สำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว]

เล่มที่ 9 ตอนที่ 262 แล้วเจอกันใหม่

        เป็นเวลานานมากกว่าจะหยุดลงได้ ขนาดกลิ่นอายในห้องนี้แปลกประหลาดมากแล้วทว่าพลังที่อันเจิงและฉีเทียนระเบิดออกมาพร้อมกันส่งผลต่อเฉินเซ่าป๋ายมากที่สุดแล้วพวกเขาทั้งสองคนก็หันกลับมา

 

        “เจ้าดูสิ่งที่ตัวเองทำสิ!” ฉีเทียนทำทีมองไปยังกำแพงแล้วพูดขึ้น

 

        อันเจิงกลอกตา“เราพูดด้วยเหตุผลและความเป็นจริงหน่อยได้หรือไม่ เจ้ามีพลังวัตรสูงกว่าข้ามากฉะนั้นความร้ายกาจที่เห็นไม่ใช่ความจริง เจ้าลองหันกลับไปมองสิ เพราะเจ้าอยู่ด้านซ้ายข้าอยู่ด้านขวา แล้วผมทางขวาของเฉินเซ่าป๋ายก็ตั้งมากกว่า”

 

        ฉีเทียน “...”

 

        อันเจิงหันกลับไป จากนั้นก็ยิ้มแห้ง ๆ“คือ...เจ้ารู้สึกแย่มากหรือไม่?”

 

        เฉินเซ่าป๋ายไอหลายครั้งแล้วมีควันพ่นออกมาด้วย เขาไม่อยากสนใจอันเจิงและฉีเทียน จึงเดินตรงไปยังประตูแล้วใช้มือทั้งสองตบประตูแบบรัว ๆ “ปล่อยข้าออกไปหน่อยได้หรือไม่ข้าทนไม่ไหวแล้ว...”

 

        แอ๊ด!

 

        ประตูเปิดออกทันที

 

        เฉินเซ่าป๋ายรีบหนีออกไปแล้วหันมามองอันเจิงกับฉีเทียนด้วยแววตาที่โกรธเคืองอันเจิงและฉีเทียนรู้สึกเกรงใจ แต่เพราะเรื่องนี้เกิดขึ้นอย่างกะทันหันแล้วไม่มีใครสามารถควบคุมมันได้ พวกเขาทั้งสามคนเดินออกจากห้องที่ประหลาดนี้จากนั้นก็หันกลับมามองอีกครั้ง แต่บ้านหลังเล็กกลับหายไปแล้วอันเจิงเห็นตัวอักษรที่อยู่หน้าประตูกำลังค่อย ๆ จางหายไปเช่นกัน

 

        เก็บความดีให้ใต้หล้ายืนยาว

 

        ไม่รู้ว่าผู้วิเศษที่อาศัยอยู่ที่นี่คือใครกันแน่เมื่อครู่เป็นเพียงแค่พลังลมปราณในตอนที่เขาเพิ่งบ่มเพาะกายเท่านั้นแต่เพียงเท่านี้ก็สามารถทำให้อันเจิง ฉีเทียนและเฉินเซ่าป๋ายเลื่อนระดับพลังได้หนึ่งขั้นเพราะต้องเข้าใจว่าพวกเขาไม่เหมือนคนทั่วไป การที่พวกเขาทั้งสามคนจะเลื่อนระดับพลังได้ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลย คนที่เก็บพลังลมปราณไว้ยุติธรรมมาก เพราะเขาแบ่งออกเป็นสามส่วนเท่า ๆ กัน

 

        อันเจิงตรวจสอบร่างกายตัวเองจากนั้นก็กำมือแน่น

 

        พลังขอบเขตกิเลสมาร

 

