สาบคน

    บทที่ 34 สตรึงเตรา

           บทที่ 34 สตรึงเตรา

            ฮ่าวจาง และสองแฝดสาวสะดุ้งตื่นตามสัญชาตญาณ พวกเขารับรู้ถึงการมาของกลุ่มคนจำนวนสามสิบกว่าคน คนกลุ่มนี้ไม่ได้ถูกสารระเหยของสองสะกด เพราะพวกเขายังไม่ได้เข้ามาในเขตบริเวณที่ปลูกพืชกลายพันธุ์ของหมู่บ้าน

            “หยุดอยู่ตรงนั้น!” เสียงตะโกนก้องของกานต์ดังขึ้น พร้อมเสียงดึงคันรั้งขึ้นลำอาวุธปืนสงครามนับสิบกระบอก ที่ซุ่มอยู่ตามแนวต้นยางพาราตายซาก 

            สายตาของพวกรอดล้วนมองเห็นได้ดีในความมืด ภาพของชายร่างเตี้ยล่ำ ผิวคล้ำกร้านในชุดทหารขมุกขมอม เขายกมือขึ้นส่งสัญญาณกับลูกน้อง แววตาของเขาเต็มไปด้วยความหยิ่งทะนง ชายคนนั้นก้าวออกมาข้างหน้า ยืดอกตะโกนอย่างยะโส 

            “กูคือผู้กองจันดา”

            “พวกมึงต่างหากที่ต้องคุกเข่าและถอยออกไป! ที่นี่ไม่ใช่ประเทศเสียมอีกต่อไป!” จันดาตะโกนเสียงกร้าว

            “พวกมึงไม่รู้หรือ นามเดิมของจังหวัดนี้ ฉะเชิงเทรา มาจากคำภาษาเขมรโบราณว่า สตรึงเตรา  ที่แปลว่าคลองลึก! แผ่นดินทับลาน ปราจีนบุรี ยาวลงมาถึงตรงนี้ คืออาณาจักรขอมเก่าที่บรรพบุรุษของเราเคยสร้างปราสาทขอมครองครองไว้เป็นพันปี!” 

            ชาวบ้านหนองนกเอี้ยงและผู้ที่มาใหม่จากกุ้ยโจวนิ่งงัน เพราะกำลังมึนงงกับการทวงคืนพื้นที่ โดยการอ้างถึงบรรพบุรุษเมื่อพันปีก่อน ในโลกที่ล่มสลายเช่นนี้

            “พวกเสียมอพยพมาทีหลัง ตอนนี้ฟ้าดินลงทัณฑ์จนโลกไร้แสง แผ่นดินศักดิ์สิทธิ์ของขอมโบราณต้องกลับคืนสู่เจ้าของที่แท้จริง!” ผู้กองจันดาเอ่ยพลางกวาดสายตามองแปลงผักกูด ผักเหลียง และต้นมันสำปะหลังพันธุ์ปุยฝ้ายอย่างละโมบ 

            “พืชผลพวกนี้ พลังงานพวกนี้ และแหล่งน้ำตรงนี้ ทั้งหมดเป็นทรัพย์สินของจักรวรรดิขอมใหม่ ถ้าพวกมึงอยากอยู่รอด ก็ส่งเสบียงครึ่งหนึ่งให้กองทัพเรา และยอมรับว่าที่นี่คือมณฑลขแมร์!” 

            ออด ที่ยืนถือ HK 33  ถึงกับหัวเราะพรืดออกมาลั่นโรงซ่อม

            “ ถุย!” 

            แล้วเขาก็ไม่พูดอะไรต่ออีก เพียงยืนชมเรื่องสนุกอยู่อย่างเงียบๆ

            “เฮ้ย ไอ้ผู้กองจัน จันอะไรวะ อ่อ.. ไอ้ผู้กองจัญไร !” ไข่ตะโกนสวน 

            “มึงบ้าป่ะเนี่ย รอนแรมมาถึงนี่เพื่อเคลมชื่อจังหวัดเนี่ยนะ มึงจะบอกว่ามีสลักไว้ในกำแพงหินอีกใช่ไหม ไอ้ข้อศอกหมา ต้นไม้ที่มึงเห็นเนี่ย พวกกูปลูกทั้งนั้น ไม่ใช่โคตรแม่มึงมาหว่านเมล็ดไว้!” 

