ลวงสวรรค์สู่วิถียุทธคลั่ง [จบ]

บทที่237 ซูเซ่อ แห่งศาลาซากศพ 1

   ซูเซ่อ แห่งศาลาซากศพ เขากวักมือเชิญชวนให้ ตัวของอี้เฉินเข้ามาโจมตี อย่างไม่ได้หวาดกลัวก่อนจะยืนมือไพล่หลัง มองเด็กหนุ่มผมขาวด้วยสายตาดูถูกดูแคลน แววตาเย็นชาเป็นอย่างมาก กายาของเขาเต็มไปด้วยหมอกควันสีดำทมิฬ ชุดเกาะโครงกระดูกที่เขาสวมใส่อยู่ๆ ก็เหมือนมีชีวิต ขยับไหวล้อมพันกายาของเขาไว้อย่างแน่นหนา มือโครงกระดูกบางส่วนยื่นออกมาขมุกขมัว



อี้เฉินที่เห็นเขาถึงกับหน้ามืดทะมึน ไม่คิดคนผู้นี้จะโอหังถึงเพียงนี้ ถึงขนาดไม่แม้จะมองมาที่เขาตรงๆ เสียด้วยซ้ำ มันจึงทำให้เขาเริ่มมีโทสะเดือดดาลขึ้นมา


"งั้นก็ลองรับกำปั้นนี้ของข้าหน่อยเป็นไง"



   อี้เฉินพุ่งเหยียบอากาศไปอย่างรวดเร็ว ดั่งสายแสงก่อเกิดเป็นร่างเงาทับซ้อนขึ้นมาเป็นทางยาว ตัวเขาไม่ได้ระเบิดปราณพลังแต่อย่างใด เพียงขับเคลื่อนพลังกายาที่เขาภาคภูมิใจต่อยไปในทิศทางด้านหน้าของ ซูเซ่อ อย่างแรง



ซูเซ่อ ที่เห็นอี้เฉินไม่ได้ขับเคลื่อนปราณพลัง เขาถึงกับส่ายหัว ตัวของเขาไม่แม้จะขยับเสียด้วยซ้ำยืนมือไพล่หลัง โดยไม่มีท่าทีหวาดเกรงหมัดของอี้เฉินแม้แต่น้อย



ทันทีที่หมัดของอี้เฉิน พุ่งเข้าใส่ร่างของซูเซ่อ มือโครงกระดูกที่อยู่ภายใต้หมอกควันขมุกขมัว รอบๆ กายาของซูเซ่อ ก็พุ่งออกมา หยุดกำปั้นของอี้เฉินไว้ในทันที ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น จนทำให้อี้เฉินตกตะลึงอยู่ไม่น้อยไม่คิดเพียงชุดเกาะโครงกระดูก จะสามารถหยุดหมัดของเขา เอาไว้ได้



   แต่ในทันใดมือที่ถูกโครงกระดูกหยุดไว้ได้ เนื้อกลับกลายเป็นค่อยๆ เน่าเปื่อยไปทีละน้อย จนทำให้อี้เฉินร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด ใบหน้าเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น "เจ้า เจ้า นั้นหมายความว่าอย่างไร"



ซูเซ่อยกยิ้ม "เจ้าเข้าใจถึงความห่างชั้นหรือยัง ที่ข้าสำแดงมันคือ เต๋าแห่งการหยั่งรู้ของข้า แม้แต่ เต๋า ตัวเจ้าก็ยังไม่รู้จัก จะมีค่าอะไรให้เจ้ามาต่อสู้กับข้า"



อี้เฉินที่ได้ยินเขาถึงกับหน้ามืดทะมึน ตัวเขาได้ยินคำว่า เต๋า เป็นครั้งที่สอง ครั้งแรกที่เขาได้ยินก็ตอนที่เขาได้ดวงตากลับคืนมา มันจึงทำให้เขารู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างมาก อยากจะรู้ความหมายคำว่า เต๋า ให้มากกว่านี้อีกหน่อย