       จากนั้นอันเจิงก็นึกขึ้นได้อย่างไม่ทราบสาเหตุ เพราะหากนับตามวันเวลาแล้ววันนี้น่าจะเป็นวันคล้ายวันเกิดของเขา แต่หากเวลาด้านนอกไม่เปลี่ยนแปลง อย่างนั้นอีกไม่กี่วันก็คงถึงวันคล้ายวันเกิดเขาแล้วไม่ว่าอย่างไร การเลื่อนระดับพลังวัตรของตัวเองถึงขอบเขตกิเลสมารในวันคล้ายวันเกิดก็เป็นเรื่องดีในใต้หล้านี้ ไม่เพียงแค่แคว้นเยี่ยนเท่านั้น ต่อให้จะอยู่ในจักรวรรดิต้าซีคนที่อายุสิบหกปีแล้วสามารถบ่มเพาะจนมีพลังวัตรในขอบเขตกิเลสมารก็ถือว่าหายาก

 

       อีกทั้งอันเจิงยังมีร่างกายที่แข็งแกร่งกว่าคนทั่วไป ฉะนั้นจึงหายากมากยิ่งกว่า

 

       อันเจิงรู้สึกว่าทะเลลมปราณของตัวเองเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง มันเป็นความรู้สึกที่ทำให้อันเจิงเบิกบานใจ

 

        “เราไปกันเถอะ”

 

        ฉีเทียนเดินไปพลางพูดขึ้น“ผู้วิเศษคนนี้น่าจะหลบซ่อนอะไรบางอย่าง ไม่อย่างนั้นคงไม่มีทางมาซ่อนตัวอยู่ในเปลือกหอยหรอกหากคาดเดาจากกลิ่นอายในห้องนั้น ก่อนที่หอยตัวนั้นจะเติบโตและเป็นเพียงหอยธรรมดา ๆตัวหนึ่ง เขาก็คงอาศัยอยู่ที่นั่นแล้ว ด้วยพลังที่ผู้วิเศษมีต่อให้จะซ่อนตัวอยู่ในเม็ดข้าวหนึ่งเม็ดก็ไม่มีปัญหา อันเจิง ตอนนี้เจ้ามีพลังในขอบเขตกิเลสมารแล้วสามารถแปลงกายได้ และนับว่าเจ้าก็สามารถหดตัวได้แล้วด้วย”

 

        “แต่เพราะกลิ่นอายในสถานที่นี้แปลกประหลาดมากข้ามักจะรู้สึกว่าตอนที่ผู้วิเศษคนนี้บ่มเพาะกาย ในนี้ต้องมีการเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างหากจิตใจของเขาไม่เปลี่ยนไปละก็ คงไม่ทำให้หอยเปลี่ยนไปเช่นนี้เหมือนกัน”

 

        เมื่อพวกเขาทั้งสามคนเดินจากไปเปลือกหอยขนาดใหญ่ก็จมเข้าสู่ใต้น้ำ นอกจากฉีเทียนพลังวัตรของอันเจิงและเฉินเซ่าป๋ายกลับมาถูกควบคุมอีกครั้งแต่ก็ยังแข็งแกร่งกว่าตอนที่เพิ่งเข้ามาในมิติลับใหม่ ๆ

 

       เฉินเซ่าป๋ายหยิบของบางอย่างที่คล้ายเข็มทิศออกมาดูแล้วสีหน้าก็เปลี่ยนไปทันที “พวกเราอยู่ในเปลือกหอยมานานสิบกว่าวันแล้ว!”

 

        ฉีเทียนชะงักไป “เป็นไปไม่ได้”

 

        อันเจิงก็รู้สึกว่าเป็นไปไม่ได้แล้วเขาก็มองดูรอบ ๆ ว่ามีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้าง

 

        จากนั้นฉีเทียนก็ชี้ที่ที่ไกลออกไป “ดูแล้วอาจจริงอย่างที่เจ้าพูด”

 

        ห่างจากพื้นที่สีเขียวไม่ไกลมังกรทะเลทรายหลายสิบตัวนอนตายอยู่บนพื้นทราย อีกทั้งร่างกายก็เริ่มเน่าเปื่อยแล้วนี่ต้องไม่ได้ผ่านไปเพียงวันเดียวเท่านั้นแน่

 

        “เจ้าบอกว่าไม่มีนกอินทรีไม่ใช่หรือ? แล้วมังกรทะเลทรายตายได้อย่างไรล่ะ?”

