ตอนที่ 312 เผ่าจิตวิญญาณ
“ขอเพลิงกัลป์ส่องสว่างสรรพสิ่งและแผดเผาความมืดชั่วนิรันดร์!”
“แด่ความรู้ในแผ่นกระดาษที่กว้างขวางราวผืนฟ้า!”
“แด่อักษรในหยดหมึกที่ลึกล้ำดั่งห้วงสมุทร!”
เสียงอันแสนคุ้นหูดังก้องไปทั่วเมืองศิลาลัย พระอาทิตย์โผล่หน้าทักทายออกมาได้สักพักหนึ่งแล้ว มันกำลังส่องแสงเจิดจ้าแผ่ความร้อนท้าทายดินแดนแห่งไฟ
เรนเดลเดินกลับเข้าสู่เมืองศิลาลัยก่อนหน้านี้เพียงไม่นาน การเล่าเรื่องตลอดคืนของเขาจบลงแต่เพียงเท่านี้ ในทีแรกเขามีความคิดอยากเข้าป่ามุ่งตรงไปยังจุดหมายที่เขาต้องการในทันที ของอย่างอื่นเขาเองก็เตรียมมาพร้อมแล้ว แต่สุดท้ายนิทานก็เลือกจะเข้าเมืองอีกครั้ง
เขาต้องการโผล่หน้าไปทักทายเหล่านักบวชประจำเมืองและเดินรอบเมืองให้คนจดจำเขาได้ หากเกิดอะไรขึ้นหรือมีคนสงสัยตัวตน อย่างน้อย ๆ เขาจะได้มีพยานยืนยันตัวตนเป็นคนที่เดินผ่านไปมา
เวลาเช้าเช่นนี้คือหนึ่งในช่วงเวลาที่คึกคักที่สุดของเมืองศิลาลัย ตลาดกลางเมืองนั้นเตรียมของมาขายกันตั้งแต่เช้ามืด กลิ่นหอมหวนของอาหารนานาชนิดและผลไม้ต่าง ๆ ลอยอบอวลในอากาศ โดยเฉพาะกลิ่นของหมูปิ้งที่นิทานคุ้นชิน
เสียงโหวกเหวกโวยวายเรียกลูกค้ายังคงเป็นสิ่งที่ไม่เปลี่ยนไปแม้แต่น้อย นิทานเดินตัดผ่านตลาด ส่งยิ้มให้เหล่าพ่อค้าแม่ค้าที่เรียกเขาให้เข้าไปดูของขาย ด้วยจำนวนนักผจญภัยช่วงนี้คนหน้าใหม่ที่ต้องการเข้าป่าชายแดนจึงมีมากขึ้นตามไป พ่อค้าแม่ค้าหลายคนจึงพยายามกันสุดตัวเพื่อที่จะชิงความรักจากกระเพาะของลูกค้าหน้าใหม่เหล่านี้
นิทานเดินเข้าไปหยุดอยู่ที่ร้านหมูปิ้งของพ่อค้าวัยกลางคนผู้หนึ่ง เขาขะมักเขม้น,เขม้นขะมักจ่อนิ้วที่ปรากฏเปลวไฟของตนที่หมูปิ้งทีละไม้ ๆ ไม่ได้รู้ตัวเลยว่ามีนักบวชหญิงคนหนึ่งเข้ามาใกล้อย่างเงียบเชียบ
เขาสะดุ้งน้อย ๆ เมื่อเงยหน้าขึ้นมาเห็นนักบวชหญิงยืนยิ้มหวานให้ด้านหน้า เธอไหว้อย่างสุภาพแล้วจึงก้มลงมองหมูปิ้งเหล่านั้นบนเตา
“กี่ไม้ดีครับคุณนักบวช!” พ่อค้าวัยกลางคนฉีกยิ้มกว้างตามประสาคนค้าขาย
