เทพสงครามสายเลือดมังกร

    ตอนที่ 73 หญ้าดอกผักกาด

    ในฐานะหนึ่งในเก้าตระกูลนอกของตระกูลหลิงอู่  สำนักสุริยันมรกตของกลุ่มมรกตรวมตัวกันอยู่นอกเมือง ด้วยมีภูเขาแห่งการทดสอบอยู่ที่นั่น ทั้งสองข้างของภูเขาแห่งการทดสอบมีประตูเหล็กอยู่นับสิบบาน  และด้านนอกประตูเหล็กเป็นพื้นที่เปิดกว้าง  เวลานั้น มีคนจำนวนหนึ่งนั่งเรียงแถวและจับจ้องไปที่ภูเขาแห่งการทดสอบด้วยสายตาเยือกเย็น


    ไม่มีสุ้มเสียงใด ๆ เกิดขึ้นทางฝั่งนี้ของภูเขาแห่งการทดสอบ แต่เมื่อเวลาผ่านไปราวสองก้านธูป  ประตูเหล็กก็ค่อย ๆ ถูกเปิดออก  เสื้อผ้าของพวกเขาทุกคนยุ่งเหยิงไม่เป็นระเบียบ และมีบางคนที่บาดเจ็บสาหัส ทุกคนออกมาจากด้านในอุโมงค์กันหมดแล้ว เมื่อได้เห็นแสงตะวันด้านนอกอีกครั้ง ไม่ว่าจะบาดเจ็บสักเพียงใด พวกเขาก็รู้สึกตื่นต้นอย่างมาก


    ในเวลานี้ หวงเฟยหยางเห็นว่ามีคนนับสิบออกมาเรียบร้อยแล้ว ทันใดนั้น เขาก็เลิกคิ้วขึ้นมองเด็กหนุ่มผู้มีอายุน้อยกว่าเขาและยืนอยู่ข้าง ๆ เขาออกคำสั่ง


    “เจ้าเอาหญ้าหัวผักกาดไปให้พวกที่บาดเจ็บสาหัส และปล่อยให้พวกเขาได้ฟื้นตัว”


    เด็กหนุ่มรับคำและปฏิบัติตามคำสั่งทันที


    เมื่อนั้นเองที่หวงเฟยหยางหันมามองเด็กหนุ่มอีกคนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ พลางหัวเราะ


    “พี่เหวิน เวลาผ่านไปได้ครึ่งหนึ่งแล้วใช่หรือไม่? ในรอบนี้นับได้ว่าผู้เข้าแข่งขันพวกนี้มีฝีมือไม่เลวเลยทีเดียว ออกมาได้ตั้งยี่สิบกว่าคน และมากกว่าสิบคนที่ถอนตัวไปแล้ว  ถ้าเช่นนั้นแล้วก็ถือว่าตายไปสิบกว่าคนเห็นจะได้”


    เหวินหยามองไปยังกลุ่มคนที่ออกมาพลางเอ่ยขึ้น


    “ยังมีเวลาเหลืออยู่เล็กน้อย หากเวลาหมดลงก็ปิดประตูได้ทันที เมื่อถึงเวลานั้น คนที่ยังไม่ตายก็คงต้องตาย ตระกูลหลิงอู่ไม่ได้เข้ามาง่าย ๆ เช่นนั้น”


    “โอ้ จริงสิ น้องหวง น้องชายของเจ้ามีฝีมือไม่เลวทีเดียว ดูเหมือนว่าเขาจะไม่ได้รับบาดเจ็บใด ๆ เลย และผลงานของเขาก็น่าจะอยู่ในระดับยอดเยี่ยม  คนอื่น ๆ ยังได้รับบาดเจ็บอยู่บ้าง”


    เมื่อพูดถึงหวงเซียง หวงเฟยหยางที่ดูไม่ค่อยจะภูมิใจนักก็เอ่ยขึ้น


    “ตั้งแต่ตอนเด็ก ๆ น้องชายของข้ามีลักษณะคล้ายกับข้าเสมอ  เขามีความดื้อรั้นและฝึกฝนอย่างหนัก มีโอกาสที่ความสำเร็จในอนาคตของเขาจะเทียบเคียงได้กับของข้า”


    เหวินหยาพยักหน้าพลางพึมพำกับตัวเอง


    “เวลาใกล้จะหมดแล้ว พวกเราปิดประตูและนับหัวใจเหล็กกันได้หรือยัง?”