 

        “ข้าเป็นคนฆ่า”

 

        “หา?”

 

        “หลังจากพวกเจ้าจมลงไปในน้ำแล้ว จู่ ๆมังกรทะเลทรายพวกนี้ก็บ้าคลั่ง ข้าอยากเข้าไปช่วยพวกเจ้าในน้ำทว่าพวกมันกลับมาล้อมตัวข้าเอาไว้ ไม่อย่างนั้น เจ้าคิดว่าเพราะอะไรข้าถึงไปช่วยพวกเจ้าช้าขนาดนั้นล่ะ?”

 

        อันเจิงชะงักไปครู่หนึ่งจากนั้นก็หันมามองเฉินเซ่าป๋าย “ผ่านไปกี่วันแล้ว?”

 

        “สิบห้าวัน”

 

        เฉินเซ่าป๋ายถอนหายใจ “มารดามันเถอะ นี่เป็นเรื่องที่ข้าไม่มีทางเข้าใจเพียงชั่วพริบตาก็ผ่านไปสิบห้าวันแล้ว”

 

        หลังจากครุ่นคิดครู่หนึ่งอันเจิงจึงพูดขึ้น “ตอนที่พวกเราตกลงไปในน้ำ อาจจะยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงต่อให้จะเข้าไปในเปลือกหอยนั่น คาดว่าก็คงยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแต่หลังจากที่เข้าไปในบ้านหลังนั้น เวลาถึงเปลี่ยนแปลงไปอย่างวุ่นวายและนั่นก็หมายความว่า พวกเราอยู่ในบ้านหลังนั้นเพียงแค่ชั่วโมงเดียวแต่เป็นเวลาสิบห้าวันของข้างนอก”

 

        ฉีเทียนนึกขึ้นได้ทันที“เขากำลังปกป้องตัวเอง!”

 

        ฉีเทียนหันไปมองบ่อน้ำแวบหนึ่ง ตอนนี้เปลือกหอยจมลงไปใต้น้ำจนมองไม่เห็นแล้ว“ต่อให้จะเป็นผู้วิเศษก็ตาม มากสุดก็มีชีวิตได้แค่หนึ่งหมื่นปีเท่านั้นผู้วิเศษที่อยู่ในเปลือกหอยต้องคิดวิธีฝืนชะตาชีวิตแน่...หนึ่งชั่วโมงภายในห้องนั้นเท่ากับสิบห้าวันของด้านนอกเขากำลังปกป้องชีวิตของตัวเอง แต่อย่างน้อยมันก็ผ่านมานานหลายพันปีแล้ว...ผู้วิเศษคนนั้นอาจจะตายไปแล้วก็ได้”

 

        อันเจิงถอนหายใจ “ไม่ว่าอย่างไร ข้าก็ถือว่าเขาช่วยพวกเราไว้”

 

        เขานึกถึงซากศพของผู้ฝึกพลังวัตรที่ตายอยู่ในเปลือกหอยอาวุธที่เขามีในตอนนี้ก็มาจากเหล่าผู้อาวุโสที่ตายในนั้น อันเจิงเงียบไปครู่หนึ่งจากนั้นก็นำดินมากองแทนธูปเพื่อคารวะผู้อาวุโสทั้งหลายในขณะที่อันเจิงกำลังทำความเคารพพวกเขาอยู่นั้น จู่ ๆ ก็มีน้ำพุ่งขึ้นมาพร้อมฟองอากาศแต่ที่น่าแปลกก็คือ ฟองอากาศเหล่านี้ยังคงลอยสูงขึ้นเรื่อย ๆหลังจากลอยขึ้นไปสูงจนมองไม่เห็นแล้ว ฟองอากาศจึงแตกสลายไป 

