ทั่วโลกเปลี่ยนอาชีพ : สกิลข้าทวีคูณหมื่นเท่า ใครว่าข้าเป็นสายซัพพอร์ต

    เล่มที่ 4 บทที่ 104 สามเขตปลอดภัยถูกถอนรากถอนโคน

            ฟิ้ว!

            วินาทีต่อมาเปลวเพลิงก็พลันสว่างวาบขึ้น

            “เอ๊ะ? นั่นอะไรน่ะ?”

            น่าสงสารพวกเสินหนิวที่ยังไม่ทันตั้งตัวว่าเกิดอะไรขึ้นพวกเขาก็เห็นเพียงลูกไฟขนาดมหึมาพุ่งตรงออกไป เป้าหมายคือป้อมปราการบนกำแพงเมือง

            ตูมมม...

            พริบตาต่อมาตามด้วยเสียงระเบิดกัมปนาทปืนใหญ่พลังเวทกระบอกหนึ่งถูกลูกไฟทำลายจนย่อยยับในทันทีกลายเป็นเศษซากปลิวว่อนเต็มท้องฟ้า

            “อย่า หยุด... หยุดมือเดี๋ยวนี้”

            จาคุรูเห็นภาพนั้นแล้วแทบจะช็อกตาย

            ต้องรู้ก่อนว่าปืนใหญ่พลังเวทเหล่านี้ประเทศเสินหนิวของพวกเขาต้องยอมจ่ายค่าตอบแทนมหาศาลกว่าจะซื้อมาจากจักรวรรดิอินทรีขาวในราคาสูงลิ่วเรียกได้ว่าพังไปหนึ่งกระบอกก็ลดจำนวนลงไปอีกหนึ่งกระบอก

            แต่ลู่เซิ่งไม่ได้สนใจปฏิกิริยาของเขาเลยแม้แต่น้อยเขากลับหยิบ ‘ม้วนคัมภีร์ลูกไฟ’ ออกมาอีกใบ

            ม้วนคัมภีร์ลูกไฟชื่อก็บอกอยู่ตรงตัว เมื่อใช้งานจะทำให้ผู้ใช้อาชีพสามารถร่ายสกิล‘ลูกไฟระเบิด’ ได้ทันทีสร้างดาเมจธาตุไฟแก่เป้าหมายได้มากกว่า 300 หน่วย

            นี่คือม้วนคัมภีร์ประเภทใช้แล้วทิ้งนั่นเอง

            ก่อนที่ลู่เซิ่งจะมาถึงเมืองพาราณสีเขาได้ทุ่มเงินก้อนโตซื้อพวกมันจากร้านม้วนคัมภีร์ในเมืองกระดูกโลหิตมาถึงสามพันใบในคราวเดียว

            เพราะในสถานะไร้เทียมทานพลังโจมตีของเขาจะลดลงถึง 60 เปอร์เซ็นต์ซึ่งไม่สามารถฆ่าคนได้เลย

            โชคดีที่การมาครั้งนี้เขาไม่ได้ตั้งใจจะมาฆ่าคนแต่แรก แต่ตั้งใจมาเพื่อทำลายล้างโดยเฉพาะ

            เพราะเขาต้องการเพียงแค่ทำลายป้อมปราการของเมืองพาราณสีให้สิ้นซากส่วนเรื่องที่เหลือหลังจากนั้น ก็ยกให้เป็นหน้าที่ของออสการ์จัดการต่อ

            เมื่อปราศจากภัยคุกคามจากป้อมปราการแล้วด้วยฐานะของออสการ์ เขาคือมังกรต้องห้ามที่น่าหวาดกลัวที่สุดในเขตสงครามทรายโลหิตการจะถล่มเขตปลอดภัยสักแห่งก็เป็นเรื่องง่ายเหมือนพลิกฝ่ามือไม่ใช่หรือ?

            เมื่อคิดได้ดังนี้ลู่เซิ่งก็เผยยิ้มออกมาอย่างสบายอารมณ์ เขาหยิบม้วนคัมภีร์ลูกไฟออกมาอีกนับสิบใบหลับตาแล้วกระหน่ำยิงถล่มอย่างบ้าคลั่ง

            “เร็วเข้าสั่งคนให้รื้อถอนปืนใหญ่พลังเวทบนกำแพงเมืองผ่านวงเวทเคลื่อนย้ายไปซะ เร็วเข้า”

            ในตอนนั้นเองจาคุรูก็เริ่มมองเจตนาของลู่เซิ่งออก

            แต่เมื่อต้องเผชิญหน้ากับลู่เซิ่งที่มีระยะเวลาไร้เทียมทานยาวนานเขาจึงไร้หนทางต่อกรทำได้เพียงสั่งให้ลูกน้องรีบไปยกปืนใหญ่พลังเวทลงจากกำแพงเมืองเพื่อส่งกลับประเทศผ่านวงเวทเคลื่อนย้ายและลดความสูญเสียให้ได้มากที่สุด

            ทว่าคำสั่งนี้ของเขาหากไม่สั่งออกมายังจะดีกว่าพอคำพูดหลุดจากปาก ลู่เซิ่งก็ตาเป็นประกายในทันที

            “วงเวทเคลื่อนย้ายงั้นเหรอ?”

