ตอนที่ 182 ไตร่ตรอง
*****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****
การกลับมาของเฟิร์สนั้นได้สร้างคลื่นความโกลาหลให้กับนิวโฮปเป็นอย่างมาก
ไม่เพียงนิวโฮปภาคเหนือเท่านั้น แต่ยังมีการประชุมร่วมสำหรับนิวโฮปทั่วประเทศ
ภายในห้องประชุมที่มีจอมอนิเตอร์มากมาย ภาพของระดับสูงนับไม่ถ้วนพลันปรากฏขึ้น แต่บุคคลที่มีความสำคัญที่สุดก็คือชายศีรษะล้านในชุดสูทสีขาวที่อยู่ในจอที่กว้างที่สุด
เขาก็คือผู้การภาวิน เจ้าหน้าที่ระดับ 13 ซึ่งเป็นผู้นำสูงสุดของนิวโฮปประเทศไทย มิหนำซ้ำเขายังเป็นเวเนเตอร์แรงค์ SS+ อีกด้วย พลังรบของเขานั้นเป็นรองแค่แรงค์ SSS เท่านั้น
“พิเชษคุณแน่ใจนะว่านั่นใช่เขาจริงๆ” ผู้การภาวินเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เคร่งขรึม
สายตาของทุกคนบนหน้าจอเองก็ดูจริงจังเป็นอย่างมาก
“ไม่ผิดแน่ครับ ผมและเลขาสามารถยืนยันได้ อีกทั้งหลังจากเขากลับไปผมก็ได้ใช้เครื่องมือยืนยันลักษณะตรวจสอบภาพที่บันทึกเขาเอาไว้ด้วย ม่านตาของเขานั้นตรงกับข้อมูลที่เราบันทึกไว้ แม้จะน่าแปลกใจว่าเจ็ดปีมานี้ใบหน้าและส่วนสูงของเขาไม่ได้เปลี่ยนไปเลยก็ตาม” ผู้กำกับพิเชษเอ่ยอธิบาย พร้อมกับฉายภาพรูปม่านตาของเฟิร์สเมื่อเทียบกับฐานข้อมูลเพื่อยืนยัน
“แล้วคุณแน่ใจได้ยังไงว่าเขาเป็นแรงค์ SSS จริงๆ” หนึ่งในผู้บริหารระดับสูงเอ่ย
ผู้กำกับพิเชษเตรียมข้อมูลนี้ไว้แล้ว เขาจึงฉายภาพเหตุการณ์ให้ทุกคนดู
“นี่คือภาพเหตุการณ์ตอนที่เขาแสดงพลังเพื่อยืนยันพลังรบ และนี่คือผลที่ตรวจจับได้จากเครื่องวัดพลังที่ติดตั้งเอาไว้ในห้องของผม ทั้งสองข้อมูลนี้สามารถยืนยันได้ว่าเขาเป็นเวเนเตอร์ที่เหนือว่าแรงค์ SS+ อย่างแน่นอน แม้ข้อมูลเหล่านี้จะไม่สามารถนำมาวัดได้อย่างละเอียดแต่มันก็เพียงพอที่จะทำให้พวกเราคาดการได้อย่างแม่นยำ”
“ผมสงสัยอย่างหนึ่ง” ผู้บริหารอีกคนหนึ่งพูดขึ้น “ถ้าเกิดเขาเป็นเวเนเตอร์แรงค์ SSS จริงๆ แต่เป็นอีกคนสวมรอยพวกเราจะทำยังไง”
ผู้กำกับพิเชษได้ยินดังนั้นก็เอ่ยขึ้นมาอีกครั้ง “เรื่องนี้ไม่ยากครับ เขาได้เอ่ยที่อยู่ของผู้เป็นพ่ออย่างชัดเจน แล้วก็เปิดโอกาสให้พวกเราได้พบเขาด้วยตนเองเพื่อการเจรจาข้อตกลง เราสามารถใช้โอกาสนี้ตรวจสอบเขาได้ ถ้าหากเป็นเขาจริงๆ พวกเราก็กลับมาที่จุดประสงค์เดิม”
“เอาล่ะๆ พักเรื่องตัวจริงตัวปลอมไว้ก่อน แล้วข้อเสนอนั่นล่ะเขาว่ามายังไง?” ผู้การภาวินเอ่ยขึ้นมาอีกครั้ง
