ผู้หลงทางเข้ามาในโบกี้ผ่านทางประตูที่เปิดทิ้งไว้ไม่ขาดสาย มีลักษณะรูปร่างแตกต่างกันไป บางตัวรูปร่างเหมือนมนุษย์ บางตัวก็รูปร่างแปลกประหลาด มีขาสี่ขา มีแขนสี่แขน และบางตัวมีหัวถึงสามหัว นับว่าเป็โชคดีของเราที่ไม่มีหมาตัวใหญ่เข้ามาแบบในห้องสมุด ฉันกับบีจึงใช้แผนเดิมได้ทุกครั้งที่พวกมันเข้ามา และก่อนที่พวกมันทุกตัวกำลังจะกลายเป็เถ้าิญญา พวกมันจะส่งเสียงกรีดร้องก่อนตายเสมอ ทำให้มีตัวอื่นๆ ตามเข้ามา พวกมันอาจจะสื่อสารกันแค่ว่ามีพวกเราอยู่ข้างในนี้ แต่ไม่ได้บอกว่าให้ระวังหลัง หรือพวกมันอาจแค่ได้ยินเสียงเพื่อนของมันสิ้นใจจึงตามเข้าดูเหตุการณ์
ฉันเริ่มได้ใจเพราะหลังจากที่จัดการพวกมันได้หลายตัว ก็เลยทำให้ไม่รู้สึกกลัวพวกมันอีกต่อไป ต้องขอบคุณตะเกียงนำทางที่ฉันถืออยู่ มันทำให้ได้เปรียบพวกมันเป็อย่างมาก ตราบใดที่ฉันยังถือตะเกียงและพวกมันยังพากันเข้ามาทีละสองสามตัวก็ไม่มีอะไรที่ต้องเป็ห่วง แต่ไม่นานนักสิ่งที่พวกเรารับมือไม่ได้ ก็เข้ามาหาพวกเราเร็วกว่าที่คิด
อัศวินในชุดเกราะสีดำก็ทะลุลงมาจากหลังคา จังหวะที่เท้าของเขากระทบกับพื้นโบกี้มันได้สร้างแรงกระแทกจนทำให้ลังที่เรียงต่อกันสูงๆ ร่วงลงมา
ในพริบตาแรกที่เห็นก็รู้ได้เลยว่าชายคนนั้นไม่เป็มิตรอย่างแน่นอน เขาตัวสูงประมาณสองเมตรหรือไม่ก็สองเมตรครึ่ง สวมหมวกเหล็กสีดำ ชุดเกราะเบาที่เขาใส่ทำให้เห็นสัดส่วนแบบนักกีฬานักฟุตบอลได้อย่างชัดเจน มือซ้ายของเขาถือโล่วงกลมขนาดใหญ่ ส่วนมือซ้ายถือหอกสองเล่ม เขาเป็ผู้ชายที่ดูน่ากลัวเหมือนกำลังแผ่รังสีอำมหิตออกมาจนก่อเป็ควันสีดำอยู่ด้านหลัง
ชายคนนั้นไม่พูดพร่ำทำเพลงเขาโยนหอกหนึ่งเล่มขึ้นบนอากาศ และขว้างหอกอีกเล่มที่อยู่ในมือไปที่บีด้วยความเร็วที่ไม่น่าเชื่อ หอกเล่มนั้นเสียบทะลุผ่านแขนของบีไปที่กำแพง และด้วยความแรงของหอกเล่มนั้นทำให้กำแพงที่อยู่ด้านหลังของบีะเิเป็รูโหว่ขนาดใหญ่ แขนของบีก็เช่นกัน มันไม่เหมือนโดนหอกขว้างใส่แต่มันเหมือนกับโดนะเิจนเหลือแค่ต้นแขน และบริเวณสีข้างด้านขวาของเขาก็เกิดเป็รอยไหม้พร้อมเสื้อผ้าที่ขาดกระจุย บีร้องด้วยความเ็ปดังที่สุดเท่าที่เคยได้ยินมา เมื่อฉันเห็นเพื่อนของตัวเองโดนอย่างนั้นมีหรือฉันจะทนไหว ฉันวิ่งเข้าไปอย่างไม่คิดชีวิตอย่างน้อยถ้าสร้างาแได้ก็พอที่จะสู้ไหว
