ยากูซ่าพลังผู้กล้า

    เหมันต์ที่ 23 : ขวางทางรัก

            อาถรรพ์แห่งคำสาปแช่งไม่เคยจางหายไปอาจเป็นบทลงโทษของเขาที่ต้องแบกรับไว้ก็ว่าได้จินสูบลมหายใจเข้าเต็มปอดเตรียมพร้อมรับความวุ่นวายอันใกล้

     

            ความสนุกสนานของสามสาวถูกหยุดชะงักลงชายหนุ่มส่งข้อความผ่านสื่อเวทไปยังหญิงสาวผิวซีด เธอสะบัดหน้ามองยังต้นเหตุร่างกายหยุดเคลื่อนไหวไม่ทำตามที่ต้อง

     

            ปล่อยทางนี้ให้ผมจัดการเองดูแลทั้งสองคนอย่าให้เป็นอะไรเด็ดขาด เพราะเป็นคำสั่งเธอจึงไม่อาจเมินเฉยต่อมัน ทำได้เพียงขานรับและทำตามโดยง่าย

     

            มากิแกล้งทำท่าทำทางปวดเมื่อย“เหนื่อยแล้ว ไปหาอะไรทานกันเถอะ”

     

            “แต่ว่า---”

     

            อากิโนะกำลังร้องท้วงกลับถูกแรงของมากิกึ่งลากกึ่งจูงไปยังชุดคลุมเรย์กะก็เช่นกัน สองสาวมองรอบด้านไม่เข้าใจอารมณ์ขุ่นมัวก่อตัวขึ้นพร้อมกับความไม่สบายใจหญิงสาวรู้เพียงว่ามีความวุ่นวายก่อตัวที่ถนนแต่มันเกี่ยวข้องกันยังไงนั้นไม่อาจทราบ

     

            “เกิดอะไรขึ้นเหรอคะทำไมทุกคนถึงทำหน้าเครียด”

     

            จินฉีกยิ้ม “ไม่มีอะไรหรอกพวกเธอสองคนช่วยสแตนเตรียมของให้หน่อยสิ กลัวว่าเขาทำคนเดียวจะเหนื่อยเอา”

     

            ดวงตาอำพันจับจ้องดุด่าไปยังมากิที่แทบจะพุ่งตัวเข้าใส่แก๊งมอเตอร์ไซค์

     

            “งั้นเหรอ ได้สิ! รีบตามมานะ”

     

            เพื่อความสบายใจของจินอากิโนะจึงทำตามอย่างว่าง่าย แตกต่างกับเรย์กะที่ร้องท้วงผ่านภาษากายเธอคุ้นเคยเหตุการณ์ในรูปแบบนี้มาค่อนข้างเยอะส่วนใหญ่เกิดขึ้นกะทันหันตอนอยู่ข้างนอกกับพ่อของเธอแน่นอนว่ามันต้องเกี่ยวกับการต่อสู้อันรุนแรง

     

            ชายหนุ่มเอื้อมมือตบไหล่เล็กของหญิงสาวตัวน้อยเบาๆ“ไปเถอะ ไม่ต้องห่วง”

     

            “ห้ามเจ็บตัว”คำขอร้องกึ่งบังคับถูกมอบให้ก่อนเจ้าตัวเดินจากไป

     

            จินมองสามสาวเดินลับสายตาก่อนหันมองด้านข้าง“นายก็ควรไปด้วยนะ มาโคโตะ”

     

            “…”คำตอบเป็นเพียงสายตาอันแน่วแน่ไม่ไปไหน

     

            งั้นสินะ มาโคโตะคงมีฝีมืออยู่บ้างไม่งั้นคง...ช่างมันเถอะ ดวงตาสีทองทอแสงสว่างแนบเนียนไปกับแสงแดดยามเย็น

     

            “ตามใจนายแล้วกัน”มาโคโตะพยักหน้าให้ทีหนึ่งแล้วเดินตามหลังของจินนิ่งเงียบไม่พูดแต่มือกลับกำหมัดแน่น แน่นเสียจนสัมผัสได้ถึงเหงื่อที่ซึมผ่านฝ่ามือท่าทางของเขาคล้ายกำลังสะกดอารมณ์อะไรบางอย่างไว้

     

            ตัดมาทางด้านของกลุ่มจิ๊กโก๋ท้องถิ่นในทรงผมบาดใจสาวในความคิดของตน

     

            ลูกน้องคนสนิทด้านข้างพูดกับชายหัวตั้งสีเหลืองเมื่อเห็นบางอย่างผิดปรกติคล้ายพวกเธอรู้ตัว “ลูกพี่! พวกเธอเดินไปแล้ว”

     

            ลูกพี่หรือชายหัวตั้งสีเหลืองยืนอยู่ด้านหน้าของกลุ่มคนนับยี่สิบคนที่แต่งกายเช่นเดียวกันโดยเป็นชุดคลุมยาวสีขาว สวมเสื้อกล้ามสีดำข้างในด้านหลังปักรูปนกตัวหนึ่งพร้อมกับตัวอักษรสีแดงแปลกตาประทับอยู่

     

            เขากล่าวหัวเสีย “ข้าเห็นแล้วโว้ย!ตามพวกเธอไปยังไงข้าต้องได้พวกเธอมานั่งซ้อนท้ายให้ได้!”

     

            คำสั่งของหัวหน้าถือเป็นที่สุดพวกที่เหลือต่างขานรับแล้วรีบดับเครื่องทำตาม

     

            แต่ยังไม่ทันจะก้าวขาห่างจากรถกลับพบว่ามีชายหนุ่มสองคนมายืนขวางไว้เสียก่อน “จะไปไหนกันงั้นเหรอครับ”

     

            รอยยิ้มอาบยาพิษฉาบมอบให้กลุ่มคนก่อความวุ่นวายความรู้สึกกลัวถูกกระตุ้นขึ้นหนึ่งทีแล้วหายไปรวดเร็วพวกเขาต่างเห็นหัวของตัวเองหลุดออกจากบ่าโดยไม่รู้ว่าถูกตัดขาดด้วยอะไรแต่มันเป็นเพียงเสี้ยววินาทีเดียว คล้ายฝันหนึ่งตื่น

     

            “กะ แกเป็นใครไอ้หน้าจืด!อย่ามาสะเออะดีกว่า หลบไป!” ลูกน้องหัวโล้นคนหนึ่งที่กำลังเดินไปหาเหล่าสาวๆนั่นก็ตะโกนด่าว่าจิน จนน้ำลายกระเด็น

     

            จะฆ่าทิ้งก็ไม่ได้ ทำเกินเหตุคงไม่ดีแต่แขนขาหักคงพอได้ กล้องวงจรปิด...อืม...ปิดมันก่อนแล้วกัน ส่วนหนึ่งจินไม่อยากให้มาโคโตะเข้ามาเอี่ยวกับเรื่องความรุนแรงเท่าไหร่เพราะมันคงส่งแย่ไม่มากก็น้อยในอนาคตของเพื่อนเขา

     

            จินทำท่าทำทางราวกับเสียใจกับเรื่องบางอย่างสุดแสนจะทรมาน“พวกคุณนี่มารยาทแย่มากเลยนะครับ ไม่เห็นเหรอว่าผู้คนเขาต้องการมาพักผ่อนกันแต่พวกคุณกลับมาทำลายบรรยากาศที่แสนน่าอภิรมย์นี้ลง แย่จริงๆ”

     

            “ปากดีนักนะแก! อย่าอยู่เลย!”ชายหัวโล้นพูดเสียงดัง ยกหมัดขวาเล็งใบหน้าจิน

     

            เพี้ยะ!

     

            เสียงผิวหนังกระทบกันดังสะท้อนท่ามกลางความเงียบทุกคนคิดว่าหน้าจินต้องถูกชกแน่นอนกลับแทนด้วยภาพของชายดังกล่าวถูกจินใช้หลังมือซ้ายฟาดเข้าที่โหนกแก้มหมุนกลางอากาศหนึ่งรอบแล้วสลบลงไปนอนกับพื้น

     

            เรื่องไม่คาดฝันพัดพาความตกตะลึงให้ดวงตาของกลุ่มคนพวกนั้นเบิกกว้างปากอ้าค้างไร้สิ้นคำพูดใดๆ

     

            คงแรงเกินไปหน่อย คงต้องเบากว่านี้สินะดีที่ไม่ตาย  จินก้มมองดูผลงานพลางขยับมือใช้ความคิด

     

            มาโคโตะที่ยืนมองอยู่ก็อดแปลกใจไม่ได้เขาไม่คิดว่าจินจะเก่งขนาดนี้แถมยังตบคนสลบในมือเดียวอีกต่างหาก

     

            ผู้เห็นเหตุการณ์ต่างรีบกดโทรศัพท์โทรเรียกเจ้าหน้าที่ตำรวจกันยกใหญ่เพราะกลัวว่าสองหนุ่มสุดหล่อตรงนั้นจะโดนทำร้ายร่างกายจนปางตายเอาได้หลายคนรีบหนีจากสถานที่แห่งนี้ไปหลบมองอยู่ห่างๆ

     

            เทนตะวิ่งมาหาจินด้วยความเหนื่อยหอบเขาดึงหมวกลงมาพัดไล่ความร้อน “มะ มีอะไรกันเหรอ”

     

            “นายกับมาโคโตะจะหลบไปก่อน”พอเห็นเทนตะมาอีกคน ห้วงความคิดของจินก็สลายไปความหนักใจปนกังวลเริ่มก่อเกิดขึ้นให้เห็น

     

            เทนตะแม้จะงงแต่ก็ไม่ทำทีท่าว่าจะหนี“หนี?หนีอะไร? ทำไมต้องหนี? ฉันไม่หนีหรอก!”

     

            จินกับเพื่อนต่างพูดคุยกันโดยไม่สนใจพวกกลุ่มด้านหน้าแม้แต่น้อยทำเอาพวกเขากัดฟันด้วยความโมโหแทบอยากเข้าไปขย้ำพวกจินให้จมดินแต่พวกเขาก็ทำได้แต่รอคำสั่งจากหัวหน้าเท่านั้น

     

            ที่สำคัญหากเข้าไปสุ่มสี่สุ่มห้าคงไม่แคล้วลงไปนอนเป็นเพื่อนชายหัวโล้น

     

            ชายฉกรรจ์หน้าโฉดผมเหลืองหัวตั้งชี้นิ้วเดินเข้าหาจิน“เฮ้ย! แกไอ้หน้าหล่อ จู่ๆ มาขวางทางรักของข้าแบบนี้ หมายความว่าไง!”เขาสั่งให้คนด้านข้างเดินไปลากร่างไร้สติของลูกน้องกลับ

     

            “ขวางทางรัก?”จินเคลือบอารมณ์โมโหไปกับคำพูดทั้งสามคำ เขารู้สึกฉุนเฉลียวขึ้นเมื่อเพื่อนของตนถูกชายตรงหน้านำไปใช้แบบนั้น

     

            ชายหัวเหลืองยื่นหน้าอันหาเรื่องเข้าใกล้จิน“ได้ยินแล้วก็หลบไป ข้าไม่อยากโดนคนอื่นว่าผู้ใหญ่รังแกเด็กหรอกนะอ้อ...พวกนั้นคงเป็นเพื่อนของแก เมื่อกี้เห็นพูดคุยกัน ดี!ยังไงคืนนี้ข้าจะช่วยดูแลพวกนั้นเองไม่ต้องเป็นห่วง”

     

            จินกล้าสาบานได้เลยว่าถ้าหากเป็นที่ลับตาคน ชายคนนี้คงไม่มีลมหายใจมากพ่นรดใบหน้าเขาเช่นนี้

     

            “ช่วยถอยออกไปหน่อยกลิ่นปากไม่ใช่เรื่องตลกเลย”

     

            ชายหัวเหลืองปล่อยหมัดตรงโดยไม่ทันให้ตั้งตัวจินเอี่ยวหัวหลบทางซ้ายโดยมีสีหน้าเช่นเดิม เขาสวนหมัดฮุดเข้าไปแต่ชายตรงหน้ากับไซด์สเต็ปหลบฉากได้ทัน

     

            จินกดพลังของตัวเองลงต่ำเกินกว่าจะคาดคิดแต่ประสาทสัมผัสยังคงเฉียบคมไม่เสื่อมถอยดวงตาจับจ้องไปยังการเคลื่อนไหวของศัตรูไม่กะพริบหลุดหาย

     

            ต่อสู้เป็นด้วยแฮะ ดูเหมือนเป็นมวยสากล เขาค่อนข้างแปลกใจเมื่อพบจิ๊กโก๋ท้องถิ่นทักษะพอสมควร

     

            ชายหัวเหลืองหันหน้าไปสั่งลูกน้องด้านหลังจนเสียงดัง“ไม่เบาเหมือนกันนี่ไอ้หนู แต่โอกาสหนีของพวกแกหมดไปแล้ว พวกแก! ลุย!”

     

            “เฮ้!!!”พวกชายฉกรรจ์นับยี่สิบคนต่างวิ่งเข้ามาหาสามหนุ่มวัยรุ่นหมายจะสั่งสอนให้เข็ดหลาบเสียบ้าง

     

            หมัดซ้ายถูกซัดเข้าใบหน้าชายผู้เคราะห์ร้ายที่วิ่งหน้าตั้งเข้ามาล้มทั้งยืนดังผลัวะ ก่อนกระโดดถีบสองขาเข้ากับชายอีกคนที่วิ่งเข้ามาง้างประแจเหล็กอันใหญ่ส่งร่างนั้นกระเด็นทับชายอีกสองคนปลิวตามกันไป

     

            เทนตะพูดเสียงดังด้วยใบหน้าตกใจปนงง“เหวอ! เรื่องอะไรวะเนี้ย!”เขาหลบหมัดใครบางคนแล้วปล่อยหมัดตรงไปยังชายที่พุ่งเข้ามาก่อนถอยมาสะบัดมือไล่ความปวดส่งเสียงโอดครวญ

     

            การชุลมุนรุมยำเด็กของแก๊งชุดขาวกลับกลายเป็นเด็กตบผู้ใหญ่ไปเสียอย่างนั้นจินยังคงออกหมัดต่อยเตะเมามัน ส่งผลให้คนพวกนั้นนอนหลับใหลไปกับพื้นแทบทั้งสิ้นเทนตะก็ไม่น้อยหน้ากันแม้จะถูกต่อยเข้าที่ใบหน้าจนเกิดรอยฟกช้ำแต่ก็ยังต่อสู้ได้ดีเพราะเขามีประสาทสัมผัสที่เร็วและการเคลื่อนตัวที่คล่องแคล่วทำให้สามารถหลบพลางต่อยออกไปเมื่อเห็นช่องว่าง

     

            มาโคโตะก็ไม่น้อยหน้ากันแม้มีรอยแตกตรงหางคิ้วจนเลือดไหลและรอยแตกของผิวหนังที่มุมปากแต่เขาสามารถล้มชายชุดขาวลงไปนอนกับพื้นได้สี่ห้าคนแล้วซึ่งถือว่าเก่งเอาเรื่องเลยทีเดียว

     

            แต่คนที่หน้าใสสุดคงเป็นจินที่ไม่มีแม้แต่อาการเหนื่อยหอบแต่อย่างใดแตกต่างจากเพื่อนทั้งสองที่มีทั้งเหงื่อได้ทั้งเลือดแถมมาด้วยรอยฟกช้ำหลายแห่ง

     

            การต่อสู้เกิดขึ้นเร็วมากผ่านไปเพียงสิบนาที คนของกลุ่มจิ๊กโก๋ก็ลดลงเหลือเพียงสามคนเท่านั้นจินสามารถล้มไปได้ถึงสิบคน ส่วนที่เหลือเป็นฝีมือของเทนตะและมาโคโตะ

     

            จินหันมามองเทนตะที่มีรอยฟกช้ำเต็มใบหน้า“พวกนายไหวนะ”

     

            ยังคงแปลกที่มาโคโตะยังคงรักษาการเจ็บช้ำได้สองแห่งไม่มากไม่เกินไปกว่านั้นซึ่งจินก็คิดไว้แล้วเหมือนกันว่าทำไม

     

            ดวงตาหนักแน่นมาพร้อมคำพูดเสียงทุ้มต่ำ“ไหว...”

     

            ชายหนุ่มทะเล้นเช็ดเลือดขอบปากปาดทิ้ง“วะ ไหวสิ แต่ว่านายหาเท้ามาให้พวกฉันทำไม!”

     

            ทันใดนั้นจินกลับรับรู้ถึงบางอย่างกำลังพุ่งเข้ามาเขาใช้ท่าไซด์สเต็ปที่ชายหัวเหลืองเคยใช้ถีบตัวหลบฉากพลางหมุนตัวตวัดเตะโดยใช้ส้นเท้า

     

            ชายหัวเหลืองก้มหลบแล้วไล่กวดต่อเนื่อง“ไอ้เด็กเวร!”

     

            จินฟุตเวิร์คหลบไปมาล่องลอยราวภูตพรายความเร็วและปฏิกิริยาของทั้งสองแตกต่างกันลิบลับ แต่ถึงอย่างนั้นชายหัวเหลืองกลับไม่ถอยหนียังคงกัดฟันสู้ไม่ถอย

     

            ส่วนคนที่เหลือทั้งสองต่างวิ่งเข้านัวเนียกับเทนตะกับมาโคโตะกันแบบหนึ่งต่อหนึ่ง

     

            ชายหัวเหลืองเห็นจินมองไปยังเพื่อนตัวเองโดยไม่สนใจตน“มองทางไหนอยู่วะ!” เขาใช้จังหวะนั้นปล่อยหมัดฮุดเผด็จศึก

     

            แต่ต่อยได้เพียงแค่ลมอันว่างเปล่าเพราะจินก้มหลบลงต่ำสืบเท้าพุ่งเข้าไปด้านหน้าในระยะประชิด

     

            หมัดอัปเปอร์คัตเสยขึ้นสอยปลายคางชายหัวเหลืองแต่ดูเหมือนชายดังกล่าวจะไหวตัวได้ทันเขาพยายามยกฝ่ามือทั้งสองข้างกลับมากันไว้และถีบตัวหนีออกไปแต่ความรุนแรงนั้นก็เฉียดเข้าปลายคางอยู่ดีขับให้เลือดไหลจากบาดแผลคล้ายของมีคมกรีดตัดหนัง

     

            ชายหนุ่มผิวปากคล้ายแปลกใจไม่น้อย“หลบได้ด้วยแฮะ”

     

            ชายหัวเหลืองไม่พูดไม่จาเอามือเช็ดเลือดตัวเองเสื้อคลุมถูกโยนทิ้งด้านข้าง เขาเก็บศอกป้องหน้าตั้งท่าเอาจริงท่อนล่างสอยเท้าวิ่งเข้าซัดเด็กหนุ่ม

     

            สิ้นเสียงดัง ผลัวะเหมือนโลกของชายหัวเหลืองเกิดการแยกส่วนออกจากกันจนเกิดเป็นภาพซ้อนทับหลายชั้นอาการมึนงงเมาหมัดเกิดขึ้นฉับพลันหลังถูกหมัดแย็บเข้าตรงจุดส่วนของประสาท

