ตอนที่ 30 เตรียมช่วยเหลือ
ตอนที่ 30 เตรียมช่วยเหลือ เมื่อเห็นว่าแม่จะเดินไปที่ประตูบ้าน หยางเจียอิ่งจะไม่รู้ได้ยังไงว่าแม่รู้ถึงสถานการณ์ข้างนอกนั้นแล้ว?เธอรีบดึงแม่เอาไว้ แล้วพูดว่า: “แม่คะ ปากกาของหนูหมึกหมดแล้ว หนูออกไปซื้อหมึกนะคะ” เมื่อหยางเจียอิ่งพูดจบ ก็ไม่รอให้แม่มีปฏิกิริยาใดโต้ตอบ แล้วจึงรีบเดินออกจากนอกบ้านไปเมื่อเดินออกมานอกบ้าน หยางเจียอิ่งแทบจะวิ่งเหยาะ ๆ ตามไปยังทิศทางที่หวังซินอยู่เมื่อสักครู่นี้หวังซินเดินอย่างเชื่องช้า ครุ่นคิดว่าทำยังไงถึงจะช่วยเหลือหยางเจียอิ่งได้ แต่ในเวลานี้มีเสียงร้องไห้สะอื้นเล็กน้อยตะโกนใส่ตัวเองมาจากด้านหลังว่า : “หวังซิน นายหยุดเดี๋ยวนี้เลยนะ” เมื่อหันกลับไปมอง ก็คาดไม่ถึงว่าจะเป็นหัวหน้าห้องที่ตามมาหวังซินจึงยิ้มอย่างเก้ ๆ กัง ๆ เล็กน้อย แล้วพูดกับหยางเจียอิ่งว่า: “หัวหน้าห้อง บังเอิญจังเลยนะ” “บังเอิญบ้าบออะไรกัน หวังซิน นายมาอยู่หน้าประตูบ้านฉัน มีเจตนาไม่ดีอะไร!” หยางเจียอิ่งมาอยู่ด้านข้างของหวังซินด้วยความโมโห ซึ่งหวังซินก็คาดไม่ถึงว่าดวงตาของหยางเจียอิ่งคู่นั้นจะคลอไปด้วยน้ำตา“ฉันก็แค่บังเอิญผ่านมาแถวนี้จริง ๆ น่ะ!” เมื่อเสียงของหวังซินเบาลง ก็คาดไม่ถึงว่าจะเห็นคราบน้ำตาที่ไหลออกมาของหยางเจียอิ่ง จึงรีบพูดแก้ตัวว่า: “จริง ๆ แล้วฉันตั้งใจมาหาเธอ” “นายตามหาฉันงั้นเหรอ? เหอะเหอะ หวังซิน ถ้านายจะหาฉันก็ไปหาฉันที่โรงเรียนก็ได้ นายสะกดรอยตามฉันมาที่บ้านไม่จำเป็นต้องทำขนาดนี้ก็ได้มั้ง?” ตอนนี้ความคิดในหัวของหยางเจียอิ่งเต็มไปด้วยความสับสนวุ่นวายเธอไม่ยินยอมที่จะให้ใครรู้เรื่องฐานะทางครอบครัวทั้งนั้น แต่หวังซินกลับรู้แล้ว ในใจที่มีจุดที่เป็นความภาคภูมิใจที่มาจากการเรียนเป็นเลิศเล็กน้อยนั้นก็ได้หายไปอย่างไร้ร่องรอยในเวลานี้ที่เห็นท่าทางของหยางเจียอิ่งแล้ว หวังซินก็ถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่ง และพูดว่า: “หยางเจียอิ่ง ผู้กำกับหลินของทีมละครให้ฉันมาหาเธอ ก็ยังเป็นเรื่องที่คุยกับเธอเมื่อตอนกลางวัน เธอพิจารณาดูสักหน่อยจะเป็นอะไรไป?”