 

        พวกเขาออกจากพื้นที่สีเขียวและเข้าสู่ทะเลทรายอีกครั้งเมื่อเดินมาถึงกลางทาง เฉินเซ่าป๋ายก็บ่นว่าเวลาผ่านไปสิบห้าวันโดยไม่รู้ตัวเมื่อกลับไปแล้วต้องตั้งใจบ่มเพาะกายดี ๆ อันเจิงได้ยินดังนั้นจึงยิ้มแล้วพูดว่าหากเจ้าอยู่ในบ่อสายฟ้าอย่างเดียวก็อาจไม่ได้เลื่อนระดับพลังก็ได้นะ

 

        เวลาอีกสิบกว่าวันที่เหลืออันเจิงและเฉินเซ่าป๋ายอยู่ในบ่อสายฟ้าตลอดเวลา ส่วนบ่อสายฟ้า หลังจากถูกฉีเทียนสั่งสอนมันก็ไม่กล้าบ้าคลั่งเหมือนที่เคย

 

        หลังจากผ่านไปสิบกว่าวัน เฉินเซ่าป๋ายบอกว่าถึงเวลาที่ต้องจากมิติลับนี้แล้วยามนี้ร่างกายพวกเขาแข็งแกร่งขึ้นจนน่ากลัว

 

        หึ!ฉีเทียนมองอันเจิงและเฉินเซ่าป๋ายที่ดูเหมือนพึงพอใจ จากนั้นก็เอ่ยขึ้น“ก็แค่ของจำลองเท่านั้น ระดับพลังก็ต่ำกว่ามากหากอยากฝึกฝนให้ร่างกายแข็งแกร่งจริง ๆ ถ้ามีโอกาสข้าจะพาเจ้าไปทดลองใช้บ่อสายฟ้าของจริงด้วยพลังวัตรที่พวกเจ้าทั้งสองคนมี เกรงว่าคงทนไม่ไหวแม้แต่วินาทีเดียว”

 

        เฉินเซ่าป๋ายไม่อยากสนใจเขา ทันใดนั้นเข็มทิศก็เคลื่อนไหว หลังจากลำแสงสีขาวกะพริบวาบ พวกเขาทั้งสามคนก็ออกจากมิติลับ

 

        ที่ที่พวกเขาออกมาไม่ใช่เทือกเขาชางหมานอันเจิงปีนเทือกเขาที่สูงตระหง่านแล้วรู้สึกคุ้นตาไม่น้อยเขานึกถึงครั้งก่อนตอนที่ขึ้นเขาไปหาสมุนไพรเพื่อช่วยตู้โซ่วโซ่วแล้วสุดท้ายก็เจอกับปลาวิเศษในตำนานของชนเผ่ากู่เลี่ย ตอนนั้นปลาวิเศษกระโดดออกมากลางป่าแล้วกลืนกินเยาโซ่วตัวหนึ่ง แต่ถึงกระนั้น หากปลาวิเศษไม่ปรากฏตัวขึ้นในตอนนั้นอันเจิงคงถูกเยาโซ่วฆ่าตายไปแล้ว

 

        เพิ่งผ่านไปเพียงห้าปีเท่านั้นตอนนี้เขาก็กลับมายืนอยู่ตรงนี้อีกครั้ง แต่กลับมีความรู้สึกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

 

