ชีวิตในแต่ละวันของหลี่เยว่ซินดำเนินไปตามปกติ จนเริ่มมีข้อมูลที่ได้รับการยืนยันแล้ว แจ้งแก่เหล่ายุวชนว่าในปีหน้าจะเริ่มนำระบบเกาเข่ากลับมาใช้ สร้างความตื่นเต้นและยินดีให้แก่ยุวชนทั้งหลาย พวกเขาตื่นตัวและมีความมุ่งมั่นที่จะเข้าร่วมการสอบในครั้งนี้เป็อย่างมาก เพราะพวกเขาอยากกลับบ้าน อยากกลับไปอยู่ในเมือง ไม่อยากอยู่ใช้แรงงานในชนบทอีกต่อไปแล้ว เนื่องจากการสอบจะมีขึ้นในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า พวกเขาจึงเริ่มจัดสรรเวลาของตัวเองสำหรับการทบทวนตำรา
นอกจาก้าจัดสรรเวลาทำงานและเวลาทบทวนตำราแล้ว บางคนยังมีปัญหาครอบครัวที่ต้องจัดการอีกด้วย ผู้ที่ยังไม่มีครอบครัวก็จะไม่มีปัญหาอะไร เพียงแค่รอเวลาให้ถึงการสอบก็เก็บกระเป๋าไปจากที่นี่ได้ทันที แต่สำหรับคนที่แต่งงานแล้วหากยังไม่หย่าร้างก็ต้องมีหนังสือรับรองจากครอบครัวหรือหัวหน้าหมู่บ้านสำหรับการเดินทางออกจากหมู่บ้าน บ่อยครั้งที่เธอได้ยินเพื่อนยุวชนบางคนทะเลาะเบาะแว้งกับสามีหรือภรรยาของตนเอง เพราะความไม่ไว้ใจ กลัวว่ายุวชนเหล่านี้พอไปเรียนมหาวิทยาลัยแล้วจะไม่กลับมาหาตนเองอีก
ปัญหาเหล่านี้หลี่เยว่ซินทราบดีว่ามันต้องเกิดขึ้น เธอเคยอ่านเจอในหนังสือว่ามีคนชนบทที่ถูกทิ้งไปไม่น้อยสำหรับเหตุการณ์นี้ เพราะการสอบเกาเข่าในครั้งนี้ไม่มีการกำหนดคุณสมบัติของผู้ที่จะเข้าร่วมสอบ ไม่ว่าอายุเท่าไหร่ มีสถานะอย่างไร ก็สามารถเข้าร่วมการสอบในครั้งนี้ได้ การสอบเกาเข่ารุ่นต่อไปจึงจะเริ่มมีการกำหนดคุณสมบัติของผู้เข้าสอบให้มีความชัดเจนมากขึ้น โชคดีที่เธอ หลินเสี่ยวเหม่ย และมู่ชง ไม่ได้มีปัญหาเหล่านี้ให้หนักใจ
“เยว่ซิน มู่ชง พวกเธอรู้เื่การสอบเข้ามหาวิทยาลัยในครั้งนี้หรือยัง” หลินเสี่ยวเหม่ยถามเพื่อน หลังจากที่พวกเขารับประทานอาหารเย็นเสร็จและมานั่งพักกันที่บริเวณหน้าบ้าน
“รู้แล้วล่ะ ฉันเตรียมตัวสำหรับเื่นี้มาสักพักหนึ่งแล้ว” มู่ชงตอบคำถาม
“เพื่อนยุวชนคนอื่นตื่นเต้นดีใจกันใหญ่ มันเป็โอกาสที่ดีนะ พวกเธอว่าไหม” หลินเสี่ยวเหม่ยพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ และมองออกไปรอบบริเวณบ้านด้วยสายตาว่างเปล่า
