“เช่นนั้นท่านช่วยให้ความกระจ่างข้าในทวีปหยินนี้ทีจะได้มีความรู้ประดับไว้บ้าง”ในเมื่อเขาต้องอยู่ในทวีปหยินอีกสักพักก็ควรจะรู้เรื่องราวในทวีปนี้ด้วย
“ทวีปหยินนี้แบ่งออกเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งเป็นที่สำรวจแล้วอีกส่วนหนึ่งยังไม่ได้ทำการสำรวจ ที่สำรวจแล้วจะอยู่ทางฝั่งตะวันตก และทางใต้แบ่งออกเป็นเขตใหญ่ ๆ ด้วยกัน สิบแปดเขต แบ่งเป็นตะวันตกหกเขต ใต้สิบสองเขต
แต่ละเขตจะมีเขตย่อยลงไปอีกสามถึงห้าเขต แล้วแต่ว่าเขตไหนมีเผ่าขนาดกลางเท่าไหร่อย่างที่ที่เราอยู่ตอนนี้คือ ฝั่งตะวันตก เขตบาตูมีเผ่าใหญ่อย่างเผ่าวัวดำปกครองเผ่าวัวดำครอบครองสามเขตย่อยได้แก่ โชเต็ป บารา และนาสุ และที่นี่ก็คือโชเต็ปซึ่งมีเผ่าสายลมปกครอง...”
จิงชุยอธิบายให้หนิงเฟยหลงฟังเป็นอย่างดี เขาไม่เก็บกักไว้แม้แต่น้อยอย่างไรเสียเขาก็รู้สึกขอบคุณชายหนุ่มที่ช่วยเหลือจากโจร
“ท่านรู้หรือไม่ว่าข้าจะไปทวีปชิงเฉวียนได้อย่างไร ?”
“แน่นอนข้าย่อมรู้ดีสิบปีนี้ข้าเดินทางไปมาระหว่างทวีปหยินกับทวีปตงโจวอยู่บ่อยครั้งนั่นเพราะมันอยู่ใกล้ทวีปหยินมากที่สุดข้านำสินค้าจากที่นั่นมาค้าขายยังที่นี้และนำของล้ำค่าจากที่นี่กลับไปขายยังที่นั่นกลายเป็นธุรกิจที่รุ่งเรืองเป็นอย่างมากจนพ่อค้าในทวีปหลายคนต้องอิจฉาจึงพากันมุ่งหน้ามาค้าขายแบบข้าบ้าง แต่ทุกคนต้องยอมรับในความเสี่ยงนี้ได้เช่นกันอย่างเช่นก่อนหน้านี้ที่ข้าถูกกลุ่มโจรดักปล้น และแทรกซึมเข้ามาหวังจะรับทรัพย์จากคนสถานที่ต่างๆ เกาะติดเป็นปรสิตติดตามดูดเลือดดูดเนื้อข้า”กล่าวถึงตรงนี้ใบหน้าของเขาก็เศร้าลง
“ข้าต้องเสียบุตรชายไปคนหนึ่ง จากนั้นท่านก็มาช่วยข้าไว้ได้พระคุณนี้ยากจะทดแทน หากข้าไม่มีบุตรชาย และบุตรสาวอีก ข้าคงจะต้องสู้ตายกับพวกมันเป็นแน่!”