เมื่อได้ยินหวังซินที่กำลังพูดเรื่องสำคัญอยู่ หยางเจียอิ่งก็หายใจเข้าออกลึก ๆ แล้วพูดว่า: “ในตอนนี้แม่ฉันคาดหวังให้ฉันตั้งใจเรียน ถ้าไปถ่ายละคร ก็จะไม่มีเวลาเหลือในการเรียนเลยแม้แต่นิดเดียว” “ละครเรื่องนี้ถ่ายไม่ยาก ไม่จำเป็นต้องใช้เวลามาก” เมื่อพูดถึงตรงนี้ ก็ได้เห็นสีหน้าที่ไม่น่าเชื่อถือของหยางเจียอิ่ง หวังซินจึงทำได้แค่เปลี่ยนคำพูด“เอาเถอะ หลังจากนี้อาจจะไม่ได้ไปเรียนวิชาเรียนรู้ด้วยตนเองตอนเย็น วันหยุดสุดสัปดาห์ก็อาจจะไม่ได้ไปเรียนที่โรงเรียน ก็ใช้เวลาพวกนี้ไปถ่ายละคร” เมื่อพูดจบ ก็เห็นสีหน้าของหยางเจียอิ่งที่มีแนวโน้มจะปฏิเสธอีก หวังซินจึงพูดต่อไปว่า: “พอละครโทรทัศน์เรื่องนี้ถ่ายจบแล้ว อย่างน้อยก็ทำให้เธอหาเงินได้ถึงสามพันหยวนเลยนะ” เดิมทีหยางเจียอิ่งไม่อยากฟังจะคำพูดของหวังซินอีก แต่เมื่อได้ยินหวังซินพูดว่าสามารถหาเงินได้ถึงสามพันหยวน ก็ชะงักขึ้นมาสามพันหยวน ในปี 1993 ยุคนี้นับว่าไม่เลวเลยทีเดียว แม่ของตัวเองทำงานเหนื่อยแทบเป็นแทบตายมาตลอดทั้งปีก็ได้แค่สามพันหยวน ถ้าหากว่าตัวเองถ่ายละครแล้วสามารถหาเงินได้สามพันหยวน ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ไม่เลวเหมือนกัน“ค่าตอบแทนในการถ่ายละครจะคิดตามจำนวนตอน ค่าตอบแทนในการถ่ายทำหนึ่งตอนก็คือหกร้อยหยวน แต่ว่ารูปแบบในการคิดค่าตอบแทนไม่ใช่ว่าหนึ่งตอนที่ฉายในละครโทรทัศน์จะนับว่าเป็นหนึ่งตอนนะ แต่ต้องฉายให้ครบทั้งตอน ในละครโทรทัศน์หนึ่งเรื่องมีหนึ่งร้อยตอน ถึงจะสามารถนับเป็นหนึ่งตอนได้ ต้องคิดตามเวลาของบทบาทที่เธอได้แสดง อย่างน้อยถ่ายให้ครบห้าตอน ก็ได้เงินสามพันหยวนแล้ว” เมื่อหยางเจียอิ่งฟังจบ ในที่สุดความโกรธที่อยู่ภายในใจก็สงบลง แล้วทิ้งปัญหาอื่นในใจไป และถามว่า: “แต่ว่าฉันไม่เคยเรียนการแสดงเลยนะ!”“พวกนี้ไม่เป็นไรเลย ฉันก็ไม่เคยเรียนการแสดงมาก่อน ก็ยังไปแสดงได้เลย” หยางเจียอิ่งรู้สึกหวั่นไหวแล้ว จริง ๆ เมื่อตอนกลางวันที่เจอกับหลินชง หลังจากที่หลินชงเคยคุยเรื่องนี้กับตัวเองไว้ ตัวเธอเองก็หวั่นไหวแล้วก็แค่ตอนนี้พอนึกถึงด้านการเรียน ตัวเธอเองก็ไม่สามารถที่จะทิ้งการเรียนได้ แม่ไม่ได้คาดหวังให้ตัวเธอเองทำเรื่องอื่นที่นอกเหนือจากการเรียน