Demonlord online ราชาอสูรสะท้านโลก

    สงครามเทวะ:สงครามเมืองจันทรา(2)

                รอบเมืองจันทราทั้งสี่ด้านปรากฎภาพของยักษ์มากมายหลายแสน  และเหล่าผู้คนบวกกับอีกหนึ่งสิ่งมีชีวิต  พญาไส้เดือนดินที่ผลุดขึ้นมาจากพื้นดินราวดอกเห็ด  ยิ่งเกื้อหนุนให้สงครามกั่วนัวตะรุมบอลกันเข้าไปใหญ่  เหล่าผู้เล่นที่ไม่ใช่อาชญากรเริ่มเบาบางลงไปทุกขณะ  แนวหน้าของพวกเขาถูกตีแตก  ทว่าโชคยังดีที่เหตุการณ์รอบข้างยังเป็นใจให้พวกเขา  การปรากฎตัวของพญาไส้เดือนดินสำหรับศิลาแล้วถือว่าเป็นผลดี  เพราะอย่างน้อยพวกมันก็ประวิงเวลาโรมรันพลันตู่กับพวกพญายักษ์ได้อย่างสูสีไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน

                “ลงมือได้”  ศิลาตะโกลั่นชู่ร่ำไห้ขึ้นฟ้า  ออกคำสั่งโจมตีสุดกำลัง

                วินาทีจบคำของศิลาภายในเมืองจันทราปรากฎเงาของสิ่งมีชีวิตมากมาย  ทั้งเหล่าภูติผี  กระสือ  กระหัง  นางตานี  รักยม  ลูกกอก  กุมาร  อีกทั้งเหล่ามนุษย์เงือก  ไมยราพ  มัจฉานุ  และสี่พี่น้องมนุษย์เงือก  ทั้งหมดพุ่งลอยเหนือหัวเหล่าผู้เล่นเข้าหากองทัพยักษ์จนมืดฟ้ามัวดิน

                ที่เขาต้องรีบทุ่มกำลังสุดตัวแบบนี้นั้นออกจะผิดแผน  เนื่องจากแม่ทัพของทางนั้นยังปรากฎตัวออกมาไม่ครบทุกคนเลยด้วยซ้ำที่เกินคาดคือทหารยักษ์และสัตว์เลี้ยงของพวกมันมีจำนวนมากกว่าที่ระบบประกาศ ทำให้เขาไม่สามารถรอจนพวกแม่ทัพของฝั่งยักษ์ปรากฎตัวออกมาจนครบได้เนื่องจากกองทัพยักษ์ได้ผ่านป่า  ทุ่งกว้าง  ผ่านพญาไส้เดือนดินเข้ามาถึงสามในสี่ส่วน

    หากขืนให้พวกกองทัพยักษ์เข้ามาใกล้มากกว่านี้กำแพงเมืองจันทราจะต้องพังจากคลื่นพลังจากทั้งสองฝ่ายที่ปะทะกันอย่างแน่นอน

                “นั่น...นั่นกองทัพอะไรกันค่ะ  หรือว่าเป็นสัตว์อสูรที่ปรากฎตัวขึ้นแบบพญาไส้เดือนดินอีก”  จีเอ็มสาวใจร้อนแต่ไม่ร้อนใจ  ตะโกนเสียงดังออกท่าทาง

                “ไม่ใช่ครับ  นั่นเป็นกองทัพขบวนหมื่นมารของผู้เล่นศิลา”  จีเอ็มหนุ่มวิ๊งแซ่บเสริม

                “หมายความว่ายังไงคะ  เขาไม่ได้มีแค่กองทัพอาชญากรหรอกหรอ”  จีเอ็มสาวหันมาถาม  เช่นเดียวกันผู้ที่รับชมอยู่ก็ตกตลึงในจำนวนของสัตว์อสูร  ภูติผีที่มากมายหลายหมื่น

                “ไม่ครับ  ตามข้อมูลผู้เล่นศิลาได้เดินทางตระเวนทำภารกิจพิชิตเกมไปในที่ต่างๆ  และเขาใช้เวลาช่วงนั้นทำให้สัตว์อสูรพวกนั้นมารับใช้ตนเอง”  