ในระหว่างที่วิ่งเข้าใส่ชายคนนั้น หอกที่ลอยอยู่กลางอากาศ ดันกลับเข้ามือของเ้าของเร็วกว่าที่คิด เขาแกว่งหอกใส่ฉันโดยที่ไม่หันมามอง ฉันยกดาบและตะเกียงขึ้นบังหอกเล่มนั้น แต่ด้วยแรงอันมหาศาลของเขา มันทำให้ฉันกระเด็นไปชนกับผนัง ฉันทรุดลงกับพื้นด้วยความจุก ปล่อยมือทั้งสองข้างจากดาบและตะเกียงมาพยุงตัวเอง ด้วยความที่ฉันไม่ได้หมดสติจากที่โดนซัดลอยเมื่อกี้ มันจึงเจ็บกว่าการถูกข่วนจนเืไหลแล้วหมดสติไป
ทุกอย่างมันดูช้าไปหมด สายตาพร่ามัว หูอื้อไม่ได้ยินแม้กระทั่งเสียงฟ้าร้องกระหน่ำจากด้านนอก และแล้วความกลัวก็กลับมาหาฉันอีกครั้ง ภาพแห่งความสุขย้อนเข้ามาในหัวเมื่อฉันกำลังจะหมดสติ แต่ภาพเ่าั้ก็ได้หายไปในทันทีที่ชายในชุดเกราะใช้เท้าเหยียบหัวของฉันแนบกับพื้น
ฉันแหกปากร้องออกมาเมื่อเขาออกแรงเหยียบ ไม่นานนักเขาก็ยกเท้าออกและใช้มือจิกผมของฉันให้ลุกขึ้น ในระหว่างที่ฉันกำลังถูกดึงผมให้ลุกตาม หางตาฉันก็เหลือบไปเห็นตะเกียงนำทางที่ถูกเหยียบจนไม่เหลือชิ้นดี
เมื่อฉันยืนขึ้น เขาก็ปล่อยมือจากผมและคว้าที่คอแทน เขาสามารถหักคอฉันได้สบายๆ ถ้าอยากจะทำ เพียงแค่ยังไม่ลงมือ เขาพูดภาษาประหลาดๆ ที่ฉันฟังไม่ออก ฉันไม่เคยได้ยินภาษาแบบนี้มาก่อน
“ปล่อย... ข้อร้อง...” ฉันพยายามพูดแต่ไม่มีเสียง
เขากำคอของฉันแน่นกว่าเดิม เขาใช้มือขวากำคอฉันและมือซ้ายกำหอกตั้งฉากกับข้อศอก บีที่อยู่ตรงกันข้ามยังคงร้องโอดโอยเพราะความเ็ปที่ได้รับ
บางที่ฉันก็สงสัยตัวเองว่าจริงๆ แล้ว ฉันมันเป็คนที่โชคร้ายที่สุดในโลกหรือเป็คนที่โชคดีที่สุดในโลก เพราะเหมือนในทุกๆ ครั้งที่สิ้นหวัง ความช่วยเหลือก็จะปรากฏตรงหน้าเสมอ แค่มันอาจจะมาช้าหน่อย
อีคอนะโลงมาจากรูที่ชายในชุดเกราะสีดำทำไว้ก่อนหน้านี้ สภาพของอีคอนก็เหมือนจะโดนมาหนักไม่ใช่น้อย หมวกเหล็กสีเงินที่เขาใส่แหวงเป็วงที่บริเวณตาข้างซ้าย เกราะแขนทั้งสองข้างหลุดไปแล้ว เกราะที่่ตัวก็มีสภาพยับเยิน แถมเขายังดูเหนื่อยมากๆ แต่ร่างกายของเขากลับไม่มีซึ่งรอยาแเดียว