“พวกเธอจะเข้าร่วมกันสอบในครั้งนี้หรือไม่” หลี่เยว่ซินถามเพื่อนทั้งสอง
“ฉันยังไม่รู้เลย” หลินเสี่ยวเหม่ยตอบคำถามเพื่อน ก็เธอไม่รู้จริงๆ เธอรู้แค่ว่าเธอยังไม่อยากกลับบ้าน แต่เธอเองก็ยังไม่รู้ว่าเธอ้าที่จะทำอะไรต่อไปในอนาคต
“ฉันคิดว่าฉันจะเข้าร่วมการสอบในครั้งนี้ และอยากสอบเข้าวิทยาลัยในเมืองนี้ล่ะ” มู่ชงเอ่ยตอบ พร้อมกับมองไปที่หลี่เยว่ซิน “เธอไม่ต้องลำบากใจ จริงอยู่ที่ฉันอยากสอบเข้าวิทยาลัยในเมืองนี้เหตุผลเป็เพราะเธอ เพราะก่อนหน้านี้เธอเคยบอกกับฉันว่าเธออยากทำธุรกิจของตัวเองและจะยังคงอาศัยอยู่ในเมืองนี้”
เขาหยุดมองหน้าเธอสักครู่ แล้วจึงพูดต่อ “พ่อกับแม่ของฉันถูกครอบครัวปู่แยกบ้านและตัดสัมพันธ์ ทำหนังสือไม่ข้องเกี่ยวกันอีกต่อไปแล้ว พ่อกับแม่ฉันมีฉันเป็ลูกแค่คนเดียว เมื่อตอนที่ฉันถูกส่งมาอยู่ที่ชนบท พ่อกับแม่ฉันที่ร่างกายไม่ค่อยแข็งแรงอยู่แล้ว พวกท่านเกิดป่วยหนักและเสียชีวิตลง ก็คือ่ที่ฉันขออนุญาตจากเลขาหมู่บ้านเดินทางกลับบ้านเมื่อ่ปีที่แล้วนั่นอย่างไรล่ะ เพียงแต่ฉันไม่ได้บอกพวกเธอ ทำให้ตอนนี้ฉันไม่มีใครให้กลับไปหาแล้ว อย่างน้อยอยู่ที่นี่ฉันยังมีเธอเป็เพื่อนฉันอยู่”
เพื่อนสาวทั้งสองได้ฟังแล้วก็ได้แน่นิ่ง พวกเธอไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่ามู่ชงจะผ่าน่เวลาที่ยากลำบากมาเพียงลำพัง พวกเขานั่งอยู่ด้วยกันอย่างนั้นเป็เวลานาน ต่างคนต่างก็ใช้ความคิดของตัวเอง สักพักหลินเสี่ยวเหม่ยเอ่ยถามหลี่เยว่ซิน
“เยว่ซิน เธอไม่เคยเล่าให้ฉันฟังเลยนะว่าเธออยากอยู่ที่เมืองนี้ต่อและเธอจะไม่สอบเข้ามหาวิทยาลัยแล้ว” เธอถามเพื่อน และทำสีหน้าน้อยใจ
“เสี่ยวเหม่ย เธออย่าน้อยใจไปเลย ก่อนหน้านี้ที่ฉันยังไม่ได้เล่าให้เธอฟังเป็เพราะฉันยังไม่มั่นใจกับเหตุผลบางอย่าง แต่ตอนนี้ฉันรู้แล้วว่าอนาคตของฉันจะไปในทิศทางไหน และอย่างที่พวกเธอรู้ ครอบครัวของฉันก็ไม่เคยติดต่อฉันมาเลยเหมือนกัน ถึงฉันจะเพียรพยายามส่งจดหมายไปหาพวกเขาบ่อยแค่ไหน แต่สิ่งที่ได้รับกลับมาเป็เพียงแค่ความว่างเปล่าเท่านั้น” หลี่เยว่ซินตอบคำถามหลินเสี่ยวเหม่ย และกล่าวต่อว่า
