“จะลบมันออกไปได้ไหมนะความรู้สึก ‘รัก’ ที่มีต่อเธอคนนี้น่ะ”
‘ฉันอยากให้เธอไปเจอมาโมรุ’
คำพูดแรกที่ออกมาจากปากของคนที่ไม่ได้พบหน้ากันมานานสร้างความหงุดหงิดให้แก่เธอไม่น้อยแต่ถึงอย่างนั้นเด็กสาวก็ทำอะไรไม่ได้มากไปกว่าส่งรอยยิ้มที่แสนเ็ากลับคืนไปให้เขา
‘นั่นเป็คำสั่งเหรอคะ?’มิกิถามเด็กหนุ่ม ‘คุณก็รู้ไม่ใช่เหรอคะว่าตอนนี้ฉันไม่ได้อยู่ในความดูแลของตระกูลคิวาตะอีกต่อไปแล้ว’
‘เป็คำขอร้องต่างหาก’เด็กหนุ่มแย้งด้วยคำตอบที่เธอเองไม่ทันได้คาดคิด
คำขอร้องจากคนอย่างเขาน่ะเหรอ...
‘ั์ตาของมาโมรุมีปฏิกิริยาอีกแล้วเธอเองก็น่าจะรู้ว่าถ้าเกิดอะไรขึ้นกับมาโมรุ เรดเองก็จะเป็ด้วยเหมือนกัน’
มิกิหลับตา สูดลมหายใจลึกๆเข้าปอดพยายามสะกดกั้นอารมณ์ทุกสิ่งอย่างที่กำลังก่อตัวขึ้นมาอย่างช้าๆนับั้แ่วินาทีที่ได้เจอกับเขา
เด็กสาวถามกลับด้วยน้ำเสียงเ็า
‘ไปเจอเขาแล้วยังไงต่อคะ?’
‘ไปถึงแล้วเธอก็จะรู้เองนั่นแหละ’
เสียงครื้นเครงดังออกมาจากในครัวเมื่อตอนที่เด็กสาวเดินลงมาด้านล่างเธอได้ยินเสียงพูดคุยอย่างสนุกสนานสลับกับเสียงตะหลิวที่ดังกระทบกระทะและกลิ่นหอมอ่อนๆของอาหารเช้าลอยเข้ามาแตะปลายจมูกเด็กสาวอยากจะจากที่นี่ไปอย่างเงียบๆเหมือนอย่างเมื่อตอนที่เธอมา เธอไม่คิดว่าเพียงแค่การมาพบเขาจะลากยาวมาจนถึงเช้าแบบนี้
เด็กสาวสูดลมหายใจเข้าปอดเตรียมใจก่อนที่จะโผล่เข้าไปในครัวเพื่อร่ำลาแต่จู่ๆใบหน้าของเ้าของบ้านที่โผล่พรวดออกมาตรงกรอบประตูทำให้เด็กสาวสะดุ้งความตั้งใจแรกเตลิดไปจนสิ้นเพราะความใ
“ตื่นแล้วเหรอจ๊ะพอดีเลย มาโมรุกำลังเตรียมอาหารเช้าให้อยู่แน่ะ”
คุณนายเ้าของบ้านเอ่ยด้วยน้ำเสียงสดใส
“อ้าวตื่นแล้วเหรอ อาการดีขึ้นบ้างไหม? ไข้ลดลงแล้วหรือยัง? ให้พ่อกับแม่พาไปหาหมอเอาไหม?”