“เื่ของเรายังไม่จบ” อีคอนกล่าวอย่างโกรธเกรี้ยว
ชายในชุดเกราะสีดำเปลี่ยนมาจับที่คอเสื้อ จากนั้นเขาก็เหวี่ยงฉันอัดกับหลังไม้จนลงไปนอนกองกับพื้นอีกครั้ง อีคอนเข้าโจมตีชายคนนั้นราวกับสัตว์ป่า เขาเหวี่ยงดาบใส่ชายในชุดเกราะอย่างรวดเร็วและพยายามเข้าวงใน ก่อนหน้านี้ฉันจำได้ว่าชายในชุดเกราะถือโล่ด้วยมืออีกข้างหนึ่ง แต่ตอนนี้มันหายไป เสียงดาบและคมหอกกระทบกันทำให้เกิดเสียงดังเหมือนกับเสียงที่ได้ยินก่อนนี้ ในขณะที่อีคอนเข้าปะทะกับชายในชุดเกราะดำ โล่สีดำขนาดเท่าจานดาวเทียมได้ทะลุเข้ามาในโบกี้จากทางด้านหลังของอีคอน แต่เขาก็สามารถหลบโล่นั่นได้ ด้วยการะโหมุนตัวกลางอากาศ โล่กลับเข้ามือของเ้าของก่อนจะถูกโยนออกไปอีกครั้ง อีคอนใช้ดาบป้องกันการโจมตีนั้นได้ในขณะที่ยังอยู่กลางอากาศ
ฉันหายจากอาการจุกพอที่จะขยับตัวได้ ก็รีบลุกอย่างทุลักทุเลไปดูอาการของบีในทันที พวกเราต้องรีบออกไปจากที่นี่ ต่อให้ต้องเสี่ยงะโข้ามโบกี้ก็ตาม แต่ทว่าจังหวะที่ฉันกำลังจะวิ่งไปถึงบี ชายในหน้ากากได้พังประตูเข้ามาจากอีกด้าน เ้าตัวนี้มันดูคล้ายกับมนุษย์หมาที่เคยเห็นในหนัง มันพุ่งเข้ามาหาฉันและจับฉันโยนออกไปนอกโบกี้ผ่านทางรูะเิที่โดนหอกขว้างใส่
ฉันร่วงลงไปในความมืดมองเห็นแสงของรถไฟค่อยๆ ไกลไปจากสายตา มันเป็ความรู้สึกสับสนจนพูดไม่ออก ไม่มีอะไรให้คว้า ไม่มีใครโยนเชือกมาให้ เคว้งคว้างในความมืด รู้สึก.. สิ้นหวัง...
“สวัสดียามเช้าเ้าหนู” เสียงของชายชรากล่าว
เอาอีกแล้วเหรอเนี่ย... ฉันกลับมานอนอยู่บนเตียงในห้องพิลึกอีกครั้ง คราวนี้ฉันลุกขึ้นนั่งตัวตรงได้อย่างไม่อยากเย็นนัก ภายในห้องยังคงตกแต่งเหมือนเดิม เฟอร์นิเจอร์ราคาแพง แสงไฟสลัวๆ กลิ่นหอมจากดอกไม้แห้ง แต่ที่ต่างออกไปก็คงเป็ทางขวามือ ก่อนหน้านี้มันเป็เพียงกรอบรูปที่ว่างเปล่า แต่ตอนนี้กรอบรูปที่อยู่ตรงกลางจากที่เคยว่างเปล่า มันก็ปรากฏเป็ภาพวาดของชายคนหนึ่ง ในภาพชายคนนั้นเป็คนตัวใหญ่ร่างกายกำยำไม่มีใบหน้า กำลังเผชิญหน้ากับช้างที่มีงาสีงาด้วยมีดเพียงหนึ่งเล่ม ฉันไม่เข้าใจว่าภาพนั่นว่ามีความหมายอะไร แต่ตั้งคำถามไปก็คงไม่มีประโยชน์เพราะยังไงก็คงไม่ได้คำตอบกลับมา