        อันเจิงมองไกลออกไป เทือกเขาขนาดใหญ่ที่รูปร่างเหมือนดาบปักลงพื้นก็คือสถานที่ที่เขาเจอซากศพวางอยู่และซากศพนั่นก็คือบิดาของเฉินเซ่าป๋าย ตอนนี้ในใจอันเจิงรู้สึกสับสนขึ้นมาทันทีหลายปีมานี้ เฉินเซ่าป๋ายช่วยเขาอย่างลับ ๆ มาโดยตลอด ถึงแม้จะทำเพื่อบิดาของเขาเท่านั้นแต่อันเจิงกลับไม่มีความรู้สึกเกลียดชังเขาเลย

 

        “กลับไปเถอะ”

 

       เฉินเซ่าป๋ายรู้ว่าอันเจิงรู้จักเทือกเขาลูกนั้น เขาจึงยิ้มแล้วพูดขึ้น“เจ้าและข้ายังไม่สิ้นวาสนา ฉะนั้นอย่ากล่าวคำอำลาเลย ข้าจะกลับไปหาบิดา ส่วนเจ้าก็กลับไปหาครอบครัวตัวเองสถานการณ์ที่แคว้นเยี่ยนวุ่นวายมาก มีแต่คนที่ไม่เอาไหนควบคุมอำนาจ แคว้นเล็ก ๆนี้คงต้องล่มสลายไปในไม่ช้าแน่นอน หากข้าเป็นเจ้าละก็ ข้าคงจะจากไปเร็วหน่อยก็แค่ฆ่าคนไม่ใช่หรือ หากเจ้ายอมละก็ ข้าสามารถช่วยเจ้ากำจัดไทเฮาได้นะ”

 

        อันเจิงส่ายหน้า“ไม่ใช่แค่แก้แค้นเท่านั้น แต่ข้ายังทำเพื่อเสี่ยวชีเต้าด้วยเริ่มแรกข้าอยากคุยกับแม่นางเยว่และเสี่ยวชีเต้าก่อน ทว่ากลับไม่มีจังหวะเสียที ตอนนี้เสี่ยวชีเต้ายังเด็กยังไม่สามารถตัดสินใจเรื่องใหญ่เช่นนี้ได้ หากเขาเลือกทำตามความคาดหวังของบิดาอย่างนั้นก็คงไม่ยอมจากแคว้นเยี่ยนไปแน่ อย่างน้อยก่อนที่เขาจะโตพอข้าไม่มีทางจากไปแน่นอน”

 

        “ไม่ต้องการให้ข้าฆ่านางปีศาจนั่นจริงรึ?” เฉินเซ่าป๋ายถามซ้ำอีกครั้ง

 

        อันเจิงครุ่นคิด “หรือไม่เจ้าก็ไปฆ่านางเถอะ”

 

        เฉินเซ่าป๋ายกลอกตา“เจ้านี่เป็นคนที่ไม่รับผิดชอบต่อคำพูดเลยนะ...พูดตามความจริงหากข้าสามารถฆ่านางได้ ข้าคงฆ่าไปตั้งนานแล้วนางปีศาจนั่นซ่อนยอดฝีมือไว้ข้างตัวมากมาย ปีศาจสวมชุดดำก็เหมือนกันแล้วยังมีกลิ่นอายที่ประหลาดอีกด้วย หากไม่ใช่เพราะอยากฆ่าพวกเขาเพื่อช่วยเจ้าเจ้าคิดว่าข้าจะไปอยู่ตำหนักจิงเซี่ยวนานขนาดนั้นทำไม? หากบิดาข้าอยากลงมือเองละก็การจะฆ่านางก็ไม่ใช่เรื่องยาก ทว่าเขาไม่มีทางลงมือหรอก”

 

       หลังจากพูดจบเฉินเซ่าป๋ายก็มองไปยังฉีเทียน “เจ้าก็ไปเถอะ...บิดาข้าฝากข้าบอกเจ้าที่ท่านจับเจ้ามาครั้งก่อนก็เพราะจำเป็นจริง ๆ ก่อนหน้านี้ความสัมพันธ์ระหว่างเลือดของอันเจิงกับท่านมีปัญหาบางอย่างฉะนั้นจึงต้องใช้เจ้าเพื่อช่วยฟื้นฟูตอนนี้ท่านข้ามผ่านช่วงเวลาที่อันตรายได้แล้ว...จึงฝากข้ามาบอกเจ้าว่าขอบคุณ”