หนิงเฟยหลงรู้สึกเห็นใจพ่อค้าผู้นี้ไม่น้อยการเดินทางครั้งนี้แม้ผลกำไรจะงดงามทว่ากลับต้องเสียบุตรชายที่สำคัญไปหนึ่งคนช่างน่าอนาถใจยิ่งนักหากว่าเขามีบุตรชายเพียงคนเดียวนี่จะเป็นการสูญเสียที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเขาเลยก็ว่าได้แต่ก็ใช่ว่าการสูญเสียนี้จะไม่สำคัญหรือเล็กน้อยหากแต่ว่าเขายังต้องดูแลบุตรชายหญิงที่เหลืออยู่อีก จะทำการสิ่งใดยังต้องรอบครอบ
“เดี๋ยวท่านก็ผ่านมันไปได้อย่าได้เศร้าโศกจนเกินไปบุตรธิดาท่านยังคอยการกลับไปของท่าน”
จิงชุยผงกศีรษะเขาปาดน้ำตาที่ไหลเมื่อครู่ออกกลับมายิ้มให้ชายหนุ่มอีกครั้ง “การที่จะออกเดินทางข้ามทวีปนั้นมีด้วยกันสามวิธีหนึ่งการเหาะเหินข้ามทวีปด้วยของวิเศษ หรือพละกำลังของตนเองส่วนใหญ่แล้วผู้ฝึกยุทธ์ชนชั้นสัมผัสพิภพเท่านั้นจึงจะทำได้ ที่ต่ำกว่านั้นแทบเป็นไปไม่ได้เลยนอกจากมหาสมุทรจะกว้างใหญ่แล้วก็ยังมีอันตรายจากสัตว์อสูรและคลื่นลมมรสุมที่ไม่แน่นอนยากจะข้ามผ่านได้
สองคือ การเดินทางผ่านประตูเคลื่อนย้ายหากแต่วิธีนี้ต้องแลกมาด้วยค่าใช้จ่ายที่มหาศาล การใช้ประตูเคลื่อนย้ายครั้งหนึ่งต้องใช้ทรัพยากรเป็นจำนวนมากเป็นไปไม่ได้ที่คนธรรมดาจะทำต่อให้ร่ำรวยเพียงใดก็ยากจะตัดสินใจเส้นทางนี้เช่นกัน จะมีเพียงผู้สูงส่งหรือสมาชิกตระกูลสูงศักดิ์ในสำนักทั้งเจ็ดหรือสมาพันธ์เท่านั้นที่เลือกใช้วิธีการนี้
วิธีที่สามเป็นวิธีที่เสียค่าใช้จ่ายน้อยที่สุด แต่ก็ใช้เวลามากที่สุดเช่นกันทั้งความปลอดภัยก็ยังไม่แน่นอนแต่ก็ไม่ถึงกับเสี่ยงมากจนเกินไประบบรักษาความปลอดภัยก็ดีอยู่ไม่น้อยเลยมันคือการเดินเรือสมุทรเรือนี้เป็นเรือที่ต้อสั่งทำพิเศษจากสมาพันธ์การค้าใช้ล่องในสมุทรโดยเฉพาะมีการป้องกันสัตว์อสูร และมรสุมเป็นพิเศษแต่หากโชคร้ายเจอสัตว์อสูรระดับสัมผัสพิภพขึ้นไปละก็...ลาก่อน นั่นคือโชคร้ายจริงๆ แต่เกิดเหตุการณ์นี้ได้ก็ยากมาก ๆร้อยปีที่ผ่านมาเกิดเหตุนี้เพียงห้าครั้งเท่านั้นหากท่านจะไปจริงข้าขอแนะนำให้ท่านไปพร้อมกับข้าด้วยวิธีนี้”
หนิงเฟยหลงยังไม่ตอบรับทันทีเขาต้องการถามราคาของประตูเคลื่อนย้ายอย่างน้อยเขาก็มีเงินอยู่ไม่น้อยเลยน่าจะพอกับการเดินทางอยู่บ้าง “ข้าอยากรู้ค่าเดินทางท่านช่วยแถลงไขข้าหน่อยเถิด”
“อืม ท่านคงสนใจประตูเคลื่อนย้ายสินะ ได้เลยข้าจะบอกท่านค่าเข้าใช้ประตูเคลื่อนย้ายนั้นคือ หนึ่งพันเหรียญสมาพันธ์หรือก็คือสิบล้านเหรียญทอง”
“!!!!!!!!”หนิงเฟยหลงเบิกตากว้างเขาตกใจกับตัวเลขนี้มากไม่คิดเลยว่ามันจะแพงขนาดนี้เดิมทีเขาคิดว่าตนเองเป็นเศรษฐีผู้หนึ่งแล้วแต่เศรษฐีผู้นี้ยังทีเงินเพียงหนึ่งในห้าของค่าเดินทางประตูเคลื่อนย้ายไปไม่มีกลับรอบเดียวเท่านั้นมันแพงมาก ๆ แพงเกินไปแล้ว !