ซึ่งตอนนี้ตัวเธอเองก็ไม่สามารถทำร้ายความหวังดีของแม่ได้ ถึงแม้ว่าจะหวั่นไหว แต่ก็กลับส่ายหน้า แล้วพูดว่า: “ไม่ได้ ฉันจำเป็นต้องทุ่มเทแรงกายแรงใจให้กับการเรียน” หวังซินรู้สึกตกใจ ที่เมื่อครู่นี้ก็เห็นได้ชัดแล้วว่าหวั่นไหว ละทำไมถึงได้ปฏิเสธกันนะ?“หัวหน้าห้อง ไม่ได้รบกวนเวลาเรียนของเธอจริง ๆ นะ ละครโทรทัศน์เรื่องนี้เป็นละครซิทคอมที่ถ่ายทำภายในห้อง การถ่ายก็ง่ายมาก อีกทั้งยังอยู่ที่เมืองซีจิงของพวกเราด้วย ไม่จำเป็นจะต้องไปที่อื่นเลย แล้วตอนที่ไม่ได้ถ่ายละคร พวกเราก็กลับมาเรียนต่อได้นะ” หวังซินยังคงโน้มน้าวหยางเจียอิ่งต่อไป หยางเจียอิ่งยังคงส่ายหัว ไล่หวังซินให้กลับไป แล้วพูดว่า: “หวังซิน ดึกแล้ว นายรีบกลับไปเถอะ ช่วงนี้ถนนเส้นนี้ไม่ค่อยปลอดภัย” เมื่อหยางเจียอิ่งพูดจบ ก็ได้เดินหันกลับไปเมื่อเห็นหยางเจียอิ่งที่จากไป ก็ยังยืนอยู่ตรงที่เดิม แล้วหวังซินก็ถอนหายใจออกมาอีกครั้ง ก็แค่ต้องการจะช่วยหยางเจียอิ่งสักครั้ง ทำไมเธอถึงไม่ตอบรับนะเมื่อกลับถึงบ้านตอนกลางคืน พ่อแม่ก็ได้กลับมาถึงบ้านแล้ว ซึ่งได้อุ่นอาหารอยู่ในห้องครัว ครั้งนี้หวังจวนก็ไม่ได้ถามอะไรหวังซิน แล้วจึงรีบยกอาหารมาให้หวังซินหวังซินมองอาหารที่อยู่บนโต๊ะ จึงยิ้มแล้วพูดว่า: “แม่ครับ นี่แม่ต้องการจะเลี้ยงลูกชายให้อ้วนเป็นหมูเลยใช่ไหมครับ?”“พูดอะไรไร้สาระ กินให้หมดด้วยล่ะ สองสามวันมานี้ไม่ได้อยู่กินข้าวที่บ้าน อาหารข้างนอกไม่ได้ดีเท่ากับอาหารที่บ้านหรอก รีบกินเลย กินให้อ้วนถึงจะดี ตอนนี้ลูกน่ะผอมเกินไปแล้วนะ” คำพูดนี้ของหวังจวนทำให้หวังซินพูดไม่ออก ส่วนสูงหนึ่งร้อยเจ็ดสิบเซนติเมตร แล้วน้ำหนักหกสิบห้ากิโลกรัม หุ่นแบบนี้ยังถือว่าผอมอีกงั้นเหรอ?“แม่ครับ นี่แม่วางแผนจะเลี้ยงผมให้กลายเป็นหมูจริง ๆ ด้วย!” หวังซินพูดไปด้วย กินข้าวไปด้วย โดยที่ในใจก็รู้สึกอบอุ่นมาก“ลูก สองสามวันนี้ถ่ายละครเป็นยังไงบ้าง?” หวังจวนยังค่อนข้างเป็นห่วงเรื่องของหวังซิน จึงนั่งที่โซฟาแล้วถามหวังซิน“ก็เรื่อย ๆ ครับ ไม่เหนื่อย พยายามถ่ายรอบเดียวให้ผ่านก็พอแล้วครับ” เมื่อได้ยินคำพูดนี้ของลูกชาย หวังจวนก็เบะปาก และรู้ถึงตอนกลางคืนที่ลูกชายได้พยายาม แต่ก็ไม่พูดอะไรไป จึงรีบเปลี่ยนหัวข้อว่า: “ในทีมละครมีวัยรุ่นผู้หญิงเยอะไหม?