Silver Dust : Merlin

    ตอนที่ 30 เคล็ดวิชาการทำสมาธิ

    ตอนที่ 30 เคล็ดวิชาการทำสมาธิ

     

    *****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****

     

     

     

    เมื่อได้รับอนุญาตจากศาสตราจารย์ออสติน เมอร์ลินก็ใช้เวลาไปกับห้องสมุด

     

    แม้ในตอนแรกเขาจะมีความสนใจในการบ่มเพาะเวทมนตร์ก็จริง แต่ตอนนี้เขากลับให้ความสนใจกับหนังสือเหล่านี้มากกว่า

     

    ไม่น่าเชื่อเลยว่าเพียงแค่การมีอยู่ของดวงตาสีเงินก็ทำให้เขากลายเป็นหนอนหนังสือไปเสียแล้ว

     

    ในทุกๆ วันเมอร์ลินมักจะหมกตัวอยู่ในห้องสมุด จนลืมไปเลยว่าเขาต้องไปเรียนวิชารูนศาสตร์กับศาสตราจารย์ออสติน

     

    ส่วนชายชราเดิมทีก็ตั้งใจที่จะสอนวิชารูนศาสตร์ให้กับเด็กน้อยเช่นกัน แต่เมื่อเห็นท่าทางที่ตั้งใจอ่านหนังสือของอีกฝ่ายเขาจึงไม่ต้องการเข้าไปขัด นั่นเพราะเขารู้ดีว่าช่วงเวลาแห่งสมาธิและแรงบันดาลใจนั้นเป็นสิ่งล้ำค่าของนักเวทและนักวิชาการเวท

     

    การที่เด็กคนหนึ่งสามารถจมจ่อมและมีสมาธิกับการอ่านหนังสือแบบนี้ย่อมทำให้ผู้ที่เคยเป็นอาจารย์สอนในมหาวิทยาลัยเวทมนตร์อย่างเขารู้สึกชื่นชมยิ่ง

     

    อย่างไรก็ตามเมอร์ลินก็ไม่ได้ลืมที่จะกินข้าวตรงเวลาทุกมื้อ เพราะช่วงเวลานี้เป็นเวลาที่เขาจะได้พูดคุยสอบถามข้อสงสัยกับชายชรา

     

    หนังสือเป็นเพียงแนวคิดหนึ่งที่ถูกบันทึกไว้เท่านั้น ตราบใดที่คนอ่านไม่ใช่ผู้เขียนหนังสือเล่มนั้นขึ้นมา ย่อมไม่มีทางที่จะเข้าใจเนื้อหาอย่างถ่องแท้ เพราะหนังสือเหล่านั้นไม่ได้ใส่รายละเอียดเข้าไปทั้งหมด ดังเช่นระดับขั้นของนักเวทและนักวิชาการเวทที่ชายชราอธิบายให้ฟัง

     

    เพราะแบบนี้การอ่านหนังสือเพียงอย่างเดียวจึงไม่สามารถเติมเต็มความรู้ได้ พวกเขาจำเป็นต้องเข้าไปเรียนสถานศึกษาเพื่อรับความรู้จากผู้ที่มากประสบการณ์

     

    เมอร์ลินจึงใช้ช่วงเวลาทานข้าวสอบถามและพูดคุยข้อสงสัยของตนเอง

     

    แน่นอนว่าศาสตราจารย์ออสตินสามารถตอบข้อสงสัยของเขาได้ทั้งหมด เขาใช้ช่วงเวลานั้นพูดคุยจนลืมไปเลยว่าเด็กน้อยตรงหน้านี้เป็นแค่เพียงเด็กอายุสิบขวบคนหนึ่ง แต่หัวข้อที่พวกเขาพูดคุยกันกลับเป็นชั้นความรู้ระดับสูง ซึ่งเด็กทั่วไปแม้จะอยู่ในวัยที่โตกว่าเมอร์ลินก็ไม่สามารถทำความเข้าใจเรื่องนี้ได้

