ทางออกจากลานจอดรถเปิดสู่ถนนอีกสายหนึ่ง ซึ่งแตกต่างจากเขตเมืองที่พวกเขาเพิ่งฝ่ามาอย่างสิ้นเชิง ที่นี่เงียบผิดปกติ ไม่มีซากรถชนต่อกัน ไม่มีเสียงคำรามของผู้ติดเชื้อ ไม่มีแม้แต่ร่างซอมบี้เร่ร่อนให้เห็น ราวกับมีเส้นแบ่งที่มองไม่เห็นตัดโลกสองใบออกจากกันอย่างเด็ดขาด
ทุกคนหยุดยืนอยู่ตรงปากทางด้วยความระแวง นัทมองซ้ายขวาอย่างถี่ถ้วน “เงียบเกินไป”
คินยกปืนขึ้นประจำบ่า ดวงตาจับจ้องไปรอบทิศ “ฉันไม่ชอบแบบนี้เลย”
หลินเยว่หลับตา ใช้การรับรู้เครือข่ายตรวจสอบพื้นที่ เธอสัมผัสได้ถึงสัญญาณของผู้ติดเชื้อเพียงไม่กี่จุด และทั้งหมดอยู่ไกลออกไปมาก ไม่ใช่ความว่างเปล่าโดยธรรมชาติ แต่เป็นพื้นที่ที่ถูก “ผลัก” ให้ปลอดจากพวกมันอย่างจงใจ
เจย์เดินไปข้างหน้าและก้มลงตรวจพื้นถนนอย่างละเอียด “ดูนี่” เขากวาดมือไปบนฝุ่นที่จับหนาแน่น “รอยล้อรถสดใหม่หลายเส้นลากผ่าน ยังมีรอยรองเท้าจำนวนมาก และร่องรอยการขนย้ายของหนัก” เขาสรุป “มีคนอยู่ที่นี่ไม่นานนี้เอง”
มีนเงยหน้ามองไปไกล บนเส้นขอบฟ้า ปรากฏกำแพงคอนกรีตสูงหลายเมตร ล้อมรอบพื้นที่ขนาดใหญ่ไว้ทั้งหมด ยอดกำแพงมีลวดหนามและไฟส่องสว่างที่ยังคงทำงานอยู่ เหนือสิ่งก่อสร้างนั้น ธงสีขาวสะอาดปลิวไสวท่ามกลางลมแรง กลางผืนผ้า มีสัญลักษณ์วงแหวนสีทองสามชั้นที่ดูคุ้นตาอย่างประหลาด
หลินเยว่รู้สึกถึงบางอย่างบีบรัดในอก ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เป็นความหวังที่เธอไม่กล้ายอมรับอย่างเต็มที่ “เมืองปลอดภัย…” เรย์พึมพำเสียงสั่น ดวงตาเต็มไปด้วยประกายแห่งความปรารถนา
ฟ้าเบิกตากว้าง “เราจะได้อยู่ในที่ปลอดภัยแล้วใช่ไหม?” ต้นกอดตุ๊กตาแน่น ดวงตาเต็มไปด้วยความคาดหวัง แม้แต่นัทเองก็เผลอยิ้มออกมา “ในที่สุดก็มีที่ให้พักจริง ๆ สักที”
แต่คินยังไม่ลดปืนลง “หรืออาจเป็นกับดัก”
เจย์พยักหน้าเห็นด้วย “กำแพงขนาดนี้ต้องใช้ทรัพยากรและกำลังคนมหาศาล ผู้ที่สร้างมันขึ้นมาคงไม่ใช่กลุ่มธรรมดา”
ด็อกเตอร์หรี่ตามองสัญลักษณ์บนธง สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปเล็กน้อย ราวกับพยายามรื้อฟื้นความทรงจำที่เลือนราง “ฉัน… เหมือนเคยเห็นตรานั้นมาก่อน”
หลินเยว่หันมองทันที “ที่ไหน?”
ชายสูงวัยนิ่งไปครู่หนึ่ง “ในเอกสารวิจัยเก่า… ก่อนโลกจะล่มสลาย” ประโยคนั้นทำให้บรรยากาศรอบตัวเย็นลงทันที ความหวังที่เพิ่งก่อตัวขึ้นถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกไม่ชอบมาพากล
อาร์คซึ่งเงียบมาตลอด ขมวดคิ้วเล็กน้อย ดวงตาสีแดงเข้มจับจ้องกำแพงเบื้องหน้าอย่างไม่ละสายตา แรงกดดันจากตัวเขาเพิ่มขึ้นโดยไม่รู้ตัว หลินเยว่สัมผัสได้ทันที “อาร์ค?”
เขาเงียบอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตอบเสียงต่ำ “ที่นั่น… มีกลิ่นที่ฉันจำได้”
“กลิ่นแบบไหน?” หลินเยว่ถามด้วยน้ำเสียงกระตุ้น
อาร์คหลับตาเล็กน้อย ราวกับพยายามค้นหาเศษเสี้ยวความทรงจำที่กระจัดกระจายอยู่ในห้วงลึก เมื่อเขาลืมตาขึ้นอีกครั้ง ประกายเย็นเยียบฉายชัดในดวงตา “กลิ่นของผู้สร้างฉัน”
ไม่มีใครพูดอะไรอยู่หลายวินาที ลมพัดผ่านถนนว่างเปล่า ธงสีขาวยังคงปลิวไสวอยู่เหนือกำแพงสูงตระหง่าน สถานที่ที่ดูเหมือนความหวังของผู้รอดชีวิต อาจเป็นประตูสู่ความจริงที่พวกเขาตามหามาตลอด หรืออาจเป็นรังของผู้ที่อยู่เบื้องหลังหายนะทั้งหมด
หลินเยว่กำมือแน่น เธอรู้ดีว่านี่ไม่ใช่แค่การตัดสินใจเพื่อความปลอดภัย แต่เป็นการตัดสินใจที่จะเปิดเผยความจริงของโลกใบนี้ เธอหันมองไปยังเมืองที่ไม่ควรมีอยู่ท่ามกลางโลกที่ล่มสลาย แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ไม่ว่าข้างในจะมีอะไร” เธอหันมองสมาชิกทุกคนทีละคน ดวงตาของเธอเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น “เราจะเข้าไปด้วยกัน”
อาร์คก้าวมายืนเคียงข้างเธอ นัทยกขวานขึ้นพาดบ่า คินปลดเซฟปืน มีนยิ้มอย่างอ่อนโยน เจย์ปิดสมุดบันทึก ผู้รอดชีวิตที่เหลือต่างพยักหน้าพร้อมกัน
จากนั้น กลุ่มเล็ก ๆ ที่ผ่านความเป็นความตายมาด้วยกัน ก็เริ่มก้าวเดินไปยังประตูของเมืองปริศนา โดยไม่มีใครรู้เลยว่า การก้าวผ่านกำแพงนั้น จะเปลี่ยนโชคชะตาของโลกไปตลอดกาล และเปิดเผยความลับที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้เงามืดของหายนะครั้งนี้