            ลู่เซิ่งพึมพำกับตัวเองพร้อมกับอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา

            เป็นที่รู้กันดีว่าการจะยึดครองพื้นที่ที่เป็นกลางให้ได้อย่างเบ็ดเสร็จไม่เพียงแต่ต้องกำจัดผู้ใช้อาชีพของประเทศศัตรูในแผนที่นี้ให้หมดสิ้นเท่านั้น

            แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าคือการทำลายเขตปลอดภัยและวงเวทเคลื่อนย้ายระยะไกลของประเทศศัตรูให้ย่อยยับ

            เพราะมีเพียงการทำลายวงเวทเคลื่อนย้ายระยะไกลเท่านั้นผู้ใช้อาชีพของศัตรูถึงจะกลายเป็นน้ำที่ไร้ต้นสาย

            และการทำลายเขตปลอดภัยก็จะทำให้พวกเขากลายเป็นเพียงทรายที่กระจัดกระจายไปทั่ว

            ช่างประจวบเหมาะที่ลู่เซิ่งเพิ่งจะขบคิดอยู่เลยว่าวงเวทเคลื่อนย้ายระยะไกลของเมืองพาราณสีนี้ตั้งอยู่ที่ไหนกันแน่นึกไม่ถึงเลยว่าจาคุรูจะชี้ทางสว่างให้เขาในทันที...

            นี่มันเหมือนกับคนกำลังง่วงแล้วมีคนส่งหมอนมาให้หรือคนกำลังกระหายแล้วมีคนส่งกระติกน้ำมาให้ชัดๆ

            ด้วยเหตุนี้ลู่เซิ่งจึงจงใจเหลือปืนใหญ่พลังเวทสภาพสมบูรณ์ไว้ให้พวกเสินหนิวหนึ่งกระบอก

            และพวกเสินหนิวที่สมองไม่ค่อยดีนักก็ไม่ทำให้เขาผิดหวังจริงๆพวกเขาก้มหน้าก้มตาช่วยกันแบกปืนใหญ่พลังเวทกระบอกสุดท้ายที่เหลืออยู่วิ่งตรงไปยังทิศทางของวงเวทเคลื่อนย้าย

            “ช่างน่ารักจริงๆ เลยนะ”

            เมื่อมองพวกเสินหนิวที่ไร้การระแวดระวังลู่เซิ่งก็ส่ายหัวพลางหัวเราะขบขัน แล้วรีบก้าวเท้าเดินตามไปทันที

            “แย่แล้ว ทิศทางที่เขาไปนั่น... มันคือลานเคลื่อนย้ายของพวกเรา”

            ในขณะเดียวกันเมื่อเห็นลู่เซิ่งเปลี่ยนเป้าหมายมุ่งตรงไปยังลานเคลื่อนย้ายของตัวเองจาคุรูที่สมองทึบจนเพิ่งจะได้สติก็ตกใจจนเกือบจะฉี่ราดกางเกงเขาเพิ่งคิดได้และกำลังจะสั่งคนให้ไปขัดขวาง

            แต่ในตอนนั้นเอง

            ฟิ้ว!

            ตูมมมม...

            “อ๊าก...”

            ตามมาด้วยเสียงระเบิดอย่างรุนแรงเปลวเพลิงกระเด็นไปทั่ว ควันหนาทึบพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าคลื่นพลังเวทมหาศาลแผ่กระจายออกไปทุกทิศทาง ทุกที่ที่มันผ่านไปพวกเสินหนิวไม่อาจต้านทานได้เลย ต่างถูกซัดจนกระเด็นล้มกลิ้งลงกับพื้นแม้แต่จาคุรูที่แข็งแกร่งที่สุดก็ไม่เว้น

            ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าใดเมื่อควันหนารอบข้างค่อยๆ จางลงจาคุรูก็ตะเกียกตะกายลุกขึ้นมาจากพื้นอย่างยากลำบากและวินาทีต่อมาเขาก็ได้เห็นภาพที่จะทำให้เขาจดจำไปชั่วชีวิต

            เขามองเห็นพาลาดินคนหนึ่งที่อยู่ในสถานะไร้เทียมทานยืนอยู่นอกวงเวทเคลื่อนย้ายที่พังพินาศของเขาอย่างใจเย็นพร้อมกับเอ่ยประโยคที่ทิ่มแทงใจออกมาว่า

            “พวกแกมันโง่ โง่เง่าขนาดนี้ยังคิดจะมาแข่งกับประเทศเสินเสี่ยของพวกเรา!ใครกันที่ให้ความกล้าหาญจนพวกแกมั่นใจได้ขนาดนี้? เหลียงจิ้งหรูงั้นเหรอ?”