“สำหรับเรื่องนั้นเขาแจ้งความจำนงมาว่าต้องการยาที่ทำให้ตื่นจากนิทราเป็นเวลานานก่อนที่การลงเทรดอบิสจะเกิดขึ้น เขาต้องการยานี้เพื่อไปช่วยเหลือแม่ของเขาที่กำลังนิทราอยู่” ผู้กำกับพิเชษกล่าวรายงาน
“โอ้ เรื่องนั้นถึงแม้จะดูยาก แต่เมื่อแลกกับการใช้งานเวเนเตอร์แรงค์ SSS แล้วมันไม่นับว่าเป็นอะไรเลย ผมนึกว่าเขาจะขอมากกว่านี้เสียอีก”
“ครับ ดังนั้นพวกเราต้องทำข้อตกลงกับเขาให้ดี เพราะถึงยังไงสัญญาที่เขาทำไว้กับเรามาตั้งแต่แรกก็เหลือเวลาเพียงแค่หนึ่งปีแล้ว”
“เป็นเรื่องนั้นสินะ ... เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ผมจะไปคุยกับเขาด้วยตนเอง เอาเป็นว่าคุณนัดวันให้กับผมเลยก็แล้วกัน” ผู้การภาวินกล่าวโดยสรุป
แน่นอนว่าการที่เขาไปเจรจาด้วยตัวเองย่อมไม่ใช่เรื่องที่พูดคุยเพียงอย่างเดียว แต่เขาต้องการไปพิสูจน์ตัวตนของแรงค์ SSS ด้วยตนเอง
อย่างที่รู้กันว่าในประเทศไทยมีแรงค์ SSS เพียงแค่สองคนเท่านั้น ซึ่งผู้การภาวินที่เป็นแรงค์ SS+ ย่อมมีคุณสมบัติที่เหมาะสมพอจะทำภารกิจนี้
“ครับ ผมจะจัดการให้เร็วที่สุด” ผู้กำกับพิเชษตอบรับคำ
……………
บ้านหลังเล็กที่ตั้งอยู่บนยอดดอยสูง
เด็กหนุ่มกำลั่งนั่งเพลิดเพลินไปกับวิวทิวทัศน์ แม้ภาพลักษณ์ภายนอกจะดูเป็นเช่นนั้น แต่แท้จริงแล้วจิตของเขากำลังจมจ่อมไปกับโลกเพลิงสีเงินที่อยู่ภายในดวงวิญญาณ
ใช่แล้ว เขากำลังฝึกฝน ...
ภายในโลกเพลิงสีเงินมีสถานที่แห่งหนึ่งที่มีอักขระมากมายคล้ายกับทะเลดวงดาว
เด็กหนุ่มใช้มือขาวคว้าจับราวากับคว้าเดือนสาวดาว นำอักขระแต่ละตัวมาพินิจตระหนักรู้
“พรสวรรค์ของฉันธรรมดามาก มีเพียงความพากเพียรเท่านั้นที่พอจะกลบลบความจริงนี้ได้ แม้ว่าในระบบพลังสปีริตจะบ่มเพาะไปถึงดาราน้ำเงินสองแฉกแล้ว แถมยังมีพลังงานสำรองอยู่อีกมาก แต่ตามความจริงที่ได้รับรู้มาจากเดม่อนตนนั้นแล้ว พลังสปีริตก็เป็นเพียงเหยื่อล่อเท่านั้น การบ่มเพาะสูงสุดอาจจะหยุดที่ดาราน้ำเงินเก้าแฉกเป็นทางตัน”
เฟิร์สเอ่ยขบคิดอย่างพึมพำ
สปีริตเป็นแค่กับดักที่เผ่าเดม่อนใช้ในการบ่มเพาะเท่านั้น สิ่งมีชีวิตอื่นที่เข้าไปในอบิสคงจะได้รับผลประโยชน์ในตอนเริ่มแรก หากเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีการบ่มเพาะสูงส่งพวกเขาย่อมจะต้องไม่เหลือบตามองพลังเช่นนี้ แตกต่างจากสิ่งมีชีวิตที่อ่อนแอที่ตาลุกวาว
เฟิร์สเองก็สงสัยมาตั้งแต่แรกแล้วว่าทำไมการบ่มเพาะพลังสปีริตถึงมีทักษะสำเร็จรูปมอบให้ ยิ่งเป็นทักษะที่ก่อรูปเป็นไอเทมด้วยแล้ว มันไม่บังเอิญเกินไปหรอกหรอ?
