ตอนที่ 111 นายท่านที่สอง ... นูฟูอิน
*****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****
การเคลื่อนไหวของสัตว์อสูรขอบเขตดยุกนับสิบสร้างความอึกทึกให้กับภูเขาเทพไม่น้อย
เหล่าสรรพสัตว์อสูรที่อยู่บนเส้นทางที่เฟิร์สกำลังมุ่งตรงไปจำเป็นต้องหลีกทางให้อย่างหวาดกลัว ส่วนเจ้าถิ่นที่มีความแข็งแกร่งหน่อยก็เตรียมพร้อมที่จะโจมตี
ทว่าเมื่อเผชิญหน้ากับพลังโลกลวงของเฟิร์ส พวกมันก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของขบวนทัพสัตว์อสูรไปเสียอย่างนั้น
ยิ่งเฟิร์สเดินทางเข้าไปในส่วนลึกมากเท่าไหร่ จำนวนสัตว์อสูรที่ติดตามเขาก็เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
จนกระทั่งเรื่องนี้ไปเตะตาสร้างความสนใจให้กับผู้สูงศักดิ์ผู้หนึ่งที่อารักษ์พื้นที่ขอบเขตบริเวณนี้
“เกิดอะไรขึ้นกับเจ้าพวกตัวน้อยเหล่านั้นกัน?” ชายร่างท้วมในชุดคลุมขนสัตว์สีขาวเอ่ยออกมาอย่างขี้เกียจ
เขาในตอนนี้กำลังนอนเหยียดกายอยู่บนบัลลังก์ที่สร้างอยู่บนไหล่เขาที่สูงชัน
ด้านล่างของบัลลังก์นั้นมีสัตว์อสูรที่แผ่กลิ่นอายอันน่าครั่นคร้ามถึงสามตัว หนึ่งมีรูปร่างเหมือนงูมีปีก หนึ่งเหมือนสุกรมีแผงขนเหมือนสิงโต และอีกหนึ่งเหมือนแมวที่มีปีกเหมือนผีเสื้อสีดำ
ไม่ว่าจะเป็นตัวตนใดก็มีพลังในขอบเขตราชวงศ์ทั้งสิ้น
ต้องรู้ไว้ว่าภายในมหาทวีปแห่งนี้ขอบเขตจักรพรรดิคือสัญลักษณ์ของผู้มีอำนาจสูงสุด ซึ่งขอบเขตราชวงศ์เป็นตัวตนที่รองลงมาจากจักรพรรดิเท่านั้น
ทว่าตอนนี้ชายร่างท้วมตรงหน้ากลับมีท่าทางเป็นนายเหนือหัวของพวกมัน
ซึ่งหากสังเกตให้ดีก็จะพบว่าบนร่างของสัตว์อสูรราชวงศ์ทั้งสามต่างมีสัญลักษณ์ที่คล้ายวงแหวนอักขระบางอย่างสลักเอาไว้
ถูกต้องแล้ว ชายร่างท้วมผู้นี้ก็คือนักฝึกสัตว์คนหนึ่งและเป็นนายเหนือของพวกสัตว์อสูรเหล่านี้
แท้จริงแล้วคนผู้นี้ก็คือ “นูฟูอิน” หรือ “นายท่านที่สอง” ของยอดเขาฮาดานั่นเอง
ผู้คนล้วนรู้ว่าภูเขาเทพนั้นเป็นเขตปกครองของจอมปราชญ์ ซึ่งจอมปราชญ์ได้มอบหน้าที่ดูแลภูเขาเทพให้ลูกศิษย์ทั้งสี่ดูแล โดยที่พวกเขาจะแบ่งหน้าที่โดยการดูแลแต่ละทิศของภูเขาเทพ
ซึ่งทิศที่เฟิร์สกำลังเดินทางตะลุยเข้ามานี้คือถิ่นที่อยู่ที่นูฟูอินดูแลนั่นเอง
“ไป พวกเราไปดูกันหน่อยเถิด” นูฟูอินกล่าวอย่างสบายๆ ร่างอันสมบูรณ์ในชุดขนสัตว์สีขาวเหยียดกายลุกขึ้นจากบัลลังก์ ก่อนจะก้าวออกไปข้างหน้าหนึ่งก้าวแล้วความว่างเปล่าก็ส่งเสียงคำรามราวกับพยัคฆ์ร้าย หายไปพร้อมกับบริวารสัตว์อสูรทั้งสามทันที