จิงชุยหัวเราะขึ้นเมื่อเห็นใบหน้าชายหนุ่มที่ผิดหวัง “เชื่อข้าเถอะท่านไปกับข้าจะดีกว่าค่าเดินทางเพียงหนึ่งเหรียญสมาพันธ์เท่านั้นท่านไม่ต้องห่วงข้าจัดการให้ท่านเอง”
‘หนึ่งเหรียญสมาพันธ์เหรอ ? หนึ่งเหรียญสมาพันธ์เชียวนะรู้ไหมว่ามันมีค่าเท่าไหร่กัน รู้ไหมว่ามันซื้อศาสตราวุธระดับสูงได้มากเท่าไหร่นั่นมันหนึ่งหมื่นทอง หรือก็คือ สิบล้านเหรียญเงิน หรือหนึ่งพันล้านเหรียญทองแดงสามารถดูแลเมืองประชาชนเล็กเมืองหนึ่งให้อยู่ฟรีกินฟรีได้นับสิบปีเชียวนะ’
ตุ่มความตระหนี่ของเขาประท้วงขึ้นนิสัยนี้คงแก้ไม่หายในระยะเวลาสั้นเรื่องนี้มันเริ่มมาจากการหวงแหนในยาของเขาแท้ ๆ เลยเดิมทีไม่น่าจะเป็นอย่างนี้ได้
“ดูท่าแล้วท่านคงได้เงินจากการค้าขายมิใช่น้อยจึงสามารถใช้เหรียญสมาพันธ์หลายสิบนำพาผู้คนพวกนี้กลับไปด้วยได้”หนึ่งเฟยหลงเปิดหน้าต่างมองไปทั่วคาราวาน คนพวกนี้มีไม่น้อยจริง ๆ
“ท่านเข้าใจผิดแล้ว พวกเขาเหล่านี้อยู่ที่นี่อยู่แล้วข้าเพียงจ้างวานเขามาร่วมคาราวานด้วย หากจะมีผู้คนติดตามก็เพียงสิบคนเท่านั้น”จิงชุยอธิบาย เขาไม่ได้ร่ำรวยขนาดที่กล้านำพาคนติดตามข้ามสมุทรมาด้วยมากมายถึงเพียงนี้
หนิงเฟยหลงยิ้มขึ้นพลางประสานมือคารวะ “เช่นนั้นข้าไม่ขอเกรงใจขอรบกวนพี่จิงแล้ว”
จิงชุยยิ้มแล้วหัวเราะ “รบกวนอะไรกัน ข้ายินดีเสียอีกที่ท่านจะร่วมเดินทางกับพวกเรา”
...
หนึ่งเดือนผ่านไปคาราวานพ่อค้าของจิงชุยเดินทางข้ามเขตโชเต็ปเข้าสู่เขตนาสุที่นี่คือที่ตั้งของหนองน้ำเหลืองผู้คนทั่วทุกสารทิศที่ได้ยินข่าวก็เดินทางมาเสี่ยงโชคเช่นกันดูจากขบวนที่ผ่านไปมาแล้วมีผู้คนไม่ต่ำกว่าพันคนอยู่ที่นั่นเป็นแน่นี่อาจกลายเป็นสงครามขนาดย่อมเลยก็ว่าได้
“อีกไม่นานเราจะเข้าสู่เขตเผ่าไผ่เขียวผู้ปกครองเขตนาสุแล้วทว่าหนองน้ำเหลืองนั้นอยู่ห่างออกไปอีกอยู่ใกล้กับเผ่านกหางแดงมากที่สุดแต่เราคงไม่สามารถพักที่นั่นได้เอาเป็นว่าหยุดพักที่เผ่าไผ่เขียวก่อนท่านเห็นว่ายังไง ?”จิงชุยเอ่ยถามความเห็นจากชายหนุ่ม
หนิงเฟยหลงพยักหน้า “ข้าไม่ได้รีบร้อนขอเพียงไปทันวันที่เอ่อ...มันชื่อบัวอะไรนะ?” หนิงเฟยหลงลืมชื่อมันชั่วขณะ เขาไม่ได้สนใจชื่อมันที่สนใจคือสรรพคุณมันมากกว่า
“บัวเกิดชีพ”
“อืม บัวเกิดชีพก่อนที่มันจะบานแล้วกัน มิเช่นนั้นคงไม่ทันการ”
