แต่ตอนนี้เขากลั้นหัวเราะจนจะขาดใจแล้ว

            จินลี่หยางเห็นหน้าจางฝูลู่แล้วก็ไอออกมาสองครั้งและรีบยกน้ำชาขึ้นดื่ม

            เฉินอี้มองอาหลิ่งหลิวซูเจี๋ย ตงเปียน และท่านเจ้าที่ พาหัวเราะกันลั่นบ้านอย่างนึกอิจฉาเขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ และรีบเบือนหน้ามองไปทางอื่นมิเช่นนั้นคงได้ร่วมวงเฮฮาไปกับเหล่าวิญญาณผู้พิทักษ์ เป็นแน่

            เมื่อดื่มชาหมดถ้วยจินลี่หยางก็แอบพ่นลมออกมาจากปากเบาๆ ครั้งหนึ่งและกล่าวเสียงจริงจังต่อ

            “ที่ข้ามาครั้งนี้ก็เพื่อแจ้งให้ทราบว่าวันพรุ่งนี้ข้าต้องพาจางฝูลู่กับเฉินอี้เดินทางไปที่ฉางผิงด้วยกันเพราะทั้งสองคนเป็นพยานสำคัญของคดีนี้ขอรับ”

            จางฝูลู่กับเฉินอี้หันขวับไปมองจินลี่หยางพร้อมกันจนคอแทบหัก