“สวัสดียามเช้าเ้าหนู” ชายชรากล่าวอีกครั้ง
“สวัสดี ผมกลับมาหาคุณอีกแล้ว… คราวนี้ผมตายแล้วใช่ไหม เพื่อนผมแขนขาด ส่วนผมก็ถูกสัตว์ประหลาดตัวขนโยนออกมาจากขบวนรถไฟ จากนั้นก็... ไม่รู้สิจำไม่ได้แล้ว”
“ไม่! เ้ายังไม่ตาย ของแค่นั้นฆ่าเ้าไม่ได้”
“คุณพูดเหมือนรู้จักผมเลย คุณ... จะบอกผมได้หรือยังว่าคุณชื่ออะไร แล้วที่นี่คือที่ไหน แล้วมันหมายความว่ายังไงที่ของแค่นั้นทำอะไรผมไม่ได้”
“ข้ามีชื่อว่าเรนเดล ซีก้า ส่วนที่นี่ก็คือห้องนอนของข้าสมัยที่ข้ายังมีชีวิตอยู่”
“สรุปก็คือโลกหลังความตาย”
“ไม่! นี่คือโลกแห่งความทรงจำ” ชายชรากล่าวอย่างช้าๆ “มันคือความทรงจำที่ถูกฝั่งอยู่ในตัวของเ้ามาั้แ่กำเนิด ผ่านทางสายเืของคนในตระกูลซีก้าจากรุ่นสู่รุ่น”
“ผมว่าคุณคงเข้าใจอะไรผิดแล้ว อย่างแรกคือผมไม่รู้จักคุณ ที่บ้านผมไม่มีใครชื่อแปลกๆ แบบคุณ สองตระกูลของผมคือศรีสร้อยไม่ใช่ซีก้าอย่างที่คุณว่ามา ไม่มีทางที่ความทรงจำของคุณจะอยู่ในสายเืผม”
“กาลเวลาที่เปลี่ยนไปทำให้อะไรหลายๆ อย่างมันเปลี่ยนตาม ไม่ว่าจะชื่อหรือนามสกุล คิดไม่ออกจริงๆ เลยหรือยังไง ว่าที่นี่มันคือที่ไหน”
ฉันมองรอบห้องโดยละเอียดอีกครั้ง ก่อนจะตอบคำถามของชายชรา
“ไม่... ไม่คุ้นเลย”
“น่าเหนื่อยใจยิ่งนัก...” ชายชรากล่าว “มีอีกหลายๆ เื่ที่ข้าอยากจะเล่าให้เ้าฟัง แต่ตอนนี้ข้าเริ่มเหนื่อยแล้ว”
ชายชราเงียบไปสักพัก...
“เ้าเพียงต้องถามคำถามกับเหล่าอัศวิน แล้วเ้าจะเจอคำตอบที่ตามหา... ไว้เจอกันในวันที่พระจันทร์เต็มดวง เ้าหนู”
เขาพูดเื่อะไรกัน! ฉันไม่ได้้าคำตอบอะไรจากใคร แล้วในวันที่พระจันทร์เต็มดวงฉันก็ต้องมาเจอกับเขาอีก แสดงว่าฉันต้องตายอีกรอบเหรอเนี่ย อยากจะถามก็คงไม่ได้แล้ว เพราะเขาได้หายไปจากเก้าอี้เหมือนกับครั้งที่แล้ว เทียนในห้องก็ค่อยๆ ดับลงทีละดวง จากนั้นฉันก็รู้สึกง่วงในทันที...
คงต้องกลับไปแล้วสิ สรุปเื่บนรถไฟมันเกิดอะไรขึ้น บี อีคอน อัศวินเกราะสีดำ และทำไมฉันยังไม่ตาย นี้หรือเปล่าคำตอบที่ฉันอยากรู้
ซีก้ามันคืออะไร!