หากเขาไม่ได้ผ่านการบ่มเพาะมาจากอีกโลกหนึ่งและไม่ได้เห็นความยากลำบากในการบ่มเพาะในแต่ละเส้นทาง เขาคงจะเชื่อระบบบ่มเพาะแบบนี้ไปแล้ว
ยิ่งเขาสามารถเข้าถึงวิถีชี้แนะในพลังสปีริต เขาก็ยิ่งรู้ว่ามันจงใจเกินไป
ในความคิดของเขาเผลอๆ การบ่มเพาะรูปแบบสปีริตเหล่านี้อาจจะถูกรังสรรค์ขึ้นมาจากผู้ใช้อักขระสปีริตที่สูงส่งรังสรรค์กฏเกณฑ์ขึ้นมาก็ได้
เขาจึงตัดสินใจว่าระบบบ่มเพาะสปีริตนี้เป็นเพียงเกมกลอย่างหนึ่งของสิ่งมีชีวิตระดับสูงเพื่อใช้เป็นเหยื่อล่อพวกเขาเท่านั้น
เพราะเหตุนี้เขาจึงไม่ได้ใส่ใจในการบ่มเพาะพลังอบิสมากนัก แต่กลับให้ความสนใจกับการบ่มเพาะอย่างอื่นมากกว่า
ซึ่งระบบบ่มเพาะพลังอักขระย่อมเป็นเรื่องที่ยั่งยืนและมีแนวทางที่ชัดเจนยิ่งกว่า
“ภายในความรู้ที่ได้รับสืบทอดมาจากเซียนกระบี่ วิถีกระบี่ของเขาพึ่งพิงพลังปราณเซียน เดินทางตีคู่ในวิถีเซียนจนเรียกว่าเซียนกระบี่ แต่น่าเสียดายที่ในโลกนี้ไม่เหมาะสมกับการฝึกฝนระบบเซียน เพราะที่นี่แทบจะไม่มีปราณเซียนหลงเหลืออยู่ บ่มเพาะระดับต้นก็แล้วไปเถอะ แต่หากจะให้ก้าวหน้าในระดับสูงเรียกว่ายากเย็นยิ่งกว่าขึ้นสวรรค์ ส่วนการหลอมแปรพลังสปีริตให้กลายเป็นปราณเซียน น่าเสียดายที่ไม่สามารถทำได้ ดูเหมือนว่าพลังสปีริตจะเป็นพลังสังเคราะห์อย่างหนึ่ง ซึ่งไม่ได้ถือกำหนดจากฟ้าดิน การแลกเปลี่ยนจึงต่างจากพลังเวทย์”
เฟิร์สไตร่ตรองเส้นทางการฝึกฝน
“ในตอนแรกฉันพึ่งพิงพลังสปีริตเข้ากับวิถีกระบี่ แต่เมื่อรู้ว่าพลังสปีริตนั้นมีทางตัน นั่นย่อมไม่เหมาะสำหรับการก้าวต่อไป คงมีแต่เส้นทางสุดท้ายการพึ่งพิงพลังอักขระ ไม่รู้ว่าหากวิถีกระบี่ถูกใช้โดยพลังอักขระมันจะสอดคล้องกันหรือไม่?”
ตอนนั้นเองเฟิร์สนั้นไม่ลังเลที่จะใช้โลกเพลิงสีเงินจำลองพลังจากการคาดการณ์ของเขาออกมา
ด้วยโลกแห่งนี้มีเขาเป็นเจ้าของอย่างแท้จริง การจะสรรค์สร้างสิ่งใดล้วนสมปรารถนา
เฟิร์สในตอนนี้ไม่จำเป็นต้องไปร่ายรำกระบี่ด้านนอกอีกต่อไป แต่สามารถใช้โลกแห่งนี้จำลองเหตุการณ์ทุกอย่างได้ทั้งสิ้น ซึ่งผลลัพธ์ก็เป็นที่น่าพอใจเป็นอย่างมาก
เวลานั้นเองเขาก็พบว่าพลังอักขระนั้นสามารถเข้ากันได้ วิถีกระบี่นั้นเหมือนกับอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า ส่วนพลังอักขระก็เหมือนกับกระแสพลังงานที่จ่ายเข้าไปเพื่อให้เครื่องใช้ไฟฟ้าทำงานได้เท่านั้น
แต่ถึงอย่างนั้น ...
“น่าเสียดายที่ระดับขั้นพลังอักขระของฉันในตอนนี้ยังอ่อนแอกว่าพลังสปีริต ประสิทธิภาพของพลังกระบี่จึงลดต่ำลง”
หลังจากได้ข้อสรุปแล้วเฟิร์สจึงตั้งใจบ่มเพาะพลังอักขระต่อไป แทนที่จะบ่มเพาะพลังสปีริตให้ทะลวงระดับขั้นอื่นๆ นั่นเพราะเมื่อรู้ว่าเป็นทางตันเขาก็ไม่ฝืนที่จะเดิน
ซึ่งอย่างไรก็ตามพลังอักขระนั้นมีความเกี่ยวข้องกับเส้นทางอมตะ เพราะเมื่อบ่มเพาะในระดับที่สูงขึ้นอายุขัยของเขาก็จะยืนยาวตามไปด้วย
ระหว่างที่เด็กหนุ่มกำลังจมจ่อมอยู่กับการบ่มเพาะในโลกเพลิงสีเงินนั้นเอง
บนน่านฟ้าของภูเขาสูงก็มีตัวตนอันน่าครั่นคร้ามกลุ่มหนึ่งกำลังเหาะเหินมาทางนี้
เด็กหนุ่มตื่นขึ้นจากภวังค์ทันทีที่จิตสัมผัสของเขาตรวจจับพวกเขาได้
ดวงตาสีนิลจ้องมองขึ้นไป มุมปากเผยเป็นรอยยิ้มแล้วเอ่ยออกมาว่า “ในที่สุดพวกเขาก็มา”