แหะแหะ ลูกชาย มีที่ต้องตารึยังล่ะ” “ห้ะ?” หวังซินไม่ชินกับการที่แม่เปลี่ยนคำถามกลางคันแบบนี้จากเรื่องงานในทีมละครและจู่ ๆ ก็เปลี่ยนมาถามเกี่ยวกับผู้หญิงขึ้นมาไม่กี่วันก่อนแม่ยังไม่ให้ตัวเองมีความรักก่อนวัยอันควรเลย ทำไมความหมายที่แม่ต้องการจะสื่อในวันนี้ เหมือนกับว่าต้องการจะให้ตัวเองมีความรักก่อนวัยอันควรอย่างนั้นแหละ?“แม่ครับ ผมก็แค่ถ่ายละครเองนะ ไม่ได้ไปหาคู่สักหน่อย ทำไมถึงสนใจเรื่องนี้ล่ะครับ” หวังซินได้กินข้าวเสร็จอย่างรวดเร็ว ซึ่งไม่ให้โอกาสแม่ได้ถามอีก แล้วจึงพูดว่า: “ผมไปล้างจานละ” “เอ๊ะเอ๊ะเอ๊ะ แม่ล้างเอง” หวังจวนรีบไปเก็บตะเกียบและถ้วยของหวังซิน แล้วหลังจากที่รอให้แม่เข้าห้องครัวไป หวังซินก็ได้นั่งลงบนโซฟาเขามองดูพ่อ แล้วหวังซินก็คิดได้ว่าตอนนี้พ่อก็เป็นรองผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์แล้ว ถ้าจะให้ช่วยแม่ของหยางเจียอิ่งสักครั้ง ที่ให้ไปทำงานอะไรก็ได้ในสถานีโทรทัศน์ ก็น่าจะทำได้สินะ?“เฮ้อ นึกไม่ถึงเลยว่าทุกวันนี้ในเมืองซีจิงยังมีคนที่ฐานะลำบากแบบนี้อยู่” หวังซินตั้งใจถอนหายใจแล้วบ่นพึมพำกับตัวเองหวังเป่าหลงได้ยินหวังซินถอนหายใจ จึงขมวดคิ้วแล้วถามว่า: “เป็นอะไรไป?”“วันนี้ที่หมู่บ้านในเมืองบนถนนซีเหอก็ได้เห็นครอบครัวหนึ่งครับ พักอยู่ในห้องเก็บฟืนขนาดไม่ถึงยี่สิบตารางเมตรเลย แม้แต่เนื้อสัตว์ก็ไม่มีให้กิน พอเห็นฉากนี้แล้ว ก็รู้สึกหดหู่ใจมากครับ” หวังเป่าหลงเบะปาก แล้วพูดว่า: “ในตอนนี้สถานการณ์แบบนี้จริง ๆ แล้วมีน้อย แต่แกมีความจำเป็นอะไรที่ต้องไปที่ถนนซีเหอนั่น?”“ผมก็ไม่ได้มีเรื่องอะไรครับก็แค่ไปเดินเล่นเอง เพื่อนร่วมห้องผมอยู่แถวนั้น ตอนที่ไปหาเธอก็บังเอิญเห็นฉากนี้พอดี” เมื่อหวังซินพูดจบ ก็สังเกตสีหน้าของพ่ออย่างละเอียด แล้วก็พบว่าสีหน้าของพ่อไม่มีอะไรเปลี่ยนไป จึงถามไปตรง ๆ ว่า: “พ่อครับ ตอนนี้ที่สถานีโทรทัศน์มีโควตารับคนไหมครับ?”ประโยคนี้ของหวังซิน ทำให้ใบหน้าของหวังเป่าหลงปรากฏสีหน้าที่เย้ยหยันขึ้นมาทันที“พ่อครับ ทำไมพ่อมองผมแบบนี้ล่ะครับ?ดูแปลก ๆ นะ” เขาถูกพ่อมองออกแล้ว ตอนนี้ก็ยังมองตัวเองด้วยสายตาที่เย้ยหยัน จึงทำให้หวังซินอึดอัดใจมาก“ทำไมเหรอ?ตอนนี้เด็กแบบแกอยากจะเข้าสถานีโทรทัศน์งั้นเหรอ?” ใบหน้าของหวังเป่าหลงมีรอยยิ้มที่แฝงไปด้วยการครุ่นคิดถ้าลูกชายอยากจะเข้าสถานีโทรทัศน์จริง ก็สามารถคิดหาวิธีได้ โควตาของพวกนี้มีอยู่ตลอดทั้งปี แต่ว่าไม่มีการประกาศออกมาข้างนอก จะมีผู้บริหารคนไหนบ้างที่ไม่มีโควตาในการรับคนอยู่ในมือล่ะ?“ไม่ใช่ผมครับ พ่อ ครอบครัวที่ผมเพิ่งจะพูดไปนั้น ก็คือเพื่อนร่วมห้องคนนั่นแหละครับ ทางบ้านลำบากมาก แม่ของเธอทำงานอยู่ที่โรงงานฟืนมาสิบกว่าปีแล้ว ตลอดทั้งปีก็ไม่ได้พักเลย ในหนึ่งเดือนก็หาเงินได้สามสี่ร้อยหยวนเอง ยังต้องส่งลูกเรียนหนังสืออีก ลำบากมากเลยครับ” หวังซินรู้สึกประหม่าเล็กน้อยที่พูดออกมาเมื่อหวังเป่าหลงได้ยินหวังซินพูดแบบนี้แล้ว จู่ ๆ ก็รู้สึกสนใจขึ้นมา หวังจวนที่ยังล้างชามอยู่ก็วางชามในมือลง จากนั้นจึงมาที่ห้องรับแขก“เอิ่ม” เมื่อเห็นแม่ออกมาแล้ว หวังซินก็พูดไม่ออกเล็กน้อย ซึ่งหลังจากที่ตัวเองเข้าทีมละครแล้ว แม่ก็กลับไม่คัดค้านให้ตัวเองมีความรักอีก เมื่อดูจากแนวโน้มนี้แล้ว ก็เหมือนกับว่ายังจะส่งเสริมให้เขามีความรัก “ลูก เพื่อนร่วมห้องคนนั้นของลูกเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายล่ะ?” เป็นไปตามที่คาด เมื่อหวังจวนปรากฏตัวที่ห้องรับแขกจึงถามเรื่องนี้ขึ้นมา “แม่ครับ ทำไมแม่ถึงได้ถามเซ้าซี้ขนาดนี้เนี่ย เพื่อนร่วมห้องก็คือเพื่อนร่วมห้อง ไม่ว่าจะเป็นผู้ชายหรือผู้หญิง แล้วมันต่างกันตรงไหนครับ?” เมื่อหวังซินได้ยินคำพูดของแม่ ก็กลอกตาบนทันที พร้อมไม่สนใจคำถามของแม่แต่ในเวลานี้หวังเป่าหลงก็ถามขึ้นมาว่า: “เพื่อนร่วมห้องคนนั้นของลูกเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายงั้นเหรอ?”“พ่อครับ ทำไมผมไม่รู้เลยครับว่า ที่แท้พ่อก็ชอบนินทาขนาดนี้” “ไอ้ลูกไม่รักดี ทำไมพูดแบบนี้ล่ะ นี่เรื่องสำคัญนะ แกไม่ใช่ว่าอยากคุยเรื่องสำคัญหรอกเหรอ ที่ฉันกำลังคุยกับแกก็เป็นเรื่องสำคัญเหมือนกัน” หวังเป่าหลงพูดกับหวังซินด้วยความไม่พอใจหวังซินแลบลิ้นออกมา แล้วพูดว่า: “ผู้หญิงครับ เธอเป็นเพื่อนที่นั่งข้าง ๆ ผมและเป็นหัวหน้าห้องครับ ช่วงนี้ผมไม่ได้ไปเรียนที่โรงเรียน เธอก็จะสรุปเนื้อหาลงในสมุดเพื่อเตรียมเสริมบทเรียนให้ผมครับ ไม่มีคนที่ต้องพูดถึง จิตใจก็ดีไม่เกเร เป็นผู้หญิงที่ดีคนหนึ่งครับ” “ฮ่าฮ่า คุณหวังคุณดูออกแล้วใช่ไหมล่ะ ลูกชายของเราชอบผู้หญิงบ้านนั้นเข้าให้แล้ว” หวังจวนไม่ได้ไปล้างจานแล้ว และได้นั่งโอบไล่ของหวังซินอยู่ที่โซฟาแล้วพูดออกมา “แม่ครับ นั่นก็แค่เพื่อนร่วมห้องของผมเอง ผมอยากช่วยเขาสักครั้งน่ะ ตอนที่ผมไม่ได้ไปเรียน เธอก็จะทำสรุปบทเรียนช่วยทบทวนให้ผม หากไม่ตอบแทนอะไรเธอเลย ผมคงละอายใจที่จะเป็นเพื่อนที่นั่งข้าง ๆ เธอต่อไป” หวังซินพูดไม่ออกเล็กน้อย ท่าทีนี้ของแม่เปลี่ยนไปจนเห็นได้ชัดมาก ซึ่งก่อนหน้านั้นไม่กี่วันก็ยังไม่อนุญาตให้ตัวเองมีความรักอยู่เลย แล้วตอนนี้ทำไมถึงสนับสนุนแล้วล่ะ“ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า เด็กดี หมูที่ฉันเลี้ยงมาจนโตอย่างยากลำบาก ในที่สุดก็ถูกคนอื่นเอาไปกินแล้ว” หวังเป่าหลงเห็นหวังซินมีสีหน้าเขินอายเล็กน้อย จึงรีบหัวเราะออกมาทันทีเมื่อได้ยินพ่อพูดแบบนี้ ลูกตาของหวังซินก็ใกล้จะหลุดออกมาแล้ว นึกไม่ถึงเลยว่าพ่อจะพูดกับตัวเองแบบนี้“สู้สู้นะลูก แม่สนับสนุนลูกนะ ถูกใจผู้หญิงบ้านนั้นก็ไปตามจีบเลย” ในตอนนี้หวังจวนก็ได้ให้กำลังใจหวังซินเมื่อเห็นท่าทีของพ่อแม่แล้ว หวังซินก็หมดคำพูด ทั้งสองคนนี้เริ่มสนับสนุนให้ตัวเองมีความรักตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะ?ไม่ใช่ว่าพ่อต้องการให้ตัวเองเรียนมาโดยตลอดหรอกเหรอ?ทำไมตอนนี้ไม่ใช่แค่ไม่พูดถึงเรื่องการเรียน แต่ดูเหมือนว่ายังสนับสนุนให้ตัวเองไปตามจีบเด็กผู้หญิงคนนั้นอีก! “พ่อครับ แม่ครับ พวกพ่อแม่คิดไปถึงไหนกันแล้วเนี่ย ผมก็แค่อยากจะช่วยเหลือพวกเขาแม่ลูกสักครั้งก็แค่นั้นเองครับ” หวังซินส่ายหัวอย่างจนใจ เมื่อได้เห็นสีหน้าที่ดีใจนั้นบนหน้าพ่อแม่ ก็ทำได้แค่อดทนต่อการหัวเราะเยาะของพวกเขา...