ฉันรู้สึกตัวบนเตียงคนไข้ในเต็นท์พยาบาลขนาดใหญ่ที่มีแท่งเทียนลอยไปมา ภายนี้เต็มไปด้วยผู้ประสบภัยกำลังรักษาาแไม่ต่ำกว่าสิบคน พวกเขาล้วนแต่เป็ชาวต่างชาติ เห็นได้จากรูปร่างหน้าตาและภาษาที่ใช้ ฉันลุกจากเตียงคนไข้แล้วมองดูรอบๆ ตัว ในนี้ไม่มีใครพอที่จะคุยรู้เื่ด้วยได้ ฉันจึงเดินออกมาจากเต็นท์เพื่อถามเื่เพื่อนของฉันจากพวกอัศวิน ระหว่างที่ฉันกำลังจะเดินออกจากเต็นท์ มีชายชาวจีนเข้ามาพูดอะไรบางอย่างด้วยภาษาของชาติตัวเอง เขามีสีหน้าที่ทุกข์ใจเหมือน้าความช่วยเหลือหรือไม่ก็้าระบายความในใจ แต่ฉันฟังที่เขาพูดไม่ออกเลยแม้แต่คำเดียว ฉันทำได้เพียงส่ายหน้าก่อนจะเดินถอยออกมา ด้านนอกเต็นท์มีเต็นอีกจำนวนมากตั้งอยู่ มันดูเหมือนกับค่ายลี้ภัยฉุกเฉิน ที่นี่ถูกรายล้อมไปด้วยต้นไม้ที่ตายแล้ว ท้องฟ้าตอนกลางคืนมีอากาศหนาวเย็นเพราะฝนริน พื้นดินเปียกชุ่ม ผู้คนหายใจเป็ไอเย็น
ฉันเดินถามพวกอัศวินว่าเห็นเพื่อนของฉันไหม ฉันอธิบายรูปพรรณสัณฐานให้พวกเขาฟัง แต่ก็ไม่มีใครยอมพูดอะไร ในระหว่างที่ฉันกำลังตามหาพวกเพื่อนๆ อัศวินสองคนได้เดินผ่านฉันไปอย่างรีบร้อน พวกเขาถือลังบางอย่าง เดินตรงไปที่เต็นท์ที่มีป้ายธงรูปหมวกอัศวินตั้งอยู่ ฉันเดินตามพวกเขาโดยที่ไม่ให้พวกเขาสังเกตุเห็น พวกเขาเข้าไปในเต็นท์นั้นได้ไม่นานนักก็พากันเดินกลับออกมา ก่อนจะพากันไปทำอย่างอื่นต่อ ฉันไม่ได้สนใจสองคนนั้นแล้ว สิ่งที่ฉันสนใจก็คือคนที่น่าจะอยู่ข้างในเต็นท์ ไม่แน่อีคอนอาจจะอยู่ข้างในนั้น เขาเป็คนสุดท้ายที่อยู่กับบีเขาน่าจะพอรู้อะไรบ้าง
ด้วยความที่สถานการณ์ในค่ายมันดูวุ่นวาย ทำให้เต็นท์ที่ดูเหมือนจะสำคัญนี้ มีคนเฝ้าด้านหน้าเพียงแค่สองคน ฉันเดินอ้อมไปที่หลังเต็นจากนั้นฉันก็ได้ยินเสียงของคนกำลังคุยกันเกี่ยวกับตะเกียงนำทาง หนึ่งในนั้นคือเสียงของอีคอน ฟังจากน้ำเสียงของเขาแล้ว เขาเหมือนคนที่กำลังโกธรจนสามารถฆ่าใครก็ได้
“ต่อให้เหลือตะเกียงแค่เพียงอันเดียว ฉันก็จะไปที่นั่น เราจะปล่อยให้พระจันทร์เต็มดวงไปมากกว่านี้ไม่ได้ ถ้าขื่นเอาแต่ความช่วยเหลือ ผู้หญิงคนนั้น! เธอจะสามารถฆ่าพวกเราได้ ไม่ต่างจากมนุษย์ธรรมดา” อีคอนกล่าวอย่างเกรี้ยวกราด
