ตอนที่ 48 อาคารหลักของค่ายทหารกลางป่า
ทหารที่ปรึกษามีค่าสติปัญญาสูงมากทำให้การตอบสนองดีกว่ามนุษย์ปกติมากนักมีความสามารถในการเรียนรู้และควบคุมที่เหนือชั้นการขับรถแค่นี้ถือว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย
“ระวังด้านหน้า”
ภายใต้ความมืดและสายฝนทำให้เบนจามินค่อนข้างหวาดกลัวต่อความเร็วของรถจึงร้องเตือนฮอร์คิงที่เหยียบคันเร่งจนมิด
แม้คนเก่งในการฆ่าซอมบี้อย่างเบนจามินก็ยังมีเรื่องที่กลัวอยู่ดีซึ่งเบนจามินกลัวความเร็ว
“แค่นี้สบายมาก”
ฮอร์คิงกล่าวอย่างไม่ถ่อมตน เพราะในสายตามนุษย์ทัศนวิสัยของพวกเขาในตอนนี้มืดมากแต่สำหรับฮอร์คิงแล้วความมืดแค่นี้ไม่ใช่ปัญหาเลยแม้แต่น้อย เพราะพวกเขามองเห็นในที่มืดได้ดีกว่ามนุษย์อยู่แล้ว
เสียงเครื่องยนต์ทำให้มีซอมบี้ออกมารวมตัวกันตามถนนมากขึ้น
ถนนที่คับแคบอยู่แล้วในบางจุดยังมีการวางลวดหนามและกระสอบทรายกีดขวางเส้นทางจึงเหลือช่องขนาดประมาณหนึ่งเลนให้รถขับผ่านไปอย่างช้า ๆ เท่านั้น
แต่ฮอร์คิงกลับขับรถด้วยความเร็วที่สูงมาก
รถคันนี้แม้จะอยู่ในสภาพที่ใกล้พังแต่ก็ทำความเร็วได้ถึง120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง สายฝนที่ตกกระหน่ำ ท้องฟ้าที่มืดมิด เส้นทางที่คับแคบและซอมบี้ที่พุ่งออกมาอย่างต่อเนื่องไม่อาจจะหยุดรถคันนี้ได้เลย
ปัง! ๆ ๆ
รถชนเข้ากับซอมบี้อย่างต่อเนื่อง ทว่ากลับมีซอมบี้บางตัวที่ไม่ถูกชนจนกระเด็นและเกาะรถเอาไว้ได้โดยเฉพาะกับซอมบี้ลิ้นแฉกที่แข็งแกร่งกว่า
หน้าที่ในการจัดการพวกที่พยายามติดรถมาด้วยเป็นของเบนจามินเลียมและทหารคุ้มกัน
“ตายซะ”
“เอานี่ไปกิน ย้า!”
ปัง! ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆๆๆ
ปืนในมือของเขายิงอยางต่อเนื่องเบนจามินถึงขนาดยิงใส่พวกซอมบี้ที่ขวางทางอยู่ เพื่อป้องกันไม่ให้รถพุ่งชนพวกมันจนพังเร็วเกินไปแต่ว่าระยะการมองเห็นของเขาก็สั้นมาก กว่าจะมองเห็นตัวพวกมันก็แทบจะเข้ามาในระยะ10 เมตรแล้ว
อันที่จริง การที่รถเก่าฝืนทนวิ่งและชนซอมบี้แต่ยังขับอยู่ได้นอกจากฝีมือของฮอร์คิงแล้วยังต้องขอบคุณสายฝนที่ทำให้เครื่องยนต์ของมันไม่ร้อนจนพัง ถึงอย่างนั้นควันก็พวยพุ่งออกมาเรื่อยๆ
สุดท้ายความเร็วของรถก็เริ่มตกลง
“โฮกกกก!”