            “พี่ใหญ่ คนพวกนี้เป็นใคร พวกเขามีอาวุธสงครามด้วย เหมือนเป็นกองทหารเลย พวกเราจะสู้ได้ไหม ยังมีเครื่องยิงจรวดนั่นอีก” ฮ่าวจิงจิงถามพี่ชาย

            “ถ้าหมู่บ้านเรามีอาร์พีจีบ้างก็คงจะดีสินะ” เสียงนัทพูดอยู่ใกล้ๆ 

            ฮ่าวเหม่ยจิงถามด้วยความสนใจ “เจี่ยเจียคิดยังไงคะ” 

            “ไนซ์มันบอกว่า มีคนขนอาวุธมาให้ถึงหน้าบ้านเลย” 

            นัทหัวเราะเบาๆ “เอามาเยอะเสียด้วย ที่จริงปืนพวกนี้ก็ผลิตจากประเทศของพวกเธอนั่นแหละ”

            ฮ่าวจางและแฝดสาวทั้งสองมองหน้ากัน ทั้งชีวิตพวกเขาไม่เคยจับปืนเลยด้วยซ้ำ

            ผู้กองจันดาแสดงอาการเกรี้ยวกราด หลังจากข่มขู่ไม่สำเร็จแถมยังโดนด่าเข้าอีก เขาตวาดลั่น ลุูกน้องสามสิบกว่าคน เล็งปืนเข้าหาหมู่บ้านทันที 

            “ถ้าคุยกันไม่รู้เรื่อง ก็ต้องใช้กำลัง! แผ่นดินสตรึงเตราต้องเป็นของเรา! ฆ่าล้างหมู่บ้าน อย่าให้เหลือแม้แต่คนเดียว!” 

            ทันใดนั้น

            เฟี้ยวว! โพล๊ะ!

            ไม่มีเสียงระเบิดกัมปนาท มีเพียงเสียงแหวกอากาศของกระสุน 5.56 มม. จากมุมมืดพุ่งเจาะเข้ากลางสันจมูกของผู้กองจันดาอย่างแม่นยำ แรงปะทะมหาศาลทำให้กะโหลกของเขาระเบิดแหลกเหลว ร่างของเขาหงายหลังฟาดตึงนิ่งสนิทไปในทันที 

            ทหารกัมพูชาทั้งสามสิบกว่าคนหน้าซีดเผือด พวกเขามองหาคนยิงตามสัญชาตญาณ แต่รอบตัวกลับมีเพียงความมืดมิดและกลิ่นหอมของดอกกล้วยไม้ป่าที่เยือกเย็น 

            คนตระกูลฮ่าวทั้งสามพี่น้องมองหน้ากัน แม้พวกเขาจะพยายามอย่างไร ก็ยังตรวจไม่พบตำแหน่งของสไนเปอร์ หรือที่ออดเรียกเขาว่า เจ้าสไนซ์ อยู่ดี

            “กระสุนความเร็วสูงติดท่อเก็บเสียง” โจวต้าซานพึมพำยิ้มๆ ย้อนคำพูดตัวเองในวันวาน 

            ทุกคนในหนองนกเอี้ยง ได้รับข้อความจากจิตสำนึกร่วมของหนึ่ง 

            “ไม่ต้องทำอะไร คอยเฝ้าดูต่อไป ลูกชายผมกำลังตั้งศูนย์กล้องเล็ง”

            เฟี้ยวว!โพล๊ะ! เฟี้ยวว!โพล๊ะ! เฟี้ยวว!โพล๊ะ! 

