ภายในตำหนักเหมันต์จันทรา
บรรยากาศภายในห้องค่อนข้างครึกครื้น เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะของเจ้าตำหนักทั้งสี่ และบรระดาเหล่าศิษย์ทั้งหลาย ทว่ากับเด็กหนุ่มนามว่าหลิงเทียนนั้น แทบอยากจะแทรกแผ่นดินหนีให้รู้แล้วรู้รอดไป เพราะก่อนหน้านี้เขาได้โชว์มังกรน้อยของเขา ออกประจักษ์สู่สายตาของเจ้าตำหนักทั้งสี่ และบรรดาศิษย์หลักของแต่ละตำหนักที่ติดตามเข้ามาด้วย
ที่สำคัญในเวลานี้ เรื่องที่เจ้าตำหนักทั้งสี่กำลังขบขันกันอยู่นั้น มันเป็นเรื่องของหลิงเทียนล้วนๆ และยังไม่มีทีท่า ว่าการพูดคุยถึงมังกรน้อยของหลิงเทียนจะจบลงไปได้ง่ายๆ
เวลาแห่งการพูดคุยของเหล่าเจ้าตำหนักนั้นผ่านไปเพียงไม่กี่เค่อเท่านั้น แต่สำหรับหลิงเทียนแล้ว มันช่างเป็นเวลาที่แสนจะยาวนานซะเหลือเกิน จนกระทั่งหลิงเทียนต้องกระแอมดังๆ หลายครั้งเพื่อหยุดการพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องไร้สาระพวกนี้ จนเมื่อเจ้าตำหนักทั้งหลายเงียบลง หลิงเทียนก็เริ่มปั้นสีหน้าเป็นจริงจังขึ้น และเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เคร่งเครียด
"เจ้าตำหนักเพลิงโลกันต์ เจ้าตำหนักเทพวายุอัสนี และเจ้าตำหนักเหมันต์จันทรา เหล่าบรรพบุรุษ มีคำสั่งให้พวกท่านคัดเลือกศิษย์ที่รับสืบทอดตำหนักละสามคน และหลังจากนั้นเจ้าตำทั้งสามจะต้องเก็บตัวฝึกฝน เพื่อก้าวเข้าสู่ขอบเขตพระเจ้าขั้นที่ 1 ให้ได้ภายในเวลาสามเดือน"
ทันทีที่หลิงเทียนพูดจบ สีหน้าของเจ้าตำหนักทั้งสามถึงกับเคร่งเครียดขึ้นทันที สำหรับการคัดเลือกศิษย์สืบทอดนั้น พวกเขาสามารถทำตามคำสั่งบรรพบุรุษได้อย่างไม่ยากเย็นนั้น ทว่าการเข้าสู่ขอบเขตพระเจ้าขั้นที่ 1 ภายในสามเดือนนั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย พวกเขาค้างอยู่ครึ่งก้าวขอบเขตพระเจ้ามาสี่ถึงห้าร้อยปีแล้ว จนเลิกคิดถึงเรื่องการเข้าสู่ขอบเขตพระเจ้าไปอย่างสิ้นเชิง แต่กลับกลายมาเป็นคำสั่งของบรรพบุรุษ นั่นจึงทำให้พวกเขาเป็นกังวลอย่างมาก