“ผมเข้าใจเื่นั้นดีครับหัวหน้า” เสียงของใครสักคน “แต่ตอนนี้เรามีคนไม่พอ อย่าว่าแต่เื่จัดการกับแม่มดเลยครับ ลำพังแค่ปกป้องค่ายพวกเรายังไม่รู้เลยจะทำไว้หรือเปล่า ไม่ว่ายังความปลอดภัยของมนุษย์ต้องมาก่อน”
“เื่นั้นฉันไม่... ฉันไม่... โธ่เว่ย” อีคอนกล่าวคำสุดท้ายพร้อมกับทุบโต๊ะอย่างแรง “เพราะเ้าอัศวินดำนั่น อีกแค่นิดเดียวก็จะไปถึงที่เมืองแห่งเสียงเรียกแล้วแท้ๆ มันจะต้องเป็ซีก้าแน่”
“ท่านหมายถึงอัศวินดำคนนั้นเหรอครับ”
“แล้วมันยังจะมีใครอีก!” อีคอนตะคอก
“ผม... ผมนึกว่าท่านหมายถึงเด็กที่ขึ้นรถไฟมากับเรา” ชายคนนั้นพูดด้วยความประหม่า “ถึงแม้จะยังไม่ชัดเจน แต่ก็มีความเป็ไปได้สูงมากที่เขาจะเป็ซีก้า”
ซีก้าเหรอ? นั้นฟังดูเหมือนนามสุกลของชายที่อยู่ในความฝันเลย ถ้าจำไม่ผิดเขาบอกว่าเขาชื่อเรนเดล ซีก้า จะว่าไปเซนก็นามสกุลนี้เหมือนกัน มันยังไงกันแน่นามสกุลนี้
“แล้วมันยังไง ถึงเด็กนั่นจะเป็ก็ไม่ได้ทำให้อะไรมันดีขึ้น ก็แค่เืสกปรก”
“ขออนุญาติครับหัวหน้า” เสียงของอัศวินที่พึ่งวิ่งเข้าไปข้างใน “มีรายงานด่วนมาจากที่เกาะ โดยผู้นำสูงสุดแลนเดอร์ ซีก้า เป็คนออกคำสั่งด้วยตัวเอง เขาได้ส่งกองหนุนมาที่นี่สองคนได้แก่ อับบาสผู้ใช้เคียวมรณะและออสตินผู้สยบจักรพรรดิ พวกเขาสองคนกำลังมาที่นี่และคาดว่าน่าจะถึงในไม่นาน”
สองคนนั่นที่กำลังพูดถึงคือใครกัน คำว่ากองหนุนมันควรจะมากันทั้งกองทัพไม่ใช่หรือยังไง แต่เหนือสิ่งอื่นใด เมื่อกี้เขาพูดซีก้าอีกแล้ว
“เขากำลังคิดบ้าอะไรของเขาอยู่ถึงส่งเ้าออสตินมาที่นี่” อีคอนกล่าว
“ฉันว่าฉันเจอแมวนะ” เสียงของใครสักคนดังมาจากด้านหลัง ฉันถูกจับคอเสื้อและถูกดึงขึ้นจากพื้น “ทำอะไรอยู่เหรอวัยรุ่น” ฉันถูกยกลอยจากพื้นด้วยแขนเพียงข้างเดียว มันคงไม่แปลกที่เขาจะทำอย่างนี้ได้ เพราะคนที่ทำ เขาตัวใหญ่อย่างกะช้าง ทั่วทั้งตัวเต็มไปด้วยมัดกล้าม ฉันคิดว่าเขาน่าจะสูงสักสามเมตรเห็นจะได้ ฉันที่ตัวสูงสองเมตร แต่กลับถูกหิ้วเหมือนถุงพลาสติก
“ปล่อยผม! ผมไม่ได้ตั้งผมแค่มาหาเพื่อน” ฉันอ้อนวอนให้เขาปล่อยฉันลง แต่เขาก็ไม่ทำเช่นนั้น เขาใช้มืออีกข้างฉีกเต็นท์ออกจากนั้นก็ยื่นฉันเข้าไปข้างใน
“เจอเพื่อนหรือเปล่าวัยรุ่น ฮ่าๆๆ” เขาพูดแล้วหัวเราะออกมาดังลั่น
“ออสติน” อีคอนกล่าวอย่างเคร่งขรึม...