คืนนั่นหลังจากที่เห็นว่าพี่รักษ์หลับไปแล้วผมก็ออกมานอนนอกห้อง รอโทรศัพท์จากพี่อาทิตย์แต่พี่เขาไม่โทรมาจนผมเผลอหลับไปก่อน ตื่นเช้ามาก็ยังไม่มีสายเข้าจากพี่อาทิตย์ ผมเลยตัดสินใจโทรกลับไปหารอสายไม่นานก็มีคนกดรับสายของผม
“พี่อาทิตย์ครับ”
“ครับคุณหนู ตอนนี้คุณท่านติดประชุมอยู่ครับ มีอะไรฝากไว้กับผมได้เลยครับ”
“พี่อาทิตย์ไม่ว่างไม่เป็นไรคับ อืม ผมแค่เป็นห่วงเห็นเขาไม่ได้โทรมาเมื่อคืน~ ยังไงพี่บอกให้คุณอาทิตย์โทรกลับหาผมหน่อยนะคับ”
“ได้ครับคุณหนู”
ส่วนตอนนี้พี่รักษ์ตื่นตั้งแต่ตอนเช้าแล้ว พี่เอาแต่ร้องไห้ ผมจึงพยุงพี่ออกมาที่โต๊ะอาหาร แต่พี่ก็ยังไม่ยอมทานข้าว ผมคะยั่นคะยอยังไงก็ไม่ยอมทาน พี่รักษ์เอาแต่มองโทรศัพท์แล้วก็ร้องไห้อย่างเดียว
“พี่รักษ์ครับ”
“พี่ไม่เป็นไรดีขึ้นเดี่ยวพี่ก็จะกลับแล้ว”
“อย่าเพิ่งกลับเลยนะ~ พี่ยังไม่ไหว่หร่อก อยู่กับน้องก่อนน่า นะคับ”
“ฮึก~น้องรินทร์พี่เจ็บฮึก~”
“มันเกิดอะไรขึ้นคับพี่ อย่าเอาแต่ร้องไห้แบบนี้ซิคับ อย่างน้อยพี่ก็ทานข้าวบ้างเถอะนะ น้องขอร้องล่ะ” รักษ์ส่ายหน้าเขาเลื่อนจานข้าวต้มออกไป แล้วฟุบหน้าลงบนโต๊ะอาหารแทน รักษ์ไม่ยอมเล่าไม่ยอมบอกอะไรออกมาบ้างเลยสักอย่าง คนน้องก็ได้แต่นั่งเฝ้าด้วยความเป็นห่วงพี่ชายมากๆ รินทร์เฝ้าพี่ชายอยู่ไม่ห่าง พี่ไม่ทานข้าวเขาก็พาลจะทานอะไรไม่ลงด้วยเหมือนกัน
ผ่านมาสองวันแล้ว วันนี้เลขาของรักษ์ โทรมารายงานตั้งแต่ตอนเช้าแล้วว่าคิมหันษ์ยังอยู่โรงที่พยาบาล รักษ์ร้อนรนอยากเจอหน้าทั้งที่ใจยังเจ็บ สองวันมาแล้วที่เรื่องราวทะเลาะกันยังไม่ได้รับการสะสางหรือเครียใจกันให้ชัดเจน ทั้งที่ใจของรักษ์พอจะรู้สาเหตุดีทุกอย่างอยู่แล้ว จากสายตาแววตาที่คิมหันษ์ใช่มองน้องในวันเกิดเขา
“พี่รักษ์ครับ” จนตอนนี้ก็เลยเวลามาเกือบจะเที่ยงแล้ว พี่ชายเขาก็เอาแต่ร้องไห้ รินทร์เดินมานั่งลงบนเตียงนอนข้างๆ คนพี่ มือเล็กเลื่อนขึ้นมาเช็ดไปบนใบหน้าที่เปื้อนคราบน้ำตา เขาดึงโทรศัพท์ออกมาจากมือของพี่ชาย
“เดี่ยวผมโทรไปถามพี่ป่าให้อีกรอบนะครับ”
รักษ์พยักหน้ารอไม่นานเลขาป่าก็รับสาย พูดกันไม่กี่คำก็วางสายไป
“คิมเป็นยังไงบ้างบอกพี่ ฮึก~”
