ราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 4 บทที่ 110 หั่วเอ๋อร์ทองคำ

            เมื่อได้ยินอย่างนั้นแล้วม่านตาของมู่หยงไป๋ก็หดเล็กลงทันที

            ภายในห้องเงียบเชียบจนไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย

            ดูท่าทางหมอนี่จะถูกหลินหยางยั่วจนพูดอะไรไม่ออก

            “ไม่เอาหรือ อย่างนั้นก็ช่างเถอะ”

            หลินหยางก้มลงไปซดโจ๊กต่อด้วยท่าทางเหมือนไม่รู้สึกรู้สาอะไรเลยทั้งสิ้น

            เขาไม่สนใจหรอกว่ามันจะเป็นคุณชายจากลัทธิศักดิ์สิทธิ์อะไรนั่นหรือเปล่า

            พูดแบบตรงไปตรงมาก็คือ ถ้าไม่ใช่เพราะกำลังจะเข้าไปสำรวจทะเลสามเมฆาอัสนีละก็เขาไม่ยอมทนอยู่แค่นั้นแน่ แค่ตอนที่มันทำหน้าตาอวดดีนั่นใส่เขาก็คงโดนเขาเข้าไปตบสั่งสอนสักทีแล้ว

            ที่เขาถ่อมาถึงทะเลสาบเมฆาอัสนีแห่งนี้อย่างยากลำบากก็เพื่อที่จะเสริมพลังและยกระดับความสามารถให้กับตัวเองเขาจะได้สามารถออกตามหาเบาะแสที่เกี่ยวข้องกับมารดาตัวเองได้แต่ครั้งนี้เขากำลังจะได้เบาะแสจากอีกทางอยู่แล้วแท้ๆ แต่กับถูกไอ้เวรนี่ทำลายโอกาสนั้นไป

            แบบนี้มันน่าหงุดหงิดไหมเล่า

            ดังนั้นหลินหยางเลยคร้านที่จะไปสนใจไอ้บ้านั่นแล้วยกโจ๊กขึ้นมาซดเข้าไปอีกหลายคำ

            ส่วนมู่หยงไป๋ก็ยืนจ้องหลินหยางอยู่อย่างนั้นประมาณหนึ่งนาที

            อยู่ๆ เขาก็แสยะยิ้มขึ้นเบาๆ

            เหมือนว่าเขาจะมองแผนการของหลินหยางออกเลยพูดขึ้นด้วยท่าทางของผู้ชนะที่หยิ่งผยองว่า

            “หึหึ หลินหยาง เจ้าคิดว่าแค่นั้นก็สามารถยั่วโมโหข้าได้อย่างนั้นหรือ?ตัวเจ้าเมื่อเปรียบเทียบกับข้าแล้วก็ไม่ต่างอะไรกับมดปลวกโสโครกที่ปีนป่ายอยู่ในโคลนตมข้าไม่สนหรอกนะว่าเจ้าใช้วิธีไหนถึงเรียกความสนใจจากเซียวเซียงได้แต่ข้าขอพูดอีกเป็นครั้งสุดท้ายว่า ถ้าเจ้าเข้าใกล้นางอีก ข้าจะจับเจ้าโยนลงจากเรือซะ!!”

            พูดจบ

            ชายหนุ่มจองหองที่ทำตัวราวกับตัวเองเป็นเทวดาบนสวรรค์คนนี้ก็หมุนตัวเดินจากไปทันที

            มันมองหลินหยางไม่ต่างอะไรจากมดปลวกอย่างที่มันพูดไว้จริงๆ

            มนุษย์ ไม่มีทางโมโหใส่มดปลวกหรอก

            มนุษย์แค่ใช้เท้าขยี้เหล่าหนอนแมลงที่ไม่เชื่อฟังทิ้งก็เท่านั้น

            นี่แหละความหมายของคำพูดของมู่หยงไป๋หากหลินหยางเข้าใกล้เซียวเซียงเขาจะให้หลินหยางต้องรับผิดชอบอย่างแสนสาหัสจนยากจะจินตนาการถึง

            หลินหยางไม่ได้ตอบอะไรกลับไป

            เขามองไปที่เงาหลังของมู่หยงไป๋พร้อมกับที่แววตาค่อยๆ เย็นชามากขึ้นเรื่อยๆ

            มดปลวกอย่างนั้นรึ... ฮะฮะ...