หลิงเทียนที่เห็นสีหน้าของเจ้าตำหนักทั้งสาม ก็แอบอดยิ้มในใจไม่ได้ เพราะเขาเองก็อยากปั่นหัวเจ้าตำหนักทั้งสามที่เอาแต่หัวเราะเขาอยู่นานคืนบ้าง ถ้าหากเป็นเมื่อก่อนเขาคงไม่กล้าโกหกเป็นแน่ เพราะตัวตนระดับนี้อ่านจิตใจเขาได้อย่างไม่ยากเย็นนัก แต่ในเวลานี้มันต่างกันออกไป เพราะการอ่านจิตใจของผู้อื่นนั้น มันมีเคล็ดลับที่ง่ายมาก และมันก็ถูกแก้ทางได้ง่ายด้วยเช่นกัน
ผ่านไปครู่ใหญ่หลิงเทียนจึงได้เลิกเล่น แล้วกระแอมขึ้นอีกครั้ง ใบหน้าของเขาครั้งนี้ฉายแววจริงจังเป็นอย่างมาก ก่อนจะมองไปยังเจ้าตำหนักทุกคน
"เรื่องหลังจากนี้เป็นความลับ หากพวกท่านมั่นใจในศิษย์ที่พวกท่านพามา ข้าก็จะเริ่มเล่าต่อทันที" สิ้นเสียงของหลิงเทียน เขาก็เดินไปหากลุ่มของเขา แล้วพูดด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบ
"เซียงเซียง หนิงเอ๋อร์ ไป๋หยุนเฟย ข้าขอโทษนะ แต่พวกเจ้าช่วยออกไปรอข้างนอกก่อนได้ไหม"
ทั้งสามที่ได้ยินหลิงเทียนเอ่ยมา พวกเขาก็ยิ้มรับเล็กน้อย ก่อนจะเดินออกไปข้างนอกในทันที เจ้าตำหนักอื่นๆ ที่เห็นเช่นนั้นจึงได้ให้ศิษย์ของตนออกไปรอด้านนอก จากนั้นเจ้าตำหนักทั้งสี่จึงกางม่านพลังออกมาป้องกันเสียงเล็ดรอดออกไป
"เอาล่ะ!! เจ้าเล่ามาได้ล่ะ" เจ้าตำหนักเพลิงโลกันต์กล่าวขึ้น
"บรรพบุรุษพวกท่านบอกมาว่า เหตุที่พวกท่านไม่อาจก้ามข้ามถึงขอบเขตพระเจ้าได้ เป็นเพราะเหล่าบรรพบุรุษยังมิต้องการให้พวกท่านก้าวไปถึงขอบเขตนั้น เพราะทักษะทั้งหมดที่พวกท่านเรียนมาสูงสุดที่ขั้น 9 แต่แท้จริงแล้วมันมีทั้งหมด 13 ขั้น และในวันนี้บรรพบุรุษของพวกท่านได้มอบทักษะขั้นที่ 10 มาให้พวกท่าน เพื่อให้เจ้าตำหนักทั้งสี่ไปฝึกฝน แล้วก้าวเข้าสู่ขอบเขตพระเจ้าขั้นที่ 1 ให้ได้ แต่ก่อนหน้านั้นสิ่งที่พวกท่านต้องรู้ก็คือความจริงของช่วงเวลา 100 ปีที่หายไปจากประวัติศาสตร์เมื่อ 1,000 ปีก่อน"
สิ้นเสียงของหลิงเทียน ใบหน้าของเจ้าตำหนักทั้งสี่ฉายแววยินดีอย่างเห็นได้ชัด แต่เมื่อได้ยินประโยคสุดท้าย พวกเขาถึงกับเกือบจะหยุดหายใจไปในทันที เพราะไม่มีใครที่ไม่อยากรู้เกี่ยวกับจุดจบมหาศึกสงครามที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเมื่อ 1,000 ปีก่อน
"ช้าก่อน!! เหตุใดบรรพบุรุษของตำหนักทั้งสาม จึงมีทักษะลับของตำหนักวารีพิสุทธิ์กัน" เจ้าตำหนักวารีพิสุทธิ์ที่เริ่มเอะใจอะไรบางอย่าง ก่อนจะเอ่ยถามอย่างอดสงสัยไม่ได้
"ก็เพราะบรรพบุรุษของตำหนักวารีพิสุทธิ์ กับบรรพบุรุษของตำหนักเทพวายุอสนี ในอดีตเคยเป็นคู่รักกันน่ะ ส่วนเรื่องหลังจากนั้นข้าขอไม่พูดถึงละกัน เอาเป็นว่าทั้งสองบรรพบุรุษนั้น ต่างรู้จักตัวตน และทักษะของอีกฝ่ายเป็นอย่างดีเยี่ยมเลยทีเดียวก็ละกัน" หลิงเทียนยกมือขึ้นเกาหัวเล็กน้อย ก่อนจะพูดด้วยท่าทางที่เบื่อหน่าย เหมือนไม่ค่อยอยากจะเอ่ยถึงสักเท่าไหร่
เจ้าตำหนักวารีพิสุทธิ์ที่ได้ยินเช่นนั้น ถึงกับเริ่มเข้าใจอะไรบางอย่างขึ้นในทันที ก่อนที่เจ้าตำหนักที่เหลือจะเริ่มเร่งรัดเอ่ยถามถึงประวัติศาสตร์ในช่วงเวลา 100 ปีที่หายไป
"ศึกมหาสงครามเมื่อ 1,000 ปีก่อนอุบัติขึ้นเพราะ 8 อสูรมารฟ้า 8 มหาทูติสวรรค์ และ 8 ราชันย์มังกร ที่ต่างก็อ้างตนเป็นผู้ปกครองหนึ่งเดียวของโลกใบนี้ เมื่อทั้งสามเผ่าพันธุ์มิอาจมีความเห็นที่ตรงกัน จึงเริ่มก่อมหาสงครามขึ้น โดยใช้พื้นที่ราบภาคกลางที่เหล่ามวลมนุษย์ และเผ่าพันธุ์อื่นๆ ใช้อาศัยอยู่ เป็นเวทีการรบในศึกครั้งนั้น ทำให้หลายเผ่าพันธุ์ต้องล่มสลายไป เหลือเพียงกลุ่มมนุษย์บางส่วน เท่านั้นที่ยังพอสามารถเอาชีวิตรอดอยู่ได้ และยังกลายเป็นความหวังของเผ่าพันธุ์อื่นๆ ในการแก้แค้นอีกด้วย"
"หมายความว่ามนุษย์อย่างพวกเรามิได้เป็นศัตรูกับสัตว์อสูรเท่านั้น แต่รวมถึงอีกสามเผ่าพันธุ์ด้วยงั้นรึ" เจ้าตำหนักเพลิงโลกันต์ เอ่ยถามอย่างตกตะลึง
"ถ้าเป็นเมื่อ 1,000 ปีก่อน ก็คงต้องตอบว่า ใช่" หลิงเทียนตอบอย่างใจเย็น ก่อนจะเริ่มเอ่ยใจความสำคัญต่อในทันที
และที่คัญไปกว่านั้นก็คือ ที่ทั้งสามเผ่าพันธุ์ได้หยุดศึกสงครามในครั้งนั้น ไม่ใช่เพราะความสูญเสียของเผ่าพันธุ์ หรือได้บทสรุปของผู้ชนะแต่อย่างใด แต่สาเหตุหลักเป็นเพราะในระหว่างมหาศึกสงครามนั้น จู่ๆ ก็ปรากฏสิ่งมีชีวิตที่น่าสะพรึงกลัวขึ้น ร่างกายของมันราวกับเป็นอมตะ ไม่ว่าจะถูกโจมตีรุนแรงแค่ไหน หรือร่างแหลกเหลวเป็นจุล ก็ยังสามารถฟื้นฟูกลับคืนสภาพได้ดังเดิม ที่สำคัญพลังของมันยังสามารถควบคุมสัตว์ป่าทุกชนิดบนโลกได้อีกด้วย และยังปลุกสัญชาตญาณดิบในตัวมัน หรือก็คือสัตว์อสูรในยามค่ำคืนอย่างที่พวกท่านสู้รบกันมา ในช่วงหลายร้อยปีนี้นั่นเอง เหล่าบรรพบุรุษและตัวตนที่ยิ่งใหญ่ของทั้งสามเผ่าพันธุ์ ได้เรียกขานมันในนามว่า จักรพรรดิอสูรแห่งการทำลายล้าง และยังมีขุนพลอสูรอีก 12 ตน
สิ้นเสียงของหลิงเทียน ใบหน้าของเจ้าตำหนักทั้งสี่ฉายแววครุ่นคิดขึ้น ราวกับว่ากำลังประมวลผลความรู้ใหม่เข้ามาในหัว ก่อนที่เจ้าตำหนักเหมันต์จะกล่าวขึ้น "แล้วเหตุการณ์ต่อจากนั้นล่ะ"
"ทั้งสี่เผ่าพันธุ์ร่วมกันจับมือสู้รบกันในครั้งแรก เพื่อยุติการสูญสิ้นของเผ่าพันธุ์ตน สุดท้ายแม้ไม่อาจจะสังหารจักรพรรดิอสูรแห่งการทำลายล้างลงได้ แต่ก็สามารถผนึกในมิติอนันตเวคินได้รวมไปถึงขุนพลอสูรทั้งหมด แลกกับเหล่าบรรพบุรุษของแต่ละเผ่าพันธุ์จำนวนไม่น้อย ที่ถูกดึงเข้าไปภายในมิติอนันตเวคินด้วย ทว่าออร่าพลังและเจตจำนงค์ของจักรพรรดิอสูรแห่งการทำลายล้าง ยังคงวนเวียนอยู่ภายในโลกนี้ ทำให้ในทุกค่ำคืนจะมีสัตว์อสูรที่คลุ้มคลั่งออกเข่นฆ่าสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ทั้งแดนสวรรค์ ภิภพมาร หุบเขามังกร และพื้นที่ราบภาคกลางที่มนุษย์อาศัยอยู่ นั่นจึงเหตุผลเดียวที่ทำให้ทั้งสี่ดินแดนร่วมทำพันธะสัญญาไม่รุกรานกัน และในตอนนี้เพราะเจตจำนงค์ของจักรพรรดิอสูรแห่งการทำลายล้าง จึงทำให้เกิดตัวตนของจักรพรรดิอสูรขึ้นมาหลายตน แล้วเป้าหมายของพวกมันคือ การบิดเบือนมิติอนันตเวคิน หากพวกมันทำได้สำเร็จแล้วล่ะก็ ด้วยพลังที่เพิ่มพูนอย่างมหาศาลของจักรพรรดิอสูรแห่งการทำลายล้าง เพียงพอจะบดขยี้โลกนี้ได้รวมไปถึงมิติคู่ขนานอีกด้วย"
คราวนี้สีหน้าของเจ้าตำหนักทั้งสี่ถึงกับเคร่งเครียดขึ้นอย่างมาก เพราะหากเหล่าบรรพบุรุษยังมิอาจเอาชนะได้ แล้วพวกเขาจะเอาอะไรไปชนะได้กัน หลิงเทียนที่พอจะเข้าใจในความรู้สึกนึกคิดของเจ้าตำหนักก็รีบเอ่ยต่อทันที
"ตอนนี้สิ่งที่พวกท่านควรทำคือ ฝึกทักษะให้สมบูรณ์ จากนั้นเดินทางไปยังสามดินแดนที่เหลือเพื่อแจ้งข่าวนี้ให้ทราบกันทั่ว และรวมตัวกันเพื่อหยุดภัยภิบัติในครั้งนี้ ก็คือการทำลายล้างจักรพรรดิอสูรทั้งสามที่กลายมาเป็นขั้วอำนาจใหม่เพียงแค่นั้นก็จบ หรือไม่ก็อพยพผู้คนไปยังมิติคู่ขนาน แล้วทำลายช่องว่างมิติทั้งหก ตัดขาดกับโลกนี้อย่างสิ้นเชิง แต่นั่นก็อาจจะพอยื้อเวลาให้พวกท่านมีชีวิตรอดอยู่ไปได้อีกหลายร้อยปี แต่เมื่อจักรพรรดิอสูรแห่งการทำลายล้าง สามารถเปิดมิติคู่ขนานได้เมื่อไหร่แล้วล่ะก็ แค่สู้ตายหรือรอรับความตายก็เท่านั้นแหละ"
"แล้วเรื่องนี้เกี่ยวข้องอะไรกับการคัดเลือกศิษย์สืบทอด" เจ้าตำหนักเหมันต์
"เรื่องนี้ข้าเองก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่เมื่อพวกท่านเข้าสู่ขอบเขตพระเจ้าขั้นที่ 1 ได้จะสามารถเชื่อมต่อกับจิตวิญญาณของบรรพบุรุษโดยตรงได้ ถึงเวลานั้นเหล่าบรรพบุรุษของพวกท่านจะเป็นคนบอกกล่าวเอง" หลิงเทียน
"การคัดเลือกศิษย์ต้องเร็วแค่ไหนกัน" เจ้าตำหนักวารีพิสุทธิ์
"ไม่เกินครึ่งเดือน เพราะเจ้าตำหนักทั้งสี่จะต้องเก็บตัวฝึกทักษะลับขั้นที่ 10 โดยเร็วที่สุด" หลิงเทียน
"เพราะเหตุใดกัน" เจ้าตำหนักเทพวายุอัสนี
"เพราะพวกท่านจะต้องรีบกำจัดจักรพรรดิอสูรทั้งหมด ก่อนที่มันจะก้าวเข้าสู่ขอบเขตแห่งพระเจ้า มิเช่นนั้น มันจะสามารถเชื่อมต่อกับจักรพรรดิอสูรแห่งการทำลายล้างได้ และจะรับรู้ถึงวิธีการบิดเบือนมิติอนันตเวคิน" หลิงเทียน
"แล้วงานที่เหล่าบรรพบุรุษมอบหมายให้เจ้าล่ะ" เจ้าตำหนักเพลิงโลกันต์
"สืบหากลุ่มคนที่มีออร่าพลัง หรือเศษเสี้ยวพลัง ของจักรพรรดิอสูรแห่งการทำลายล้าง และกำจัดทิ้ง ตอนนี้มีอยู่หนึ่งคน ที่อยู่ในความทรงจำ ที่ข้าเคยดึงออกมาจากหลานฮัว นั่นก็คือหัวหน้ากลุ่มนักฆ่าเงาโลหิต"
"แล้วเจ้ามีแผนอย่างไร" เจ้าตำหนักเพลิงโลกันต์
"กลับไปหาครอบครัวข้าที่มิติคู่ขนาน และสอบถามข้อมูลทั้งหมดเกี่ยวกับกลุ่มเงาโลหิต จากหลานฮัว"
"เจ้าจะพาใครไปช่วยจัดการภารกิจนี้บ้าง" เจ้าตำหนักเหมันต์
"เซียงเซียง หนิงเอ๋อร์ ไป๋หยุนเฟย"
"หมายความว่าข้าจะต้องหาศิษย์สืบทอดใหม่สามคนเลยหรือนี่" เจ้าตำหนักเหมันต์
"ก็เหล่าบรรพบุรุษให้ท่านฝึกทั้งสามคนนั้นให้หนัก เพื่อช่วยข้าสะสางงานในด้านอื่นๆ ด้วยนี่นา" หลิงเทียนเอ่ยตอบอย่างรวดเร็ว พร้อมกับรอยยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ในทันที เพราะในความเป็นจริงแล้วเหล่าบรรพบุรุษมอบหมายใหเขาทำตามลำพังเท่านั้น
----------------------------------------------------------