ด้านเฟิร์สยังคงบุกเข้าไปด้านในของภูเขาเทพอย่างอุอาจ หลายจะปีนป่ายขึ้นไปบนภูเขาเทพแห่งนี้ให้ได้ โดยมีกองทัพสัตว์อสูรด้านหลังเป็นบริวาร
ภาพนี้หากคนภายนอกมาเห็นพวกเขาจะต้องไม่เชื่อในสายตาตัวเอง
หลายครั้งที่เฟิร์สพยายามจะบินฝ่าขึ้นไปบนอากาศ แต่ก้อนเมฆที่ปกคลุมกลับมีแรงกดดันมหึมากดทับลงมาทำให้เขาไม่สามารถฝ่าไปได้
ผู้ใช้อักขระเช่นเขาย่อมรู้ดีว่านี้คือผลของค่ายกลที่วางเอาไว้ มิหนำซ้ำยังเป็นค่ายกลที่ทรงพลังเป็นอย่างมาก
แม้แต่เขาในโลกก่อนซึ่งเป็นผู้ใช้อักขระขั้นสีเขียวก็ยังไม่สามารถทำได้ขนาดนี้
นี่ต้องเป็นพลังอักขระขั้นสีม่วงขึ้นไปแน่ๆ
“ต้องปีนป่ายภูเขาเทพเข้าไปเท่านั้น เพราะเหตุนี้สินะถึงทำให้ผู้คนไม่สามารถขึ้นไปบนยอดเขาฮาดาได้”
ตอนนี้เฟิร์สเข้าใจทุกอย่างแล้ว
ภูเขาเทพมีสัตว์อสูรที่แข็งแกร่งอยู่มากมายจริงๆ ผู้ที่จะปีนป่ายภูเขาลูกนี้ได้ ต่อให้เป็นผู้มีการบ่มเพาะขอบเขตราชวงศ์ก็ยังต้องเหงื่อตกเมื่อต้องเผชิญหน้ากับภูเขาลูกนี้
ทว่าในตอนนี้เฟิร์สกลับกระทำการที่อุกอาจยิ่ง เขานำกองทัพสัตว์อสูรบุกตะลุยภูเขาเทพ ทำราวกับว่ากำลังจะสู้รบกับภูเขาเทพอย่างไรอย่างนั้น
ระหว่างที่เขามาถึงตีนเขานั้นเอง เสียงคำรามของสัตว์ร้ายที่ทรงอำนาจก็ดังกระหึ่มขึ้นมา
โฮกกกกกกกกก
ตอนนั้นเองสุกรที่มีแผงคอเหมือนสิงโตก็ทะยานออกมาจากความว่างเปล่า
ฟ้าดินส่งเสียงสะเทือนเลื่อนลั่น
สายลมพัดกรรโชกราวกับพายุคลั่งหมุนไปรอบๆ ตัวมัน
เฟิร์สที่เห็นสัตว์อสูรที่ร้ายกาจมาปรากฏตัวอยู่ตรงหน้าก็หรี่ดวงตาแคบลง
สัมผัสโลกลวงแผ่กระจายออกไปในทันที
“หืม! ขอบเขตราชวงศ์!”
เฟิร์สสัมผัสได้ว่าสัตว์ร้ายตนนี้มีพลังสายเลือดที่เหนือกว่าเขาที่เป็นดยุกขั้นสูง ผู้ที่เหนือกว่าเขาได้จะต้องเป็นขอบเขตราชวงศ์อย่างแน่นอน
“ดูเหมือนว่าฉันจะตัดสินใจถูกที่ยอมรอให้การบ่มเพาะถึงระดับนี้ ภูเขาเทพนี่น่ากลัวตามที่เขาล่ำลือมาจริงๆ”
แม้คำพูดของเขาจะมีความหวาดหวั่น แต่กลับไม่มีท่าทีเกรงกลัวในสัตว์อสูรตนนี้เลยแม้แต่น้อย
ทว่าครู่หนึ่งนั้นเองเฟิร์สก็สังเกตเห็นสิ่งผิดปกติบนร่างของสัตว์อสูรตัวนั้น
“ร่องรอยอักขระอย่างนั้นหรอ? มันคือสัตว์อสูรที่ถูกทำพันธะสัญญากับนักฝึกสัตว์อย่างนั้นหรอ? ใครกันที่สามารถทำพันธะสัญญากับสัตว์อสูรระดับนี้ได้ ... หรือว่าจะเป็นจอมปราชญ์?”