“แน่นอน ไปทันแน่” จิงชุยยิ้ม แล้วสั่งให้คนนำขบวนตรงไปที่เผ่าไผ่เขียว
สองชั่วยามรถม้าก็จอดลง หนิงเฟยหลง และจิงชุยก็ลงจากรถม้าจิงชุยรีบไปคารวะหัวหน้าเผ่าเจรจาการค้ากันทันที
“ที่แท้ท่านก็ต้องการทำการค้า บอกข้าโดยตรงก็ได้นี่”หนิงเฟยหลงส่ายศีรษะเล็กน้อย ทว่าก็ยังยิ้มอยู่ “เขากวาดสายตามองตัวเรือน บ้านช่องกำแพงค่ายคู ดูแล้วก็สมว่าเป็นเผ่าขนาดกลาง เผ่าเล็กสู้มิได้แม้แต่น้อยนั่นก็ทำให้เขาหวนนึกไปถึงเผ่าเขาแดงที่เคยอยู่อาศัย “ไม่รู้ว่าเวลานี้พวกเขาจะเป็นอย่างไรบ้างคงสามารถพลิกฟื้นชะตาตนเองได้ เผ่าฟ้าร้องคงไม่ดูแข็งแกร่งขนาดเผ่าสายลมและเผ่าไผ่เขียวหรอกกระมัง”
จิงชุยทำการค้าอยู่ที่นี่สองวันก็ออกเดินทางต่อคราวนี้เขาไม่แวะที่ไหนแล้วตรงดิ่งไปยังหนองน้ำเหลืองเลย เกรงว่าจะไม่ทันการณ์เอาและก็เกรงว่าชายหนุ่มผู้นี้จะเอาเรื่องเขา
หนองน้ำเหลือง อันที่จริงน้ำที่นี่หาใช่สีเหลืองไม่แต่เป็นเพราะดอกบัวที่ลอยอยู่เต็มหนองน้ำนี้มีสีเหลืองงดงามที่จะแตกต่างก็เห็นจะมีเพียงดอกบัวสีขาวอันเป็นที่หมายปองของคนทั่วหล้ามันคือบัวเกิดชีพนั่นเอง
เวลานี้ที่รอบหนองน้ำแน่นขนัดไปด้วยฝูงชนหลายพันคนมากมายกว่าที่จิงชุยและหนิงเฟยหลงคาดคิดไว้นัก แต่ก็ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้หนองน้ำแม้แต่น้อยหากเข้าไปคนผู้นั้นจะถูกเพ่งเล็งคนแรก จะต้องตายอย่างน่าอนาถ
และคนเก่าแก่ยังเล่าไว้ว่า หนองน้ำนี้มีสัตว์ปีศาจอาศัยอยู่มันอยู่ที่นี่มานานแสนนานแล้วนานเกินกว่าที่พวกเขาจะล่วงรู้ และไม่เคยมีใครรอดพ้นจากมันได้หากเข้าไปในระยะถิ่นของมันแล้ว มันจะไม่ออกจากหนองน้ำเหลืองเด็ดขาด
แต่ก็ใช่ว่าจะมีคนเชื่อเรื่องเล่าปรัมปรานี้ไม่ พวกนี้มักเป็นจำพวกมุทะลุและโลภมาก การกระทำของพวกมันไร้ซึ่งการไตร่ตรองอันดีและเหตุการณ์นี้จะเกิดขึ้นในอีกไม่นาน
หนิงเฟยหลงมาถึงได้สักพักเขาสำรวจผู้คนเหล่านี้แล้วมีไม่ต่ำกว่าสามพันคนล้วนเป็นผู้ฝึกยุทธ์เป็นส่วนใหญ่ ผู้บ่มเพาะพลังจิตมีเพียงห้าคนเท่านั้นและในหมู่ผู้บ่มเพาะพลังจิตจะมีผู้ฝึกยุทธ์ล้อมรอบไว้ไม่น้อยแต่ที่น่าสนใจมีด้วยกันสามกลุ่ม