อี้เฉินที่ถอยกลับมา เขากำมือที่เน่าเปื่อยไว้จนแน่น ก่อนส่งปราณพลังเข้าไปภายในบาดแผลก่อนที่บาดแผล เน่าเปื่อยของเขาจะหยุดการกัดกินเนื้อของเขาลง



ซูเซ่อ ที่เห็นอี้เฉิน สามารถหยุดเต๋าแห่งการเสื่อมสลายของเขาไว้ได้ ตัวเขาถึงกับตกตะลึงอยู่ไม่น้อย "เจ้า เจ้าทำได้อย่างไร หรือว่าเจ้าเองก็หยั่งรู้เต๋า มาแล้วเช่นกัน"



อี้เฉินส่ายหัว"เจ้าพูดบ้าอะไร แค่คำว่าเต๋า ตัวข้าก็พึ่งเคยได้ยินเป็นครั้งที่สอง แถมข้าก็ยังไม่รู้จักความหมายของมันเสียด้วยซ้ำ หากเจ้าบอกข้าก็จะถือว่าเป็นพระคุณของข้าไม่น้อย"



  ซูเซ่อ ถึงกับหนังตากระตุก เหมือนที่เด็กหนุ่มผมขาวพูดมาจะเป็นความจริง ตัวเขาไม่รู้อะไรเกี่ยวกับ เต๋าแม้แต่น้อย แต่เหตุใดเด็กหนุ่มผู้นี้ถึงสามารถ หยุดเต๋าแห่งการเสื่อมสลายของเขาไว้ได้ มีเพียงวิธีเดียวที่คิดได้คือ เด็กหนุ่มผมขาวผู้นี้ต้องเรียนรู้ เต๋าบางอย่างเข้าไปอย่างแน่นอน
"เต๋าก็คือมรรควิถีอย่างหนึ่งที่ตัวเราสร้างขึ้นมา ก่อเกิดเป็นผลเต๋าขึ้นมา ข้าอธิบายไปตัวเจ้าก็ไม่เข้าใจ แต่ที่ข้ามั่นใจเจ้าได้สร้าง มรรควิถี ขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัวมันอาจจะอ่อนแอ หรือ แข็งแกร่งก็เป็นได้ แต่เจ้าจะสร้างมันขึ้นมาได้แค่ครั้งเดียวเท่านั้น ...แถมเจ้ายังสร้างมันขึ้นมาโดยที่ไม่รู้ตัวแล้วตัวเจ้าจะใช้มันได้อย่างไรกัน"



  อี้เฉินได้ยินคำพูดนั้นจากปากของ ซูเซ่อ ตัวเขาถึงกับหน้ามืดทะมึน เหมือนเขาจะพลาดบางอย่างไป หากตัวเขาไม่รู้ เต๋าที่เขาเรียนรู้แล้วตัวเขาจะสำแดงมันออกมาได้อย่างไร เขากลับมาท่าทีสงบนิ่งอีกครั้ง ในยามนี้เขาสู้ซึ่งๆ หน้ากับคนผู้นี้ไม่ได้อย่างแน่นอน ไม่เช่นนั้นร่างของเขาได้เหลือแต่โครงกระดูกเป็นแน่ไม่คิดเข้าไปโจมตีระยะประชิดกับ ซูเซ่อ อีกต่อไป



อี้เฉิน ระเบิดปราณพลังสีเลือดออกมาอย่างบ้าคลั่ง ก่อนยกมือขึ้นมากลางหน้าอกผสานอิน กลางอากาศในทันใด สำแดง"วิชาโซ่สวรรค์พันธนาการ" วงแหวนอักขระสีแดงก่อรูปขึ้นมากลางอากาศทั้ง3ทิศทางปิดกั้น ซูเซ่อไว้อย่างสมบูรณ์