                “เป็นคนที่ใช้เวลาได้คุ้มค่าจริงๆนะคะ”  จีเอ็มสาวชม

                ภาพตัดมาอีกครั้งเห็นร่างพญานาคสีดำกำลังโบยบิน  ฟ้าครามอยู่บนศรีษะยิงศรธนูออกมาจูโจมใส่เบื้องล่างราวห่าฝน  เกิดเป็นเส้นสายสีขาวนวลพร่างพราวในทองนภาย้อมรัตติกาลให้สว่างไสว

                ศิลาหันไปมองฟ้าครามและภุชจังที่กำลังสู้อย่างสนุกมือ  “น้องฟ้า  บอกภุชจังด้วยอย่าลงมือมากไป  เราจำเป็นต้องใช้พลังของภุชจังในการต่อกรกับแม่ทัพฝั่งนั้น  น้องเองก็ด้วยอย่าใช้พลังเกินความจำเป็น”  

                ฟ้าครามบอกภุชจังถึงสิ่งที่ศิลาสั่งมาอย่างรวดเร็ว  ฟ้าครามเรียกหน้าต่างค่าสถานะขึ้นมาเพื่อตรวจสอบสกิลพลังของภุชจังว่ามีสกิลทำลายเป็นวงกว้างบ่างหรือเปล่า

                เสียงของภุชจังแนะนำฟ้าครามให้ใช้การโจมตีประสาน

                ภุชจังที่ลอยอยู่ในอากาศหมุนตัวอย่างรวดเร็วเกล็ดสีดำกระจายออกมาทั่วตัว  วินาทีนั้นเองฟ้าครามก็ยิงศรปราณจันทราพุ่งใส่เกล็ดเหล่านั้น

                “กลีบดอกบัวยมฑูต”  เสียงหวานของภุชจังคำราม

                “ดาราสวรรค์สัญจร”  เสียงหวานใส่ของฟ้าครามตวาดขึ้นพร้อมกัน

                สิ้นเสียงของสองสาวเกล็ดสีดำห่อหุ่มคลื่นพลังสีขาวราวแสงจันทราดูคล้ายซากูระโปรยปรายคล้ายกับดาวหางพุ่งเข้าเชือดเฉือนกองทัพยักษ์กลายเป็นพายุดาวตก  เสียงมหาวายุดาวตกดังสนั่นหวั่นไหวราวเสียงของพญามัจจุราชร้าย  เกล็ดสีดำห่อหุ่มคลื่นพลังพุ่งผ่าอากาศส่งเสียงหวีดหวิวฉีกอากาศกระชากร่างศัตรูอย่างไร้ปรานีและอำมหิต

                 

                “ฆ่าให้หมด......”  เสียงอินทราชิตดังกระหึ่มทรงอำนาจ  ก่อนจะยิงศรนาคบาศกลายเป็นพญานาคหลายพันตัวพุ่งเข้าจูโจมพวกเขา

                “เปลี่ยน”  หงอคงตวาดลั่น  หมุนควงกระบองทองในมือ  วินาทีต่อมาปรากฎโล่สีทองตั้งตระหง่ากว้างใหญ่ไพศาลสูงเฉียดฟ้าป้องกันพญานาคของอินทราชิต

                การปะทะกันเกิดเสียงดังสนั่นกระหึ่ม  แผ่นดินสะเทือนเลื่อนลั่น  แสงสีเขียวสว่างวาบผสมกับสระเกล็ดสีทองและประกายไฟแตกออกจากการปะละเข้ากับโล่ของหงอคง

                “เพิร์จบัญชาทัพที  ฉันจะไปเด็ดหัวไอ้เจ้านั่น”  หงอคงสั่งทิ้งท้ายก่อนจะกระโดดข้ามสนามรบเข้าหาอินทราชิต  “ถ้าจำไม่ผิดไอ้ตัวนี้...ที่ศิลาเคยบอกห้ามให้หัวของมันตกพื้นซินะ  จงมาหอกโมกขศักดิ์  อย่างน้อยฉันจะสะกดแก”  

                เปรี้ยง....   คมหอกปะทะกับคันธนูของอินทราชิตอย่างกระทันหัน  คลื่นพลังแตกระเบิด  กระจายเป็นรัศมีกว้างพัดทำลายทุกอย่าง