            “หา?!”

            ถึงจุดนี้จาคุรูก็ไม่อาจเก็บกดความสิ้นหวังในใจได้อีกต่อไป เขาแผดเสียงร้องออกมาอย่างโหยหวน

             

            ...

            สองวันต่อมา

            ณลานเคลื่อนย้ายของเมืองกระดูกโลหิต ในเขตสงครามทรายโลหิต

            วึ่ง...

            พร้อมกับแสงสีนวลตาของเวทมนตร์ร่างที่อ้อนแอ้นและงดงามร่างหนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้นกลางวงเวทเคลื่อนย้าย

            “เฮ้อ... ในที่สุดก็กลับมาเสียที หวังว่าจะยังทันเวลานะ”

            เมื่อมองไปรอบๆสภาพแวดล้อมที่คุ้นเคย ผู้ที่มาถึงก็ลอบถอนหายใจอย่างโล่งอกและเงยหน้าขึ้นเผยให้เห็นใบหน้าที่งดงามและเยาว์วัย เธอคนนี้ก็คือผู้ใช้อาชีพ‘พรานแห่งแสง’ ลั่วเซวียนเซวียนนั่นเอง

            แต่เธอยังไม่ทันจะได้ก้าวเท้าออกจากวงเวทเคลื่อนย้ายเลยด้วยซ้ำ

            ทันใดนั้นรอบกายก็พลันมีเสียงตะโกนร้องเรียกเซ็งแซ่ดังขึ้น

            “มีใครจะตั้งทีมไปรุมสกรัมพวกหมาจนตรอกของพันธมิตรสามประเทศไหมมาเข้าทีมฉันเร็ว!”

            “ฉันเป็นจอมเวทตัวคนเดียว อยากหาเพื่อนร่วมทีมเก่งๆไปไล่ล่าไอ้พวกเดรัจฉานพันธมิตรสามประเทศ ใครสนใจทักแชตส่วนตัวมาเลย!”

            “ได้ยินมาว่าไอ้พวกเดรัจฉานพันธมิตรสามประเทศหนีไปอยู่ที่ชายฝั่งตอนใต้กันหมดแล้วทุกคนรีบรวมทีมไปฆ่ามันเร็ว ไปช้าเดี๋ยวพวกมันจะตายหมดก่อนนะ!”

             

            ...

            เสียงตะโกนดังขึ้นประโยคแล้วประโยคเล่า

            บนถนนรอบข้างจะเห็นว่ามีผู้ใช้อาชีพจำนวนมากกำลังกระตือรือร้นและเตรียมพร้อมออกเดินทางแถมใบหน้าของแต่ละคนยังเต็มไปด้วยความตื่นเต้น ดีใจ และบ้าคลั่ง

            “เอ๊ะ? นี่มันเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่?”

            เมื่อเห็นท่าทางของทุกคนเช่นนั้นลั่วเซวียนเซวียนก็อดไม่ได้ที่จะทำหน้าเหวอ

            เธอจึงยื่นมือออกไปรั้งตัวผู้ใช้อาชีพคนหนึ่งที่เดินผ่านหน้าเธอไปตามสัญชาตญาณ

            “พี่คะ ขอโทษนะ เกิดเรื่องอะไรขึ้นที่นี่เหรอ?” ลั่วเซวียนเซวียนเอ่ยถาม

            “ว้าว สวยจัง”

            เมื่อผู้ใช้อาชีพคนนั้นเห็นหน้าตาของลั่วเซวียนเซวียนเขาก็ตาเป็นประกายทันที พร้อมกับเอ่ยถามว่า “คนสวยขอแอดเพื่อนหน่อยได้ไหม?”

            “เอ่อ... คุณบอกฉันก่อนสิว่าเกิดอะไรขึ้นที่นี่ไหนว่าพวกพันธมิตรสามประเทศแอบซุ่มโจมตีประเทศเสินเสี่ยของพวกเราในเขตสงครามทรายโลหิตไงคะแต่ทำไมทุกคนถึงไม่มีท่าทีตื่นตระหนกเลยล่ะ กลับดูตื่นเต้นกันไปหมด?” ลั่วเซวียนเซวียนถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง

            “ฮ่าๆ คนสวย เธอคงเพิ่งจะมาถึงเมืองกระดูกโลหิตสินะ”

            ผู้ใช้อาชีพคนนั้นไม่ได้ตอบแต่กลับเอ่ยถามย้อนกลับมา

            “ใช่ค่ะ”

            ลั่วเซวียนเซวียนพยักหน้าและไม่ได้ปิดบังแต่อย่างใด

             

    คล้ายกับเรื่องทั่วโลกเปลี่ยนอาชีพ : สกิลข้าทวีคูณหมื่นเท่า ใครว่าข้าเป็นสายซัพพอร์ต ที่คุณอ่าน