     

    ผ่านไปหลายวันกว่าศาสตราจารย์ออสตินพึ่งจะตระหนักได้ว่าการสนทนาของเขากับเด็กน้อยแปลกเกินไป

     

    “มันมีอะไรผิดพลาดตรงไหนนะ ทำไมฉันถึงไม่ได้สังเกตมัน” ชายชราเอ่ยถามตนเอง

     

    สายตาของเขามองไปที่ประตูห้องสมุดครั้งแล้วครั้งเล่าด้วยความรู้สึกที่แปลกประหลาดใจ

     

    “เด็กคนนี้อ่านหนังสือได้แค่ไม่กี่ก็สามารถพูดคุยเรื่องแบบนั้นกับฉันได้แล้วหรอ?”

     

    “ไม่สิ คำถามพวกนั้นฉันมั่นใจว่าไม่ได้อยู่ในหนังสือประวัติศาสตร์เวทมนตร์แน่ เขาอ่านหนังสือเล่มอื่นแล้วหรอ?” 

     

    ภายในหัวของศาสตราจารย์ออสตินนั้นเต็มไปด้วยคำถาม นั่นจึงทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะไปแง้มประตูมองเด็กน้อยที่กำลังนั่งอ่านหนังสือในห้อง

     

    ภาพที่เขาเห็นยังคงเป็นภาพที่เด็กน้อยกำลังอ่านหนังสืออย่างตั้งใจ

     

    ในตอนแรกเขาเห็นเด็กน้อยทำท่าทางแปลกๆ นั่นก็คือเขาพลิกหน้าหนังสืออย่างรวดเร็ว ก่อนจะพลิกกลับไปหน้าแรกแล้วอ่านมันอย่างช้าๆ

     

    การแอบมองของชายชราย่อมอยู่ในการรับรู้ของเด็กน้อย แม้ว่าสมาธิของเขาจะจมจ่อมไปกับการอ่านหนังสือก็จริง แต่ดวงตาสีเงินนั้นมีความสามารถมากกว่าที่คิด มันกระทั่งสามารถจับสัมผัสการเคลื่อนไหวที่อยู่รอบๆ ตัวของเด็กน้อยได้

     

    มันเป็นความสามารถที่ยากจะอธิบาย ราวกับว่าเด็กน้อยมีดวงตาอยู่รอบกายอย่างไรอย่างนั้น แม้เขาจะไม่เห็นภาพนั้นแต่สัมผัสนี้กลับทำให้เขารู้สึกได้

     

    ในทุกครั้งที่ชายชราลอบมองเข้ามา เขาจึงทำท่าตั้งใจอ่านหนังสือเหมือนคนทั่วไปทุกครั้ง

     

    การจะตบตามหาปราชญ์ย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย หากเขาไม่มีดวงตาสีเงินคาดว่าจะถูกจับได้ตั้งแต่วันแรกแล้ว

     

    อย่างไรก็ตามเมอร์ลินยังสามารถรอดจากการสังเกตของชายชราไปได้ทุกครั้ง

     

    ชายชราเดินกลับมาที่โต๊ะทำงานของตนเองที่อยู่ห้องโถง

     

    “เด็กคนนี้มีวิธีการอ่านหนังสือที่ประหลาดจริง แต่ดูเหมือนว่าเขาจะไม่ได้อ่านหนังสือประวัติศาสตร์เวทมนตร์อย่างจริงจัง แต่กลับไปสนใจหนังสือเล่มอื่นซะแล้ว”

     

    เขาส่ายศีรษะไปมา แล้วยิ้มเยาะให้กับตัวเอง

     

    “ฉันนี่บ้าจริงๆ เขาเป็นแค่เด็กอายุสิบขวบเท่านั้น เขาจะมีพลังสมาธิมากเท่าไหร่กันเชียว”

     

    ไม่ว่านักเวทหรือนักวิชาการเวท พวกเขาล้วนให้ความสนใจกับพลังสมาธิทั้งสิ้น นั่นเป็นเพราะพลังสมาธิสามารถช่วยเพิ่มพลังเวทให้กับพวกเขาได้ ดังนั้นวิชาพื้นฐานของการบ่มเพาะพลังเวทนั่นก็คือ “เคล็ดวิชาการทำสมาธิ”

     

    เคล็ดวิชาการทำสมาธินั้นสำคัญเป็นอย่างมากสำหรับนักเวท และเคล็ดวิชาแต่ละวิชาก็ให้ผลลัพธ์ที่ต่างกัน

     

    ดังนั้นมันจึงกลายเป็นเคล็ดวิชาลับส่วนบุคคล นักเวทมากมายต้องติดอยู่ทางตันก็เพราะไม่มีเคล็ดวิชาการทำสมาธิที่ดี ส่วนเคล็ดวิชาทั่วไปที่เผยแพร่อยู่ในสถาบันการศึกษาตอนนี้ก็มีแต่เคล็ดวิชาการทำสมาธิที่สร้างวงเวทได้แค่สองถึงสี่วงเวทเท่านั้น

     

    อย่างไรก็ตามไม่ใช่ว่าเคล็ดวิชาการทำสมาธิเหล่านั้นจะไม่สามารถทำให้นักเวทก้าวเข้าสู่ห้าวงเวทหรือมากกว่านั้นได้ แต่พวกเขาต้องใช้ความพยายามและเวลาที่นานมากกว่าเท่านั้น บางทีอาจจะเป็นเวลาที่ยาวนานจนถึงจุดสุดท้ายของชีวิต ต้องตายไปก่อนที่จะยกระดับขั้นก็เป็นได้

     

    เคล็ดวิชาการทำสมาธิจึงเป็นสิ่งที่สำคัญเป็นอย่างมาก

     

    การจะหาเคล็ดวิชาชั้นสูง หากไม่ได้ฝากตัวเป็นศิษย์กับผู้สูงส่ง พวกเขาก็ต้องคิดเคล็ดวิชาของตนเองขึ้นมาเท่านั้น

     

    สำหรับศาสตราจารย์ออสตินที่เป็นนักวิชาการเวทขั้นมหาปราชญ์แล้ว แน่นอนว่าเขาย่อมต้องมีเคล็ดวิชาการทำสมาธิที่สร้างขึ้นเอง และมันอาจจะถูกส่งต่อให้กับเมอร์ลินในอนาคตข้างหน้า

     

    เมอร์ลินพยายามตบตาชายชราอย่างแนบเนียน ในแต่ละวันเขาเอาแต่หมกตัวอ่านหนังสืออย่างกระตือรือร้น

     

    การมีดวงตาสีเงินที่สามารถสร้างความเข้าใจในการอ่านของเขาได้ นั่นยิ่งทำให้เขารู้สึกสนุกมากยิ่งขึ้น เพราะมันทำให้การอ่านหนังสือไม่ใช่เรื่องยาก

     

    ยิ่งเขาสนใจมากเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งทำมันได้ดี

     

    นั่นทำให้ความเร็วในการอ่านของเขาเพิ่มมากยิ่งขึ้น

     

    จากวันแรกที่อ่านหนังสือได้ไม่ถึงสิบเล่ม จนตอนนี้เขาสามารถอ่านหนังสือได้มากกว่าสามสิบเล่มได้แล้ว

     

    ห้องหนังสือของศาสตราจารย์ออสตินมีหนังสืออยู่นับพัน แม้แต่ตัวเจ้าของเองก็ไม่ได้อ่านพวกมันทุกเล่ม แต่ดูเหมือนว่าเด็กน้อยที่พึ่งเข้าสู่โลกแห่งวิชาการในตอนนี้จะสามารถอ่านพวกมันทั้งหมดภายในไม่กี่เดือน

    คล้ายกับเรื่องSilver Dust : Merlin ที่คุณอ่าน