                “ไอ้ลิงกัง”  อินทราชิตเดือดดาล

                “ไอ้ยักษ์ขี้เหล่”  ลิงย้อน

                “เอาแล้วครับ  การปะทะกันระหว่างแม่ทัพของทั้งสองฝ่ายเริ่มขึ้นแล้ว”  จีเอ็มหนุ่มตะโกนลั่น  ออกรสชาติถึงพริกถึงขิง  พร้อมกับในจอภาพปรากฎการปะทะกันของอินทราชิตและซุนหงอคง

                ในบริเวณใกล้เคียงเมืองจันทรา  ปรากฎเงาของกองทัพจำนวนมาก  เงาสิ่งมีชีวิตมังกรร่างใหญ่น่าหวาดกลัวพร้อมกับมีคนนั่งอยู่บนหลัง

                “สมกับเป็นคนที่ท่านสุริยเทพหมายตา  และนางพญาภุชคินดูเหมือนตอนนี้พลังจะกลับมาเสถียรแล้ว  แถมยังเพิ่มขึ้นกว่าแต่ก่อนอีก”  เสียงทุ้มหนักดังขึ้น  เผยให้เห็นบุรุษรูปงามผมสีเขียวนัยน์ตาดุร้าย  บนใบหน้ามีลอยคล้ายเขี้ยว  ดูเหมือนลวดลายของใบหน้ายักษ์สวมมงกุฎสูงเป็นรูปหน้ายักษ์สิบหน้า

                “ฮึ...เสียเวลา  ข้าอุตส่ามาคิดว่าจะได้เห็นอะไรที่ดีกว่านี้  กลับต้องมาดูมดปลวกดิ้นรนป้องกันเมือง”  พญาครุฑผิวสีแดงเลือดเอ่ยขึ้น

                “ท่านเวรไตร  ไม่คิดจะเข้าร่วมสงครามหรือ”  พญาวานรผิวสีขาวหันไปถามพญาครุฑเวรไตร

                “ไม่จำเป็นต้องถึงมือข้า  แค่สดายุและสัมพาทีในตอนนี้สามารถเอาชนะเจ้าจอมมารนั่นได้แล้ว”  เวรไตรน้ำเสียงมั่นใจ  “แล้วเจ้าล่ะหนุมาน  มาร่วมรบหรือมาสังเกตุการณ์  อีกอย่างนั่นมันมัจฉานุบุตรชายเจ้าไม่ใช่หรือ”

                หนุมารฉีกยิ้ม  มองมัจฉานุในสนามรบ  “ยังไม่ถึงเวลาที่เมืองขีนขินของพวกข้าจะลงมือ  วันนี้ข้าแค่มาหาสิ่งบันเทิงใจ  ส่วนมัจฉานุ  ฮึ....”  หนุมานยิ้มเหี้ยม

                เมืองไตรภพ  สถานที่ตั้งของกิลด์พิทักษ์จันทร์

                ในร้านคาเฟ่ชาพะยอม  ที่ตกแต่งอย่างดีด้วยโทนสีเขียวสบายตา  อุปกรณ์เกมมิ่งเครื่องเสียง  มีมากมาย  โต๊ะเก้าอี้  วางเป็นระเบียบ

                ภายในมีผู้เล่นมากมายกำลังนั่งชมการถ่ายทอดสดด้วยใจจดจ่อ  แต่ในบรรดาคนทั้งหมดมีผู้เล่นสองคนในชุดจอมยุทธ์สีขาวและสีแดงเลือดที่แผ่รังสียอดฝีมือออกมา

                บุรุษในชุดจอมยุทธ์สีขาวนามโจโฉใบหน้าคมมีเคราแพะสีดำ  นัยน์ตาคมกริบกำลังนั่งมองการถ่ายทอดสดด้วยใจระทึก  ด้านข้างคืออ้วนเสี้ยวในชุดสีแดงเลือดใบหน้าดุดันอายุประมาณสามสิบร่างกำยำเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อ

                ชายหนุ่มในชุดสีน้ำเงินหล่อเหล่าใบหน้าคมสันนามแฮฮูตุ้นเดินเข้ามาในร้านผ่านผู้คนตามโต๊ะเข้าไปหาโจโฉและอ้วนเสี้ยว  “สถานการณ์เป็นยังไงบ่าง”

                โจโฉหันมามองผู้ถาม  “กลับมาแล้วหรอ”  เขาหันไปมองจอมอนิเตอร์  “ถือว่าเมืองจันทรารับมือกับกองทัพยักษ์ได้อย่างสูสีเลยล่ะ  แต่อีกไม่นานฉันว่าสถานการณ์จะพลิกกลับ  และเมืองจันทราจะเสียเปรียบ”  โจโฉพูดเสียงเครียด

                “แบบนั้นพวกโมนาจะติดร่างแห  ตายไปกับพวกอาชญากรด้วยน่ะซิ”  แฮฮูตุ้นน้ำเสียงร้อนรนมองภาพในจอ

                “แต่เท่าที่เห็นกองทัพของคุณศิลาก็รับมือได้อยู่นะ  ไม่ซิกำลังได้เปรียบด้วยซ้ำ”  อ้วนเสี้ยวที่ชมการถ่ายทอดสดหันมาพูดกับโจโฉ

                “ก็แค่ตอนนี้”  โจโฉพูดขึ้นก่อนจะหยุดคล้ายกำลังวิเคราะห์สถานการณ์  “อย่างแรกกองทัพของคุณศิลาเผยไพ่ที่มีชื่อว่างกองกำลังออกมาหมดแล้ว  ส่วนทางกองทัพยักษ์เห็นได้ชัดว่ายังหลบซ่อนกองทัพอยู่เพื่อเตรียมพร้อมโจมตีละลอกสอง”

                “จะว่าไปก็จริงอย่างที่นายว่าดูซิ  กำแพงเมืองด้านอื่นที่ไม่ใช่พวกโมนาเริ่มตึงมือกันแล้ว”  อ้วนเสี้ยวชี้ให้ดูในจอมอนิเตอร์ 

                โจโฉหันไปมองก่อนจะพูดขึ้นต่อ  “ทศกัณฐ์คงใช้แผนการบุกแบบคลื่นทะเล”

                แฮฮูตุ้นหันมามองโจโฉสีหน้าเขาบอกว่าไม่เข้าใจ  “อะไรคลื่นทะเลที่ว่า”

                “บุกโจมตีเป็นละลอก  และจะทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ  ยักษ์ในชุดแรกดูอ่อนแอผิดกับยักษ์ในตอนนี้ลิบลับ  หมายความว่าทศกัณฐ์จะปล่อยทหารระดับสูงเข้าโจมตีเรื่อยๆ  และจะค่อยๆส่งทหารระดับสูงไต่ระดับความเก่งขึ้นไปเข้ามาโจมตี  คงรอให้ศิลาลงมือใช้พลังจนอ่อนแรงเมื่อนั้นคงคิดเผด็จศึก  แต่ดูเหมือนคุณศิลาเขาเองก็จะอ่านแผนนี้ออกถึงยังไม่ลงมือทำอะไร”

                ทั้งสองพยักหน้าเข้าใจในสิ่งที่โจโฉอธิบายก่อนที่แฮฮูตุ้นจะถามขึ้น

                “ทศกัณฐ์มีกองกำลังทหารมากขนาดไหน  ถึงใช้แผนนี้ได้”

                “นายลืมไปหรือเปล่า”  โจโฉหันมาบอก  “ทศกัณฐ์ครอบครองหินมพานต์น่ะ  นั่นแปรว่ากองกำลังที่คุณศิลาต้องรับมือคือสัตว์อสูรระดับราชาขึ้นไปทั้งหมดในหินมพานต์”

                “เขาใช้อนันตกาลแห่งกาลสูญสิ้นลบทุกอย่างทิ้งก็จบ”  อ้วนเสี้ยวเปรยออกมา

                “ไม่ได้หรอก”  โจโฉหันมาบอกเพื่อน  “ถ้าทำแบบนั้นเท่ากับว่าหลังจบสงครานี้กองกำลังอาชญากรจะตกต่ำทันที  ในเกม Demonlord  นั้นต่างจากเกมอื่นตรงที่  หากเป็นพวกเดียวกันจะไม่ได้รับดาเมจจากเพื่อนตนเองด้วยระบบที่เรียกว่าFriend  prevent (ระบบป้องกันเพื่อน)  เพราะเกมนี้เน้นไปทางสงครามการต่อสู้  และในสงครามการโจมตีมั่วอาจจะฆ่าพวกเดียวกันเองถึงมีระบบนี้ขึ้นมา  ทำให้ผู้เล่นสามารถใช้พลังมหาศาลได้โดยที่ไม่ต้องกลัวเพื่อนจะตายเพราะตัวเอง  แต่เวทมนต์ของคุณศิลานั้นจะลบทุกสิ่งแม้กระทั่งเพื่อนตนเอง  ยกเว้นแค่ภูติและสัตว์เลี้ยงของเขา  ขืนเขาทำแบบนั้นอาชญากรก็ตายหมดพอดี”