เฟิร์สเริ่มตื่นตัวขึ้นทันทีเมื่อในตอนนั้นเขารู้สึกถึงพลังคุกคามของสัตว์อสูรหมูยักษ์ตัวนั้น
แล้ววินาทีนั้นเองหมูยักษ์ก็คำรามออกมาพร้อมกับสะบัดแผงขน เสียงคำรามของมันทำให้ปณิธานในต่อสู้ของสิ่งมีชีวิตรอบข้างลดต่ำลง
แต่กองทัพสัตว์อสูรของเฟิร์สกลับไม่เป็นเช่นนั้น เพราะพวกมันถูกควบคุมโดยพลังโลกลวง ความเชื่อที่ใส่เข้าไปทำให้ปณิธานในการเชื่อฟังคำสั่งของเฟิร์สแข็งแกร่งยิ่ง
โฮกกกกกกกกกกก
ตอนนั้นเองกองทัพสัตว์อสูรขอบเขตดยุกหลายสิบตัวก็ส่งเสียงคำรามออกมาพร้อมกันเพื่อตอบโต้ หมูยักษ์ขอบเขตราชวงศ์ตัวนั้น
ปณิธานหลายสิบสายแข็งแกร่งยิ่ง เสียงคำรามเหล่านี้ถึงกับทำให้แววตาของหมูยักษ์เกิดความวูบไหวที่อ่อนลง
ฮ่า ฮ่า ฮ่า
ยังไม่ทันทีทั้งสองฝ่ายจะเปิดฉากต่อสู้กัน หรือเฟิร์สจะเริ่มใช้เขตลวงโจมตีสัตว์อสูรตัวนั้น จู่ๆ เสียงหัวเราะอันแปลกประหลาดก็ดังกระหึ่มออกมา
ไม่นานชายร่างท้วมในชุดคลุมขนสัตว์สีขาวก็ปรากฏตัวออกมาพร้อมกับสัตว์อสูรคู่ใจทั้งสอง นั่นคืองูมีปีกและแมวปีกผีเสื้อ
“เยี่ยม ดีจริงๆ ที่วันนี้ฉันได้พบกับนักฝึกสัตว์ที่เก่งกาจ สาวน้อยไม่ทราบว่าเธอมีธุระอะไรกับภูเขาเทพ” นูฟูอินเอ่ยออกมาด้วยรอยยิ้ม สายตาของเขามองไปที่หญิงสาวในชุดคลุมกันลมสีเทายืนเหยียบอยู่บนสัตว์อสูรค้างคาววิหคขอบเขตดยุกที่เขารู้จักมันดี เพราะเป็นสัตว์อสูรที่อยู่ในเขตพื้นที่ของเขา
ท่าทางของเขาไม่เพียงไม่เอาเรื่องเฟิร์สที่บุกรุกมาถึงที่นี่ แต่ยังไถ่ถามเฟิร์สอย่างใจเย็นอีกด้วย
เฟิร์สเมื่อเห็นอีกฝ่ายไม่มีเจตนาคุกคามก็รู้สึกเบาใจ เพราะสัมผัสของเขาพบว่าชายคนนั้นพร้อมกับสัตว์อสูรทั้งสามตัวล้วนมีพลังเหนือกว่าเขาทั้งสิ้น ย่อมต้องอยู่ในขอบเขตราชวงศ์อย่างแน่นอน
การรับมือกับขอบเขตราชวงศ์คนเดียวก็ว่ายากแล้ว แต่นี่มาปรากฏอยู่ตรงหน้าถึงสี่ เขาย่อมต้องรู้สึกหวาดหวั่นเป็นธรรมดา
เฟิร์สในร่างหญิงสาวยืนเยียบอยู่บนหลังค้างคาววิหคท่าทางองอาจ เขาเงยหน้าขึ้นแล้วเอ่ยขึ้นว่า
“ฉันต้องการขึ้นไปที่ยอดเขาฮาดา”
“หืม ...” นูฟูอินอมยิ้มแล้วเอ่ยต่อ “เธอต้องการพบจอมปราชญ์อย่างนั้นหรอ? มีธุระอะไรกับท่านเล่า?”