     

            จินแย็บซ้ำเข้าไปอีกทีหนึ่งชายหัวเหลืองทำหน้าตาเลื่อนลอย ในหัวได้ยินเสียงเหมือนระฆังที่ถูกตีดังก้องกังวานสบโอกาสเข้า จินเลือกสืบเท้าเข้าไปใกล้เขาทำการบิดสะโพกเหวี่ยงแขนขวาไปด้านข้างใช้ลำตัวขับหัวไหล่ปล่อยแรงตวัดเหวี่ยงชกหมัดเข้าบริเวณขมับที่ซึ่งอยู่ระหว่างเส้นผมกับคิ้วตรงระดับสายตา

     

            แรกชกของจินส่งร่างของชายหัวเหลืองปลิวหมุนหลายตลบขนานไปกับพื้นจนล้มดังปัง

     

            ไม่นานต่อมาร่างกายอันไร้สติของชายอีกสองคนก็ร่วงลงตามแรงโน้มถ่วงของโลกชายหนุ่มหันไปมองเพื่อนแล้วโล่งอกที่พวกเขาไม่เป็นอะไรไปมากกว่านั้นแม้จะมีบาดเจ็บบ้างเล็กน้อย เขายิ้มพลางยกนิ้วโป้งเป็นของขวัญมอบให้

     

            กลุ่มชายชุดขาวต่างนอนสลบเหมือดไปกับพื้นกันทั้งหมดการต่อสู้ครั้งนี้ถือเป็นชัยชนะอันหมดจดของพวกเขา

     

            เทนตะใช้มือเท้าหัวเข่าตัวเองพูดขึ้น“อะ...เอาไงกันต่อละทีนี้”

     

            ยังไม่ทันที่จินจะได้พูดอะไรเสียงไซเรนกลับดังเข้าใกล้ขึ้นเรื่อยๆรถของเจ้าหน้าที่ตำรวจเริ่มจอดกันทั่วพื้นที่เต็มไปหมดผู้คนเริ่มออกจากที่กำบังมามุงดูเหตุการณ์ด้วยความตื่นตะลึงปนตกใจ

     

            ใครจะไปคิดว่าสามหนุ่มวัยรุ่นจะสามารถสยบกลุ่มคนนับยี่สิบคนได้หากไม่เห็นกับตา ใครเล่าก็คงไม่มีทางเชื่อสนิทใจ

     

            เจ้าหน้าที่ต่างตกใจกับเหตุการณ์ตรงหน้าแต่กลับไม่มีเจ้าหน้าที่คนไหนเดินเข้ามาถามไถ่พวกเขาทั้งสามคนจนในที่สุดก็มีชายในชุดสูทที่แตกต่างจากทุกคนเดินมาหาด้วยใบหน้าจริงจัง

     

            เขาหันหลังไปมองผลงานของพวกจินหนึ่งทีถามขึ้นด้วยใบหน้าเรียบนิ่ง“ฝีมือพวกเธอเหรอ?”

     

            “คงงั้นมั้งครับ”จินไม่รู้ว่าจะตอบยังไงกับสถานการณ์ตอนนี้ ทำได้เพียงเกาท้ายทอยยิ้มแกล้งเขิน

     

            “ยามาดะ อุเสะผู้กำกับการสถานีตำรวจประจำเขตนี้ รบกวนพวกเธอไปให้ปากคำที่สถานีหน่อย”ป้ายชื่อพร้อมตำแหน่งถูกโชว์ให้เห็นพร้อมด้วยคำพูดเฉียบขาดอันทรงพลัง

     

            เทนตะขยับร่างเข้าใกล้จินกับอุเสะก่อนจะพูดด้วยใบหน้าเหนื่อยล้า “ขอโทษครับ...ก่อนไปโรงพักผมขอไปโรงพยาบาลก่อนได้ไหม”