ซอมบี้นักล่าตัวใหญ่ตัวหนึ่งปรากฏตัวขวางทางด้านหน้าพวกเขา
“ซอมบี้นักล่า” เลียมตะโกนเตือน
ทั้งเบนจามินและเลียมสองใช้ปืนไรเฟิลพยายามยิงใส่มันแต่ว่าความแม่นยำต่ำเกินไปทั้งความเร็วของรถและการเคลื่อนที่ของซอมบี้นักล่า มีกระสุนเพียงไม่กี่นัดเท่านั้นที่โดนและไม่มีสักนัดที่เข้าจุดตาย
“จับไว้” ฮอร์คิงยังใจเย็นเขาเหยียบคันเร่งพุ่งเข้าไปใส่ซอมบี้นักล่าที่วิ่งเข้ามาหาพวกเขาเหมือนกัน
ตูม
รถชนเข้ากับซอมบี้นักล่าเต็ม ๆ จนตัวของมันติดอยู่หน้ารถแต่รถก็ยังขับต่อไปซอมบี้นักล่าใช้กรงเล็บจับไปที่ฝากระโปรงหน้ารถจนเล็บฉีกกลายเป็นรอยทางยาว
มันเกือบจะดึงตัวเองขึ้นมาได้ กรงเล็บของมันโจมตีไปทางฮอร์คิงแต่ตอนนั้นทหารคุ้มกันก็ใช้ดาบแทงเข้าไปที่หน้าอกของมันเต็ม ๆ
โฮกกก!
ซอมบี้นักล่ากรีดร้องออกมาฮอร์คิงเห็นแบบนั้นก็ตัดสินใจอย่างเด็ดขาดขับรถพุ่งเข้าอัดกับกำแพงของอาคารหนึ่ง
ตูม!!!
เสียงชนดังสนั่นหวั่นไหว หน้ารถอัดซอมบี้นักล่าจนยุบเข้าไปตัวของซอมบี้นักล่าถูกอัดบี้คาอยู่แบบนั้น ควันพวยพุ่งออกมาจากหน้ารถเพราะความร้อนของเครื่องยนต์หม้อน้ำและสายฝนที่ตกลงมาผสมกันจนไม่รู้ว่ามันเป็นหรือตาย
แต่ทุกคนในรถนั้นต่างก็บาดเจ็บตาม ๆกัน
“เบนเป็นยังไงบ้าง” เลียมที่ฟื้นขึ้นมาเป็นคนแรกรีบเข้าไปดูเพื่อนเห็นว่าเบนจามินยังไม่ได้สติและด้านหลังก็มีพวกซอมบี้กำลังตามมา
โฮกกก
ซอมบี้นักล่าที่หน้ารถยังไม่ตายมันพยายามจะดันตัวเองออกมาเลียมเห็นท่าไม่ดีจึงลากตัวเบนจามินหนีออกไปจากที่นั่น
ดูเหมือนว่าพวกเขาจะเข้ามาใกล้กับเป้าหมายมากแล้วเพราะอีกไม่กี่เมตรก็เป็นเสาสัญญาณสื่อสารที่พวกเขาต้องการไป
“เกิดอะไรขึ้น” เบนจามินที่ถูกพยุงได้สติขึ้นมาพอเห็นว่าเลียมอยู่ข้าง ๆ ก็รีบถาม
“รถชนกำแพง”
“แล้วพวกนั้นล่ะ”
“...”
เลียมไม่ได้ตอบ เบนจามินก็เข้าใจสถานการณ์แบบนี้ต้องเอาตัวรอดให้ได้ก่อนที่จะห่วงคนอื่นพวกเขามาที่ใต้เสาสัญญาณสื่อสารที่นี่มีกระสอบทรายที่จัดเรียงเป็นบังเกอร์ แม้ฝนจะตกแต่มันสามารถเข้าไปหลบไม่ให้ซอมบี้เห็นได้
เลียมพาเบนจามินเข้าไปหลบตรงนั้น แต่แล้วพอเข้าก็มีซอมบี้ตัวหนึ่งที่ร่างกายขาดครึ่งยังไม่ตายคลานออกมา
เลียมยกเท้ากระทืบไปที่หัวของมันจนหัวซอมบี้ทหารตัวนั้นสมองแตกราวกับแตงโมที่โดนทุบด้วยค้อน