            เสียงกระสุนแหวกอากาศและศีรษะของมนุษย์ระเบิด ดังเว้นจังหวะอย่างสม่ำเสมอ จนผ่านไปสิบนัดก็หยุดไปอึดใจ แล้วก็ได้ยินเสียงนั้นต่อ เพียงแต่เว้นระยะห่างมากขึ้น คล้ายติดขัดปัญหาบางอย่าง แต่มันยิ่งทำให้ฝ่ายตรงข้ามกระวนกระวายมากขึ้นเช่นกัน

            เฟี้ยวว!โพล๊ะ!  

            ปัง! ๆๆๆๆๆ 

            เสียงปืนฝ่ายตรงข้ามเริ่มตอบโต้ เป็นการยิงที่ไร้ทิศทางเพราะไม่เห็นศัตรู แต่ก็ทำให้ เด่น ไข่ และกานต์ ที่อยู่แนวหน้าต้องแยกเขี้ยวหมอบราบกับพื้น

            ท่ามกลางสายตาจับจ้องลุ้นระทึกของทุกคน ทหารต่างด้าวพวกนั้น บ้างหมอบ บ้างหลบเข้าที่กำบัง บ้างมองหาทิศทางของปืนซุ่มยิง บ้างยิงตอบโต้

            ไนซ์ขมวดคิ้ว ปล่อยกระสุนนัดที่สิบสามผ่านไป แต่ภาพในกล้องเล็งเริ่มเต้นระริกเพราะไอความร้อนจากท่อลดเสียงที่หนึ่งทำขึ้น มันบิดเบือนจนเขาเล็งเป้าหมายที่อยู่ไกลออกไปได้ยาก

            "ร้อนเกินไปแล้ว..."

            ไนซ์ใช้ผ้ารองมือ แล้วหมุนเกลียว ถอดท่อลดเสียงออกอย่างรวดเร็ว ในจังหวะที่เขาเหนี่ยวไกนัดต่อมา เสียงปืนดังกึกก้องแผดสนั่นกลบเสียงแมลงในป่าจนหมดสิ้น แสงวาบสีส้มจากปลายลำกล้องทำให้ไนซ์ตกเป็นเป้าสายตาในความมืดทันที แต่นั่นก็แลกมาด้วยความคมชัดในกล้องเล็งที่กลับมาดังเดิม

            ปัง!  

            หัวของทหารเถื่อนกระจายออกทันทีที่ศูนย์เล็งทาบลงบนเป้าหมาย

            ปังๆๆๆๆ  

            ทหารที่เหลือยิงสวนมาทันที จากเสียงและแสงไฟที่วาบจากปลายลำกล้องของ M16A1 ที่ถูกถอดท่อลดเสียงออกแล้ว แต่เนื่องจากระยะไกลเกินความแม่นยำของ AK-47 ศูนย์เปิด ทั้งยังยิงในโหมดอัตโนมัติอีกด้วย กระสุนเหล่านั้นจึงไม่ใกล้เคียงกับตำแหน่งของไนซ์เลย แต่มันก็รุกคืบเข้ามาใกล้มากกว่านั้นไม่ได้ เพราะรู้ว่ามีแนวรับของ ไข่ เด่น และกานต์ขวางหน้าอยู่ โอกาสสังหารจึงยังเป็นของไนซ์อยู่เพียงฝ่ายเดียวเช่นเดิม

            ทหารคนที่แบกเครื่องยิงจรวด RPG-7 โผล่หน้าออกมา เพื่อเล็งไปยังตำแหน่งที่เห็นไฟจากปลายกระบอกปืนนั้น

            ปัง! 

            หัวของเจ้านั่นแตกกระจุยก่อนที่จะได้เอานิ้วแตะไกของเครื่องยิง ร่างของมันม้วนลงมาข้างหน้า ตามน้ำหนักของเครื่องยิงและหัวจรวด ท่ามกลางความลุ้นระทึกของทั้งสองฝ่าย โชคดีที่ไม่มีอะไรเกิดขึ้นมากกว่านั้น

            ปัง! 