    หวงเฟยหยางมองน้องชายของตนเอง เวลานี้หวงเซียงหันมาหาและมองเขาด้วยแววตามั่นใจพลางพยักหน้าด้วยรอยยิ้ม


    หวงเซียงมองไปยังกลุ่มคนยี่สิบคนที่ผ่านด่าน และเมื่อเขาไม่เห็นหลงเฉินเขาจึงนิ่วหน้า


    ‘ในปราการเยวี๋ยนหยาง ข้าเห็นว่าความแข็งแกร่งของร่างกายเขาไม่เลวนัก และยังสามารถต้านทาน [วงล้อจรัสแสง] ของข้าได้อีก ไม่มีเหตุผลเลยที่เขาจะถูกกำจัดอยู่ด้านในโดยไม่ผ่านด่านแรก...’


    ในเวลานั้น คนของตระกูลหลิงอู่ค่อย ๆ ปิดประตูเหล็ก หวงเซียงยิ้มอย่างคับข้องใจพลางเอ่ยขึ้น


    “หวงเซียงเอ๋ย หวงเซียง เจ้าประเมินผู้อื่นสูงเกินไป คู่ต่อสู้ของเจ้าคือยอดฝีมือจากสี่ตระกูลในต่างหาก  คนกระจอกจากเมืองเล็ก ๆ เช่นนั้นไม่คู่ควรให้เจ้าสนใจเลยสักนิด...”


    จากนั้น หวงเซียงก็หันไปมองยอดฝีมือจากตระกูลหลิงอู่และไม่ได้คิดเรื่องของหลงเฉินอีก


    เห็นได้ชัดว่าเขาถือว่าความตายของหลงเฉินภายในภูเขานั้นเป็นเรื่องปกติ


    ขณะเดียวกัน หลิวเฟิงเฟิงก็มองไปทั่วทุกที่รวมถึงข้างหลังของตนเอง เมื่อเขาเห็นว่าหลงเฉินยังไม่ออกมา เขาห็หัวเราะเยาะเย้ยทันที


    “ถ้าเจ้าถอนตัวออกไปเสียตั้งแต่ทีแรกก็คงจะดี แต่หากเจ้าตายอยู่ในนั้น เจ้าก็ต้องโทษตัวเองที่ไม่ฟังคำเตือนของพี่ชาย จะไปโทษคนอื่นก็ไม่ได้ ข้าสังเกตเห็นอารมณ์ของเจ้าก่อนหน้านี้และรู้อยู่แล้วว่าเจ้าต้องตายอยู่ข้างในนั้นแน่!”


    เมื่อคิดถึงหัวใจเหล็กที่เขาได้มา หลิวเฟิงเฟิงรู้สึกพออกพอใจอย่างมาก


    “รวมกันแล้วข้าได้หัวใจเหล็กมายี่สิบสามชิ้น น่าจะพอให้ข้าติดหนึ่งในสิบอันดับแรก”


    เมื่อนึกถึงเหล่าหุ่นเหล็กสังหารน่าสะพรึงกลัวที่ผ่านมา หลิวเฟิงเฟิงหายใจเอาอากาศเย็นเยียบเข้าไปอย่างไม่เต็มใจ หากไม่เตรียมตัวล่วงหน้ามาให้ดีพอเขาคงตายไปแล้ว


    “ข้าใช้พลังปราณไปกว่าครึ่ง ในด่านที่สองคงไม่ใช่เรื่องง่ายแน่ ๆ ...”


    หลิวเฟิงเฟิงมองสำรวจผู้อื่นที่อยู่รอบ ๆ แต่เขาก็เห็นว่าทุกคนล้วนมีสภาพน่าสมเพชไม่ต่างจากเขา เขาจึงรู้สึกโล่งใจขึ้นมาทันทีพลางพึมพำกับตนเอง


    “คนพวกนี้รวมทั้งตัวข้าต่างลงเรือลำเดียวกันแล้ว ข้ายังพอมีหวังอยู่บ้าง!”