นักบวชสาวที่ก้มหน้ากำลังจะเงยหน้าตอบแต่กลับพบว่าปอยผมหน้าของเธอนั้นยาวจนเกือบจะโดนตะแกรง เธอนำผมทัดหูด้วยท่าทีเก้งก้างราวกับว่าเธอนั้นไม่ชินกับการที่ผมของตนนั้นยาวปรกหน้าเช่นนี้ เธออ้าปากราวกับกำลังจะพูดบางสิ่ง แต่เหมือนกับนึกอะไรได้จึงรีบปิดปากลงแล้วชู 5นิ้วขึ้นแทน
“5ไม้นะครับ” พ่อค้ายิ้มกว้าง รีบนำหมูปิ้งที่ย่างจนสุกแล้วใส่ใบตอง แต่ก่อนที่จะห่อนักบวชสาวกลับชี้ไปยังขวดน้ำจิ้มสำหรับทาก่อนขายแล้วโบกมือรัว ๆ
ในทีแรกพ่อค้านั้นสับสนว่านักบวชหญิงหมายถึงสิ่งใด หากเมื่อเห็นม้าแผงคอแดงทางด้านข้างที่มองหมูปิ้งด้วยสายตาเว้าวอนแล้วเขาจึงหัวเราะลั่นเสียงดัง
“ไม่ใส่เครื่องปรุงนะ ได้เลย!” คุณลุงที่เข้าใจในที่สุดจึงหยิบหมูชุดใหม่ที่ยังไม่ได้รับการปรุงแต่อย่างใดใส่ใบตองให้แทน นักบวชสาวยิ้มกว้าง รับหมูถุงนั้นมาพร้อมก้มหัวขอบคุณ
“ลุงแถมให้ 3ไม้นะ เห็นแม่หนูแล้วคิดถึงลูกค้าประจำสมัยก่อนของลุงเลย ชอบซื้อให้สัตว์คู่หูเหมือนกันเป๊ะ” คุณลุงผู้ใจดีโบกมือลาอย่างร่าเริง ไม่ค่อยบ่อยนักที่เขาจะได้เห็นนักบวชธุดงค์เช่นนี้
นิทานเดินตัดผ่านตลาดพร้อมมองซ้ายขวาด้วยสายตาคิดถึง สายตามากมายยังคงจับจ้องเขาครู่หนึ่งแล้วจึงหันออกเช่นเคย จุดมุ่งหมายต่อไปจึงเป็นวิหารประจำเมือง
ระหว่างทางเดินนิทานกลับได้พบคนที่เขาไม่คิดว่าจะได้พบเจอ ชายวัยกลางคนร่างกายบึกบึนที่มีหัวล้านเลี่ยนนั้นกำลังนั่งกินโจ๊กอยู่กับชายหนุ่มผู้ดูเข้มงวด
หัวใจของนิทานกระตุกน้อย ๆ เขาบังคับสายตาของตนเองให้ไม่มองทั้งสองนานจนเกินไป เดินผ่านไปโดยไม่หันหน้ามอง
ยังสบายดีกันนะครับ นิทานทักทายพวกเขาในใจ ไม่คาดหวังคำตอบแต่อย่างใดยามเดินผ่าน การได้เห็นทั้งสองสุขสบายดีนั้นก็ทำให้เขามีความสุขมากแล้ว
ปลายหางม้าดำสนิทของนักบวชผู้นั้นราวกับสะกิดบางสิ่งในจิตใจ เรียกให้หัวหน้าสิงค์หันหัวกลับมามองหลังของนักบวชสาวด้วยสีหน้าไร้อารมณ์
“มีอะไรเหรอครับหัวหน้า”
“ไม่มีอะไร สงสัยจะเริ่มแก่แล้ว” หัวหน้าสิงค์ส่ายหน้าน้อย ๆ เมื่อเห็นนักบวชหญิงผู้นั้นหายไปท่ามกลางกลุ่มคน
------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ทางเดินตัดตรงไปยังวิหารนั้นมีคนน้อยกว่าตลาดใจกลางเมืองมาก คนโดยรอบแถวนี้ไม่มีใครแต่งกายที่ตะโกนว่าตนเป็นนักผจญภัยอีก หลงเหลือเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่ยังแวะเวียนมาที่วิหารทั้ง ๆ ที่เป็นนักผจญภัย
นักผจญภัยคือผู้ที่รักอิสระ หลายคนปกปิดตัวตน หลายคนไขว่คว้าโอกาส หลายคนไร้ทางเลือก คนจำพวกนี้มีไม่มากนักที่จะศรัทธาต่อความเชื่อเฉกเช่นเทพเจ้าอีก
ในโลกที่ผู้ขีดเขียนชะตาระดับสูงมีอำนาจไม่ต่างจากเทวะบนพื้นโลก เหตุใดพวกเขาจึงต้องศรัทธาในองค์เทพที่ไม่ทราบว่ามีตัวตนจริงหรือไม่ นักผจญภัยจำพวกนี้มักใช้เวลาทั้งหมดไปกับการขีดเขียนชะตาและออกทำภารกิจ วาดฝันว่าสักวันหนึ่งจะเป็นนามของตนที่ถูกสลักไว้ในกาลเวลา ถูกบอกต่อผ่านยุคสมัยสู่ยุคสมัย
บุคคลส่วนมากที่สัญจรบริเวณนี้จึงเป็นบรรดาชาวบ้านที่มีศรัทธาในปฐมมันตราและเดรฟัส วิหารแห่งเมืองศิลาลัยนี้เป็นเพียงวิหารเล็ก ๆ ที่รองรับคนได้ไม่มากนัก แต่ในเวลาช่วงเช้าและช่วงเวลาและพิธีรับรู้มนตราเช่นนี้ทางวิหารเองก็ยังมีผู้คนให้เห็นค่อนข้างมาก
นิทานจูงคีตาเข้าไปในวิหาร ยิ้มทักทายเหล่านักบวชหลายคนที่มองนิทานอย่างอบอุ่น เขาเดินลงไปคุกเข่าหน้ารูปปั้นของชายชราผู้หนึ่ง ชายชราผู้นี้มีหนวดเครายาวจนถึงพื้น สวมชุดผ้าสีขาวที่ดูเหมือนถูกทำขึ้นจากเปลือกไม้บาง ในมือของเขาคือหนังสือเล่มหนึ่งที่มีหน้าปกขรุขระ
นิทานใช้นิ้วมือขวาแตะลงบนฝ่ามือซ้าย แล้วจึงคำนับอีกครั้ง
รูปปั้นเดรฟัสของเมืองศิลาลัยนั้นไม่ใช่รูปปั้นคุณภาพสูงอะไรนัก เป็นเพียงรูปแกะสลักที่แกะสลักขึ้นจากไม้ ฐานรองเป็นเพียงตอไม้ของต้นไม้ขนาดใหญ่ต้นหนึ่งที่ผุพังแล้ว ต่างกันกับรูปแกะสลักเดรฟัสแห่งมหาวิหาร ณ นครรัตนะ รูปปั้นหลักของวิหารนั้นถึงกับหล่อขึ้นจากศิลาพฤกษาความรู้ ศิลาชนิดพิเศษที่จะก่อตัวขึ้นในใจกลางของต้นพฤกษาความรู้
ด้วยขนาดของรูปปั้นที่สูงถึง 10เมตรนั่นหมายถึงขนาดของศิลาพฤกษาความรู้นั้นต้องมีขนาดใหญ่ยิ่งกว่านั้น ความหรูหราและกลิ่นอายแห่งความรู้นั้นมากมายกว่ารูปปั้นที่สูงเพียงครึ่งตัวคนชิ้นนี้มากมายนัก แม้ความหรูหราจะไม่อาจเทียบหากความใส่ใจและความสะอาดของรูปปั้นก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้ศาสนิกชนหลายคนชอบมากราบไหว้บูชา
รูปปั้นไร้ฝุ่นไร้รอยเปื้อนชิ้นนี้ไร้ซึ่งความพิเศษใด ๆ แต่ตัวมันเองแผ่กลิ่นอายแห่งความสงบและทำให้จิตใจของผู้ที่มองนุ่มนวลปราศจากจิตด้านลบ
เมื่อทำความเคารพรูปแกะสลักเสร็จสิ้นนิทานจึงเริ่มสวดวิงวอน เขาท่องมันตราตามที่ตนพยายามจำมาก่อนหน้า แม้จะไร้เสียงหากปากที่ขยับก็แสดงถึงมันตราที่สมบูรณ์
เมื่อเสร็จสิ้นแล้วนักบวชหญิงชราผู้หนึ่งจึงเดินเข้ามา เธอยิ้มทักทายนิทานอย่างนุ่มนวล ลดเสียงของตนลงเพื่อไม่ให้รบกวนศาสนิกชนที่กำลังอ่านหนังสือกันอย่างสงบ
“แด่ความรู้ในแผ่นกระดาษที่กว้างขวางราวผืนฟ้า” เธอกล่าว
นิทานยิ้มรับ แล้วจึงนำนิ้วของตนแตะลงบนฝ่ามืออีกครั้ง หลังจากนั้นจึงใช้นิ้วแตะริมฝีปากของตน แล้วสะบัดมือข้างนั้นเบา ๆ
นักบวชหญิงชรายิ้มอ่อนโยนยิ่งกว่าที่เคย ภาษามือที่เรนเดลใช้นั้นหมายถึงว่าเธอนั้นพูดไม่ได้ หญิงชราพนมมือน้อย ๆ เป็นท่าทางของการทักทายอย่างสุภาพ
เรนเดลยิ้มกว้างดีใจที่หญิงชรานั้นเข้าใจภาษามือ เธอรีบยื่นสมุดปกหนังเล่มเล็กให้หญิงชราดู
“เรนเดล อายุยังน้อยแต่กลับเดินทางธุดงค์แล้ว ขอให้องค์เดรฟัสคุ้มครองนะคะ” เธอกล่าวอย่างนุ่มนวล
เรนเดลรีบส่ายหน้าปฏิเสธราวกับไม่อาจน้อมรับคำชมเช่นนั้นได้ ท่าทางน่าเอ็นดูของนักบวชหญิงร่างเล็กผู้นี้ทำให้นักบวชหลายคนที่มองดูจากวงนอกลอบอมยิ้ม
นักบวชหญิงชรานั้นเชี่ยวชาญภาษามือไม่น้อย ตัวเรนเดลนั้นสามารถเข้าใจคำพูดได้ แต่ในหลายครั้งเธอก็พยายามใช้ภาษามือของเธอตอบภาษามือของเรนเดล ความใส่ใจต่อสิ่งเล็ก ๆ เช่นนี้ทำให้นิทานอดรู้สึกผิดไม่ได้ ตัวเขาเองเพียงรีบเรียนภาษามือพื้นฐานมาครู่เดียวเท่านั้น
ระหว่างที่ทั้งสองสนทนากัน คีตาในร่างม้าแผงคอแดงหันสายตาไปมองทางเข้าของวิหาร บริเวณนั้นมีชายหนุ่มผู้หนึ่งนั่งอ่านหนังสืออยู่บริเวณใกล้ประตู
คีตาหรี่ตาลงเล็กน้อย เบนสายตาไปมองสิ่งอื่นแต่ภายในใจลอบจับจ้องชายคนนั้นด้วยอาณาเขต
เขาสวมชุดหนังที่ดูคล่องตัว กางเกงขายาวและเสื้อคลุมบนร่างทำให้เขาดูราวกับเป็นคนเร่ร่อน ผมของเขาชี้ยาวจนฟูเล็กน้อย ทุกเส้นเป็นสีขาวราวกับนมวัวบริสุทธิ์ หาใช่สีขาวที่เกิดจากวัยชรา
ผิวกายของเขาซีดเซียว แม้จะอยู่ในดินแดนแห่งไฟเช่นอาณาจักรไฟกัลป์หากเขากลับไม่มีท่าทีร้อนแม้แต่น้อย ดวงตาของเขาเป็นสีเทาซีดจนเกือบจะขาว หากไม่สังเกตดี ๆ ดวงตานั้นอาจถูกกลืนหายไปในเบ้าตาสีขาวได้
ใบหน้าที่เปรอะเปื้อนฝุ่นดินของเขานั้นนิ่งเฉยไร้อารมณ์ เครื่องหน้ามีความแข็งแกร่งดั่งชายชาตรี จมูกที่โด่งเป็นสัน สันกรามที่ชัดเจน เมื่อรวมกับกล้ามเนื้อที่พอจะมองออกได้ผ่านเสื้อคลุมจึงทำให้ทราบว่าเขาเป็นชายที่มีกล้ามเนื้อกำยำดั่งนักรบ
หากไม่ใช่เพราะคีตาจับสัมผัสถึงพลังระดับนักสลักเอกของเขาได้มันอาจจะปล่อยผ่านไปแล้ว พลังจิตวิญญาณในร่างของชายคนนี้โดดเด่นยิ่ง ไม่แพ้เพชฌฆาตแม้แต่น้อย เมื่อรวมกับร่างกายกำยำเช่นนั้นมันจึงมั่นใจว่าชายผู้นี้ต้องเป็นนักผจญภัย ไม่ใช่คนเร่ร่อนไร้บ้านดังภาพลักษณ์ที่เขาแสดงออก
คีตายังหาคำแห่งพลังที่สลักบนร่างของชายผู้นี้ไม่พบ เขาสมควรมีสมบัติปกปิดเช่นเดียวกัน คนไร้บ้านไม่มีทางมีของราคาสูงเช่นนั้น บริเวณข้อมือของเขานั้นนูนออกมาเล็กน้อย สมควรเป็นสนับมือที่ห้อยไว้
ชายคนนั้นเป็นนักผจญภัย ระหว่างที่นิทานพูดคุยคีตาจึงส่งภาพนี้ไปให้นิทานเพื่อแจ้งเตือนถึงคนที่อาจเป็นภัย
ในสายตาของคีตาแล้วนักสลักเอกทั่วไปไม่นับเป็นอย่างไร แต่นักสลักเอกที่มีพลังจิตวิญญาณไม่ด้อยไปกว่านักสลักโทเช่นนี้หมายความว่าเขาต้องเป็นผู้เรียนรู้ 3คำมาก่อนเป็นอย่างน้อย บุคคลระดับนั้นเมื่อขึ้นเป็นนักสลักได้ย่อมกลายเป็นหนึ่งในขุมกำลังสำคัญ มีไม่มากนักที่ยังคงเลือกจะเป็นนักผจญภัย และหนึ่งในเหตุผลที่พบเจอได้ง่ายคือประวัติอาชญากรรม เพราะเคยกระทำผิดจึงไม่อาจเข้าร่วมขุมกำลังใดได้โดยง่าย
เผ่าจิตวิญญาณ? เผ่าที่ใกล้สูญพันธุ์แบบนั้นมาทำอะไรแถวชายแดน? นิทานลอบสงสัย ใบหน้าของนิทานยังคงพูดคุยกับหญิงชราเช่นเดิม
นิทานสัมผัสได้ถึงสายตาของเผ่าจิตวิญญาณผู้นั้นที่หันมามองเขาเล็กน้อย สายตานั้นคือสายตาของนักผจญภัยมากประสบการณ์ที่กำลังประเมินสิ่งรอบตัว นิทานคือคนใหม่ที่โผล่หน้ามาเพียงไม่นาน เขาจึงกำลังตรวจสอบนิทานเช่นกัน