ก่อนอี้เฉินจะ ตะโกนออกมาก้อง "ลงทัณฑ์" โซ่สีแดงขนาดใหญ่ หลายสิบเส้นสายเลื้อยพันทิ่มแทงไปที่ร่างหมอกควันของ ซูเซ่อในทันใด



   ซูเซ่อ ที่เห็นการโจมตีครั้งนี้ของอี้เฉิน ทำให้เขาขมวดคิ้วขึ้นมาเล็กน้อย ก่อนเขาจะระเบิดปราณพลังออกมาอย่างบ้าคลั่ง อยู่ๆ ด้านหลังของเขาก็มีโครงกระดูกขนาดยักษ์คล้ายซากศพโผล่ออกมา ก่อนมันจะสะบัดมือที่ยาวเฟื้อยของมัน เข้าใส่โซ่ตรวนสีแดงของอี้เฉินจนขาดสิ้น เพียงมือโครงกระดูกของมันแตะไปโดนโซ่ตรวนก็ทำให้ โซ่ตรวนเต็มไปด้วยรอยแตกร้าว บางส่วนถึงกับสูญสลายหายไป มันจึงทำให้อี้เฉินประหลาดใจเป็นอย่างมาก ไม่คิดการโจมตีที่รุนแรงขนาดนี้ของเขา ก็ยังไม่สามารถเจาะการป้องกันของ ซูเซ่อได้แม้แต่น้อย เหมือนตัวเขาไร้ช่องโหว่อย่างไรอย่างนั้นในยามนี้



   ซูเซ่อ ยกยิ้ม"เหมือนว่าเจ้าจะหมดมุกแล้วสินะ งั้นข้าขอเอาหัวของเจ้าไปแล้วกัน" ทันใดที่เขาเอ่ยพูดเสร็จ ตัวเขาก็หายไปราวหมอกควัน มาโผล่ที่ด้านหลังของอี้เฉินในฉับพลัน โครงกระดูกขนาดใหญ่ด้านหลัง ซูเซ่อ ที่ก่อรูปออกมาไม่รอช้ามันง้างกำปั้นขนาดใหญ่ ต่อยไปที่อี้เฉินอย่างแรง



เสียง"ตู้ม" ดังก้องฟ้า อากาศรอบๆ ถึงกับแตกร้าวเป็นทางยาว



อี้เฉินรอยกระเด็นไปหลายร้อยก้าวในพริบตา หากเขาไม่เรียกกระถางทองแดงเก่าแก่ใบใหญ่ที่ได้มาจากนายกองเยี่ยหัว ภายในสงครามระหว่างสองดินแดน ออกมาขวางกั้นตัวเขาได้บาดเจ็บหนักไปแล้วเป็นแน่ กระถางทองแดงถึงกับมีรอยแตกร้าว ทั้งๆ ที่มันแข็งแรงเป็นอย่างมาก แต่เขาก็ไม่อาจใช้มันรับการโจมตีได้อีกต่อไป



   ซูเซ่อ ที่เห็นเขาถึงกับหนังตากระตุก มองดู กระถางทองแดงเก่าแก่ด้วยความโลภ เหมือนว่ามันจะเป็นอาวุธระดับเทพ ใช่ว่าจะหาเจอง่ายๆ ไม่คิดเด็กหนุ่มยังจะเก็บซ่อนของล้ำค่าเช่นนี้ไว้อีก ถึงมันจะแตกร้าวไปบ้างหากนำกลับไปซ่อมแซมได้คงมีประโยชน์กับตัวเขาไม่น้อย เหมือนว่ามันจะเป็นหม้อกลั่นหลอม ที่ยากจะหาพบได้ง่ายๆ

"เจ้าช่างไม่รู้จักของล้ำค่าเอาเสียเลยหากมันพังไป แม้แต่ชีวิตของเจ้าก็ไม่สามารถ ทดแทนกระถางทองแดงใบนั้นได้"



