พิชิตสวรรค์สะท้านฟ้า

    บทที่ 24 ดินแดนเป่ยฉางซิง แดนมรณะ

    บทที่ 24 ดินแดนเป่ยฉางซิง แดนมรณะ


            ตามคำบอกเล่าของกำไลหยก เฉินชิงหยวนปรากฏตัวขึ้นที่เมืองซีจี๋ ในดินแดนเป่ยฉางซิง หญิงชุดแดงกล่าวว่าได้ทิ้งของขวัญชิ้นหนึ่งไว้ที่นี่ และให้เฉินชิงหยวนมารับด้วยตนเอง นี่ถือเป็นข้อตกลงที่สอง


            “ไม่ได้บอกสถานที่แน่นอนไว้เลย!” เฉินชิงหยวนรู้สึกลำบากใจอยู่บ้าง เพราะหญิงสาวชุดแดงไม่ได้บอกว่าเอาของขวัญไว้ที่ใด เพียงแค่บอกว่าอยู่ในเมืองซีจี๋


            บริเวณเมืองซีจี๋นั้นกว้างใหญ่มาก ทำให้เฉินชิงหยวนไม่รู้ว่าจะเริ่มหาจากที่ใดดีและ หลังจากคิดไปมา เฉินชิงหยวนจึงตัดสินใจที่จะพักอาศัยในเมืองซีจี๋ชั่วคราว แล้วค่อยหาวิธีในภายหลัง บางทีหลังจากผ่านไประยะหนึ่ง อาจจะมีเบาะแสใหม่ปรากฏในกำไลหยกก็ได้


            เมื่อเข้าเมืองมา ก็เลือกโรงเตี๊ยมที่ดีมากแห่งหนึ่งก่อนจะเข้าพัก 


            ยามค่ำคืน เฉินชิงหยวนได้ใช้จิตสำนึกส่วนหนึ่งได้เข้าไปในกำไลหยก และทุกอย่างก็ยังคงเป็นเช่นเดิม


            “เช่นนั้นก็ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติแล้วกัน!” เฉินชิงหยวนเรียกจิตสำนึกกลับมา แล้วเริ่มนั่งสมาธิบำเพ็ญ ในยามนี้ชายหนุ่มมีกระดูกทองคำที่สมบูรณ์แล้ว เฉินชิงหยวนต้องรีบฝึกฝน และห้ามประมาทเด็ดขาด


            เฉินชิงหยวนใช้ชีวิตในเมืองซีจี๋แบบนี้เป็นเวลาสองเดือน


            ในช่วงนี้ เฉินชิงหยวนบำเพ็ญแบบวิเวกตลอด ทำให้รากฐานของเขามั่นคงยิ่งขึ้น


            ภายในถ้ำฝึกตนที่ปิดตาย มุมผนังมีหินสีต่าง ๆ แปลก ๆ งอกขึ้นมา บนพื้นปกคลุมด้วยหมอกขาวจาง ๆ หมุนวนทวนเข็มนาฬิกา โดยมีตำแหน่งที่เฉินชิงหยวนอยู่เป็นศูนย์กลาง


            เฉินชิงหยวนหยิบหินวิญญาณชั้นกลางออกมาหลายพันก้อน วางไว้ตรงหน้า แล้วค่อย ๆ หลอมรวม 


            ผิวกายของชายหนุ่มปรากฏแสงสีขาวจางๆ กระดูกทองคำในร่างกายสั่นสะเทือนเบา ๆ ลวดลายบนกระดูกที่เลือนรางกลับชัดเจนขึ้นอีกหลายส่วน


            อืม…


            ครู่ต่อมา เฉินชิงหยวนก็บำเพ็ญและเลื่อนขั้นมาถึงขอบเขตวิญญาณพิศวงขั้นต้น


            เฉินชิงหยวนค่อย ๆ ลืมตาขึ้น ดวงตาราวกับหุบเหว ลึกล้ำเวิ้งว้าง ทั้งยังมีกลิ่นอายของกาลเวลาปะปนอยู่อีกด้วย ชั่วขณะนี้ เขาเหมือนผ่านกาลเวลาอันไม่มีที่สิ้นสุด เห็นทะลุทุกสิ่งในโลก ความรู้สึกนี้ดำรงอยู่เพียงชั่วขณะ เฉินชิงหยวนก็กลับสู่ปกติทันที ก่อนที่เขาจะถอนหายใจอย่างแผ่วเบาออกมา


            “กระดูกทองคำนี่ มันมีที่มาอย่างไรกันแน่?” เฉินชิงหยวนกับกระดูกทองคำหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว จึงยิ่งรู้สึกถึงความพิเศษของกระดูกทองคำ


            เขาครุ่นคิดอยู่นาน เฉินชิงหยวนก็ยังคิดไม่ออก สุดท้ายจึงเก็บเรื่องนี้ไว้ในใจ หากมีโอกาสค่อยสืบสวนต่อไป


            “หือ?”


            ตอนนี้ เฉินชิงหยวนพบว่ากำไลหยกที่พกติดตัวกำลังสั่นสะเทือน เขาจึงหยิบมันออกมาทันที


            ต่อมา เฉินชิงหยวนก็ส่งจิตสำนึกเข้าไปในนั้น


            ‘ทางเหนือของเมืองซีจี๋ แดนมรณะ’ ตัวอักษรหนึ่งบรรทัดปรากฏขึ้นตรงหน้าเฉินชิงหยวนอย่างรวดเร็ว จากนั้นจิตสำนึกของเฉินชิงหยวนก็ถูกขับออกจากกำไลหยก


            “แดนมรณะ?” เฉินชิงหยวนพึมพำเบา ๆ เขาอยู่ในเมืองซีจี๋เป็นเวลาสองเดือน ได้ทราบข้อมูลพื้นฐานบางอย่าง จึงพอจะรู้ว่าสถานที่แห่งนี้แปลกประหลาดยิ่งนัก 


            “ว่ากันว่าแดนมรณะเป็นซากปรักหักพังที่หลงเหลือมาจากสนามรบ มีอายุอย่างน้อยหนึ่งล้านปี ไม่สามารถสืบหาอายุที่แท้จริงได้แล้ว” แดนมรณะแห่งดินแดนเป่ยฉางซิง เหมือนกับแดนต้องห้ามเทียนหยวนของดินแดนฝูหลิวซิง ทั้งสองล้วนเป็นพื้นที่ต้องห้าม หากเข้าไปก็มีโอกาสตายถึงเก้าในสิบส่วน


            แดนต้องห้ามเทียนหยวนมีชื่อเสียงมากกว่าแดนมรณะเล็กน้อย และมีผู้คนให้ความสนใจมากกว่าเช่นกัน


            “เพิ่งหนีออกมาจากรังหมาป่า ก็ต้องเข้าไปในถ้ำเสืออีกหรือ?” ว่ากันตามจริงเฉินชิงหยวนไม่อยากไปแดนมรณะเลยแม่แต่น้อย แต่ได้ให้คำมั่นสัญญาไว้ก่อนแล้ว หากเฉินชิงหยวนไม่ทำตามคำมั่นสัญญา ก็ไม่แน่ว่าจะเกิดเรื่องยุ่งยากอะไรขึ้น


            “เห้อ! ยุ่งยากเหลือเกิน” เขาถอนหายใจออกมาครั้งหนึ่ง ได้แต่ยอมรับชะตากรรม 


            นับแต่อดีตกาลมา ไม่รู้ว่ามีผู้แข็งแกร่งมากมายเท่าใดที่เคยเข้าไปในแดนมรณะ แต่น่าเสียดายที่มีผู้รอดชีวิตออกมาไม่กี่คน


            เฉินชิงหยวนรู้ดีว่าด้วยระดับการบำเพ็ญในปัจจุบันของตน หากเข้าไปในแดนมรณะ โดยพื้นฐานแล้วโอกาสรอดชีวิตนั้นก็ต่ำมาก 


            “หากนางต้องการฆ่าข้า ก็ไม่จำเป็นต้องให้ยุ่งยากถึงเพียงนี้เลย!”


            ชายหนุ่มก้มหน้ามองกำไลหยกในมือ เฉินชิงหยวนรู้สึกปลอดภัยอย่างประหลาด

    ในเมื่อหญิงชุดแดงได้บอกสถานที่ไว้อย่างชัดเจนแล้ว ไม่อยากไปก็ต้องไป!


            สองวันต่อมา เฉินชิงหยวนเตรียมตัวออกจากเมืองซีจี๋ มุ่งหน้าไปทางเหนือ


            แดนมรณะครอบคลุมพื้นที่หนึ่งในสามของดินแดนเป่ยฉางซิง กว้างใหญ่ไพศาล เนื่องจากกฎของแดนมรณะ จึงทำให้แดนนี้สามารถให้กำเนิดสมบัติแห่งสวรรค์และโลกและโอสถศักดิ์สิทธิ์มากมาย ด้วยเหตุนี้ ผู้บำเพ็ญจำนวนมากจึงยอมเสี่ยงเข้าไปในแดนมรณะ ทั้ง ๆ ที่รู้ว่ามันอันตราย


            ผู้คนจำนวนไม่น้อยที่ใช้ชีวิตอยู่ด้านนอกของพื้นที่แดนมรณะ เพื่อแสวงหาโอกาส


            “โลกนี้ยังมีคนที่ไม่กลัวตายอยู่สินะ” เฉินชิงหยวนมาถึงแดนมรณะ เห็นเงาคนจำนวนไม่น้อย มารวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อน


            “สหายเต๋า ท่านเป็นศิษย์ของสำนักใดหรือ?” ระหว่างทาง มีเหล่าผู้บำเพ็ญที่ใช้กระบี่บินหยุด และจ้องมองเฉินชิงหวนที่นั่งอยู่บนเรือบิน ก่อนจะประสานมือถามขึ้น


            “ข้าเป็นผู้บำเพ็ญอิสระ” เฉินชิงหยวนไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับคนที่ไม่รู้จัก เมื่อได้ยินคำตอบเช่นนี้ เหล่าผู้บำเพ็ญที่ใช้กระบี่บินก็ไม่พูดอะไรอีก หันหลังจากไปทันที


            ทุกปีมีผู้บำเพ็ญอิสระจำนวนมากมายังแดนมรณะ หวังว่าตนจะโชคดีได้รับโชคชะตา แล้วก้าวหน้าขึ้นได้ ด้วยเหตุนี้จึงกระตุ้นให้ผู้บำเพ็ญนับไม่ถ้วนมาที่นี่


            “ถึงแม้ว่าทุกปีจะมีคนมาแดนมรณะ แต่ช่วงนี้ทำไมถึงมีคนมาเยอะขนาดนี้?” ก่อนที่เฉินชิงหยวนจะมาถึงแดนมรณะ เขาได้เตรียมตัวอย่างดีแล้ว จึงสงสัยในใจ 


            “ไม่มีเหตุผลเลย!”


            เพื่อให้เข้าใจสถานการณ์ เฉินชิงหยวนใช้หินวิญญาณชั้นกลางกว่าร้อยก้อน หาผู้บำเพ็ญคนหนึ่งมาเพื่อสอบถามข่าวสาร “สหายเต๋า เหตุใดช่วงนี้ถึงมีคนมาแดนมรณะเยอะขนาดนี้หรือ?”


            “มีข่าวลือว่าผู้ลี้ลับแห่งเต๋าได้คำนวณการเปลี่ยนแปลงของสวรรค์ ซึ่งมีต้นกำเนิดมาจากแดนมรณะ สำนักต่าง ๆ ต่างเคลื่อนไหวเมื่อได้ยินข่าว ทุกคนเชื่อว่าในแดนมรณะอาจกำเนิดสมบัติล้ำค่าบางอย่างขึ้นมา”


            ผู้บำเพ็ญชุดเทาที่ได้รับหินวิญญาณพูดตามความจริง


            “เพียงเพราะข่าวลือ เหล่าผู้บำเพ็ญต่างยอมเสี่ยงชีวิตเข้ามา มิบ้าระห่ำไปหน่อยหรือ?!” เฉินชิงหยวนบ่นอุบอิบ อาจเพราะการมาถึงของสำนักและพวกผู้บำเพ็ญคนอื่น ๆ อาจทำให้แผนการของตนเองยุ่งยาก ทำอะไรไม่สะดวกอย่างที่คิด


            “ผู้ลี้ลับแห่งเต๋าเป็นผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุคเชียวนะ การคำนวณของเขาไม่เคยผิดพลาด หากได้รับโชคชะตาในแดนมรณะแล้วล่ะก็ ต่อให้อันตรายแค่ไหนก็ต้องลองสักตั้ง”


            ผู้บำเพ็ญชุดเทามองเฉินชิงหยวนที่นั่งอยู่ในเรือบิน ชายหนุ่มผู้นี้กล้าสงสัยการคำนวณของผู้ลี้ลับแห่งเต๋า ย่อมไม่ใช่คนในท้องถิ่นแน่ ๆ เขาจึงถามว่า “ท่านไม่ใช่คนจากดินแดนเป่ยฉางซิงใช่หรือไม่?”


            ด้วยเหตุที่มีกำไลหยกอยู่ ผู้ฝึกตนทั่วไปจึงมองไม่เห็นขอบเขตการบำเพ็ญของ เฉินชิงหยวน


            “ใช่แล้ว” เฉินชิงหยวนพยักหน้ารับ


            “ไม่แปลกใจเลยที่ท่านจะกล่าวเช่นนี้ ผู้ลี้ลับแห่งเต๋ามีฝีมือล้ำลึก! ไม่มีทางคำนวณผิดแน่” เมื่อพูดจบชายชุดเทาก็คำนับลาแล้วจากไป


            ด้านหน้าคือพื้นที่สีแดงฉานดุจโลหิต มันคือแดนมรณะ มีผู้คนจำนวนไม่น้อยที่กำลังค้นหาโอกาส และ สมบัติแห่งเต๋า


            “นี่มันไม่ต่างอะไรกับการผลักข้าลงหลุมไฟ!”


            เฉินชิงหยวนบ่น แต่ร่างกายก็ยังคงควบคุมเรือบิน ค่อย ๆ เข้าใกล้แดนมรณะ


            เพื่อไม่ให้ถูกผู้อื่นกดขี่ เฉินชิงหยวนจึงใช้กำไลหยกปกปิดการบำเพ็ญของตนเอง ด้วยเหตุนี้ ผู้บำเพ็ญคนอื่น ๆ จึงมองไม่เห็นขอบเขตการบำเพ็ญของเฉินชิงหยวนและไม่รังควานเขา


            ในดินแดนฝูหลิวซิง มีผู้คนจำนวนมากรู้จักเฉินชิงหยวน แต่ที่นี่กลับมีไม่มากนัก ท้ายที่สุดแล้ว เมื่อร้อยปีก่อน เฉินชิงหยวนก็เป็นเพียงผู้บำเพ็ญขอบเขตวิญญาณจุติเท่านั้น ยังไม่ถึงขั้นเป็นที่รู้จักไปทั่วใต้หล้า


            “ไม่นึกว่าจะได้พบนางที่นี่ ดูเหมือนนางจะเป็นอัจฉริยะของดินแดนเป่ยฉางซิงสินะ”


            อย่างไรก็ตาม เฉินชิงหยวนพอจะรู้จักคนรุ่นใหม่ ๆ ของทวีปเป่ยหวงเป็นจำนวนมาก และ ได้เห็นหน้าคนคุ้นเคยในฝูงชนนั้นจริง ๆ ด้วย