Evolution the Big Tree เกิดใหม่ทั้งทีกลายเป็นต้นไม้วิวัฒนาการไปซะแล้ว

    เล่มที่ 2 บทที่ 60 ชิงเอ๋อร์ในชุดแดงพลิ้วไหว

            ม่านหมอกสีขาวปกคลุมทั่วขุนเขาม่านหมอกเหล่านั้นบางครั้งก็เปลี่ยนรูปร่างเป็นอสูรร้ายแหงนคอคำรามกึกก้องไปในทิศทางหนึ่ง ราวกับสะท้อนภาวะจิตใจของอวี๋จื่ออวี๋ในยามนี้

            ทั้งความตื่นเต้น ความร้อนแรงและจิตสังหารที่แอบซ่อนอยู่ลึกเข้าไปในม่านหมอก

            และในตอนนี้เอง ณ ลาดเขาแห่งหนึ่ง

            “จี๊ดๆ”

            เสียงร้องตื่นเต้นดังขึ้นพี่หัวราบที่ขนาดตัวใหญ่สองถึงสามเมตรพลันหยุดชะงักแล้ววิ่งพล่านไปมาบนลาดเขานั้นอย่างกระวนกระวาย

            “ที่นี่งั้นเหรอ?”

            เสียงพึมพำแผ่วเบาชิงเอ๋อร์ในชุดสีแดงพลิ้วไหวราวกับสายลมเย็นเยือก ปรากฏตัวขึ้นอย่างสง่างาม

            เธอคือวิญญาณตนหนึ่งซึ่งปัจจุบันอยู่ในระดับแรกเริ่มขั้นที่เก้า แม้กายทิพย์นี้จะแข็งแกร่งขึ้นแต่เธอก็ยังสามารถสลับไปมาระหว่างกายหยาบกับกายละเอียดได้อย่างใจนึก

            เมื่อเป็นกายละเอียดเธอเป็นดั่งสายลมเย็นเยือกที่ไร้เงา ไร้รูปร่าง ทว่าเย็นยะเยือกถึงกระดูก

            เมื่อเป็นกายหยาบ พลังจิตจะแทรกแซงความจริงและพละกำลังจะพุ่งขึ้นสู่จุดสูงสุด

            “จี๊ดๆ”

            เสียงร้องอย่างตื่นเต้นดังขึ้นอีกครั้งพี่หัวราบกางกรงเล็บแหลมคมออก แล้วเริ่มตะกุยขุดดินลงไป

            แต่ในตอนนี้ชิงเอ๋อร์เหลือบมองพี่หัวราบแวบหนึ่ง แล้วหันหลังกลับช้าๆ

            “กรรร...”

            เสียงคำรามต่ำๆ ดังขึ้นติดกันหมาป่าสีครามยักษ์สี่ตัวค่อยๆ เดินออกมาจากม่านหมอกเบื้องหลัง

            ในขณะเดียวกันกระทิงป่าสีดำตัวหนึ่งที่ส่ายหัวไปมาก็เดินเข้ามาอย่างสุขุม

            และนี่ไม่ใช่ทั้งหมด

            บนท้องฟ้า เหยี่ยวเพเรกรินสยายปีกนกกระเรียนขาวส่งเสียงร้องกังวานต่ำ

            ไกลออกไปจิ้งจอกแดงตัวใหญ่ที่โอบล้อมด้วยเปลวเพลิงตัวหนึ่งกำลังหมอบนิ่งอยู่บนต้นไม้ใหญ่พลางจ้องมองเทือกเขาทั้งหมดอย่างเย็นชาราวกับกำลังเฝ้าระวังภัย

            “เก้าหาง ปีศาจกระทิงพวกคุณค้นหาเทือกเขานี้ ดูว่ามีร่องรอยการบุกรุกหรือถ้ำลับหรือไม่”

            ชิงเอ๋อร์เหลือบมองจิ้งจอกแดงกับปีศาจกระทิงแล้วออกคำสั่งทันที

            มีเพียงความเงียบเป็นเสียงตอบรับ

            เก้าหางและปีศาจกระทิงหายตัวไปอย่างเงียบเชียบในม่านหมอกสีขาว

            เมื่อเทียบกับสัตว์ป่ากลายพันธุ์อื่นๆตนที่แข็งแกร่งที่สุดคือเก้าหางและปีศาจกระทิง

            ตนหนึ่งอยู่ในระดับแรกเริ่มขั้นที่แปดส่วนอีกตนหนึ่ง แม้ภายนอกดูเหมือนกระทิงป่าสีดำธรรมดาแต่กลับก้าวเข้าสู่ระดับแรกเริ่มขั้นที่เจ็ดอย่างเงียบเชียบด้วยพรสวรรค์ที่ไม่ด้อยกว่าใคร พลังต่อสู้จึงไม่ธรรมดา