 

        หึ! ฉีเทียนเปล่งเสียงที่เย็นยะเยือก“ข้าไม่มีทางให้อภัยบิดาเจ้าอยู่ดี”

 

        เฉินเซ่าป๋ายยิ้มแล้วพูด“นั่นเป็นเรื่องของเจ้าแล้วล่ะ หากเจ้าสู้เขาไหวละก็เจ้าสามารถไปอัดเขาตอนนี้ได้เลย”

 

        “รอร่างกายข้าฟื้นฟูเมื่อไหร่ข้าต้องไปอัดเขาแน่นอน”

 

        เฉินเซ่าป๋ายหัวเราะเบา ๆ“โอ้อวดเสร็จก็รีบไปเถอะ หากอีกประเดี๋ยวบิดาข้าเปลี่ยนใจเจ้าจะลำบาก”

 

       ฉีเทียนมองไปยังเทือกเขาที่เหมือนดาบปักบนพื้น จากนั้นก็พยักหน้า“ข้าช่วยเขาฟื้นฟูร่างกาย ส่วนเขาช่วยข้าเลื่อนระดับพลัง นี่ก็ถือว่าหายกันแล้วของชิ้นนี้มอบให้พวกเจ้าทั้งสองคน ในเมื่อได้รู้จักกันครั้งหนึ่งหากมีอันตรายอะไรละก็ เผาของชิ้นนี้ซะแล้วข้าจะสัมผัสได้ แน่นอนว่าข้าจะมาหรือไม่คืออีกเรื่องหนึ่ง”

 

        เขาดึงขนตัวเองออกมาสองเส้นแล้วยื่นให้อันเจิงกับเฉินเซ่าป๋าย

 

        เฉินเซ่าป๋ายหยิบขนขึ้นมาส่ายไปส่ายมา“มอบขนให้ก็ทำให้คนอื่นรู้สึกไม่ดีมากแล้ว แต่ขนเส้นนี้กลับหยิกอีกด้วย...อีกหน่อยเจ้าจะให้ข้าไปคุยโอ้อวดได้อย่างไร? หากดื่มเหล้าแล้ววางขนของเจ้าไว้บนโต๊ะ...พูดว่านี่คือของจากเพื่อนที่สุดยอดของข้ามอบให้เป็นของแทนใจ!”

 

        อันเจิงหัวเราะทันที

 

        ขณะนี้ขนบนตัวของฉีเทียนเปลี่ยนเป็นสีแดงปนสีดำไม่ใช่สีเทาดังตอนแรก ทำให้เขาดูมีชีวิตชีวาขึ้นไม่น้อย

 

        “พวกเจ้าไปฝึกพลังวัตรของตัวเองเถอะ โลกนี้ไม่ใช่โลกที่ข้าคุ้นเคยอีกต่อไปแล้วข้าจะไปท่องเที่ยวและสำรวจทุกหนแห่ง พวกเจ้าเก็บขนทั้งสองเส้นให้ดี ไม่แน่วันหนึ่งอาจได้ใช้”

 

        “แล้วเจอกันใหม่ เจ้าชั่ว”เขาโบกมือให้กับเฉินเซ่าป๋าย

 

        “แล้วพบกันใหม่ คนเก็บขยะ”เขาหันไปโบกมือให้อันเจิง

 

       อันเจิงและเฉินเซ่าป๋ายชูนิ้วกลางขึ้นพร้อมกัน เพียงชั่วพริบตาฉีเทียนก็หายไปแล้ว

 

        “เป็นลิงที่มีความหลังมากจริง ๆ”

 

        “อืม...”

คล้ายกับเรื่องสำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน