รอบเมืองจันทราทั้งสี่ด้านปรากฎภาพของยักษ์มากมายหลายแสน และเหล่าผู้คนบวกกับอีกหนึ่งสิ่งมีชีวิต พญาไส้เดือนดินที่ผลุดขึ้นมาจากพื้นดินราวดอกเห็ด ยิ่งเกื้อหนุนให้สงครามกั่วนัวตะรุมบอลกันเข้าไปใหญ่ เหล่าผู้เล่นที่ไม่ใช่อาชญากรเริ่มเบาบางลงไปทุกขณะ แนวหน้าของพวกเขาถูกตีแตก ทว่าโชคยังดีที่เหตุการณ์รอบข้างยังเป็นใจให้พวกเขา การปรากฎตัวของพญาไส้เดือนดินสำหรับศิลาแล้วถือว่าเป็นผลดี เพราะอย่างน้อยพวกมันก็ประวิงเวลาโรมรันพลันตู่กับพวกพญายักษ์ได้อย่างสูสีไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน
“ลงมือได้” ศิลาตะโกลั่นชู่ร่ำไห้ขึ้นฟ้า ออกคำสั่งโจมตีสุดกำลัง
วินาทีจบคำของศิลาภายในเมืองจันทราปรากฎเงาของสิ่งมีชีวิตมากมาย ทั้งเหล่าภูติผี กระสือ กระหัง นางตานี รักยม ลูกกอก กุมาร อีกทั้งเหล่ามนุษย์เงือก ไมยราพ มัจฉานุ และสี่พี่น้องมนุษย์เงือก ทั้งหมดพุ่งลอยเหนือหัวเหล่าผู้เล่นเข้าหากองทัพยักษ์จนมืดฟ้ามัวดิน
ที่เขาต้องรีบทุ่มกำลังสุดตัวแบบนี้นั้นออกจะผิดแผน เนื่องจากแม่ทัพของทางนั้นยังปรากฎตัวออกมาไม่ครบทุกคนเลยด้วยซ้ำที่เกินคาดคือทหารยักษ์และสัตว์เลี้ยงของพวกมันมีจำนวนมากกว่าที่ระบบประกาศ ทำให้เขาไม่สามารถรอจนพวกแม่ทัพของฝั่งยักษ์ปรากฎตัวออกมาจนครบได้เนื่องจากกองทัพยักษ์ได้ผ่านป่า ทุ่งกว้าง ผ่านพญาไส้เดือนดินเข้ามาถึงสามในสี่ส่วน
หากขืนให้พวกกองทัพยักษ์เข้ามาใกล้มากกว่านี้กำแพงเมืองจันทราจะต้องพังจากคลื่นพลังจากทั้งสองฝ่ายที่ปะทะกันอย่างแน่นอน
“นั่น...นั่นกองทัพอะไรกันค่ะ หรือว่าเป็นสัตว์อสูรที่ปรากฎตัวขึ้นแบบพญาไส้เดือนดินอีก” จีเอ็มสาวใจร้อนแต่ไม่ร้อนใจ ตะโกนเสียงดังออกท่าทาง
“ไม่ใช่ครับ นั่นเป็นกองทัพขบวนหมื่นมารของผู้เล่นศิลา” จีเอ็มหนุ่มวิ๊งแซ่บเสริม
“หมายความว่ายังไงคะ เขาไม่ได้มีแค่กองทัพอาชญากรหรอกหรอ” จีเอ็มสาวหันมาถาม เช่นเดียวกันผู้ที่รับชมอยู่ก็ตกตลึงในจำนวนของสัตว์อสูร ภูติผีที่มากมายหลายหมื่น
“ไม่ครับ ตามข้อมูลผู้เล่นศิลาได้เดินทางตระเวนทำภารกิจพิชิตเกมไปในที่ต่างๆ และเขาใช้เวลาช่วงนั้นทำให้สัตว์อสูรพวกนั้นมารับใช้ตนเอง”
“เป็นคนที่ใช้เวลาได้คุ้มค่าจริงๆนะคะ” จีเอ็มสาวชม
ภาพตัดมาอีกครั้งเห็นร่างพญานาคสีดำกำลังโบยบิน ฟ้าครามอยู่บนศรีษะยิงศรธนูออกมาจูโจมใส่เบื้องล่างราวห่าฝน เกิดเป็นเส้นสายสีขาวนวลพร่างพราวในทองนภาย้อมรัตติกาลให้สว่างไสว
ศิลาหันไปมองฟ้าครามและภุชจังที่กำลังสู้อย่างสนุกมือ “น้องฟ้า บอกภุชจังด้วยอย่าลงมือมากไป เราจำเป็นต้องใช้พลังของภุชจังในการต่อกรกับแม่ทัพฝั่งนั้น น้องเองก็ด้วยอย่าใช้พลังเกินความจำเป็น”
ฟ้าครามบอกภุชจังถึงสิ่งที่ศิลาสั่งมาอย่างรวดเร็ว ฟ้าครามเรียกหน้าต่างค่าสถานะขึ้นมาเพื่อตรวจสอบสกิลพลังของภุชจังว่ามีสกิลทำลายเป็นวงกว้างบ่างหรือเปล่า
เสียงของภุชจังแนะนำฟ้าครามให้ใช้การโจมตีประสาน
ภุชจังที่ลอยอยู่ในอากาศหมุนตัวอย่างรวดเร็วเกล็ดสีดำกระจายออกมาทั่วตัว วินาทีนั้นเองฟ้าครามก็ยิงศรปราณจันทราพุ่งใส่เกล็ดเหล่านั้น
“กลีบดอกบัวยมฑูต” เสียงหวานของภุชจังคำราม
“ดาราสวรรค์สัญจร” เสียงหวานใส่ของฟ้าครามตวาดขึ้นพร้อมกัน
สิ้นเสียงของสองสาวเกล็ดสีดำห่อหุ่มคลื่นพลังสีขาวราวแสงจันทราดูคล้ายซากูระโปรยปรายคล้ายกับดาวหางพุ่งเข้าเชือดเฉือนกองทัพยักษ์กลายเป็นพายุดาวตก เสียงมหาวายุดาวตกดังสนั่นหวั่นไหวราวเสียงของพญามัจจุราชร้าย เกล็ดสีดำห่อหุ่มคลื่นพลังพุ่งผ่าอากาศส่งเสียงหวีดหวิวฉีกอากาศกระชากร่างศัตรูอย่างไร้ปรานีและอำมหิต
“ฆ่าให้หมด......” เสียงอินทราชิตดังกระหึ่มทรงอำนาจ ก่อนจะยิงศรนาคบาศกลายเป็นพญานาคหลายพันตัวพุ่งเข้าจูโจมพวกเขา
“เปลี่ยน” หงอคงตวาดลั่น หมุนควงกระบองทองในมือ วินาทีต่อมาปรากฎโล่สีทองตั้งตระหง่ากว้างใหญ่ไพศาลสูงเฉียดฟ้าป้องกันพญานาคของอินทราชิต
การปะทะกันเกิดเสียงดังสนั่นกระหึ่ม แผ่นดินสะเทือนเลื่อนลั่น แสงสีเขียวสว่างวาบผสมกับสระเกล็ดสีทองและประกายไฟแตกออกจากการปะละเข้ากับโล่ของหงอคง
“เพิร์จบัญชาทัพที ฉันจะไปเด็ดหัวไอ้เจ้านั่น” หงอคงสั่งทิ้งท้ายก่อนจะกระโดดข้ามสนามรบเข้าหาอินทราชิต “ถ้าจำไม่ผิดไอ้ตัวนี้...ที่ศิลาเคยบอกห้ามให้หัวของมันตกพื้นซินะ จงมาหอกโมกขศักดิ์ อย่างน้อยฉันจะสะกดแก”
เปรี้ยง.... คมหอกปะทะกับคันธนูของอินทราชิตอย่างกระทันหัน คลื่นพลังแตกระเบิด กระจายเป็นรัศมีกว้างพัดทำลายทุกอย่าง
“ไอ้ลิงกัง” อินทราชิตเดือดดาล
“ไอ้ยักษ์ขี้เหล่” ลิงย้อน
“เอาแล้วครับ การปะทะกันระหว่างแม่ทัพของทั้งสองฝ่ายเริ่มขึ้นแล้ว” จีเอ็มหนุ่มตะโกนลั่น ออกรสชาติถึงพริกถึงขิง พร้อมกับในจอภาพปรากฎการปะทะกันของอินทราชิตและซุนหงอคง
ในบริเวณใกล้เคียงเมืองจันทรา ปรากฎเงาของกองทัพจำนวนมาก เงาสิ่งมีชีวิตมังกรร่างใหญ่น่าหวาดกลัวพร้อมกับมีคนนั่งอยู่บนหลัง
“สมกับเป็นคนที่ท่านสุริยเทพหมายตา และนางพญาภุชคินดูเหมือนตอนนี้พลังจะกลับมาเสถียรแล้ว แถมยังเพิ่มขึ้นกว่าแต่ก่อนอีก” เสียงทุ้มหนักดังขึ้น เผยให้เห็นบุรุษรูปงามผมสีเขียวนัยน์ตาดุร้าย บนใบหน้ามีลอยคล้ายเขี้ยว ดูเหมือนลวดลายของใบหน้ายักษ์สวมมงกุฎสูงเป็นรูปหน้ายักษ์สิบหน้า
“ฮึ...เสียเวลา ข้าอุตส่ามาคิดว่าจะได้เห็นอะไรที่ดีกว่านี้ กลับต้องมาดูมดปลวกดิ้นรนป้องกันเมือง” พญาครุฑผิวสีแดงเลือดเอ่ยขึ้น
“ท่านเวรไตร ไม่คิดจะเข้าร่วมสงครามหรือ” พญาวานรผิวสีขาวหันไปถามพญาครุฑเวรไตร
“ไม่จำเป็นต้องถึงมือข้า แค่สดายุและสัมพาทีในตอนนี้สามารถเอาชนะเจ้าจอมมารนั่นได้แล้ว” เวรไตรน้ำเสียงมั่นใจ “แล้วเจ้าล่ะหนุมาน มาร่วมรบหรือมาสังเกตุการณ์ อีกอย่างนั่นมันมัจฉานุบุตรชายเจ้าไม่ใช่หรือ”
หนุมารฉีกยิ้ม มองมัจฉานุในสนามรบ “ยังไม่ถึงเวลาที่เมืองขีนขินของพวกข้าจะลงมือ วันนี้ข้าแค่มาหาสิ่งบันเทิงใจ ส่วนมัจฉานุ ฮึ....” หนุมานยิ้มเหี้ยม
เมืองไตรภพ สถานที่ตั้งของกิลด์พิทักษ์จันทร์
ในร้านคาเฟ่ชาพะยอม ที่ตกแต่งอย่างดีด้วยโทนสีเขียวสบายตา อุปกรณ์เกมมิ่งเครื่องเสียง มีมากมาย โต๊ะเก้าอี้ วางเป็นระเบียบ
ภายในมีผู้เล่นมากมายกำลังนั่งชมการถ่ายทอดสดด้วยใจจดจ่อ แต่ในบรรดาคนทั้งหมดมีผู้เล่นสองคนในชุดจอมยุทธ์สีขาวและสีแดงเลือดที่แผ่รังสียอดฝีมือออกมา
บุรุษในชุดจอมยุทธ์สีขาวนามโจโฉใบหน้าคมมีเคราแพะสีดำ นัยน์ตาคมกริบกำลังนั่งมองการถ่ายทอดสดด้วยใจระทึก ด้านข้างคืออ้วนเสี้ยวในชุดสีแดงเลือดใบหน้าดุดันอายุประมาณสามสิบร่างกำยำเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อ
ชายหนุ่มในชุดสีน้ำเงินหล่อเหล่าใบหน้าคมสันนามแฮฮูตุ้นเดินเข้ามาในร้านผ่านผู้คนตามโต๊ะเข้าไปหาโจโฉและอ้วนเสี้ยว “สถานการณ์เป็นยังไงบ่าง”
โจโฉหันมามองผู้ถาม “กลับมาแล้วหรอ” เขาหันไปมองจอมอนิเตอร์ “ถือว่าเมืองจันทรารับมือกับกองทัพยักษ์ได้อย่างสูสีเลยล่ะ แต่อีกไม่นานฉันว่าสถานการณ์จะพลิกกลับ และเมืองจันทราจะเสียเปรียบ” โจโฉพูดเสียงเครียด
“แบบนั้นพวกโมนาจะติดร่างแห ตายไปกับพวกอาชญากรด้วยน่ะซิ” แฮฮูตุ้นน้ำเสียงร้อนรนมองภาพในจอ
“แต่เท่าที่เห็นกองทัพของคุณศิลาก็รับมือได้อยู่นะ ไม่ซิกำลังได้เปรียบด้วยซ้ำ” อ้วนเสี้ยวที่ชมการถ่ายทอดสดหันมาพูดกับโจโฉ