            ตั้งแต่ไนซ์ถอดท่อเก็บเสียงออก ก็ไม่ได้ยินเสียงหัวกะโหลกระเบิดอีกเลย เพราะเสียงปืนที่ดังสนั่นกลบเอาไว้จนหมด

            สุดท้ายเมื่อสมาชิกเหลือลดน้อยลงเรื่อยๆ เพื่อนข้างๆ ก็ถูกยิงหัวระเบิดกระจายให้เห็นอยู่คาตา ทหารเถื่อนเหล่านั้นก็เริ่มขวัญกระเจิงหันหลังวิ่งหนี แต่เสียงเอ็มสิบหกติดกล้องเล็งจะดังทันที ร่างที่ลุกวิ่งจะทรุดฮวบลงทุกราย จนไม่มีใครกล้าลุกขึ้นวิ่งหนีอีก 

            ปัง! 

            “อ๊ากกก”

            เสียงร้องโหยหวน เมื่อทหารเถื่อนคนหนึ่งหลบกำบังหลังต้นไม้ใหญ่ตายซากอย่างมิดชิด แต่ดันโผล่เท้าออกมา กระสุนนัดนั้นระเบิดตาตุ่มเขาจนกระจุย จนชักดิ้นชักงอออกมาให้เห็นทั้งตัว

            ปัง! 

            ร่างที่หัวระเบิดนั้นหยุดการดิ้นรนอย่างสิ้นเชิง

            เสียงปืนยังดังอยู่อีกครู่ใหญ่ ในที่สุดทุกอย่างก็ตกอยู่ในความเงียบ เหลือเพียงกลิ่นหอมเหมือนดอกกล้วยไม้ ลอยอ้อยอิ่งผสมกับกลิ่นคาวเลือด

            “พี่นัทช่วยพาคนไปเก็บปืนและสมบัติของพวกมันให้หน่อย รบกวนอาสองช่วยเอารถแบ็กโฮไปขุดหลุมฝังพวกมันก่อนเลยนะครับ จะได้กลบกลิ่นเลือด ผมจะยังคอยเฝ้าระวังอยู่ ทีมอื่นออกไปรับมือพวกตัวสั่น มันต้องเข้ามาตามเสียงปืนแน่ พี่ฮ่าวจางครับ ถ้าเพื่อนๆ ของพี่พร้อม ก็ให้ติดตามพวกชาวบ้านกลุ่มเดิมไปด้วยนะครับ ประสบการณ์พวกนี้ หาไม่ได้ง่ายๆ อย่าลืมเตรียมอาวุธไปด้วยนะครับ” ไนซ์สั่งการยืดยาว เขาอยู่ข้างหลังกลุ่มของนัทและฮ่าวจาง โดยที่ไม่มีใครรู้ตัว

            “เป็นผู้บุกรุกเข้ามา หวังยึดครองที่นี่เหมือนกัน ทำไมใจดีกับพวกเรา แต่คนพวกนี้นายกลับฆ่าหมดเลยล่ะ” ฮ่าวจิงจิงถามไนซ์ สายตาของเธอจ้องเขาอย่างจริงจัง

            “ไอ้พวกนั้นมันน่ารักอย่างเธอที่ไหนกันเล่า ”

            “หา”

            ฮ่าวจิงจิงตะลึง หน้าแดง มองเขาตาค้าง

            ไนซ์หัวเราะเบาๆ แล้วเดินจากไป พร้อมกับส่งจิตสำนึกร่วมกลับมา 

            “หยอกๆ ล้อเล่นนะ”

            “นี่นาย!...”

            ฮ่าวจิงจิงกระทืบเท้าด้วยความขุ่นเคือง แล้วก็รีบหันมองซ้ายมองขวา แกล้งทำเป็นไม่เห็นสายตารอบด้านที่จ้องมองมา