อี้เฉินยกยิ้ม "กระถางทองแดงมันเป็นของข้า ข้าจะทำอะไรกับมันก็ได้ เจ้าไม่ใช่เจ้าของ ของมันเสียหน่อย"



"เจ้า เจ้า ช่างพูดจาโอหังนัก จะตายอยู่แล้วยังไม่รู้ตัวอีก" ซูเซ่อพุ่งหายออกไปดั่งหมอกควัน ก่อนเขาจะยกกำปั้นของตัวเองต่อยไปที่เด็กหนุ่มอย่างแรง



เสียง"ตู้ม"ดังขึ้นอีกครั้ง อี้เฉินที่ยกแขนขึ้นมาปัดป้อง ทำให้แขนของเขาชาหนึบขึ้นมาในทันใด ถอยออกไปหลายสิบก้าว ไม่คิดคนผู้นี้เหมือนว่าจะฝึกฝนด้านกายาด้วยเช่นกัน แถมเหมือน พลังกายาของเขาจะสูงล้ำยิ่งกว่าตัวของอี้เฉินเสียด้วยซ้ำ



"เจ้าอยากต่อสู้ด้านกายาไม่ใช่หรือ ข้าก็เข้ามาเล่นกับเจ้าแล้วไง พลังกายาของเจ้ามีเพียงเท่านี้ยังไม่มากพอที่จะต่อกรกับข้าซึ่งๆ หน้าได้"



อี้เฉินที่ถอยกระเด็นออกไปอีกหลายสิบก้าว ตัวเขาเกือบถูกรอยแตกร้าวดูดเข้าไป หากตัวเขาหยุดช้ากว่านี้อีกนิด ตัวเขาได้จบเห่เป็นแน่ "ได้ๆ ข้าจะสนองให้ หากแพ้ข้าก็อย่ามาโวยวายเอาล่ะ"



   ทั้งสองไม่รอช้าหมุนควงหมัดเข้าใส่กันอีกหลาย10กระบวนท่าในพริบตา ร่างเงาทับซ้อนพุ่งออกไปเป็นทางยาว หายฉับพลันไปทางนั้นที ทางนี้ที อยู่หลายครั้ง จนรอบๆ เต็มไปด้วยแรงสั่นไหว กายาของทั้งสองถึงจะดูใกล้เคียงกันเป็นอย่างมาก แต่ก็เห็นได้ชัดว่าแขนทั้งสองข้างของอี้เฉินเริ่มสั่นไหวไม่หยุด นิ้วมือบางนิ้วเริ่มบิดงอจนมีเลือดไหลซึมออกมา



ซูเซ่อ เขาระเบิดปราณพลังอย่างบ้าคลั่ง เกาะป้องกันที่เขาสวมใส่ค่อยๆ เพิ่มพลังกายาของเขาไปอีกหลายเท่าตัว แขนทั้งสองข้างของเขาคล้ายกับมีแขนของซากศพเข้าไปช่วยเสริมกำลัง


ก่อนซูเซ่อ จะคำรามออกมาก้อง "เจ้าจงตายเสีย"



    อี้เฉินเริ่มถอยหลังไปทีละน้อยจากการที่ปะทะกันหลายร้อยครั้งในพริบตา เสียงกระดูกแตกร้าวเริ่มดังออกมา ค่อยๆ เสียเปรียบไปทีละน้อยหากปล่อยไว้เช่นนี้ตัวเขาได้ตายตกเป็นแน่ อักขระที่ประทับตามตัวของอี้เฉินค่อยๆ เริ่มเลื่อนรางทีละน้อย เป็นสัญญาณบ่งบอกว่ามันรับการโจมตีไม่ไหวอีกต่อไป ปากของเขากระอักเลือดออกมาไม่หยุดไม่คิดคนผู้นี้จะร้ายกาจถึงเพียงนี้

คล้ายกับเรื่องลวงสวรรค์สู่วิถียุทธคลั่ง [จบ] ที่คุณอ่าน