“ก็แค่ตอนนี้” โจโฉพูดขึ้นก่อนจะหยุดคล้ายกำลังวิเคราะห์สถานการณ์ “อย่างแรกกองทัพของคุณศิลาเผยไพ่ที่มีชื่อว่างกองกำลังออกมาหมดแล้ว ส่วนทางกองทัพยักษ์เห็นได้ชัดว่ายังหลบซ่อนกองทัพอยู่เพื่อเตรียมพร้อมโจมตีละลอกสอง”
“จะว่าไปก็จริงอย่างที่นายว่าดูซิ กำแพงเมืองด้านอื่นที่ไม่ใช่พวกโมนาเริ่มตึงมือกันแล้ว” อ้วนเสี้ยวชี้ให้ดูในจอมอนิเตอร์
โจโฉหันไปมองก่อนจะพูดขึ้นต่อ “ทศกัณฐ์คงใช้แผนการบุกแบบคลื่นทะเล”
แฮฮูตุ้นหันมามองโจโฉสีหน้าเขาบอกว่าไม่เข้าใจ “อะไรคลื่นทะเลที่ว่า”
“บุกโจมตีเป็นละลอก และจะทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ยักษ์ในชุดแรกดูอ่อนแอผิดกับยักษ์ในตอนนี้ลิบลับ หมายความว่าทศกัณฐ์จะปล่อยทหารระดับสูงเข้าโจมตีเรื่อยๆ และจะค่อยๆส่งทหารระดับสูงไต่ระดับความเก่งขึ้นไปเข้ามาโจมตี คงรอให้ศิลาลงมือใช้พลังจนอ่อนแรงเมื่อนั้นคงคิดเผด็จศึก แต่ดูเหมือนคุณศิลาเขาเองก็จะอ่านแผนนี้ออกถึงยังไม่ลงมือทำอะไร”
ทั้งสองพยักหน้าเข้าใจในสิ่งที่โจโฉอธิบายก่อนที่แฮฮูตุ้นจะถามขึ้น
“ทศกัณฐ์มีกองกำลังทหารมากขนาดไหน ถึงใช้แผนนี้ได้”
“นายลืมไปหรือเปล่า” โจโฉหันมาบอก “ทศกัณฐ์ครอบครองหินมพานต์น่ะ นั่นแปรว่ากองกำลังที่คุณศิลาต้องรับมือคือสัตว์อสูรระดับราชาขึ้นไปทั้งหมดในหินมพานต์”
“เขาใช้อนันตกาลแห่งกาลสูญสิ้นลบทุกอย่างทิ้งก็จบ” อ้วนเสี้ยวเปรยออกมา
“ไม่ได้หรอก” โจโฉหันมาบอกเพื่อน “ถ้าทำแบบนั้นเท่ากับว่าหลังจบสงครานี้กองกำลังอาชญากรจะตกต่ำทันที ในเกม Demonlord นั้นต่างจากเกมอื่นตรงที่ หากเป็นพวกเดียวกันจะไม่ได้รับดาเมจจากเพื่อนตนเองด้วยระบบที่เรียกว่าFriend prevent (ระบบป้องกันเพื่อน) เพราะเกมนี้เน้นไปทางสงครามการต่อสู้ และในสงครามการโจมตีมั่วอาจจะฆ่าพวกเดียวกันเองถึงมีระบบนี้ขึ้นมา ทำให้ผู้เล่นสามารถใช้พลังมหาศาลได้โดยที่ไม่ต้องกลัวเพื่อนจะตายเพราะตัวเอง แต่เวทมนต์ของคุณศิลานั้นจะลบทุกสิ่งแม้กระทั่งเพื่อนตนเอง ยกเว้นแค่ภูติและสัตว์เลี้ยงของเขา ขืนเขาทำแบบนั้นอาชญากรก็ตายหมดพอดี”
“มีพลังที่ยิ่งใหญ่แต่เหมือนถูกจำกัดการใช้เลยแหะ” อ้วนเสี้ยวอุทาน
โจโฉนัยน์มองการถ่ายทอดสดนัยน์ตาอ่อนโยนก่อนจะพูดขึ้น
“ไม่เสียแรงจริงๆที่ในอดีตฉันเคยตามติดการใช้ชีวิตของเขา คุณศิลาก็เหมือนครูภักดิ์ลักจำของฉัน ที่ทำให้ฉันมาถึงจุดนี้ได้ เขาจะไม่แพ้ ไม่แพ้ใครแน่นอน”