            รู้สึกว่าเราจะไม่ได้โดนดูถูกแบบนี้มานานมากแล้ว...

            เปลวเพลิงเล็กๆ ที่สุมอยู่ในอกเขาค่อยๆลุกโชนขึ้นเรื่อยๆ

            เขาลุกตัวยืนขึ้น เดินไปยังดาดฟ้าเรือพร้อมกับที่บนใบหน้าประดับไว้ด้วยรอยยิ้มอันเย็นเยือก

            ได้ มู่หยงไป๋

            ในเมื่อเจ้าพูดถึงขนาดนี้แล้ว อย่างนั้นเราคงต้องมาวัดกันสักตั้งแล้วล่ะว่า

            ใครกันแน่ที่เป็นมังกรใครกันแน่ที่เป็นมดปลวก!!

            ..................................

            ณ บริเวณดาดฟ้าของเรือฉลามทมิฬ

            เหล่าสมาชิกของกลุ่มพันธมิตรการค้าใต้หล้าทั้งหมดล้วนออกมารวมตัวกันแล้ว

            การเดินทางในทะเลสาบเมฆาอัสนีมาถึงช่วงวิกฤตแล้ว

            ก่อนหน้านี้หลานไห่เคยเล่าให้หลินหยางฟังว่าการเดินทางจากเกาะชมฟ้าไปยังทะเลสาบเมฆาอัสนีนั้น ต้องใช้เวลาเดินเรืออย่างน้อยสองวันระหว่างนั้นต้องเผชิญกับอุปสรรคจำนวนมากจำเป็นต้องให้เหล่ายอดฝีมือทั้งหมดร่วมมือกันถึงจะสามารถฟันฝ่าออกไปได้

            ซึ่งตอนนี้ก็มาถึงอุปสรรคด่านแรกแล้วนั่นก็คือ ทะเลอัสนี

            พื้นที่ด้านหน้าที่เรือฉลามทมิฬกำลังวิ่งตรงไปอยู่นั้นมีกลุ่มเมฆสีดำทมิฬขนาดมหึมากำลังลอยปิดผืนฟ้าทั้งหมดเอาไว้

            สายฟ้าที่ฟาดผ่าลงมาจากฟ้าลงไปยังผืนน้ำนั้นราวกับเสียงคำรามอย่างโกรธเกรี้ยวของมังกรวารีก็ไม่ปาน บนผืนน้ำบริเวณนั้นเต็มไปด้วยประกายสายฟ้าแล่นวิบวับราวบุปผาอัสนีที่กำลังเบ่งบานดูน่าพรั่นพรึงถึงขีดสุด

            นี่คือภาพที่หลินหยางเคยเห็นผ่านไข่มุกทลายโลกาภาพของทะเลแห่งความตายที่เต็มเปี่ยมไปด้วยอัสนีแห่งความพิโรธ

            “เอาแล้ว เอาแล้วจะเข้าสู่ทะเลอัสนีแล้ว”

            เหล่าโจรสลัดกลุ่มสายลมทมิฬทุกคนล้วนรู้สึกเคร่งเครียดกันทุกคนถึงแม้ว่าเรือฉลามทมิฬจะสามารถผ่านเข้าออกได้อย่างปลอดภัยมาแล้วถึงเก้าครั้งแต่ในทะเลอัสนีแห่งนี้ก็ยังคงอันตรายอย่างร้ายกาจอยู่ดีและทุกครั้งที่ผ่านก็ต้องเกิดความเสียหายขึ้นอย่างไม่อาจเลี่ยงได้ด้วย

            “ทุกคนระวังตัวกันด้วยตั้งสติเอาไว้ให้ดี ถ้าโดนสายฟ้าฟาดเข้าใส่ละก็ ได้กลายเป็นอาหารปลาทันทีแน่นอน!!”

            เซวี่ยเทียนยืนอยู่บนเสากระโดงเรือของดาดฟ้าเพื่อทำหน้าที่สั่งการทั้งหมด

            สีหน้าของโจรสลัดผู้มากประสบการณ์ท่านนี้ดูเคร่งขรึมไม่มีความผ่อนคลายแบบก่อนหน้านี้เลยแม้แต่น้อย

            เรือฉลามทมิฬภายใต้การนำของเขาก็เป็นนักรบผู้กล้าหาญคนแรกที่บุกฝ่าเข้าไปในทะเลอัสนีในคราวนี้

            ท้องฟ้าพลันมืดลงทันที

            เม็ดฝนขนาดใหญ่เท่ากับเมล็ดถั่วเหลืองร่วงหล่นใส่ดาดฟ้าเรือดังเปาะแปะ

            บริเวณนี้นอกจากจะมีอัสนีพิโรธแล้วยังมีพายุฝนที่เป็นอุปสรรคด้วยเช่นกันน้ำฝนที่เทลงมาปกคลุมเรือทั้งลำจนมันกลายเป็นตัวนำไฟฟ้าชั้นดีไปแล้วผู้ที่อยู่บนดาดฟ้าทุกคนล้วนมีโอกาสถูกสายฟ้าฟาดใส่อย่างไร้ความปรานี

            ความจริงแล้วเวลาแบบนี้การหลบอยู่ในห้องพักของตัวเองต่างหากที่เป็นตัวเลือกที่ปลอดภัยที่สุดแต่หลินหยางรู้ว่า อิทธิฤทธิ์ของสายฟ้าฟาดเหล่านี้ทรงพลังยากต้านทานถ้าผ่าใส่แค่ครั้งสองครั้งเรือลำนี้ก็ยังพอทนได้ แต่ถ้ามาเยอะกว่านั้นละก็ได้เรือล่มจนตายกันยกลำแน่นอน

            ดังนั้นระหว่างที่กำลังเดินทางอยู่ในทะเลอัสนีแห่งนี้จึงจำเป็นต้องใช้พลังของยอดฝีมือในการต่อกรกับสายฟ้าเหล่านี้

            “ดูนั่น มันมาแล้ว!!”

            หลังจากที่เข้าไปในทะเลอัสนีได้เพียงครู่เดียวบนฟ้าก็มีอสนีบาตสายหนึ่งฟาดเข้าใส่เรือฉลามทมิฬตรงๆ โดยไม่บิดพลิ้ว

            สายฟ้าที่หนาพอๆ กับแขนคนเส้นนี้พุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็วจนมิอาจอธิบายได้อานุภาพอันน่ากลัวของมันถึงขนาดแผดเผาอากาศจนลุกไหม้เกิดเป็นกลิ่นไข่เน่าที่เหม็นคลุ้ง

            แต่ในตอนนั้นเอง ก็มีเงาร่างสายหนึ่งที่ตอบสนองได้รวดเร็วก่อนใครเขาดีดตัวขึ้นไปบนฟ้าสูง

            ดาบยาวที่มีสีทองอ่อนๆ ตลอดทั้งเล่มถูกชักออกมาจากฝักดาบรังสีดาบอันเข้มข้นถูกปล่อยออกมาสู่อากาศ

            เงาร่างนั้นสวมใส่เสื้อสีขาวดูสูงส่งและสง่างาม ท่วงท่าพลิ้วไหวแพรวพราวราวกับเขาได้หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับดาบยาวสีทองในมือไปแล้วประกายดาบพุ่งไปฟาดฟันเข้าใส่อสนีบาตอันน่าหวาดหวั่นจากฟากฟ้า

            ฟิ้ว

            ประกายดาบสว่างวาบถึงกับสว่างยิ่งกว่าประกายสายฟ้าจากท้องนภาเสียอีก

            ฟึบ

            สายฟ้าอันทรงพลังและเกรี้ยวกราดสายนั้นพลันถูกประกายดาบตัดผ่าเป็นสองท่อนในครั้งเดียวไม่นานมันก็สลายหายไป

            เรื่องราวมันเกิดขึ้นรวดเร็วมากเกินไป

            สายฟ้าว่าเร็วแล้วแต่ท่าร่างของชายชุดขาวนั้นเร็วยิ่งกว่า

            เพียงดาบเดียวก็สามารถตัดสายฟ้าฟาดให้ขาดเป็นสองท่อนได้ทำเอาผู้คนทั้งหมดรู้สึกชื่นชมจากใจจริง

            “ยอดเยี่ยม!!”

            เซวี่ยเทียนออกปากชมอย่างตรงไปตรงมา

            “เพลงดาบเทพฉางฉิงของคุณชายมู่หยงช่างสมกับเป็นเพลงดาบอันดับหนึ่งของลัทธิศักดิ์สิทธิ์จริงๆน่านับถือยิ่งนัก!”

             แม้แต่เถ้าแก่ใหญ่ระดับดาวเหลืองหวงซางที่ปกติเป็นคนพูดน้อยนั้น ตอนนี้ยังอดไม่ได้ที่จะส่งเสียงชื่นชม

            ส่วนคนอื่นๆ ที่เข้าร่วมการผจญภัยในครั้งนี้เองก็อดไม่ได้ที่จะส่งเสียงชื่นชมอย่างเร่าร้อนให้กับชายหนุ่มที่กำลังโรยตัวลงพื้นอย่างสง่างามผู้นี้เช่นกัน

            ซึ่งนักดาบชุดขาวที่ถูกผู้คนรุมชื่นชมผู้นี้ถ้าไม่ใช่มู่หยงไป๋แล้วจะเป็นใครได้อีก?

            นักดาบหนุ่มผู้สวมเสื้อสีขาวปลิวสไวคนนี้ทั่วทั้งตัวมีประกายแสงศักดิ์สิทธิ์อ่อนๆ แผ่ออกมาสายฝนที่ตกลงมาจากท้องฟ้าอันกว้างใหญ่นี้ไม่สามารถทะลุผ่านไปโดนตัวเขาได้เลยแม้แต่หยดเดียว

            เขาที่เพิ่งตัดผ่าสายฟ้าจนขาดครึ่งในดาบเดียวนี้ยังคงมีท่าทางเรียบสงบราวกับที่ทำไปก็แค่ดื่มน้ำกินข้าวตามปกติเท่านั้นเหมือนว่าเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรเลยสำหรับเขา

            เขาไม่ได้สนใจคำพูดชื่นชมของฝูงคนเลยแม้แต่น้อยท่าทางที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความหยิ่งผยองอย่างไม่มีใครสามารถเทียบได้ แม้แต่คำชื่นชมของหวงซางเขาก็ตอบรับโดยการผงกหัวอย่างเย็นชาเบาๆ เท่านั้น

            สายตาของเขานั้นจ้องมองผ่านหัวคนจำนวนมากเพื่อหาแค่หลินหยางคนเดียวเท่านั้นราวกับกำลังพูดว่า

            เห็นรึยัง?

            นี่ล่ะความแตกต่างระหว่างข้ากับมดปลวกอย่างเจ้า!!

            อันที่จริงแล้ว

            ผู้คนทั้งหมดเองก็แอบรู้สึกสงสัยอยู่บ้างเพราะปกติมู่หยงไป๋จะไม่รีบลงมือเร็วขนาดนี้

            ในการผจญภัยหลายครั้งก่อนหน้านี้ผู้สืบทอดลัทธิศักดิ์สิทธิ์อันสูงส่งผู้นี้มักจะรอให้ถึงจุดที่สายฟ้าเข้มข้นถึงขีดสุดก่อนถึงจะยอมลงมือช่วยเหลือรอให้วิกฤตที่สุดถึงจะลงมือช่วยเหลือเพื่อเอาหน้า

            แต่ในวันนี้มู่หยงไป๋กลับเป็นคนแรกที่ชักดาบออกมาต่อกรกับสายฟ้าทำให้ผู้คนรู้สึกประหลาดใจอยู่ไม่น้อย

            ซึ่งพวกเขาไม่มีทางรู้เลยว่าหนึ่งดาบของมู่หยงไป๋ในครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อที่จะแสดงพลังให้หลินหยางเห็นหลังจากที่เพิ่งพูดจาดูถูกหลินหยางไปเมื่อก่อนหน้านี้นั่นเองเข้าต้องการซ้ำเติมให้หลินหยางได้รู้ซึ้งถึงความต่างของพลังมากกว่าเดิม

            คนอื่นๆ ย่อมไม่มีทางรู้ถึงสาเหตุนี้แน่มีเพียงองค์หญิงเซียวเซียงเท่านั้นที่พอจะสังเกตเห็นแววตาท้าทายของมู่หยงไป๋ที่เพ่งเล็งไปทางหลินหยาง

            แต่หลินหยางกลับทำแค่บิดขี้เกียจก็เท่านั้น

            แถมยังเป็นการบิดขี้เกียจแบบผ่อนคลายสุดขีดอีกด้วย

            เขามองไปที่คลื่นน้ำนอกตัวเรือด้วยสีหน้าสบายๆราวกับว่าที่มู่หยงไป๋เพิ่งตัดสายฟ้าไปในดาบเดียวเมื่อครู่นี้ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องอะไรกับเขาเลยแม้แต่น้อย เขาแทบจะหาวนอนออกมาแล้วด้วยซ้ำ

            หลินหยางนี่...

            มักจะทำให้คนที่มาอวดเก่งต่อหน้าเขาต้องโมโหจนแทบบ้าได้แทบทุกครั้งไป

            มู่หยงไป๋เก็บดาบเขาเข้าไปอย่างเย็นชาความรู้สึกของเขาตอนนี้เหมือนเพิ่งจะชกสำลีไปก็ไม่ปาน

            แต่ว่าไม่เป็นไรนั่นมันก็แค่วิธีหลบหนีอย่างขี้ขลาดของหลินหยางก็เท่านั้น

            เขาเมินเฉยคำชมของคนรอบข้างทั้งหมดเตรียมจะเดินกลับไปที่กลุ่มของคนที่มาจากลัทธิศักดิ์สิทธิ์เหมือนกันกับเขาแต่กลับเห็นคนผู้หนึ่งเดินออกมาจากฝูงคน หัวเราะดังฮ่าฮ่าพร้อมกับป่าวประกาศข่าวดีเรื่องหนึ่งออกมาว่า

            “ฮ่าฮ่าข้าเองก็รู้สึกชื่นชมเพลงดาบของคุณชายมู่หยงอยู่ไม่น้อยเช่นกันแต่ว่าชื่นชมก็ส่วนชื่นชม เกรงว่าวันนี้เราคงไม่จำเป็นต้องให้คุณชายลงมือช่วยเหลือไปสักพักแล้วละ”

            เถ้าแก่หลานไห่?

            ผู้คนทั้งหมดล้วนอึ้งกันเป็นแถบ

            ผู้อาวุโสท่านนี้หมายความว่าอะไรทำไมถึงไม่ต้องให้มู่หยงไป๋ช่วยแล้วเล่า?

            หลานไห่ช่วงนี้ดูอารมณ์ดีอยู่ตลอดเวลาครั้งนี้เขายิ่งแย้มยิ้มอย่างร่าเริงเหมือนคุณปู่ผู้ใจดีคนหนึ่ง เขากล่าวต่อไปว่า “ไม่ใช่แค่คุณชายมู่หยงเท่านั้นนะวันนี้ทุกคนสามารถผ่านทะเลอัสนีแห่งนี้ไปได้แบบสบายๆ โดยไม่ต้องออกแรงเลยละเชิญพักผ่อนตามอัธยาศัยได้เลย...”

            เฮ้ย!

            บ้าไปแล้ว!

             ล้อเล่นอยู่หรือเปล่า?