“แน่นอนว่าฉันต้องมีธุระ ตามข่าวลือที่ฉันได้ยินมา หากผู้ใดสามารถปีนภูเขาเทพไปถึงยอดเขาฮาดาได้ก็จะได้รับการพิจารณาจากจอมปราชญ์ให้เพื่อรับเป็นลูกศิษย์ ... ใช่แล้วฉันต้องการเป็นปรมาจารย์จารึก” เฟิร์สเอ่ยความต้องการของตนเองออกมา
แม้ชายร่างท้วมตรงหน้าจะไม่ได้แนะนำตัว แต่เขาก็พอจะรู้ว่าคนผู้นี้ก็คือหนึ่งในลูกศิษย์ของจอมปราชญ์
‘จอมปราชญ์เป็นถึงหนึ่งในสองจักรพรรดิของอาณาจักร ทรัพยากรที่ครอบครองย่อมมีไม่น้อย ลูกศิษย์ของเขาย่อมมีพลังไม่ต้อยต่ำ การที่ลูกศิษย์ของเขาจะเป็นขอบเขตราชวงศ์คนหนึ่งก็นับว่าสมเหตุสมผลแล้ว’ เฟิร์สขบคิดในใจ
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ที่แท้เธอต้องการจะมาเป็นศิษย์น้องของฉันนั่นเอง แต่ต้องบอกไว้ก่อนนะว่าการจะปีนยอดเขานั้นไม่ได้ง่าย มีเพียงแต่การปีนเขาขึ้นไปบนยอดสุดเท่านั้นถึงจะได้รับการพิจารณาจากท่านอาจารย์ ... ฉันขอเตือนไว้อย่างหนึ่งว่าถึงแม้เธอจะนำสัตว์อสูรติดตามไปมากมายเพียงใด แต่มันก็ไม่มีผลต่อการปีนเขาหรอก เพราะเธอต้องใช้ตัวเองพิสูจน์ตัวตนเท่านั้น” นูฟูอินเอ่ยอย่างอารมณ์ดี เขาไม่ได้พบผู้ท้าทายเป็นศิษย์น้องของเขามานานแล้ว
อุปสรรคแรกของการปีนเขาคือการฝ่าดงสัตว์อสูรเข้ามาที่นี่ แต่นั่นก็เป็นอุปสรรคที่ง่ายดายยิ่งกว่าการปีนเขาเสียอีก เพราะการปีนเขานั้นขึ้นอยู่กับพรสวรรค์ของคนผู้นั้นเท่านั้น
“โอ้ เช่นนั้นฉันต้องขอบคุณที่ให้คำแนะนำ” เฟิร์สเองก็เอ่ยด้วยท่าทีที่สบายๆ เช่นกัน
เมื่อได้ยินเงื่อนไขของจอมปราชญ์ เขาก็ตระหนักถึงบางอย่างได้
“ถ้าอย่างนั้นพวกเจ้าก็กลับไปใช้ชีวิตตามเดิมเถิด”
ทันทีที่เฟิร์สเอ่ยจบ สัตว์อสูรขอบเขตดยุกทุกตัวที่ตามเขามาก็ต่างทำตามคำสั่งของเขาทันที
เฟิร์สไม่ได้แก้ไขความทรงจำของพวกมันให้กลับมาเป็นปกติ แต่พวกมันทำตามคำสั่งของเขาเท่านั้น
ในภายหลังเมื่อพวกมันพบเห็นเฟิร์สอีก พวกมันก็จะจำได้ว่าเขาคือนายเหนือหัวของพวกมัน
ภาพเหตุการณ์ของการแยกย้ายของสัตว์อสูร ทำให้นูฟูอินถึงกับหัวใจเต้นเร็วขึ้น เขาในฐานะผู้ฝึกสัตว์เช่นกัน ไม่เคยเห็นใครควบคุมสัตว์อสูรได้มากมายขนาดนี้มาก่อน มิหนำซ้ำเขายังตรวจตราหาสัญลักษณ์พันธะสัญญาบนร่างของสัตว์อสูรเหล่านั้นไม่พบอีกด้วย