ตัดมาที่เมืองจันทรา
“ถอย....ถอยออกมา” เสียงโมนาตะโกนสั่งกองทัพของตนดังลั่น
ผู้เล่นในชุดจอมยุทธ์มากมายหลายหมื่นทำการถอยทัพไปพลางสู้ไปพลาง กองทัพยักษ์ระดมบุกตีฝ่าเข้ามาอย่างได้ใจเมื่อเห็นบรรดาผู้เล่นเริ่มถอยทัพเข้าประชิดกำแพง
เมื่อได้ยินเสียงคำสั่งถอยทัพของโมนา ศิลาที่ยืนสงบอยู่บนกำแพงฉีกยิ้มเหี้ยมออกมา สายฟ้าสีทองสาดแล่นปร๊าดออกมาทั่วร่าง แผ่ขยายเป็นเส้นสายฟ้าสีทองไปทั่วบริเวณ พุ่งสูงขึ้นเหนือผืนฟ้ากลายเป็นเสาสายฟ้าสีทอง
“ตัดภาพไปทางผู้เล่นศิลาเร็ว” จีเอ็มวิ๊งแซ่บสั่งห้องควบคุม “เขากำลังจะลงมือแล้ว”
ปลิงข่าวควบคุมสเปคตราโดรนรีนูดีบังกี้ซูมเข้าไปใกล้ศิลาที่ทั่วร่างสาดสายอัสนีสีทองออกมาส่งเสียงเปรี๊ยปร๊ะเสียดสะท้านหู
ศิลามองภาพกองทัพยักษ์ที่กำลังขวบตะบึงเข้ามา “หากไม่เสียสละอะไรบางอย่างจะไม่มีทางได้บางอย่างมา หากไม่ยอมจบบางสิ่งก็จะไม่มีสิ่งใหม่เกิดขึ้น หากไม่จบตำนานบทเก่า ตำนานบทใหม่ก็จะไม่บังเกิด” เขาเงยหน้ามองท้องฟ้า “วันนี้ทราช่างน่าเศร้าสิ้นแสงทิ้งไว้เพียงราตรีกาลที่โศกศัลย์” ชายหนุ่มสีหน้าเจ็บปวด “ฉันขอโทษเพื่อนพ้องสหายร่วมศึก ฉันขอโทษเมืองจันทรา ผ่านคืนนี้ไปเจ้าจะได้พัก นี่คือสิ่งจำเป็น”
“คุณศิลา” เสียงของรีโด้ดังขึ้น
“ครับ เรื่องที่ผมสั่งซื้อผ่านหรือเปล่า” เขาถามกลับทันที
“ผ่านครับ แต่คุณศิลาต้องเสียค่าใช้จ่ายและต้องจ่ายภายใน 24 ชั่วโมงครับ” ศิลาตอบกลับว่าตกลง
“คาลิเนีย เอานี่ไป” เขายื่นแผนที่ให้คาลิเนียตัวจิ๋ว ก่อนที่มันจะรับแผนที่บินหายออกไป
ศิลากระโดดลอยขึ้นไปในอากาศทั่วร่างสาดสายฟ้าออกมา กลายเป็นดวงสายฟ้าสีทองตระหง่ากลางเวหาเหนือกองทัพยักษ์ “อัสนีบาตผ่าโลกา”
สายฟ้าสีทองก่อรูปเป็นง้าวขนาดใหญ่ในมือขวาของศิลาก่อนที่เขาจะพุ่งจู่โจมลงสู่เบื้องร่าง วินาทีนั้นเองราวกับเวลาหยุดนิ่ง สายลมหยุดโบกสะบัด ราวกับทุกชีวิตถูกสะกดด้วยสายอัสนีบาต
ครื่น....เปรี้ยง....ง้าวสายฟ้าพุ่งตกถึงพื้นเกิดระเบิดดังสนั่น ผืนดินยกสูงแตกแยกกระจายลอยขึ้นในอากาศผสมกับร่างของบรรดายักษ์ ฝุ่นควันตลบอบอวน คลื่นลมคลื่นพลังพลังบิดเป็นเกลียวก่อนจะแตกระเบิดออกเป็นรัศมีวงกว้างคล้ายกับการโยนหินขนาดใหญ่ลงน้ำ
เสียงกรีดร้องของทหารยักษ์ถูกกลบด้วยเสียงระเบิดและเสียงสายฟ้า