    เวลานี้ เมื่อเห็นว่าประตูเหล็กทุกบานถูกปิดลงแล้ว หวงเฟยหยางจึงยืนขึ้นและเตรียมประกาศสิ้นสุดการทดสอบด่านแรก ทันใดนั้น ประตูที่กำลังจะถูกปิดก็เปิดออกด้วยเสียงดังสนั่น  คนสองคนที่กำลังปิดประตูถึงกับต้องถอยหลังออกไปสองสามก้าว พวกเขามองเข้าไปข้างในด้วยท่าทางไม่พอใจ ด้วยไม่คิดว่าจะมีคนออกมาในเสี้ยวเวลาสุดท้าย


    เมื่อเป็นเช่นนั้น ความสนใจของทุกคนจึงถูกดึงดูดไปที่ประตูอย่างพร้อมเพรียง


    ตอนนั้นเอง เงาร่างหนึ่งก็ปรากฏออกมาจากอุโมงค์มืด เมื่อพวกเขาเห็นว่าร่างที่ออกมาจากอุโมงค์อย่างไม่คาดคิดนั้นเป็นเด็กหนุ่มไม่คุ้นหน้า พวกเขาต่างก็นิ่งอึ้งไปตาม ๆ กัน


    อย่างไรก็ตาม หวงเซียงและหลิวเฟยเฟยกลับมีสีหน้าตกตะลึงมากกว่าใคร


    หลิวเฟิงเฟิงพูดอะไรไม่ออก เขามีท่าทีกระวนกระวายอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยอมรับความจริงในที่สุด


    ‘เขานี่ช่างโชคดีจริง ๆ ที่ออกมาจนได้  แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ ดูจากความสามารถของเขาแล้วไม่น่าจะได้หัวใจเหล็กสักเท่าไร  ดังนั้นต่อให้ออกมาได้ก็ไม่มีอะไรสำคัญนักหรอก’


    แม้จะคิดเช่นนั้น แต่เมื่อเห็นว่าหลงเฉินออกมาได้อย่างไร้รอยขีดข่วน เขาก็ไม่สามารถอธิบายว่าเป็นเพราะเหตุใด ดังนั้นคิ้วของเขาจึงขมวดแน่นพลางเอ่ยขึ้น


    “หรือว่าในอุโมงค์นั้นจะมีหุ่นเหล็กสังหารอยู่ไม่มากนัก?”


    เมื่อเห็นว่าหลงเฉินออกมาได้แล้ว หวงเซียงก็มองเขาด้วยสายตาเย็นชาแต่แล้วก็คิดในใจ


    ‘สำหรับผู้ที่ทนรับการโจมตีของข้าได้เขาก็น่าจะเป็นคนมีฝีมืออยู่แล้ว ในเมื่อเจ้าไม่ตายอยู่ในนั้นก็เยี่ยมไปเลย ต่อจากนี้เจ้าจะได้รู้ว่าความตายเป็นเช่นไร ข้าหวังว่าหัวใจเหล็กในมือของเจ้าคงทำให้เจ้าอยู่ในสิบคนแรก’


    หลังจากที่ออกมาได้ หลงเฉินก็มองไปยังผู้คนมากมายที่รวมตัวกัน เขาตกใจและรีบไปรวมกลุ่มในทันที


    ‘น่ากลัวจริง ๆ ข้ามัวแต่เมามันกับการต่อสู้ หากมาช้ากว่านี้อีกเพียงนิดเดียวคงจบไม่สวยแน่!’


    หลงเฉินทำหน้าเยาะเย้ยให้กับสายตาที่จับจ้องของหวงเซียงซึ่งเต็มไปด้วยจิตสังหาร


    เมื่อเห็นว่าหลงเฉินยังกล้าสู้หน้าเขา หวงเซียงก็นึกสบประมาทในใจ


    ‘เป็นเพราะข้าฆ่าม้าของเจ้าสินะ หรือจะมีอะไรควรค่าให้รู้สึกโกรธได้อีก? หลังจากที่ข้าฆ่าเจ้าแล้ว เจ้าก็จะรู้เองว่าเรื่องก่อนหน้านี้ไม่ใช่เรื่องสำคัญเลยสักนิด...’


    แม้หลงเฉินจะเดินเข้ามาปะปนกับคนอื่น ๆ  พวกเขาก็สามารถมองเห็นรูปลักษณ์ของหลงเฉินได้อย่างชัดเจน แต่แล้วพวกเขาก็ไม่ได้สนใจอะไรในตัวเขาอีก ในเวลานี้ หลิวเฟิงเฟิงวิ่งมาตบไหล่เขาพลางหัวเราะขึ้น


    “ทำได้ดีมากไอ้น้อง! จริง ๆ นะ เจ้านี่เหนือกว่าที่ข้าคิดเอาไว้เสียอีก รอดออกมาได้ ไม่เลวเลย แล้วได้หัวใจเหล็กมากี่อันล่ะ?”