สองกลุ่มแต่งกายอย่างชาวชิงเฉวียนอีกกลุ่มหนึ่งแต่งกายอย่างชนพื้นเมืองที่นี่ทั้งสามกลุ่มมีนักรบแก่นแท้พลังขั้นเก้าทั้งสิ้น ไม่ได้มีเพียงคนเดียวแต่มีด้วยกันถึงสี่คนต่อกลุ่มหัวหน้ากลุ่มก็ใช่จะมีฝีมืออ่อนด้อยกลุ่มพื้นเมืองมีผู้นำเป็นถึงขั้นเก้าสูงสุดกลุ่มสตรีหนึ่งเดียวนั้นก็มีพลังขั้นเจ็ด กลุ่มสุดท้ายก็บ่มเพาะพลังจิตจนแข็งแกร่ง
จิงชุยเห็นหนิงเฟยหลงสนใจกลุ่มทั้งสามเป็นพิเศษจึงว่า
“น้องเหวินพวกเราคงหมดโอกาสแล้วกลุ่มทั้งสามนี้มีชื่อเสียงในทวีปหยินมากดูอย่างกลุ่มที่มีหญิงสาวชุดแดงเป็นหัวหน้านั่นกระไรนางคือธิดาของผู้อาวุโสสมาพันธ์การค้าหัวหน้าเขตหยินมีฉายาว่า องค์หญิงอาภรณ์แดงนามโต่วเยี่ยนฉวี่เรียกได้ว่าป็นอัจฉริยะผู้หนึ่งเห็นว่าปีนี้นางจะเข้าร่วมการทดสอบเจ็ดสำนักใหญ่ด้วยทานดูสิผู้ฝึกยุทธ์รอบกายนางมีพลังยุทธ์สูงส่งกันทั้งนั้น แม้ข้าอยากช่วยท่านแต่ก็ต้องจนใจ”
หนิงเฟยหลงได้ยินดังนั้นจึงยักคิ้วแล้วเอ่ยตอบว่า “เพียงแค่ท่านมาส่งข้าก็เพียงพอชีวิตท่านยังมีค่าเรื่องนี้ข้ารับผิดชอบเอง”
จิงชุยลอบถอนหายใจเขาไม่อยากมีเรื่องกับคนที่มาจากขุมกำลังใหญ่อย่างคนพวกนี้เท่าไหร่นัก“ในเมื่อท่านต้องการเช่นนั้นข้าก็ตามใจ งั้นข้าจะกล่าวถึงอีกสองกลุ่มที่ท่านสนใจกลุ่มนั้น” เขาชี้ไปยังกลุ่มที่แต่งกายเป็นชาวพื้นเมือง
“กลุ่มนั้นคือ หนึ่งในกลุ่มโจรที่มีชื่อเสียงที่สุดในทวีปแห่งนี้คนที่เป็นผู้นำที่ห้อยเศษกระดูกนั่น หากคาดไม่ผิดเขาคือ บุตรชายของผู้นำโจร ฉายาผีน้อยนาม ซานจิน เขาเป็นศิษย์รักของเฒ่าผีผู้ฝึกฝนพลังศาสตร์มืดจนเก่งกล้า พลังยุทธ์ของผีน้อยสูงส่งมากท่านต้องระวังเขาให้ดีเพราะเขาฝีมือสูงส่งที่สุดในบรรดาหัวหน้ากลุ่มทั้งสาม
สุดท้ายคือ กลุ่มทหารรับจ้างที่มีชื่อเสียง คนนำในมันนี้ไม่ใช่หัวหน้ากลุ่มทหารรับจ้างเป็นเพียงบุตรชายของเขาก็เท่านั้นคนผู้นี้ไม่มีฉายา เขามีนามว่า เฟิงเหลยเห็นว่าเป็นผู้บ่มเพาะพลังอยู่ในขั้นก่อจิตปลายแล้วอีกไม่นานก็สามารถเข้าขั้นเคลื่อนจิตได้สงสัยว่าที่มาในวันนี้ก็คงเพราะน้องสาวที่เจ็บป่วยจากอาการติดขัดเส้นลมปราณละมั้ง...”
จิงชุยอธิบายทุกอย่างที่เขารู้ให้กับหนิงเฟยหลงทั้งหมดโดยไม่ปิดบังแลกกับการไม่ยื่นมือช่วยเหลือใด ๆ ในเรื่องนี้ หากว่ารอดมาได้ค่อยกลับมาเจอกันใหม่
“ขอบคุณพี่จิงมาก แล้วเราจะได้พบกันอีกแน่”
..........