            ต้องบอกก่อนว่าถึงแม้ทะเลอัสนีจะไม่ใช่จุดที่ยากที่สุดในการเข้าไปในทะเลสาบเมฆาอัสนีแต่ก็เป็นจุดที่ต้องใช้พลังอย่างมากในการฟันฝ่าไป

            เหล่ายอดฝีมือระดับอวิ้นหลิงทุกคนก็ล้วนต้องออกแรงแบบสุดกำลังคนละสิบกว่าครั้งเป็นอย่างต่ำถึงจะสามารถปกป้องตัวเรือเอาไว้ได้

            ซึ่งช่วงนี้เป็นช่วงที่ต้องใช้พลังฟ้าดินเป็นจำนวนมากต่อให้เตรียมโอสถสำหรับเพิ่มพลังมาอย่างเต็มเปี่ยมก็ตามแต่การจะผ่านทะเลอัสนีไปได้ก็ต้องเผาผลาญพลังฟ้าดินของทุกคนไปอย่างน้อยสามส่วนเป็นอย่างต่ำเลยทีเดียว

            แต่ครั้งนี้หลานไห่กลับบอกให้ทุกคนสามารถพักผ่อนได้ตามอัธยาศัยนี่นะ?

            นี่ปู่เขาเล่นตลกอยู่หรือเปล่า?

            แต่หลานไห่นั้นไม่ได้ล้อเล่นจริงๆเขาพลันหัวเราะดังลั่นพร้อมกับเสกสิ่งของชิ้นหนึ่งออกมาจากแหวนวงหนึ่งบนนิ้วมือของเขา

            มันคือนกตัวเล็กๆ ที่มีขนาดเท่ากำปั้นตัวหนึ่งทั้งตัวมันถูกสร้างขึ้นมาจากทองคำ อีกทั้งยังสามารถบินได้ด้วยตัวเองอีกด้วย

            และถ้าสังเกตดีๆ จะพบว่า รูปร่างของนกตัวนี้ดูเหมือนกับหั่วเอ๋อร์ไม่มีผิดแม้แต่ท่าทางการกระพือปีกบินของมันยังเหมือนกันราวกับลอกแบบกันมาเลยทีเดียว

            อะไรล่ะนั่น?

            ไม่มีใครดูออกเลยว่าสิ่งนั้นคืออะไรได้แต่ยืนงงๆ ดูหลานไห่สะบัดมือไปหนึ่งครั้ง ส่งให้เจ้านกน้อยตัวนี้บินขึ้นฟ้า ปล่อยให้มันบินวนเป็นวงกลมอยู่เหนือเรือฉลามทมิฬลำนี้

            และในจังหวะเดียวกันนั้นเองสายฟ้าลูกที่สองก็พุ่งตรงเข้าใส่เรือฉลามทมิฬอีกครั้ง

            และตอนนั้นเองก็เกิดเรื่องน่าประหลาดใจขึ้น

            สายฟ้าลูกนั้นพอพุ่งมาได้ครึ่งทางก็เกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นราวกับว่ามันถูกอะไรบางอย่างดึงดูดจนอยู่ๆ มันหันเหทิศทางไปหา หั่วเอ๋อร์ทองคำ ที่เพิ่งปล่อยให้บินออกไปเมื่อครู่นี้ทันที

            เปรี๊ยะ เปรี๊ยะ

            บนท้องฟ้ายังคงมีประกายสายฟ้าแล่นวิบวับราวกับดอกไม้อัสนีกำลังเบ่งบานอยู่ครู่หนึ่งจากนั้นเจ้า หั่วเอ๋อร์ทองคำ ที่เพิ่งโดนสายฟ้าฟาดเข้าใส่ตัวนั้นก็ร่วงหล่นลงบนดาดฟ้าเรือนี้พร้อมส่งเสียงฟู่ออกมาอย่างอุดอู้

            อสนีบาตลูกหนึ่งที่จำเป็นต้องให้ยอดฝีมือระดับอวิ้นหลิงขึ้นไปลงมือสุดกำลังถึงจะสามารถต้านทานได้นั้นก็ถูกสลายให้หายไปได้ง่ายๆ ด้วยประการฉะนี้