“ในเมื่อมู่ชงได้ตัดสินใจแล้วว่าเขาจะเข้าร่วมการสอบในครั้งนี้ ขอโทษที่ฉันต้องพูดกับเธอตรงๆ นะเสี่ยวเหม่ย ฉันคิดว่าครอบครัวของเธอก็คงมีปัญหาเหมือนกับพวกฉันเหมือนกัน เพียงแค่อาจจะดีกว่าพวกฉันตรงที่พวกเขายังติดต่อมาหาเธอ ถึงแม้ว่าพวกเขาจะติดต่อมาหาเธอ แต่ก็เพราะพวกเขา้าสิ่งของจากเธอเท่านั้น พวกเขา้าเงินและอาหารจากเธอ พวกเขาเคยคิดหรือไม่ว่าเธอจะหาเงินและอาหารมาจากไหน และเมื่อเธอส่งไปให้พวกเขาแล้วเธอจะใช้ชีวิตต่อไปอย่างไร ฉันขอแนะนำเธอนะว่าเธอก็ควรจะเข้าร่วมการสอบในครั้งนี้ เพื่ออนาคตของเธอเอง เมื่อเธอมีอาชีพที่มั่นคง เธอถึงจะสนับสนุนครอบครัวของเธอได้ และเธอควรสอบเข้าวิทยาลัยในเมืองนี้ อย่างน้อยเธอก็ยังมีฉันกับมู่ชงที่ถือว่าเป็ครอบครัวของเธอที่นี่ พวกเรายังสามารถดูแลกันได้” เธอมองสบตาเพื่อนอยู่อย่างนั้น
หลินเสี่ยวเหม่ยฟังและคิดตาม เธอเห็นด้วยกับความคิดของหลี่เยว่ซิน ครอบครัวของเธอไม่ใช่ครอบครัวที่มีฐานะดี และมันเป็ความจริงที่เธอต้องสนับสนุนครอบครัว ดังนั้นเธอต้องสร้างความแข็งแกร่งให้กับตัวเองเธอถึงจะสนับสนุนครอบครัวของเธอได้ เมื่อหลี่เยว่ซิน เห็นว่าเพื่อนทั้งสองไม่ขัดข้องกับความคิดของเธอ เธอจึงพูดเริ่มพูดต่อ
“ในเื่ของการสอบฉันสามารถช่วยเหลือพวกเธอได้นะ ฉันจะไม่ถ่อมตัว ฉันเป็คนที่เรียนหนังสือเก่งจริงๆ” หลี่เยว่ซินบอกกับเพื่อน ก็มันคือเื่จริงนี่นะ เธอเรียนมาในยุคที่การสอบแข่งขันเข้มข้นเสียขนาดนั้น อ่านตำราย้อนหลังไปกี่สิบปี เรียนที่สถาบันกวดวิชาไปกี่สิบแห่ง เธอผ่านมาหมดแล้ว เธอสอบเข้ามหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งได้ด้วยซ้ำ อีกอย่างก่อนที่เธอจะข้ามเวลามาอยู่ที่นี่ เธอก็เพิ่งจะเรียนจบมาไม่นาน เื่ความรู้เหล่านี้ทบทวนอีกนิดหน่อยเธอก็สอนให้กับเพื่อนเธอทั้งสองคนได้อย่างสบายแล้ว
ทั้งคู่พยักหน้ารับด้วยความยินดี หลี่เยว่ซินหวังเป็อย่างยิ่งว่าเพื่อนของเธอทั้งสองคนนี้จะประสบความสำเร็จในชีวิต ในเมื่อเธอรู้ว่าอนาคตประเทศจะเดินไปในทิศทางไหน เธอก็จะคอยชี้แนะแนวทางให้ ั้แ่เธอข้ามมิติมาอยู่ในยุคนี้เพื่อนของเธอทั้งคู่คอยช่วยเหลือเธออยู่ตลอดเวลา พวกเขาจึงว่าถือเป็ครอบครัวของเธอ ดังนั้นพวกเขาต้องประสบความสำเร็จไปพร้อมกับเธอ