คำถามรัวออกมาเป็ชุดจากเ้าของบ้านที่โผล่ออกมาตามภรรยาสองสามีตระกูลคิวาตะยังคงให้การต้อนรับเธออย่างดีเช่นเคยแม้เธอจะไม่ได้เป็แขกประจำของบ้านนี้มานานมากแล้วก็ตาม
“หนูสบายดีแล้วค่ะขอโทษด้วยนะคะที่จู่ๆก็มารบกวน”
มิกิพยายามจะหาทางเลี่ยงออกไปจากสถานการณ์น่าอึดอัดนี้แต่ไม่เป็ผลเมื่อคุณนายคิวาตะจูงมือเธอเข้าไปในห้องครัวและกึ่งเชื้อเชิญกึ่งบังคับให้เธอนั่งลงตรงที่นั่งที่เคยนั่งเป็ประจำเมื่อครั้งสมัยที่เธอสนิทกับพวกเขา
มาโมรุยืนอยู่หน้าเตาสารวนทำอะไรสักอย่างในกระทะที่ส่งกลิ่นหอมยั่วยวนออกมาทั้งๆที่บนโต๊ะอาหารเต็มไปด้วยอาหารเช้าที่เด็กสาวคิดว่ามันมากเกินกว่าที่คนสี่คนจะกินไหว
“มาโมรุพ่อให้ลูกทำนั่นเป็อย่างสุดท้ายแล้วนะ” คิวาตะจุนหันไปบอกลูกชายที่เอาแต่สนใจความแรงของไฟใต้กระทะมากกว่าเด็กสาวที่เพิ่งเข้ามาในห้องครัวเ้าของบ้านเดินไปเลื่อนเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามออกและทิ้งตัวลงนั่ง จัดเรียงอาหารบนโต๊ะใหม่เพื่อให้มีที่วางพอวางอาหารอีกจานที่กำลังจะเสร็จในไม่ช้า
“มิกิไม่ได้มาหาพวกเรานานแล้วนี่นะมาโมรุก็เลยไม่รู้ว่าจะทำอะไรเลี้ยงต้อนรับน่ะสิ”
คุณนายเ้าของบ้านเอ่ยแซว
เด็กสาวยิ้มแหยๆรู้ดีว่าที่มาโมรุมัวแต่ง่วนอยู่กับเตาเพียงเพราะไม่้าเผชิญหน้ากับเธอต่างหากแต่ถึงกระนั้นก็อดสังเกตไม่ได้ว่าอาหารเช้าที่เขาทำไว้มากมายล้วนแต่เป็เมนูอาหารจีนของโปรดของเธอทั้งสิ้น
“พ่อกับแม่ใแทบแย่แน่ะที่จู่ๆเราก็โผล่มาว่าแต่นี่ก็นานแล้วนะที่มิกิไม่ได้กลับมาที่นี่”
เกิดความเงียบอยู่รอบโต๊ะอาหารประมาณสองสามวินาทีเสียงเดียวที่ได้ยินในตอนนี้คือเสียงของมาโมรุที่กำลังปลุกปล้ำกับกระทะอย่างเอาเป็เอาตายแขกของบ้านยิ้มแห้งเอ่ยด้วยน้ำเสียงเบาจนแทบจะเหมือนบ่นในลำคอให้เ้าของบ้านฟังว่า “พอดีแวะมาทักทายคิวาตะคุงนิดนึงน่ะค่ะ”
สรรพนามที่ใช้เรียกเปลี่ยนไปจากที่เคยฟังดูสุภาพและห่างเหินกว่าที่คนเคยสนิทกันควรจะเรียกใช้เ้าของบ้านสองคนมองสบตากัน ก่อนที่บรรยากาศบนโต๊ะอาหารเช้าจะเลวร้ายไปกว่านั้นอาหารจานสุดท้ายของมาโมรุก็ถูกสอดเข้ามากลางวงสนทนาพอดี
“เสร็จแล้ว!”
เด็กหนุ่มพูดเสียงดังพร้อมกับกระแทกจานลงบนโต๊ะเรียกั์ตาขุ่นเขียวของคุณนายคิวาตะให้หันมาเขม่นได้ในทันทีมาโมรุถอดผ้ากันเปื้อนออกโยนส่งๆไปที่เคาน์เตอร์ว่างทางด้านหลังก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งข้างๆคนเป็พ่อ
อาหารเช้าของบ้านคิวาตะเริ่มต้นสายกว่าปกติเล็กน้อยแต่ถึงกระนั้นการที่มีแขกมาเยือนก็ช่วยเรียกความครื้นเครงบนโต๊ะอาหารได้อยู่บ้างเนื่องด้วยสองสามีภรรยาคิวาตะเป็คนช่างพูดช่างคุยการสนทนาทั้งหมดจึงตกอยู่ภายใต้การนำของคนทั้งคู่ที่เริ่มเปิดบทสนทนาด้วยเื่สารทุกข์สุขดิบ
“คุณพ่อสบายดีใช่ไหม?ไม่ได้เจอกันตั้งนานแล้ว ไม่รู้เป็ยังไงบ้าง?”
“สบายดีค่ะแต่ก็ยังโหมทำการทำงานอยู่เรื่อย” เด็กสาวตอบ“พอเข้าฤดูใบไม้ผลิก็จะย้ายไปอยู่ฮ่องกงกันแล้วค่ะคุณพ่อได้เลื่อนขั้นเป็ผู้จัดการประจำสาขาที่นั่น หนูเองก็ต้องย้ายตามไปด้วยเหมือนกัน”
มิกิพูดโดยที่ไม่ยอมสบตาใครเลย
“งั้นเหรอ...ยินดีด้วยกับการเลื่อนขั้นนะ แต่ถ้าอย่างนั้นมิกิก็จะอยู่ไกลจากพวกเราไปอีกน่ะสิ”
“ค่ะ”
เด็กสาวตอบรับสั้นๆ
แต่ว่าระยะทางนั้นไม่ใช่ปัญหาสำหรับเธอเลย...ที่ผ่านมาแม้ว่าเด็กสาวจะพักอาศัยอยู่ที่เมืองข้างๆ แต่มันก็ผ่านมานานมากแล้วที่เธอไม่ได้แวะมาที่นี่เหตุผลทั้งหมดเป็เื่ที่ทุกคนที่อยู่ที่นี่รู้ดีอยู่แล้วเพียงแต่พวกเขาเมตตาเธอมากพอที่จะไม่พูดมันออกมา
นั่นหมายความว่าสิ่งที่เด็กสาวกังวลไม่ได้หมายถึงความห่างของระยะทางแต่เป็ความสัมพันธ์ต่างหากที่อาจจะต้องจบลง
บางที...อาจจะเป็ในการพบกันครั้งหน้า...