    เมื่อมองไปยังคนผู้นี้ หลงเฉินทำได้เพียงยิ้มเจื่อน ๆ และส่ายหน้า


    หลิวเฟิงเฟิงที่มองเขาราวกับคาดหวังในคำตอบก็พูดให้กำลังใจ


    “ไม่เป็นไรหรอก ต่อให้เจ้าไม่ได้หัวใจเหล็กมาเลยก็ไม่เป็นไร อย่างน้อยเจ้าก็ไม่ได้รับบาดเจ็บอะไร เจ้ายังมีโอกาสครั้งหน้าในการคัดเลือกของเมืองเยวี๋ยนตี้!”


    ขณะที่หลิวเฟิงเฟิงกำลังพูดพล่ามอยู่นั้น หวงเซียงและหลงเฉินต่างก็จับจ้องกันราวกับจะฆ่ากันให้ตายไปตรงนั้น อย่างไรก็ตาม พฤติกรรมนั้นอยู่ในสายตาของหวงเฟยหยาง เขาจึงนิ่วหน้าขณะจับจ้องไปที่หลงเฉินและพูดพึมพำ


    “อาเซียงมีเรื่องบาดหมางอะไรกับเจ้าหนุ่มนั่นงั้นรึ? เข้าท่าดีนี่ รู้ทั้งรู้ว่าข้าอยู่ที่นี่แต่ก็ยังกล้ายั่วยุคนในตระกูลหวง ความกล้าของเจ้านั้นใช่ย่อยจริง ๆ”


    เขาคิดจะประกาศออกไปว่าหลงเฉินนั้นออกมาช้า เขาจึงไม่มีคุณสมบัติที่จะผ่านเข้าไปยังด่านที่สอง  แต่ก่อนที่เขาจะทำเช่นนั้น เหวินหยาที่อยู่ข้าง ๆ ก็ร้องประกาศ


    “ทำดีมาก ในตอนนี้ พวกเจ้าทุกคนได้โปรดเข้าแถว และเอาหัวใจเหล็กออกมา!”


    เมื่อเหวินหยาประกาศออกไปแล้ว หวงเฟยหยางไม่ต้องการโต้เถียงเขา พลางคิดในใจ


    ‘ช่างมันเถอะ ต่อให้เจ้าอยู่ในอันดับสิบคนแรก ข้าก็จะทำให้เจ้าได้ชดใช้ในอีกไม่ช้า’


    เขานั่งลง และพลิกสมุดลงทะเบียนเพื่ออ่านประวัติของหลงเฉิน


    ‘หลงเฉิน มาจาก... ตระกูลหยางแห่งเมืองพฤกษาหมอก นักรบอสูร บรรลุขอบเขตชีพจรมังกรขั้นแปด วิญญาณอสูรมาจากกิ้งก่าโลหิตใต้ดิน? อยู่แค่ระดับนี้ แต่อาเซียงกลับไม่สามารถกำจัดเขาได้ ดูเหมือนว่าการฝึกฝนตลอดหลายปีมานี้ของอาเซียงจะยังบกพร่องอยู่มาก’


    เวลานี้ เหวินหยากำลังบันทึกจำนวนของหัวใจเหล็กที่ทุกคนนำออกมา


    “เฉินเหวินหลง สิบแปดชิ้น!”


    “ชิงซวี ยี่สิบเก้าชิ้น!”


    “เซียวหยาน แปดชิ้น!”


    คนจำนวนยี่สิบคน พวกเขาเข้าไปหาเหวินหยาทีละคน ๆ และนำหัวใจเหล็กออกมาจากถุงมิติ  หลังจากเฝ้ารออย่างกระวนกระวายพักหนึ่ง  หลิวเฟิงเฟิงตบไหล่หลงเฉินและเอ่ยขึ้น


    “เจ้ารออยู่ที่นี่แหละ ข้าจะไปก่อนและเอาหัวใจเหล็กให้พวกเขา”


    ผลงานของเขาถูกประกาศอย่างรวดเร็ว


    “หลิวเฟิงเฟิง ยี่สิบสามชิ้น!”


    หลิวเฟิงเฟิงเดินมาหาหลงเฉินด้วยท่าทีภาคภูมิใจและเอ่ยขึ้นด้วยความตื่นเต้น


    “จำนวนหัวใจเหล็กที่ข้าหามาได้ทำให้ข้าได้อยู่ในอันดับที่เก้าแน่ะ! ข้าเห็นว่าคนอื่น ๆ นอกจากหวงเซียงต่างบาดเจ็บสาหัส เดาว่าครั้งนี้จำนวนหัวใจเหล็กที่ข้าได้น่าจะทำให้ข้าติดสิบอันดับแรก  สวรรค์เป็นใจให้ข้าแล้ว!”


    ขณะที่เขาพูด หวงเซียงก็ยังคงจ้องเขม็งมาที่หลงเฉินขณะเดินไปหาเหวินหยา  ซึ่งเมื่อมองน้องชายของผู้เป็นสหาย เหวินหยาก็ยิ้มให้กำลังใจและเอ่ยขึ้น


    “เจ้าคือหวงเซียงสินะ? เอาหัวใจเหล็กของเจ้าออกมาสิ เจ้าได้มาเท่าไร?”


    หวงเฟยหยางมองน้องชายของตนเองด้วยความเมตตา


    “เมื่อครั้งที่ข้าเข้ารับการทดสอบ ข้าได้หัวใจเหล็กห้าสิบแปดชิ้น และพี่เหวินหยาทำได้ดีกว่าข้า เขาได้มาถึงหกสิบเจ็ดชิ้น ตอนนี้จำนวนที่สูงที่สุดอยู่ที่สี่สิบเอ็ดชิ้น อาเซียง เจ้ามีโอกาสจะได้อันดับหนึ่งหรือไม่?”


    หวงเซียงหัวเราะด้วยความมั่นใจ


    “หากท่านอยากรู้ก็ต้องนับเอาเองแล้วล่ะ”


    ขณะหัวเราะชอบใจ หัวใจเหล็กที่ส่องประกายจำนวนมากก็ถูกเทออกมาจากถุงมิติของเขา เมื่อเห็นสีหน้าตกตะลึงของคนอื่น ๆ แม้แต่เหวินหยาและหวงเฟยหยางก็มีสีหน้าพอใจ


    สีหน้าของหลิวเฟิงเฟิงซีดเผือด


    “ข้าประเมินหวงเซียงผู้นี้ต่ำเกินไป หัวใจเหล็กที่เขาได้มาจะต้องมากกว่าหกสิบชิ้นแน่ ๆ นั่นก็หมายความว่าหวงเซียงจะได้อันดับหนึ่ง และข้าจะอยู่ที่อันดับสิบ แต่ถึงกระนั้นมันก็ไม่แย่นักหรอก ข้ายังผ่านเข้าไปด่านที่สองได้...”


    ขณะที่เหวินหยากำลังนับอยู่นั้น จู่ ๆ เขาก็หัวเราะออกมา


    “ไม่เลวเลยเจ้าหนู ไม่เลวเลยจริง ๆ หัวใจเหล็กหกสิบแปดชิ้น เขาได้มากกว่าข้าชิ้นหนึ่งเมื่อเทียบกับตอนที่ข้าได้ในอดีต”


    หวงเฟยหยางรู้สึกยินดีเมื่อเขามองดูความสำเร็จของน้องชาย


    เขามองหวงเซียงและพยักหน้า ขณะที่หวงเซียงกำลังอ้าปากพูดอะไรบางอย่าง หวงเฟยหยางก็เห็นหลงเฉินยืนอยู่ไม่ไกลนักด้านหลังหวงเซียง และเขาก็เข้าใจเจตนาของหวงเซียงเป็นอย่างดี


    ดังนั้นเขาจึงพยักหน้า


    เมื่อหวงเซียงจากไป ในระหว่างนั้นพวกที่บาดเจ็บหนักและได้รับยารักษาแล้วต่างก็เดินเข้ามาทีละคน เป็นไปตามที่หลิวเฟิงเฟิงคาดไว้ พวกเขาได้มาราวสิบกว่าชิ้น เมื่อมองไปรอบ ๆ หลิวเฟิงเฟิงยกมุมปากขึ้นเผยให้เห็นรอยยิ้ม


    “เยี่ยม ข้าอยู่ในอันดับที่แปด เฉียดฉิวจริง ๆ ...”


    เมื่อเห็นว่าเขากำลังดีใจ หลงเฉินรู้สึกได้ถึงความเย้ยหยันขณะที่เหลือเพียงเขาคนเดียวที่ยังไม่ได้มอบหัวใจเหล็ก


    เมื่อเห็นว่าหลงเฉินเดินเข้าไปหาเหวินหยา หลิวเฟิงเฟิงก็ชะงักไปและพึมพำกับตัวเอง


    “หรือว่าเจ้าเด็กนี่จะได้หัวใจเหล็กมาบ้าง?”


    *********************




    คล้ายกับเรื่องเทพสงครามสายเลือดมังกร ที่คุณอ่าน