พวกเขาทั้งสองคนนั้งลงพิงกับกระสอบข้างบนมีผ้าใบที่ถูกดึงมาเพื่อกันฝนและปกปิดร่องรอยของพวกเขา ต้องขอบคุณฝนที่ตกลงมาทำให้ซอมบี้ไม่ได้กลิ่นดีเท่าเดิม
ซอมบี้ทหารไม่กี่ตัวที่ตามมามันหาไม่เจอและวิ่งเลยผ่านพวกเขาไป
“มันคือแถว ๆ นี้แต่ว่าคือที่ไหน” เลียมกำลังมองหาจุดที่พอจะเป็นไปได้ว่าจะคือจุดนัดพบที่ฮอร์คิงเคยพูดถึง
“ตรงนั้น” เบนจามินชี้ไปยังพื้นที่ใจกลางมันคืออาคารที่ใหญ่ รูปร่างเหมือนกับรูปเลขาคณิตทรงห้าเหลี่ยม มีห้าชั้นและใจกลางเปิดโล่งไว้แต่ละด้านมีประตูทางเข้าอยู่
หายากมากที่จะมีอาคารแบบนี้และยังโดดเด่นสุดอยู่ตรงกลางพอดีถนนตัดผ่านสองฝั่งมีกระสอบทรายและบังเกอร์อยู่
ซึ่งชัดเจนว่าเป็นที่นี่อย่างแน่นอนนอกจากนั้นก็ไม่ได้มีแค่พวกเขาเท่านั้นที่อยู่ที่นี่ แต่มีผู้เล่นคนอื่นที่มาถึงเช่นกันและบางส่วนก็หลบหนีฝูงซอมบี้วิ่งไปยังอาคารนั้น
“น่าจะเป็นอาคารหลักของค่ายคงมีของดีไม่น้อย”
“ใช่ ถ้ามาโครยังรอดอยู่ก็คงจะมาที่นี่”
“ลอร์ดนั่นรู้เรื่องที่นี่ไม่น้อยเลยนายเป็นอะไรมากไหม”
“แค่ซี่โครงหัก ไปกันเถอะ”
เบนจามินฝืนอาการเจ็บมือกุมหน้าอกและลุกออกจากที่นี่
“ฉันเคลียร์เส้นทางเอง”
พวกเขาทั้งสองวิ่งเข้าไปในอาคารหลักด้านในมืดมิดจนทิ้งไว้เพียงรอยเท้าที่เปียกน้ำฝนเท่านั้น ดูจากรอยเท้าคงมีคนรอดและมาถึงที่นี่หลายคน
แต่พอเดินเข้ามาอีกหน่อยพวกเขาก็เจอกับผู้เล่นคนหนึ่งที่ทรุดตัวหลังพิงกำแพงอยู่
อีกฝ่ายยังไม่ตาย แต่อ่อนแรงมากพอเห็นแสงไฟก็รับยกปืนพกขึ้นมาเล็งมาทางพวกเขา
“เบนจามินนักล่าฆ่าซอมบี้เหรอ อือออ้า...”อีกฝ่ายเห็นหน้าก็จำได้ แต่ยังไม่ทันได้พูดจบก็เอียงหัวไปมาด้วยความเจ็บปวด
ที่แขนมีรอยกัดอย่างชัดเจนและเชื้อซอมบี้กำลังก็แพร่กระจายไปตามตัวผ่านเส้นเลือดผิวหนังและกล้ามเนื้อเส้นเลือดสีดำแพร่จากแขนขึ้นไปที่คอกำลังขึ้นไปที่สมอง ซึ่งถ้าไปถึงและติดเชื้อย่างสมบูรณ์ทุกอย่างก็จบ
“นายชื่ออะไร” เบนจามินถาม
“ชื่อเหรอ...อ้า ฉัน...ฉัน...ไอ้เวรเอ้ยฉัน...”
ปัง!
อีกฝ่ายฝืนทนพยายามจะบอกชื่อของตัวเองแต่ว่าก็ตัดสินใจอย่างเด็ดขาดใช้ปืนที่เล็งมาทางเบนจามินและเลียมจ่อที่คางของตัวเองก่อนจะยิงตัวตาย
กระสุนทะลุขึ้นไปที่สมองรูที่กระสุนออกนั้นใหญ่กว่ากำปั้นซะอีก
ตุบ!