“เฮียยังอยู่ที่โรงพยาบาลครับ แต่ตอนนี้ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงอีก พี่ป่าบอกว่าพรุ่งนี้ก็น่าจะออกจากโรงพยาบาลได้แล้ว” รักษ์รับฟังนิ่งๆ หลับตาลงช้าๆ ซุกหน้าร้องไห้ปล่อยน้ำตาไหลลงบนหมอนใบโต ใจเขาตอนนี้ไปอยู่กับคิมหันษ์ที่โรงพยาบาลแล้ว รินทร์เห็นแบบนั่นเลยไม่อยากรบกวนคนพี่เขาจึงลุกจะเดินออกไปจากห้องแต่จู่ๆ รักก็คว้าจับข้อมือน้องไว้ซ๊ะก่อน
“พี่รักษ์มีอะไรหรือเปล่าคับ”
“ช่วยพาพี่..ฮึก~ไปหาเขาหน่อย” รักษ์กำข้อมือของน้องจนแน่น เขาเจ็บปวดกับความรู้สึกที่ตีกันในหัวตอนนี้ เขารักคิมหันษ์มากๆ อยากเจออยากเห็นหน้า แต่อีกใจหนึ่งเขาก็ยังเจ็บ เจ็บปวดเกินรับไหว
รินทร์ขับรถพาพี่ชายมาหาคิมหันษ์ถึงที่โรงพยาบาล ระหว่างทางรักษ์เอาแต่นิ่งเงียบไม่พูดไม่จา ไม่ร้องไห้ เหมอลอยจนเขาต้องเดินขึ้นมาส่งพี่จนถึงที่หน้าห้องคนป่วย แต่จู่ๆ พี่เขาก็ร้องไห้ออกมาอีกจนได้เมื่อเขากำลังจะกลับ
“น้องขอไม่เข้าไปนะคับ”
“ไม่เอาน้องไปกับพี่นะ นะนะ” รักษ์ส่ายหน้าเขากุมข้อมือน้องชายเอาไว้แน่น มองน้องผ่านม่านน้ำตา ทั้งใบหน้าเปอะเปื้อนคราบน้ำตา
“พี่รักษ์…แต่น้องไม่อยากเข้าไปนี่คับ”
“ขอร้องช่วยพี่หน่อย~ คิมเขาอยากเจอน้อง” ถึงจะสงสัยกับคำพูดของคนพี่ แต่เขาทำเพียงแค่มองหน้าพี่ชายเงียบๆใช่สายตาปฏิเสธพี่ชาย
“แต่พี่บอกให้ไปไง!” รินทร์ไม่นอมจนรักษ์ต้องพูดเสียงดังใส่น้อง
“ไม่แล้วคับ น้องพอแล้ว~”
“ทำไม! ฮึก หือ~” เงียบกันไปทั้งสองคน จนเมื่อรักษ์ถามน้องขึ้นมาอีกครั้ง เป็นคำถามที่ไม่ได้รับคำตอบ จู่ๆ รักษ์ก็ฟุบหน้าร้องไห้ลงบนไหล่น้องชาย สอีกสอื่นตัวโยน รินทร์ทำเพียงกอดปลอบ
“เข้าไปกับพี่หน่อยเถอะนะ รอร้อง ขอร้อง ฮึกพี่ขอร้องละ นะน้องรินทร์พี่ขอ~”
“พี่รักษ์ต้องการแบบนั่นจริงๆ เหรอคับ” รักษ์เงียบไม่ตอบ เขาไม่ต้องการจะทำร้ายใคร แค่อยากให้คิมหันษ์หายดีขอแค่คิมหันษ์มีความสุข คิมษ์อยากเจอน้อง เลขาป่าบอกเขาว่าคิมหันษ์เพ้อหาแต่น้องตลอด
“พี่คับ~”
“เข้าไปกับพี่~” รักษ์ผละมามองหน้าคนน้อง เขาพยักหน้าให้ รักษ์กุมมือน้องไว้ไม่ปล่อยไปง่ายๆ ทั้งยังขอร้องด้วยสายตา ทั้งอ้อนวอนด้วยคำพูด
สุดท้ายรินทร์ก็ใจอ่อนเดินตามพี่ชายเข้ามาในห้องคนป่วยจนได้ ตอนนี้คินหันษ์หลับอยู่บนเตียง ในห้องมีพยาบาลคอยเฝ้าอยู่หนึ่งคนเมื่อเห็นว่ามีคนเข้ามาเยี่ยมพยาบาลคนดังกว่างจึงเดินออกไปจากห้องแทน
รินทร์เดินมาหยุดยืนอยู่ข้างๆ พี่ชาย ส่วนรักษ์ตอนนี้เขานั่งลงบนเก้าอี้ข้างเตียงคนไข้ นั่งมองใบหน้าคนป่วยอย่างรักใคร่ปนเจ็บปวด มือบางเลื่อนขึ้นมาแตะใบหน้าของคนป่วยเบามือ ค่อยๆ ไล่หลังมือไปบนแก้ม
“คิม รักษ์มาเยี่ยมแล้ว” รักษ์กระซิบเบาๆ ข้างหู
คนป่วยขยับตัวเล็กน้อย ก่อนจะค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาสู้แสงไฟในห้อง ตอนนี้ไม่มีสายน้ำเกลืออีกแล้ว ใบหน้าก็ดูสดชื่นขึ้นกว่าเมื่อวันก่อนเยอะ ตื่นมาคิมหันษ์เรียกหาแต่คนน้อง
“หนูรินทร์” รักษ์ยิ้มดีใจที่เห็นคิมหันษ์ยิ้มออกมา แต่พอมองดีๆ รอยยิ้มนั่นไม่ได้มีไว้ให้เขา สายตาคิมหันษ์มองเลยเขาไปหาน้องรินทร์ที่ยืนอยู่ข้างๆ คิมหันษ์ค่อยๆ ขยับตัวลุกขึ้นมานั่งบนเตียง
“คิมรักษ์อยู่ตรงนี้” รักษ์คว้าจับแขนของคนที่ดึงดันจะลงจากเตียงให้ได้ แต่คิมหันษ์ก็ไม่ยอมพยายามพยุงตัวเองจนลุกลงจากเตียงนอนได้สำเร็จ สองขาพยายามจะเดินเข้าหาคนน้อง ทั้งที่รักษ์ยังดึงรั่งแขนเขาไว้อยู่
ส่วนรินทร์ก็เดินถ่อยหลังมาสองสามก้าว ในสายตาของคิมหันษ์ตอนนี้เห็นเพียงแต่คนน้อง เขาคิดถึงเขาอยากกอดอยากเจอหน้า อยากพูดบอกอะไรมากมาย
“หนูรินทร์” คิมจะเดินมาหาน้อง แต่มือเล็กของรักษ์ก็เลื่อนมากอดเอวสอบไว้จากทางด้านหลังไม่ยอมปล่อยเช่นกัน
“รักษ์ปล่อยเราก่อน”
“ฮึก คิมรักษ์อยู่ตรงนี้แล้ว” จนเมื่อเสียงร้องไห้หนักๆ ของรักษ์ทำคิมหันษ์ได้สติ นั่นแหละเจ้าตัวจึงหยุดการกระทำต่อต้านทั้งหมดลง เขายืนนิ่งให้รักษ์กอดเขาไว้อยู่แบบนั่น โดยที่สายตาเขากำลังขอร้องอ้อนวอนคนน้องไม่ให้จากเขาไปไหน
“พี่รักษ์น้องวางกุญแจรถไว้ตรงนี้นะครับ” มือเล็กล่วงหยิบกุญแจรถออกมาจากกระเป๋ากางเกงขาสั่นสีขาวตัวเก่ง วางลงบนโต๊ะข้างประตู เขาค่อยๆ หันหลังเดินออกมาจากห้อง เป็นเขาเองที่ทนมองภาพนั่นไม่ได้ เขาเจ็บปวดกับการต้องเห็นพี่ชายตัวเองร้องไห้อ้อนวอนขอความรักจากคนใจร้ายแบบนั่น
รินทร์เดินออกไปจากห้องสักพักแล้ว แต่รักษ์ยังคงไม่ปล่อยมือออกจากเอวสอบ ยังคงกอดเอาไว้จนแน่น ร้องไห้สอึกสอื่นจนตัวโยน คิมหันษ์วางมือลงบนมือของรักษ์ ค่อยๆ ดึงออกแล้วหันกลับมาหารักษ์ กอดปลอบจนรักษ์ค่อยๆ ดีขึ้นค่อยๆ ประคองใบหน้าสวยไว้ในมือใหญ่ เขาเช็ดน้ำตาให้อย่างอ่อนโยน
“ไหนบอกว่าให้เราเปิดใจไง! พอเราเปิดใจให้แล้วคิมมาทำแบบนี้กับเราทำไม? ฮึก”
“คิมขอโทษ ขอโทษ” สองคนมองสบตากัน
“เป็นตอนไหนกันที่คิมไม่รักเราแล้ว”
“ขอโทษ”
“ไม่เอา คิมบอกเรามาซิ ตอนไหนที่คิมไม่มีเราอยู่ในใจอีกแล้วอ่ะ ฮึก~”
“ถ้าคิมบอกไปรักษ์จะเจ็บ”
“ก็บอกมาซิวะ บอกเรามา บอกมาเลยมันคงไม่เจ็บไปกว่านี้อีกแล้วล่ะ ฮึก คิมบอกรักษ์มาซิ~” สองมือเล็กรัวทุบบนอกแกร่ง แต่คิมหันษ์ก็ไม่ได้พลักออก เขายืนเฉยๆ ปล่อยให้รักษ์ทำตามใจตัวเองจนเหนื่อยและหยุดไปเอง จนรักษ์ทรุดลงกับพื้นนั่งร้องไห้อย่างไม่อาย รักษ์เจ็บจนถึงที่สุดแล้วมันยังจะมีอะไรให้เจ็บไปกว่านี้อีกเหรอ ขอแค่บอกกันมาแค่นี้ทำไมคิมถึงไม่พูด ทำไมไม่บอกมา
“คิมบอกรักษ์มาซิ~ ฮึก” รักษ์เงยหน้าที่เปลอะเปื่อนไปด้วยคราบน้ำตาขึ้นมองคนรัก ขอร้องบอกเสียงเบาหวิวอย่างคนหมดแรง คิมหันษ์ตามลงมาคุกเขาลงตรงหน้า มือใหญ่ค่อยแตะลงบนใบหน้าสวยเกลียน้ำตาออกไปเบามือ แต่รักษ์กลับพลักนั่นมือออก
“รักบอกว่าให้คิมพูดไงว๊ะ ฮึก ฮึก อืออ ~” สองคนเงียบกันไปพักใหญ่ ก่อนที่คิมหันจะพูดขึ้น
“ตั้งแต่แรกที่ได้อยู่กับน้อง ตั้งแต่ตอนนั้นที่ได้อยู่ด้วยกัน คิมรักหนูรินทร์มาตลอดตั้งแต่ตอนนั้น” รักษ์ร้องไห้โห ร่างบางถูกคิมหันษ์ดึงมากอดปลอบ
“ฮึกคิมใจร้าย~” ดวงตาคู่สวยสั่นไหวเจ็บปวดกับคำพูดบอกที่เจ้าต้องการฟังเอง หัวใจเขาแตกสลาย
“ถึงตอนนี้คิมจะรักหนูรินทร์ไปแล้ว แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่าที่ผ่านมาคิมไม่เคยรักรักษ์เลยนะ ความรู้สึกตอนนั่นมันคือเรื่องจริง”
“ฮึก~”
หลังจากออกมาจากโรงพยาบาลรินทร์ก็นั่งแท๊คซี่ไปเอารถของตัวเองกลับมาจากบริษัทษ์ของคิมหันษ์ที่เขาจอดไว้เมื่อสองวันก่อน เจ้าตัวไม่ได้ขับรถกลับคอนโดเลย เพียงแต่คราวนี้เขาตั้งใจขับรถไปหาอาทิตย์ที่เกาะทันที อาทิตย์กว่าๆ ก็จะครบกำหนดวันที่อาทิตย์เคยบอกเอาไว้กับเขา แต่รินทร์คิดไว้แล้วว่าเขาจะไปให้คำตอบอาทิตย์วันนี้เลย
ใช่เวลาทั้งบนรถบนเรือไม่กี่ชั่วโมง เท้าเล็กก็พาตัวเองมาเหยียบบนเกาะได้ในที่สุด เขาเข้าพักโรงแรมเดิมที่เขาเคยมาครั้งแรก เมื่อห้าเดือนก่อนเขาไม่มีแผนอะไรในหัวอีกแล้ว ตอนนี้ใจเขาต้องการแค่อยากเจอแค่อาทิตย์ อยากให้คำตอบอาทิตย์ อยากใช้เวลาด้วยกัน อยากอยู่ใกล้ๆ อาทิตย์ คนที่ทำให้เขาอบอุ่นหัวใจ รู้สึกปลอดภัยทุกครั้งที่ได้อยู่ใกล้ๆ
รินทร์นั่งอยู่ในล็อบบี้โรงแรมหลังจากที่จัดการเรื่องห้องพักเสร็จเมื่อกี่ เขาตั้งใจว่าจะโทรหาอาทิตย์ก่อนจะขึ้นไปที่ห้องพัก แต่โทรไปสองสายแล้วก็ไม่มีคนรับสายจนเขาถอดใจ แล้วคิดว่าจะเข้าห้องพักไปก่อน ค่อยโทรหาใหม่อีกที แต่พอจะลุกเดินออกไป ก็พอดีกับที่กลุ่มคนกลุ่มหนึ่งเดินเข้ามาในโรงแรม เขาจึงหยุดชงักเมื่อหนึ่งในกลุ่มนั่นมีอาทิตย์กับลูกน้องของเขารวมอยู่ด้วย
“พี่อาทิตย์” ปากอิ่มพรึงพรำพูดชื่อคนที่เขาตั้งใจมาหาออกมา รินทร์ยืนมองอาทิตย์เดินผ่านหน้าเขาเข้าไปข้างในโดยที่อาทิตย์ไม่ได้หันมาเห็นเขา ดวงตาคู่สวยมีประกายแวววับของความดีใจที่ได้เจอหน้าอาทิตย์แล้ว เขากำลังจะเดินไปหาแต่แล้วพอเห็นว่าที่ข้างๆ ตัวของอาทิตย์มีเด็กหนุ่มหน้าตาน่ารักจิ่มลิ้มคนหนึ่ง อายุน่าจะเด็กกว่ารินทร์ เด็กผู้ชายคนนั่นกำลังกอดไปรอบแขนแกร่ง ยืนตัวเบียด ศรีษระชิดไหล่ หัวเราะฉอเลาะชวนอาทิตย์พูดคุยอย่างมีความสุขกันอยู่ระหว่างที่กำลังยืนรอลิฟป์
รินทร์ก็ไม่กล้าแม้แต่ขยับตัว หัวใจเขาชาหนึบ สมองเบลอก่อนจะได้สติอีกครั้ง แล้วยกโทรศัพท์ขึ้นมากดโทรหาอาทิตย์ทันที รินทร์พยายามระงับความวิตกตื่นของตัวเองทั้งหมดลง จากประสปการณ์ที่ผ่านมาเขาเลยเลือกที่จะโทรไปถามแทนการต้องมานั่งคิดมากฟุ้งซานคนเดียว หรือแม้หากเขามีความกล้ามากกว่านี้เขาคงเดินเข้าไปหาด้วยตัวเองแล้ว
รินทร์ยืนมองอาทิตย์ล้วงหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาจากกระเป๋าเสื้อสูทก่อนจะมองหน้าจอแล้วยื่นโทรศัพท์ออกไปให้ลูกน้องเป็นคนรับสายเขาแทน แล้วอาทิตย์ก็พาเด็กคนนั่นเดินเข้าลิปฟ์ไปด้วยกัน
ดวงตากลมใสจดจ่องมองทุกการกระทำของอาทิตย์แถมยังแกล้งทำเป็นไม่รู้กรอกเสียงพูดกับคนปรายสายออกไป
“พี่อาทิตย์คับ”
“คุณหนูรินทร์เหรอครับ”
“ครับรินทร์เอง พี่อาทิตย์อยู่ไหม ~” พูดถามเสียงเบาอย่างคนหมดแรง
“คุณท่านติดประชุมด่วนครับ เดี่ยวผมจะบอกคุณท่านให้นะครับว่าคุณหนูโทรมา” รินทร์เงียบไปอึดใจเขาหลับตาลงช้าๆ กัดปากตัวเองกลั่นเสียงสอื่น ไม่เข้าใจว่าทำไมอาทิตย์ถึงทำแบบนี้ ไม่อยากเจอเขา ไม่อยากคุยกันแล้วเหรอ สองสามวันมานี่มันเกิดอะไรขึ้น
“ไม่เป็นไรคับ ม ไม่ต้องบอก ฮึก~” รินทร์ดึงโทรศัพท์ลงข้างตัว เขามองหน้าจอก่อนจะกดวางสาย ฟันคมกัดปากตัวเองไว้กลั่นสอื่น เขาไม่อยากร้องไห้ เขาจะไม่ร้องไห้ แต่เขาจะถามอาทิตย์ให้รู้เรื่องแต่จะถามในฐานะอะไรนี่ซิ เพราะตอนนี้ใจเขาสับสนวุ่นวายไปหมด ทั้งหึงทั้งน้อยใจตีรวนกันจนเป็นน้ำตาเม็ดใส่ไหล่ลงอ่าบแก้ม มือขาวยกขึ้นปาดเช็ดออกไปลวกๆ เขาตัดสินใจเดินออกมาจากตรงนั่นมาสงบสติแทนการเข้าไปหาอาทิตย์ตอนนี้เลย
ขาเล็กก้าวเดินอย่างคนหมดแรงพาร่างตัวเองเดินออกมาจากโรงแรม เขาเดินข้ามถนนมายังฝั่งตรงข้ามกับโรงแรมซึ่งเป็นชายหาด พาตัวเองมานั่งลงบนพื้นทราย ดวงตาคู่สวยมองเหมอไปบนทรายสีขาวละเอียด มือเล็กค่อยๆ กอบกำทรายไว้เต็มกำมือโปรยไปตามลม
พระอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปสักพักแล้ว รินทร์ยังคงนั่งเหมออยู่ไม่ไปไหนมองออกไปในทะเลมืดมิด ดวงตาคู่สวยแดงกล่ำจากการกลั่นน้ำตาไม่ให้ไหลออกมา เขาหัวเราะออกมาเมื่อคิดว่ามันเหมือนกับวันนี้ไม่ใช่วันที่โชคดีอย่างที่เขาคิดไว้ตอนก่อนจะขับรถมาที่นี่ ชีวิตก็คงเป็นแบบนี้ละมั่งมีวันที่โชคดีเยอะแล้ว ก็เลยแบ่งวันโชคร้ายมาให้บ้าง
เสียงโทรศัพท์ในกระเป๋ากางเกงดังต่อเนื่องอยู่หลายครั้ง ตอนแรกรินทร์คิดว่าเป็นสายจากอาทิตย์เลยยังไม่อยากรับจนรินทร์ตัดสินใจคว้าโทรศัพท์ออกจากกระเป๋ามากดดู หน้าจอบอกจำนวนสายที่ไม่ได้รับจากพี่ชาย เห็นแบบนั่นรินทร์เลยรีบกดโทรกลับไปทันที รอไม่นานปรายสายก็กดรับ
“ครับพี่รักษ์”
“น้องอยู่ที่ไหน” เสียงรักษ์ถามอย่างร้อนรน
“น้อง น้องมาหาเพื่อนคับ”
“ให้พี่ไปรับไหม?”
“ไม่เป็นไรหร่อกคับ ด เดี่ยวน้องก็กลับแล้ว”
“พี่ขอโทษนะ” รินทร์เงียบไป สองคนพี่น้องต่างคนต่างได้ยินเสียงลมหายใจของกันและกันผ่านสายโทรศัพท์ แล้วก็เป็นรินทร์เองที่ทำลายความอึดอัดนั่นลงด้วยการถามไปด้วยความเป็นห่วง
“พี่รักษ์เป็นอะไรหรือเปล่าครับ~”
“พี่โอเคใช่ไหม?”
“พี่คับ~” พี่ไม่ยอมตอบคำถามผมเลยเอาแต่เงียบใส่แบบนี้ ยิ่งทำให้ผมใจไม่ดีเลย เขาคิดไปต่างๆ นาๆ กลัวว่าพี่จะเป็นอะไรไป
“ เฮียไม่ได้ทำอะไรพี่ใช่ไหมคับ!!”
“ไม่ได้ทำฮึก อืออ~น้องอย่าว่าคิมแบบนั่นซิ!”
“…น้องแค่เป็นห่วงคับ~”
“ที่จริงพี่กับคิมเราไม่เคยเกินเลยกันสักครั้ง ฮึก”
“คิมรักน้อง คิมรักน้องชายของพี่ฮึก…..คิมเขาต้องการน้องนะ” ปลายสายกำลังกลั่นเสียงร้องไห้ รินทร์สัมผัสได้ว่าตอนนี้พี่ชายของเขากำลังร้องไห้อยู่ เเค่เสียงพูดยังสั่นขนาดนี้ เขาไม่รู้ว่าตอนนี้พี่จะเป็นยังไงบ้างจะเจ็บปวดขนาดไหน
“อย่าพูดแบบนี้ซิคับพี่รักษ์ เรื่องของน้องกับเฮีย มันจบไปตั้งนานแล้วต่างหาก แล้วมันก็เริ่มใหม่ไม่ได้อีกแล้วคับ พี่เชื่อน้องซิคับ~”
“ฮึก~ น้องไม่รักคิมแล้วเหรอ”
“ไม่คับ ไม่รักแล้ว” รินทร์พูดบอกเสียงชัดเจน จำได้ว่าเคยพูดคำนี้ออกมาให้พี่ชายได้ยินเมื่อครั้งที่เลิกกับคิมหันษ์ใหม่ๆ เพียงแต่ตอนนั่นประโยคนี้คือคำโกหกที่เขาใช่หลอกใครๆ ว่าเขาโอเค ว่าเขาเลิกรักคิมหันษ์แล้วจริงๆ เพราะแค่อยากทำให้ทุกคนสบายใจ แต่ตอนนี้มันไม่ใช่แบบนั่นแล้ว กลับกันมันคือความจริงจากหัวใจเขาที่อยากบอกกับพี่ชายตัวเองออกไปว่าเขาไม่มีวันกลับไปรักเฮียได้อีกแล้ว อยากให้พี่เข้าใจเขาบ้าง
“แต่คิมเขารักน้อง กลับมา นะกลับมาหาคิมเถอะ ฮึก พี่ขอร้องละ ฮึกพี่รักเขา พี่ทนเห็นเขาเจ็บไม่ได้หร่อกนะ ฮึก”
“กลับมาซิ!!!” รินทร์หลับตาลงช้าๆ เขาได้ยินเสียงพี่ชายร้องไห้หนักๆ มาตามสาย คำขอร้องของพี่เขาได้ยินชัดเจนเข้าใจดีทุกคำขอ แต่เขาทำให้ไม่ได้จริงๆ เขาทำไม่ได้เพราะตอนนี้เขารักอาทิตย์ไปแล้ว
“เรื่องของรินทร์กับเฮียมันจบแล้ว มันจบแล้วคับ!”
“ไม่!!! น้องรินทร์กลับมาหาคิมเถอะนะ ฮึก พี่ยอมแพ้แล้ว! พี่แพ้แล้วจริงๆ~”
“น้องรักพี่นะคับ~” รินทร์ไม่รู้ว่ารักษ์ได้ยินคำบอกรักของเขาไหม หรืออาจจะได้ยินแค่เพียงเสียงร้องไห้ของตัวเอง เพียงแต่ตอนนี้เขาไม่อยากแม้เพียงได้ยินเสียงร้องไห้หรือเสียงอ้อนวอนของพี่ชายอีกแล้ว ที่จริงเรื่องนี้มันควรจบไปตั้งนานแล้ว ตั้งแต่วันนั่นที่เขามาที่นี่ครั้งแรก