ระบบตระกูลท้าปฐพีย่ำสวรรค์ 【จบ】

    เล่มที่ 3 บทที่ 66 กรงเล็บมังกรแท้จริงฉีกกระชากมหาเซียน ดาบเดียวผ่าทวีป ซูฉางเซิงผู้เกรียงไกร

            ตูม!

            สวรรค์และพิภพสั่นสะเทือน

            วงล้อแห่งยมทูตคืออาวุธของมหาเซียนเมื่อปลดปล่อยพลังออกมา ราวกับแดนมรณะที่แท้จริงกำลังหมุนวน พร้อมเขมือบทุกสรรพสิ่งได้

            แม้แต่การทำลายล้างทั้งทวีปกระทั่งการทำลายดวงดาวบนท้องฟ้า ก็เป็นเรื่องง่ายดาย

            ในมือของชื่อจุนถึงแม้จะเทียบไม่ได้กับมหาเซียนที่แท้จริง ทว่าก็สามารถระเบิดพลังออกมาได้เกือบทั้งหมด

            อาวุธของมหาเซียนเทียบเท่ากับมหาเซียนครึ่งหนึ่ง

            ในเวลานี้เองชื่อจุนผู้ถือครองอาวุธของมหาเซียน สามารถสังหารราชานักบุญกึ่งมหาเซียนได้ไม่ยาก เพียงการโจมตีครั้งเดียวก็สังหารราชานักบุญขั้นสูงสุดได้หลายสิบหรือหลายร้อยคนและกระทั่งกล้าที่จะเผชิญหน้ากับมหาเซียน

            ทว่าในขณะนี้อาวุธของมหาเซียนที่ทรงพลังเช่นนี้ กลับถูกซูฉางเซิงตบจนกระเด็นไปกลางอากาศ ส่งเสียงคร่ำครวญสั่นสะเทือนลั่นและยังมีรอยร้าวปรากฏขึ้นอีกด้วย

            กึก…

            เสียงนั้นชัดเจน

            “กระไรนะ! สั่นคลอนอาวุธของมหาเซียนด้วยมือเปล่ารึ!”

            ไกลออกไปบรรพบุรุษไท่สวี่เบิกตากว้างตะลึงงัน

            เขามีชีวิตอยู่มานานถึงเพียงนี้นี่เป็นครั้งแรกที่ได้เห็นราชานักบุญกึ่งมหาเซียนใช้มือเปล่าสั่นคลอนอาวุธของมหาเซียนได้!

            เดี๋ยวก่อนนะ!!!

            ราชานักบุญกึ่งมหาเซียนหรือ!

            ในเวลานี้เองบรรพบุรุษไท่สวี่พิศวง และสัมผัสได้ถึงระดับการบำเพ็ญเพียรที่แท้จริงของซูฉางเซิง

            ไม่ใช่เซียนขั้นสูงสุดที่ถูกกล่าวหาและไม่ใช่ราชานักบุญที่เพิ่งฝ่าทะลวงขีดจำกัดมา!

            ทว่าเป็นราชานักบุญกึ่งมหาเซียน!

            ราชานักบุญกึ่งมหาเซียนอายุหกพันปี!

            “นะ… นี่… เป็นไปได้อย่างไร…ซูฉางเซิงเพิ่งฝ่าทะลวงขีดจำกัดไปสู่ขั้นเซียนนักบุญไม่นานมานี่เองไม่ใช่หรือ”

            บรรพบุรุษไท่สวี่พูดไม่ออก

            เขามีชีวิตอยู่มานานถึงเพียงนี้นี่เป็นครั้งแรกที่ได้เห็นเหตุการณ์ที่เกินความคาดหมายของเขามาก

            ราชานักบุญกึ่งมหาเซียนอายุหกพันปี

            จริงๆแล้วนี่ไม่ใช่เรื่องแปลก อัจฉริยะระดับสูงหลายคนสามารถเป็นมหาเซียนภายในพันปีหรือหลายร้อยปีได้!

            ทว่าซูฉางเซิงเพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน!

            นับตั้งแต่เป็นเซียนมายังไม่ถึงสิบปีเลยใช่หรือไม่

            แม้ว่าเขาจะเป็นเซียนมาหลายร้อยปีแล้วและซ่อนเร้นมาโดยตลอด ทว่าราชานักบุญกึ่งมหาเซียนภายในหลายร้อยปีก็ยังคงน่ากลัวอยู่ดี

            “เป็นไปไม่ได้!”

            อีกด้านชื่อจุนเบิกตากว้างหวาดผวา และกระทั่งตัวก็สั่นเทิ้ม

            เหตุใดซูฉางเซิงจึงน่ากลัวเช่นนี้

            หรือว่าเขาเสแสร้งแกล้งทำมาโดยตลอดการลงมือกับอันเมี่ยวอีก็เพียงเพื่อล่อเขาออกมาใช่หรือไม่

            “ถึงแม้เจ้าจะซ่อนเร้นความแข็งแกร่งไว้ ทว่าข้ามีอาวุธของมหาเซียน ข้าก็ไม่กลัวเจ้าหรอก!”

            ชื่อจุนคำรามเขากราดเกรี้ยว ผมสีแดงเพลิงปลิวสะบัด พลังอันศักดิ์สิทธิ์ท่วมท้น พลังชีวิตคำรามราวมังกรที่แท้จริงระเบิดออกมาอย่างบ้าคลั่ง ดุจดั่งปีศาจจุติมาเกิด

            ตูม!

            พลังอันศักดิ์สิทธิ์ที่ท่วมท้นไหลบ่าเข้าสู่วงล้อแห่งยมทูตวงล้ออันยิ่งใหญ่สั่นสะเทือน ขยายตัวอย่างไม่สิ้นสุด รัศมีอันยิ่งใหญ่ของมหาเซียนแผ่กระจายออกไปทุกทิศทุกทาง

            พลังปราณฉีกกระชากท้องนภาให้แยกออกจากกัน

            จะเห็นได้ว่ากฎและระเบียบนับไม่ถ้วนพังทลายลงกฎของเต๋าในสวรรค์และพิภพทั้งหมดสลายไป เหลือเพียง ‘เต๋า’ ใหม่ที่ปรากฏขึ้น

            นั่นคือ‘เต๋า’ ของวงล้อแห่งยมทูต!

            มหาเซียนได้ยกระดับเต๋าของตนเองไปสู่ขีดสุดสามารถปกคลุมสวรรค์และพิภพได้ในช่วงเวลาสั้นๆ ขับไล่กฎและระเบียบทั้งหมดออกไป เหลือเพียงเต๋าของตนเองเท่านั้น

            ในดินแดนนี้เขาคือเทพเจ้า คือ ‘สวรรค์’ สามารถเปลี่ยนแปลงระเบียบ ปรับเปลี่ยนกฎ ควบคุมทุกสิ่ง และปราบปรามผู้บำเพ็ญเพียรในระดับที่ต่ำกว่าทั้งมวล

            ตูม!

            ในเวลานี้เองวงล้อแห่งยมทูตได้แผ่ขยายดินแดนออกไป ก่อตัวเป็นโลกขนาดหมื่นแปดพันลี้ ที่นี่ กฎและระเบียบทั้งหมดหายไปและเวทมนตร์ทั้งหมดถูกปราบปราม

            “หืม!”

            ซูฉางเซิงส่งเสียงเบาๆเขารู้สึกได้ถึงแรงกดดันอันทรงพลังที่ปรากฏขึ้น กดดันเต๋าและกฎของเขา ทำให้เขาไม่สามารถใช้งานมันได้

            หากเป็นราชานักบุญกึ่งมหาเซียนทั่วไปเกรงว่าจะถูกกดดันจนความแข็งแกร่งลดลงไปเกือบทั้งหมด

            “สมกับเป็นมหาเซียน แม้ว่าจะเป็นเพียงอาวุธของมหาเซียน ทว่าก็ยังคงมีพลังที่เหนือจินตนาการ!”

            ซูฉางเซิงกล่าวชื่นชม

            อย่างไรก็ตามมันก็แค่นั้นแหละนะ

            สำหรับอัจฉริยะบางคนการเอาชนะมหาเซียนหาใช่เรื่องยากไม่

            ตูม!

            เพียงแค่สั่นเบาๆแรงกดดันก็พังทลายลงทีละนิ้ว และไม่สามารถกักขังเขาไว้ได้เสียแล้ว

            “ปลิดชีพ! อาณาจักรนิรันดร์แห่งดินแดนรัตติกาล!”

            อีกด้านชื่อจุนคำรามลั่น ควบคุมวงล้อแห่งยมทูต รัศมีอันยิ่งใหญ่ของมหาเซียนกดทับลงมา ตั้งใจที่จะสังหารซูฉางเซิงกระทั่งไม่ลังเลที่จะทำร้ายอันเมี่ยวอีที่อยู่ข้างๆ ด้วย

            “แม้ว่ามหาเซียนที่แท้จริงจะอยู่ต่อหน้าข้า ข้าก็สามารถสังหารได้อยู่ดี เพียงแค่อาวุธของมหาเซียนกล้าโอหังรึ”

            ซูฉางเซิงเงยหน้าขึ้น

            ตูม!

            กางนิ้วทั้งห้าออกนิ้วมือแข็งแกร่งราวกับเหล็กศักดิ์สิทธิ์ ก่อตัวเป็นกรงเล็บมังกร ห้อมล้อมด้วยปราณพลังแห่งความโกลาหลราวกับกรงเล็บของมังกรผู้คู่ควรอย่างสัจจริง

            นี่คือวิทยายุทธหมื่นภัยพิบัติ

            วิชาที่กู้ชิงเกอถ่ายทอดให้เขาความลึกซึ้งของมันเทียบเท่ากับคัมภีร์จักรพรรดิที่แท้จริง บันทึกไว้ซึ่งเวทมนตร์และความสามารถอันศักดิ์สิทธิ์ระดับสูงนับพันและนี่คือหนึ่งในนั้น

            กรงเล็บมังกรเที่ยงแท้!

            เสียงคำรามของมังกรดังขึ้นประหนึ่งมังกรกำลังคำราม

            เพียงแค่ฉีกออกเต๋าแห่งสวรรค์และพิภพก็ครวญคร่ำ ราวกับฉีกกระชากโลกทั้งใบ ดินแดนเต๋าที่ก่อตัวขึ้นโดยวงล้อแห่งยมทูตก็พังทลายลงทันที

            การโจมตีด้วยกรงเล็บที่ฉีกขาดพุ่งเข้าใส่ร่างของวงล้อแห่งยมทูต ท่ามกลางสายตาตกตะลึงของชื่อจุนและบรรพบุรุษไท่สวี่ฉีกมันออกเป็นชิ้นๆ ฉับพลัน

            อาวุธของมหาเซียนถูกฉีกพินาศสิ้น

            “เป็นไปได้อย่างไร…”

            ใบหน้าของชื่อจุนเต็มไปด้วยความตกตะลึงจิตใจสั่นสะเทือนด้วยความหวาดกลัว ไพ่ตายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเขาถูกทำลายเช่นนี้หรือ

            ข้างกายซูฉางเซิงดวงตาของอันเมี่ยวอีเป็นประกายด้วยความชื่นชม

            เดิมทีความกลัวที่มีต่อชื่อจุนภายใต้กรงเล็บของซูฉางเซิง ถูกฉีกเป็นชิ้นๆ ไม่น่ากลัวอีกต่อไป

            “เมี่ยวอี ดูข้าตัดขาดปิศาจในใจเจ้า และทำลายความกลัวที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในใจเจ้าด้วยดาบเดียว!”

            ในเวลานี้เองซูฉางเซิงพึมพำเบาๆ หันศีรษะ ผมสีดำยาวปลิวสะบัด เพียงยกมือขึ้นและทำท่ากำทันใดนั้น ดาบโบราณสีทองเข้มก็ปรากฏขึ้นในมือของเขา

            รัศมีของมหาเซียนแผ่ออกมา

            นี่คืออาวุธของผู้สร้างคัมภีร์เซียนดาวตกมีเต๋าของเขาอยู่ในนั้น

            ซูฉางเซิงลูบนิ้วเบาๆดาบโบราณสีทองเข้มไหวโยก ราวกับสัมผัสได้ถึงพลังของคัมภีร์เซียนดาวตกในร่างของซูฉางเซิงส่งเสียงร่ำไห้น่าเวทนา

            “ให้ข้าแสดงอานุภาพของเจ้าในอดีตอีกครั้งเถิด!”

            ซูฉางเซิงกล่าวเบาๆ

            ในคัมภีร์เซียนดาวตกมีบันทึกไว้ว่าผู้สร้างเคยถือดาบของมหาเซียน ใช้พลังแห่งดวงดาวรวมตัวเป็นดาวแห่งจักรพรรดิ ฟาดฟันออกไปด้วยดาบดาวจักรพรรดิดาบเดียวสังหารมหาเซียนได้!

            วันนี้เขาจะสร้างดาบอันน่าทึ่งนั้นขึ้นมาใหม่

            ตูม!

            เขาดีดนิ้วเบาๆแสงดาวนับไม่ถ้วนบนท้องฟ้าถูกดึงลงมา ก่อตัวเป็นดาราจักร หมุนวนอย่างสง่างาม สวยงามยากหยั่งถึง

            ดวงดาวทุกดวงเปล่งรัศมีอันยิ่งใหญ่

            “กระไรนะ!”

            ชื่อจุนหวาดกลัวเมื่อเห็นฉากนี้ เขายิ่งหวาดกลัวมากขึ้น และไม่โอหังเช่นก่อนหน้านี้อีกต่อไป

            หรือพูดอีกอย่างว่าเมื่อเผชิญหน้ากับสัตว์ประหลาดที่สามารถฉีกอาวุธของมหาเซียนด้วยกรงเล็บเดียว

            เขาไม่มีความกล้าที่จะต่อต้านเลยแม้แต่น้อย

            ตูม!

            เมื่อคิดถึงสิ่งนี้ชื่อจุนไม่ลังเล หันหลังและฉีกมิติเพื่อหลบหนี

            ด้วยความแข็งแกร่งระดับราชานักบุญกึ่งมหาเซียนหากเขาตั้งใจจะหนี และเขาสามารถหลบหนีไปได้ทั้งทวีปในพริบตาเดียว รวมถึงดินแดนอื่นๆด้วย

            “ใช้ดาราจักรเปลี่ยนเป็นดาวจักรพรรดิ ใช้ดาวจักรพรรดิเปลี่ยนเป็นดาบในมือข้าดาบเดียวผ่าหมื่นยุคสมัย!”

            ซูฉางเซิงกล่าวเบาๆ

            เขาไม่ได้มองชื่อจุนแม้แต่น้อย

            แม้ว่าเขาจะหนีไปไกลแล้วและกำลังจะหนีออกจากทวีปเจินเซิ่งแล้วก็ตาม

            ตูม!

            ซูฉางเซิงโบกมือดาราจักรมากมายตกลงมา หลอมรวมเข้ากับดาบของมหาเซียนในมือของเขา ทันใดนั้น พลังอันยิ่งใหญ่ที่สามารถสังหารมหาเซียนได้ก็แผ่กระจายออกมา

            ดาบนี้เหมือนกับดาบที่ซูฉางเซิงเคยใช้สังหารบรรพบุรุษจื่อซาน

            ทว่าในมือของซูฉางเซิงในเวลานี้เองพลังของดาบนี้กลับน่ากลัวยิ่งกว่าหลายหมื่นเท่า และไม่สามารถเทียบได้กับอดีตอีกต่อไปแล้ว

            ชิ้ง!

            ในวินาทีต่อมาซูฉางเซิงเหวี่ยงดาบ แสงดาบดาวตกอันเจิดจ้าฟาดฟันออกไป เสียงหวีดหวิวสะท้านสวรรค์และพิภพพาดผ่านทวีปเจินเซิ่งทั้งหมด และในพริบตาก็ทำให้หลายทวีปกระเทือน

            ผู้ฝึกตนที่แข็งแกร่งมากมายเซียนจำนวนนับไม่ถ้วน แม้แต่ราชานักบุญ ล้วนสัมผัสได้ถึงดาบที่แข็งแกร่งที่สุดนี้ และตัวสั่นสะท้าน

            ดาบนี้สามารถสังหารมหาเซียนได้!

            “ไม่นะ!”

            เบื้องบนท้องฟ้าอันไกลโพ้นพร้อมกับเสียงคำรามแห่งความไม่เต็มใจและสิ้นหวัง แสงโลหิตอันเจิดจ้าระเบิดออก และถูกแสงดาบที่ไร้ขอบเขตกลืนกิน

            ในที่สุดรอยแยกบนท้องฟ้าที่พาดผ่านทั้งทวีปก็ปรากฏขึ้น ทำให้สิ่งมีชีวิตนับไม่ถ้วนขวัญหนีกระเจิง

            เจ้าสำนักปราสาทมารเพลิงโลกันตร์ผู้อาวุโสขั้นสูงสุดที่แข็งแกร่งที่สุดในระดับราชานักบุญกึ่งมหาเซียน ถูกสังหารด้วยดาบเดียวเช่นนี้

            “จบสิ้นแล้ว…”

            อันเมี่ยวอีมองดูฉากนี้ด้วยใบหน้าค้างชะงักแม้ว่าจะเห็นกับตา ทว่าก็ยังไม่อยากจะเชื่อ บุคคลที่ทรงพลังซึ่งทำให้ใจของนางหวาดกลัวมานานหลายสิบปี

            ถูกสังหารเช่นนี้หรือ

            “ขอบพระคุณท่านบรรพบุรุษฉางเซิง!”

            ในไม่ช้านางก็ตั้งสติได้ มองไปยังซูฉางเซิงด้วยดวงตาที่อ่อนโยนและมีเสน่ห์อย่างหาที่เปรียบมิได้

            “นี่คือการแก้แค้นให้เจ้า!”

            ซูฉางเซิงยกมือขึ้นจัดผมที่ยุ่งเหยิงเล็กน้อยของนางให้เข้าที่เบาๆ จากนั้นกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

            ...

            “...”

            “ชื่อ… ชื่อจุนตายเช่นนั้นรึ”

            “เซียน… ราชานักบุญกึ่งมหาเซียน เจ้าสำนักปราสาทมารเพลิงโลกันตร์ผู้อาวุโสขั้นสูงสุดที่ครองบัลลังก์แห่งหนึ่ง ถูกสังหารด้วยดาบเดียวเช่นนี้หรือ”

            บรรพบุรุษไท่สวี่มองดูทั้งหมดนี้ด้วยความอึ้งพึมพำกับตัวเอง ความสงบและท่าทีที่ไม่แยแสก่อนหน้านี้ เขาหวั่นสะเทือนถึงขีดสุด

            เป็นไปได้อย่างไร…

            ข้างๆหลินเหมี่ยวมีใบหน้าแดงก่ำ ดวงตาเป็นประกาย เต็มไปด้วยความตื่นเต้น

            ดาบเดียวนี้!

            ย้อนกลับไปในตอนนั้นซูฉางเซิงใช้ดาบเดียวสังหารบรรพบุรุษจื่อซาน

            ฉากที่ถือดาบดาวจักรพรรดิสง่างามไร้ที่ติถูกจิตรกรผู้เชี่ยวชาญด้านการวาดภาพบันทึกไว้ และเผยแพร่ไปทั่วทวีปเจินเซิ่ง กลายเป็นชายในฝันของหญิงสาวและสตรีที่ยังไม่แต่งงานนับไม่ถ้วน

            หลินเหมี่ยวก็สะสมภาพวาดไว้เช่นกันและมักจะชมชื่นหลงใหลในท่วงท่าสง่างามจากภาพวาด ชื่นชมดาบที่น่าทึ่งของซูฉางเซิง

            เมื่อเวลาผ่านไปนางก็เริ่มอยากรู้เกี่ยวกับซูฉางเซิงมากขึ้น และค่อยๆ พัฒนาเป็นความชมชอบคลั่งไคล้

            และตอนนี้เมื่อได้เห็นดาบที่น่าทึ่งนี้ด้วยตาของตัวเอง

            หลินเหมี่ยวถึงได้รู้ว่าจิตรกรผู้นั้นไม่อาจวาดภาพที่งดงามได้แม้นหนึ่งในหมื่นส่วน

            เมื่อได้เห็นดาบนี้ด้วยตาของตัวเองนางตกหลุมรัก และกลายเป็นผู้ที่ชื่นชอบซูฉางเซิงอย่างสมบูรณ์

            “เดี๋ยวก่อน… ไปเร็วเข้า!”

            ในเวลานี้เองบรรพบุรุษไท่สวี่ที่กำลังตกตะลึงอยู่ก็ตื่นขึ้นมาทันที ความรู้สึกหนาวเหน็บผุดขึ้นในใจของเขาพลางตะโกนด้วยเสียงต่ำ

            เขาไม่ได้ลืมเป้าหมายที่ตัวเองออกมาจากภูเขานั่นคือการเตือนและสั่งสอนซูฉางเซิง ไม่ให้ทำสิ่งต่างๆ เกินขอบเขต

            ทว่าในตอนนี้อย่าว่าแต่สั่งสอนซูฉางเซิงเลย หากซูฉางเซิงไม่ตบเขาตายก็ถือว่าดีแล้ว

            ดาบเมื่อครู่นี้มีพลังในการสังหารมหาเซียนได้เป็นแน่แท้

            เมื่อเผชิญหน้ากับราชานักบุญกึ่งมหาเซียนอัจฉริยะที่สามารถสังหารมหาเซียนได้ด้วยดาบเดียว เขาคงจะบ้าไปแล้วที่คิดจะสั่งสอนซูฉางเซิง

            ตอนนี้อย่าว่าแต่จะรวมทวีปเจินเซิ่งเลย แม้แต่การโค่นล้มสำนักไท่สื่อก็หาใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้

            “แม้แต่ตาแก่จากสำนักไท่สื่อนั่นก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของซูฉางเซิงที่บ้าคลั่งผู้นี้แล้ว!”

            บรรพบุรุษไท่สวี่เหงื่อตก

            อัจฉริยะที่คลั่งเช่นนี้แม้แต่ในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ไท่สื่อ ก็เป็นสมบัติของดินแดนศักดิ์สิทธิ์เช่นกัน และจะได้รับการบำรุงเลี้ยงและปกป้องอย่างเต็มที่

            เพราะอีกหลายพันปีหรือหลายหมื่นปีต่อจากนี้เขาจะเป็นกึ่งจักรพรรดิที่ทรงพลัง

            กึ่งจักรพรรดิที่ทรงพลังเพียงคนเดียวก็เพียงพอที่จะทำให้ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ระดับสูงเจริญรุ่งเรืองได้หลายแสนปี

            เมื่อเผชิญหน้ากับคนบ้าเช่นนั้นเขาจะอยู่ต่อไปได้เยี่ยงไร

            “ท่านสหาย โปรดหยุดก่อน!”

            ขณะที่บรรพบุรุษไท่สวี่กำลังจะพาหลินเหมี่ยวหนีไปเสียงที่ผ่อนคลายก็ดังขึ้น

            จะเห็นได้ว่าหลายหมื่นลี้ซูฉางเซิงพาอันเมี่ยวอีมา เพียงก้าวเดียวก็มาถึงเบื้องหน้าคนทั้งสองสวมชุดคลุมดาวตก ดวงตาเป็นประกายด้วยความขบขัน

            “ท่านสหายจากสำนักไท่สื่อ เดินทางมาเมืองว่านเซี่ยงของเราจากระยะไกล หากไม่ต้อนรับอย่างดีหากข่าวนี้แพร่ออกไป โลกภายนอกจะเข้าใจผิดคิดว่าตระกูลซูของเรามีการต้อนรับแขกที่ไม่ดีหรือไม่”

            ซูฉางเซิงกล่าวเบาๆ

            เมื่อได้ยินเช่นนี้บรรพบุรุษไท่สวี่ก็เหงื่อตก

            เขาได้ยินความหมายที่ซ่อนอยู่ซูฉางเซิงรู้อยู่แล้วว่าเป้าหมายของเขามาที่นี่คือกระไร

            “ข้าน้อยคือบรรพบุรุษไท่สวี่ บรรพบุรุษแห่งสำนักไท่สื่อ ศิษย์ของจักรพรรดิเฟยอวี่จากดินแดนศักดิ์สิทธิ์ไท่สื่อวันนี้โชคดีได้พบกับท่านสหาย ช่างเป็นวาสนาจริงๆ!”

            บรรพบุรุษไท่สวี่พยายามระงับความหวาดกลัวในใจบังคับรอยยิ้มบนใบหน้า และกล่าวเสียงดัง

            ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ไท่สื่อหรือจักรพรรดิเฟยอวี่รึ

            เมื่อได้ยินเช่นนี้ซูฉางเซิงก็เลิกคิ้วเล็กน้อย สำนักไท่สื่อมีภูมิหลังเช่นนี้หรือ

            ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ไท่สื่อเป็นสำนักกองกำลังที่น่ากลัวอย่างยิ่งและเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ระดับสูง

            เป็นเจ้ายุทธจักรแห่งดินแดนศักดิ์สิทธิ์ไท่สื่อ

            ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ก็มีจุดแข็งและจุดอ่อนที่แตกต่างกันเช่น ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ธรรมดา ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ระดับสูง และดินแดนศักดิ์สิทธิ์สูงสุด

            ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ธรรมดามหาเซียนหนึ่งคนสามารถสร้าง หรือมีบรรพบุรุษมหาเซียนหลายคนประจำการอยู่ได้

            ส่วนดินแดนศักดิ์สิทธิ์ระดับสูงนั้นแตกต่างไปผู้สร้างต้องเป็นกึ่งจักรพรรดิขั้นสูงสุด กระทั่งผู้ยิ่งใหญ่ จึงจะได้รับการยอมรับและมีมรดกอันน่ากลัวยิ่ง

            ดินแดนศักดิ์สิทธิ์สูงสุดนั้นเทียบเท่ากับราชสำนักจักรพรรดิ

            ส่วนผู้แข็งแกร่งในระดับจักรพรรดินั้นเป็นชื่อเรียกของกึ่งจักรพรรดิ เมื่อเลื่อนขั้นเป็นกึ่งจักรพรรดิแล้ว จะเรียกว่าจักรพรรดิได้แม้แต่เมื่อเผชิญหน้ากับจักรพรรดิแห่งราชสำนักจักรพรรดิ ก็ไม่จำเป็นต้องคุกเข่า และจะได้รับความเคารพในระดับหนึ่ง

            การที่อีกฝ่ายเปิดเผยภูมิหลังของตนเองเช่นนี้เขาต้องการทำให้เขาหวาดกลัวหรือ

            เมื่อคิดถึงสิ่งนี้ซูฉางเซิงก็มีสีหน้าเหมือนจะยิ้มแต่ก็ไม่ยิ้ม มองไปยังบรรพบุรุษไท่สวี่ด้วยดวงตาที่ผ่อนคลาย

            “ท่านสหาย ข้าเพียงขอให้ท่านอยู่ต่อสักครู่ เหตุใดจึงต้องเปิดเผยภูมิหลังของตนเองเช่นนี้ต้องการข่มขู่ข้ารึ หรือว่าท่านมาด้วยความหวังเป็นศัตรู”

            “หรือต้องการใช้อิทธิพลของดินแดนศักดิ์สิทธิ์ ใช้อำนาจของกึ่งจักรพรรดิมาข่มขู่ข้า”

            ซูฉางเซิงพูดเบาๆทีละคำ น้ำเสียงสงบ ทว่ากลับส่งแรงกดดันอันน่ากลัว

            บรรพบุรุษไท่สวี่เหงื่อตก

            เรื่องภูมิหลังของจักรพรรดินั้นแน่นอนว่าเขาโกหก

            ถึงแม้เขาจะมาจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์ไท่สื่อจริงๆในแง่หนึ่ง สำนักไท่สื่อเป็นเพียงสาขาของดินแดนศักดิ์สิทธิ์ไท่สื่อเท่านั้น

            ทว่าในความเป็นจริงพวกเขาเป็นเพียงผู้ที่พ่ายแพ้ในการแข่งขันภายในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ และถูกขับไล่ไปยังทวีปอันห่างไกลเพื่อเฝ้ารักษาเท่านั้น

            ส่วนเรื่องที่เป็นศิษย์ของจักรพรรดิเฟยอวี่นั้นยิ่งเป็นเรื่องไร้สาระ

            เขาเพียงเคยฟังจักรพรรดิเฟยอวี่สั่งสอนสองสามครั้งไม่ได้เป็นแม้แต่ศิษย์ด้วยซ้ำ

            ที่เขาพูดเช่นนี้ก่อนหน้านี้ก็เพื่อข่มขู่ซูฉางเซิง

            ทว่าจากสถานการณ์ปัจจุบันดูเหมือนว่าซูฉางเซิงจะไม่เชื่อ

            “ท่านผู้อาวุโสฉางเซิง ท่านเข้าใจผิดแล้ว บรรพบุรุษไม่ได้คิดเช่นนั้น!”