            ส่วนสัตว์ป่ากลายพันธุ์ตนอื่นนั้นต้องขออภัยด้วย

            พลังของพวกมันยังไม่อาจเทียบเคียงได้จึงได้แต่อยู่เงียบๆ ที่นี่เพื่อช่วยพี่หัวราบค้นหาไปก่อน

            เพราะครั้งนี้เป็นภารกิจสำคัญยิ่งไม่อาจยอมให้มีความผิดพลาดแม้เพียงนิด

            ...

            และในตอนนี้ ด้วยการรับรู้จากม่านหมอกอวี๋จื่ออวี๋ก็รับรู้ได้อย่างชัดเจนถึงการหยุดชะงักของชิงเอ๋อร์และคณะ

            “ที่นี่งั้นรึ?”

            อวี๋จื่ออวี๋พึมพำพลางกระตุ้นหมอกหนาโดยไม่รู้ตัว

            “ครืน...”

            ราวกับลมพายุพัดผ่านม่านหมอกสีขาวเหนือกลุ่มของชิงเอ๋อร์หมุนวนอย่างรวดเร็วในพริบตาเดียวก็กลายเป็นวังวนขนาดมหึมา

            จากนั้น ก่อนที่จะได้ทันตั้งตัววังวนหมอกนี้ก็ถูกแรงกดดันบางอย่าง บีบอัดให้ตกลงมาในแนวดิ่งอย่างกะทันหัน

            “ตูม!” เสียงดังสนั่นหวั่นไหวหมอกสีขาวทั้งหมดกระแทกพื้นและในชั่วพริบตาก็กลายเป็นคลื่นหมอกที่แผ่กระจายไปทั่วทุกทิศทาง

            อาศัยหมอกที่กระจายออกไปอวี๋จื่ออวี๋ราวกับมีดวงตานับหมื่นนับแสนดวงค้นหาทุกซอกทุกมุมของภูเขานี้อย่างอิสระ

            ไม่นานนักเมื่อหมอกเหล่านี้แทรกซึมเข้าไปในรอยแยกของหิน อวี๋จื่ออวี๋ก็จะสามารถตรวจจับ 'ทางเข้า' ที่ซ่อนเร้นอยู่ได้อย่างง่ายดาย

            อย่างไรก็ตามวิธีการค้นหาของอวี๋จื่ออวี๋เช่นนี้ แม้จะน่าสะพรึงกลัวแต่ก็ไม่สามารถคงอยู่ได้นาน

            ที่สำคัญกว่านั้นคือม่านหมอกของเขาไม่สามารถแทรกซึมลึกเข้าไปในส่วนลึกของภูเขาได้

            หมอกเป็นเพียงเมฆลอยฟ้าไร้รากฐาน

            แม้จะมีการควบคุมด้วยพลังจิตของอวี๋จื่ออวี๋เขาก็ไม่สามารถนำหมอกเข้าไปในส่วนลึกใต้ดินได้อย่างใจนึก

            มิฉะนั้นอวี๋จื่ออวี๋คงไม่ใช้วิธีหมุนวนเพื่อสร้างแรงแล้วปล่อยให้วังวนกระแทกพื้นเพื่อนำหมอกให้แผ่กระจายออกไปทุกทิศทางเช่นนี้

            มีใจแต่ไร้กำลัง

            กล่าวได้เพียงว่าอวี๋จื่ออวี๋ในยามนี้ยังไร้ความสามารถที่จะควบคุมหมอกได้อย่างแม่นยำข้ามระยะทางหลายสิบกิโลเมตร

            หากอยู่ในหุบเขาเป่ยอวี่ที่เขาอาศัยอยู่อาจมีความเป็นไปได้มากกว่านี้

            .......

            หลังจากนั้นไม่นานอวี๋จื่ออวี๋ก็สั่นสะท้านขึ้นมาทันที

            เมื่อมองผ่านมุมมองของเขาก็พบว่าด้านหลังน้ำพุบนภูเขานี้มีถ้ำที่ลึกจนมองไม่เห็นก้น

            ธารน้ำไหลรินซึมเข้าไปในถ้ำแห่งนี้แล้วหายลับไปอย่างไร้ร่องรอย

            “ที่นี่หรือ?”

            ด้วยความสงสัยการรับรู้ระยะไกลเกินไปทำให้อวี๋จื่ออวี๋ไม่แน่ใจนัก

            อย่างไรก็ตาม ในเวลานั้นเอง

            “สวบ สวบ สวบ...”

            พร้อมกับเสียงฝีเท้าที่คมชัดจิ้งจอกเพลิงขนาดเท่าลูกวัวก็เดินออกมาจากมุมหนึ่งอย่างเงียบเชียบ

            “มาได้จังหวะพอดี”

            อวี๋จื่ออวี๋ยิ้มพลางส่งความคิดของตนผ่านม่านหมอก

            “ฟึ่บ!”

            ม่านหมอกบางๆ สั่นไหวเล็กน้อย แล้วค่อยๆจางหายไป เผยน้ำพุที่ซ่อนอยู่ลึกเข้าไปในภูเขา

            “โฮกกกกก!”

            เสียงคำรามยาวเก้าหางที่ฉลาดหลักแหลมย่อมเข้าใจความหมายของนายท่านอวี๋จื่ออวี๋

            สำหรับม่านหมอกของอวี๋จื่ออวี๋มันไม่ได้แปลกอะไร

            เพราะภายในหุบเขาเป่ยอวี่อวี๋จื่ออวี๋ไม่ได้ใช้ม่านหมอกแกล้งมันน้อยไปกว่ายามปกติเลย

            “สวบ สวบ...”

            เก้าหางเยื้องย่าง แล้วเดินช้าๆไปยังน้ำพุนั้น

            แต่ในตอนนี้หากสังเกตการเคลื่อนไหวของเก้าหาง จะพบว่าร่างของมันเกร็งขึ้นดวงตาที่งดงามเต็มไปด้วยความระมัดระวัง

            ครู่หนึ่ง เมื่อเข้าใกล้น้ำพุเก้าหางก็หยุดฝีเท้าอยู่ครู่หนึ่ง แล้วเดินวนสำรวจอยู่เนิ่นนาน

            สายตาค่อยๆ เลื่อนไปยังน้ำพุจนกระทั่งมองเห็นปากถ้ำ ดวงตาของมันก็หรี่ลงเล็กน้อย

            ปากถ้ำไม่ได้กว้างนัก

            แต่หากจะเรียกว่าปากถ้ำไม่สู้เรียกว่ารอยแยกจะดีกว่า

            มืดมิดและอับชื้น เต็มไปด้วยตะไคร่น้ำปกคลุม

            แต่ในตอนนี้ เก้าหางก้มลงดมรอยแยกแล้วร่างพลันสั่นสะท้านขึ้นมาทันที

            จากนั้นราวกับรับรู้ได้ถึงบางสิ่งขนสีแดงของมันลุกชัน ราวกับเปลวไฟที่พลิ้วไหว

            ในเวลาเดียวกันคลื่นพลังวิญญาณอันน่าสะพรึงกลัวก็ค่อยๆ แผ่ซ่านไปในอากาศ

            .......

            และในตอนนี้เอง

            “ฟู่ว...”

            สายลมเย็นเยือกพัดผ่านมา

            “เจอที่ซ่อนของมันแล้วเหรอ?”

            ชิงเอ๋อร์ในชุดสีแดงเหลือบมองเก้าหางที่กำลังระมัดระวังตัวตามสัญชาตญาณแล้วพยักหน้าตอบรับแผ่วเบา

            จากนั้นก็พลิ้วกายไปหยุดอยู่หน้าน้ำพุนั้น

            ในวินาทีนั้นเอง ราวกับค้นพบอะไรบางอย่างชิงเอ๋อร์ย่อลง หยิบเส้นตะไคร่น้ำขึ้นมาเส้นหนึ่ง

            เมื่อพิจารณาให้ดีบนตะไคร่น้ำเส้นนี้มีวัตถุบางอย่างคล้ายเกล็ดติดอยู่

            “เกล็ดงู...”

            ริมฝีปากบางยิ้มเบาๆหญิงสาวพลิกมือหนึ่งครั้ง แล้วกำเกล็ดไว้ในฝ่ามือ

            “ไปแจ้งพวกที่เหลือ รีบถอยออกไปจากที่นี่”

            สิ้นคำ ร่างของชิงเอ๋อร์ก็กลายเป็นควันสีแดงพุ่งตรงไปยังรอยแยกนั้นทันที