ปืนและมือของเขาตกลงไปพร้อม ๆ กัน
เบนจามินและเลียมยืนนิ่งสุดท้ายก็ได้แต่ถอนหายใจ พวกเขาเริ่มเคยชินกับภาพที่เห็นแล้ว
ตายที่หอคอยโลกาวินาศก็ตายที่โลกภายนอกแต่บางครั้งการตายที่โลกภายนอกยังจะดีซะกว่า อย่างน้อยพวกเขาก็สามารถเหลือศพไว้ได้
แต่ที่นี่ไม่มีใครคิดจะแบกศพกลับไปโดยเฉพาะในดันเจี้ยนมันอันตรายเกินไป การเอาชีวิตตัวเองไปเสี่ยงจนตายตามไปด้วยมีแต่คนโง่เท่านั้นที่ทำ
“ไมค์” เบนจามินหยิบปืนพกที่อีกฝ่ายใช้ยิงตัวตายขึ้นมาพบว่าที่ปืนมีการสลักชื่อไว้ ไม่รู้ว่าเป็นชื่อของคนนี้หรือเป็นของใครสักคนที่เคยได้ปืนกระบอกนี้มา
เขาตรวจสอบกระสุนปืนพบว่ามันไม่เหลือกระสุนแม้แต่นัดเดียวจึงวางกลับลงไปไว้ที่หน้าตักของศพที่นอนตายอยู่
เคล้ง!
เสียงบางอย่างแตกดังขึ้น ซึ่งมันดังอยู่ในห้องใกล้ๆ พวกเขาทั้งสองคนมองหน้ากันก่อนจะรีบเปิดประตูเข้าไปดู และพบว่ามันเป็นซอมบี้ลิ้นแฉกตัวหนึ่งและหน้าต่างที่พังเสียหายซึ่งน่าจะเป็นทางที่มันเข้ามา
ว๊ากกก!!!
ซอมบี้ตัวนั้นพอเห็นพวกเขาทั้งสองก็รีบกระโจนเข้าหาทันทีแต่ตอนนั้นเองก็มีคนพุ่งเข้ามาจากทางหน้าต่างและตัดหัวซอมบี้ตัวนั้นทิ้งทันที
เบนจามินและเลียมเห็นก็รู้ทันทีว่าเป็นใครออสก้าและด้านหลังที่ตามมาติด ๆ คือมาโครกับทหารมืดอีกสองนาย
“เบนจามิน เลียม”
“มาโคร”
พวกเขาทั้งสามคนในที่สุดก็ได้มาเจอกัน
ออสก้าเห็นพวกเขาก็มองหาฮอร์คิงแต่กลับไม่เห็นอีกฝ่าย
“ฮอร์คิงอยู่ไหน”
“เรื่องนั้น...”
เบนจามินให้เลียมบอกสิ่งที่เกิดขึ้นตอนที่เขาสลบไปซึ่งจะโทษทั้งสองก็คงไม่ได้ เพราะสถานการณ์ทำให้พวกเขาต้องเลือกจะเอาตัวรอดมาก่อน
ออสก้าได้ยินก็หันไปส่งสัญญาณให้กับทหารมืดสองนายนั้นแยกตัวออกไปตามหาทันที
“เฮ้ ในสถานการณ์แบบนั้นไม่มีทางรอดหรอกเราต้องรีบเอาของที่มีค่าออกไปให้ได้มากที่สุดแล้วออกจากที่นี่” มาโครเห็นว่าออสก้ายังจะแบ่งทหารออกไปอีกก็เตือนทันที
ยิ่งคนน้อยลงความแข็งแกร่งของกลุ่มยิ่งน้อยลงไปด้วย
“พวกเราต้องรวมกันไว้ถึงจะมีโอกาสรอด”
เบนจามินเองก็กล่าวด้วย
ออสก้ายังไม่เปลี่ยนใจและไม่พูดอะไรหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งออกมา
“นี่คือแผนผังอาคารพวกเราเจอมันที่ห้องแห่งหนึ่ง อาคารนี้เป็นอาคารหลักของค่ายทหารกลางป่าแห่งนี้และเป็นที่เก็บสิ่งของเทคโนโลยีระดับสูงหลายชิ้นเราจะไปหาพวกมันกัน”
เบนจามินหันไปมองมาโครอีกฝ่ายพยักหน้าตอบกลับยืนยันว่าตอนที่พวกเขาแยกกันไปได้เจอเข้ากับแผนผังฉบับนี้จริงๆ
“งั้นก็ไปเอาสมบัติและออกไปจากที่นี่กัน”