            ขณะที่บรรพบุรุษไท่สวี่เหงื่อตกหลินเหมี่ยวที่อยู่ด้านข้างก็พูดขึ้น นางมองไปยังซูฉางเซิงตรงๆ ดวงตากะพริบปริบๆ ไร้ซึ่งความกริ่งเกรง

            ในทางกลับกันซูฉางเซิงเห็นแสงสว่างที่แตกต่างในดวงตาของนาง ช่างน่าประหลาด

            “อ้อ เช่นนั้นเพราะเหตุใดเล่า บอกให้ข้าฟังเสียหน่อย” ซูฉางเซิงดีดนิ้วเบาๆ และพูด

            ข้างๆอันเมี่ยวอียืนนิ่งๆ ชุดขาวสะอาด ใบหน้าวิไล ราวกับคู่รักที่สมบูรณ์แบบคู่รักเซียน

            “คือเช่นนี้เจ้าค่ะ ข้าน้อยมีนามว่าหลินเหมี่ยว เป็นเซียนสาวแห่งสำนักไท่สื่อที่ติดตามบรรพบุรุษไท่สวี่มาที่นี่ก็เพื่อมาขอแต่งงานกับท่าน!”

            หลินเหมี่ยวมองอันเมี่ยวอีด้วยความอิจฉาจากนั้นมองไปยังซูฉางเซิงและพูดเบาๆ

            แต่งงานรึ

            การเคลื่อนไหวของซูฉางเซิงติดขัดไปชั่วขณะมองไปยังเซียนสาวแห่งสำนักไท่สื่อด้วยความประหลาดใจ

            นี่ก็มาเสนอตัวให้เขาอีกแล้วหรือ

            อย่างไรก็ตามซูฉางเซิงมองเห็นความพิเศษของเซียนสาวแห่งสำนักไท่สื่อได้นางต้องมีร่างสังขารเทพศักดิ์สิทธิ์อย่างแน่นอนและเป็นร่างสังขารเทพศักดิ์สิทธิ์ขั้นสูงสุดด้วย

            [ติ๊ง!...]

            ในไม่ช้าซูฉางเซิงก็ได้รับการแจ้งเตือนจากระบบ อีกฝ่ายมีร่างสังขารเทพศักดิ์สิทธิ์จริงๆ ชื่อว่าสังขารเทพเจ้าสูงสุดแห่งสวรรค์เมื่อบำเพ็ญตนถึงขั้นสูงสุดแล้ว สามารถแปลงร่างเป็นสวรรค์ได้มีพลังต่อสู้ที่แข็งแกร่งมาก

            ถึงแม้โชคชะตาจะใกล้เคียงกับสีทองเท่านั้นซึ่งเทียบไม่ได้กับกู้ชิงเกอและคนอื่นๆ ทว่าก็ไม่ด้อยไปกว่าอันเมี่ยวอีเลย

            ยิ่งไปกว่านั้นยังมาเสนอตัวด้วยตนเองอีก...

            “ข้าน้อยนับถือท่านผู้อาวุโสฉางเซิงยิ่งนัก ทว่าเกรงว่าท่านผู้อาวุโสฉางเซิงจะปฏิเสธจึงขอร้องให้ผู้อาวุโสในสำนักมาด้วย หากมีการล่วงเกินท่านผู้อาวุโสโดยไม่ตั้งใจ โปรดอภัยแก่ข้าน้อยด้วยเจ้าค่ะ”

            หลินเหมี่ยวมองซูฉางเซิงด้วยความนับถืออย่างสุดซึ้งโดยไม่มีการเสแสร้งแต่อย่างใด

            “ข้ารู้สึกถึงความปรารถนาดีของเจ้าแล้ว อย่างไรก็ตาม ที่พวกเจ้ามาที่เมืองว่านเซี่ยงไม่ใช่เพื่อแต่งงานใช่หรือไม่”

            “หลินเหมี่ยว เจ้าช่างกล้า!”

            ซูฉางเซิงกล่าวอย่างแผ่วเบาพร้อมแรงกดดัน

            “ท่านสหายฉางเซิง… รอ…”

            สีหน้าบรรพบุรุษไท่สวี่เปลี่ยนไปเขากำลังจะก้าวออกมาเพื่อขอร้องซูฉางเซิง

            “ท่านสหาย เรื่องนี้เป็นความผิดของสำนักไท่สื่อของเราจริงๆ ก่อนอื่นข้าต้องขออภัยท่านและสามารถชดเชยด้วย…” ในเวลานี้เอง เสียงชายชราดังขึ้น

            เงารางๆปรากฏขึ้น เป็นชายชราที่ร่างกายแผ่รัศมีของมหาเซียน

    คล้ายกับเรื่องระบบตระกูลท้าปฐพีย่ำสวรรค์ 【จบ】 ที่คุณอ่าน