“กลับมาได้ตลอดนะ”คิวาตะ จุน พูดมาจากที่นั่งฝั่งตรงข้าม “ที่นี่ยินดีต้อนรับเสมอ”
แล้วบทสนทนาทั้งหมดก็ถูกเปลี่ยนเป็เื่สัพเพเหระโดยที่ดูเหมือนว่าลูกชายเ้าของบ้านจะไม่มีโอกาสได้พูดอะไรเลยสักคำหลังจากนั้น
พออาหารเช้าสิ้นสุดลงในตอนสายๆมิกิก็หาทางเลี่ยงขอตัวกลับบ้านตัวเองได้ในที่สุด
“มาโมรุไปส่งน้องที่สถานีสิ” คนเป็พ่อหันมาพูดด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง
ลูกชายคนเดียวของบ้านชี้ไปยังจานกองพะเนินในอ่างล้างจานด้านหลังครัวแทนการตอบ
“ไว้มาจัดการทีหลัง”
“หนูไปสถานีเองได้ค่ะแค่นี้ก็รบกวนมากพอแล้ว” เด็กสาวเอ่ยอย่างเกรงใจอีกนัยหนึ่งก็ไม่อยากเผชิญหน้ากับเขาตามลำพังอีกแล้วด้วย
“ให้มาโมรุไปส่งเถอะจ้ะ”
พอคนเป็แม่บอกอย่างนั้นมาโมรุก็ดูเหมือนจะต่อต้านอะไรไม่ได้เลย
สถานการณ์ในตอนขากลับแตกต่างไปจากที่เด็กสาวคิดในคราวแรกเธอแค่กะจะมาพบเขาตาม ‘คำขอร้อง’ของใครบางคนคนนั้นเพียงเพื่อ้าจะจบสิ้นเื่ราวที่ติดค้างกันอยู่แล้วก็คงจะจากที่นี่ไปอย่างเงียบๆเหมือนอย่างตอนที่เธอมาแต่ทว่าในตอนนี้คนที่กำลังเดินนำหน้าเธออยู่กลับเป็คนที่เธอรู้ดีว่าเขาไม่อยากจะเจอหน้าเธอมากที่สุดในชีวิตเด็กสาวยิ้มขำ ั้แ่ที่จำยอมรับคำร้องขอนั้นไปชีวิตของเธอก็คาดเดาอะไรไม่ได้อีกเลย
มาโมรุพาเธอเดินผ่านหน้าสวนสาธารณะซึ่งเป็ทางผ่านไปยังสถานีเมื่อวานเธอมาถึงที่นี่ค่ำเกินกว่าที่จะสังเกตเห็นบรรยากาศภายในสวน เด็กสาวจึงเพิ่งสังเกตเห็นกระดานลื่นอันใหญ่ที่เป็จุดเด่นของสวนสาธารณะแห่งนี้ยังคงอยู่แม้เธอจะจากเมืองนี้ไปนานแล้วก็ตาม
“ฉันนึกว่าพวกเขาจะรื้อมันออกไปแล้วซะอีก”
เด็กสาวเปรย
มาโมรุหันมามองเธอแต่ไม่พูดอะไรและเดินต่อ
“นี่...มาโมจัง ฉันน่ะ...”
เสียงของมิกิลอยมาจากด้านหลังของเด็กหนุ่มเธอหยุดเดินและเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแ่เบา
“ฉันไม่คิดเสียใจหรอกนะกับเื่ที่ทำไปตอนนั้น”
เด็กสาวเงยหน้าสบตาเขาด้วยแววตาที่ตรงไปตรงมาเธอยืนนิ่งอยู่ตรงหน้าทางเข้าสวนสาธารณะและเอ่ยขึ้นกับเขาโดยที่ไม่ยอมหลบสายตา
“ฉันรู้ดีว่าฉันไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะพูดอะไรได้ทั้งเื่ของฉันในตอนนี้และจากนี้ไปฉันถูกตัดสินให้กลายเป็คนนอกไปแล้วแต่เพราะอย่างนั้นแหละฉันถึงสามารถเผชิญหน้ากับเธอได้”
เด็กสาวว่า
“ตอนนี้มาโมจังทำทุกอย่างด้วยความ้าของตัวเองอยู่รึเปล่า?”
มาโมรุดูจะไม่เข้าใจสิ่งที่เธอ้าจะสื่อ
“พวกเขาไม่ได้ขอร้องให้เธอทำอะไรใช่ไหม?ทั้งเื่ที่อยู่ข้างๆมินาโยะจังในตอนนี้ก็ด้วย”
“ฉันตัดสินใจเอง”เด็กหนุ่มตอบเธอด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง“คนที่ทำให้ทุกอย่างมันพังลงมาอย่างเธอสนใจด้วยหรือไงว่าพวกฉันจะใช้ชีวิตยังไงต่อ?”
มาโมรุถาม
“ฉันไม่คิดว่าตัวเองได้ทำลายอะไรไปหรอกนะ”มิกิบอก“ฉันเป็แค่คนที่พยายามจะเปิดกล่องออกมาจากมือของคนที่คิดจะปิดมันไว้เพราะเขามั่นใจว่าจะสามารถดูแลรักษาของที่อยู่ข้างในได้แต่ท้ายที่สุดก็อย่างที่ทุกคนรู้ว่าข้างในกล่องนั้นมันว่างเปล่าเพราะอย่างนั้นฉันถึงได้ถามเธอยังไงล่ะว่าทำสิ่งที่เธอพยายามทำทั้งหมดหลังจากวันนั้นเป็เพราะความ้าของตัวเธอเองใช่ไหม?”
มิกิสบตาเขา
“ถ้าตอนนั้นฉันไม่ทำอะไรทุกอย่างก็จะไม่มีอะไรเปลี่ยน ฉันก็จะอยู่ข้างเธอได้โดยที่ไม่ต้องเสียที่อยู่ของตัวเองไปฉันทำแบบนั้นได้นะ แลกกับการที่มาโมจังไม่สามารถอยู่ข้างๆมินาโยะจังได้ฉันสามารถเห็นแก่ตัวได้ถ้าฉัน้า แต่แบบนั้นมันจะมีประโยชน์อะไรล่ะถ้าฉันปล่อยให้มันเป็แบบนั้นต่อไปมาโมรุอาจจะตายก็ได้ ไม่ด้วยเพราะฝีมือของพวกนักรบอเวจีก็อาจจะเป็เพราะตัวเธอเองนั่นแหละเื่นั้นมาโมจังก็รู้ตัวเองดีนี่นา”
“จะบอกว่าตัวเองยอมเสียสละงั้นหรือไง?”
“เปล่า...ไม่ใช่” มิกิส่ายหน้าปฏิเสธ “ฉันไม่ใช่คนดีขนาดนั้น ฉันแค่้าจะทำอะไรสักอย่างที่ทำให้ตัวฉันเองไม่ต้องมานั่งเสียใจทีหลังต่อให้นั่นจะทำให้เธอต้องเกลียดฉันด้วยก็ตาม แต่มันก็ไม่ต่างไปจากเดิมนักหรอกฉันชินแล้ว”
เด็กสาวบอกกับเขา
“ทุกคนน่ะเห็นแก่ตัวมากกว่าที่มาโมจังคิดนะ พวกเขามีเื่ที่เล่าออกไปไม่ได้อยู่ด้วยกันทั้งนั้นไม่เว้นแม้แต่โทวะเอง หรือแม้แต่นานะจังเองก็ไม่ใช่คนที่เธอจะวางใจได้นี่ฉันพูดในฐานะคนนอกที่รู้เห็นการกระทำของทั้งสองฝ่ายเื่ที่มาโมจังเองยังไม่รู้ก็มีอีกตั้งเยอะและหลายๆเื่ฉันก็พูดออกไปไม่ได้ด้วย แต่ท้ายที่สุดแล้วถ้ามาโมจังตัดสินใจที่จะทำทุกๆอย่างด้วยตัวเองฉันก็วางใจแล้วล่ะฉันดีใจนะที่เธอยอมรับในการเป็ผู้พิทักษ์เพื่อปกป้องคนอื่นได้เพราะนั่นเป็สิ่งที่เธอพยายามปฏิเสธมาตลอดนี่นา”
เด็กสาวยิ้มให้เขาอย่างจริงใจ
“ส่งฉันแค่นี้พอแล้วล่ะ”
เด็กสาวออกเดินนำหน้าก่อนจะหมุนตัวกลับมาและโค้งให้เขาเธอส่งยิ้มมาให้เป็ครั้งสุดท้ายก่อนร่างเล็กๆนั้นจะเดินจากไปจนลับสายตา