                “มีพลังที่ยิ่งใหญ่แต่เหมือนถูกจำกัดการใช้เลยแหะ”  อ้วนเสี้ยวอุทาน

                โจโฉนัยน์มองการถ่ายทอดสดนัยน์ตาอ่อนโยนก่อนจะพูดขึ้น

                “ไม่เสียแรงจริงๆที่ในอดีตฉันเคยตามติดการใช้ชีวิตของเขา  คุณศิลาก็เหมือนครูภักดิ์ลักจำของฉัน  ที่ทำให้ฉันมาถึงจุดนี้ได้  เขาจะไม่แพ้  ไม่แพ้ใครแน่นอน”  

                ตัดมาที่เมืองจันทรา

                “ถอย....ถอยออกมา”  เสียงโมนาตะโกนสั่งกองทัพของตนดังลั่น

                ผู้เล่นในชุดจอมยุทธ์มากมายหลายหมื่นทำการถอยทัพไปพลางสู้ไปพลาง  กองทัพยักษ์ระดมบุกตีฝ่าเข้ามาอย่างได้ใจเมื่อเห็นบรรดาผู้เล่นเริ่มถอยทัพเข้าประชิดกำแพง

                เมื่อได้ยินเสียงคำสั่งถอยทัพของโมนา  ศิลาที่ยืนสงบอยู่บนกำแพงฉีกยิ้มเหี้ยมออกมา  สายฟ้าสีทองสาดแล่นปร๊าดออกมาทั่วร่าง  แผ่ขยายเป็นเส้นสายฟ้าสีทองไปทั่วบริเวณ  พุ่งสูงขึ้นเหนือผืนฟ้ากลายเป็นเสาสายฟ้าสีทอง

                “ตัดภาพไปทางผู้เล่นศิลาเร็ว”  จีเอ็มวิ๊งแซ่บสั่งห้องควบคุม  “เขากำลังจะลงมือแล้ว”

                ปลิงข่าวควบคุมสเปคตราโดรนรีนูดีบังกี้ซูมเข้าไปใกล้ศิลาที่ทั่วร่างสาดสายอัสนีสีทองออกมาส่งเสียงเปรี๊ยปร๊ะเสียดสะท้านหู

                ศิลามองภาพกองทัพยักษ์ที่กำลังขวบตะบึงเข้ามา  “หากไม่เสียสละอะไรบางอย่างจะไม่มีทางได้บางอย่างมา  หากไม่ยอมจบบางสิ่งก็จะไม่มีสิ่งใหม่เกิดขึ้น  หากไม่จบตำนานบทเก่า  ตำนานบทใหม่ก็จะไม่บังเกิด”  เขาเงยหน้ามองท้องฟ้า  “วันนี้ทราช่างน่าเศร้าสิ้นแสงทิ้งไว้เพียงราตรีกาลที่โศกศัลย์”  ชายหนุ่มสีหน้าเจ็บปวด  “ฉันขอโทษเพื่อนพ้องสหายร่วมศึก  ฉันขอโทษเมืองจันทรา  ผ่านคืนนี้ไปเจ้าจะได้พัก  นี่คือสิ่งจำเป็น”

                “คุณศิลา”  เสียงของรีโด้ดังขึ้น

                “ครับ  เรื่องที่ผมสั่งซื้อผ่านหรือเปล่า”  เขาถามกลับทันที

                “ผ่านครับ  แต่คุณศิลาต้องเสียค่าใช้จ่ายและต้องจ่ายภายใน 24 ชั่วโมงครับ”  ศิลาตอบกลับว่าตกลง

                “คาลิเนีย  เอานี่ไป”  เขายื่นแผนที่ให้คาลิเนียตัวจิ๋ว  ก่อนที่มันจะรับแผนที่บินหายออกไป

                ศิลากระโดดลอยขึ้นไปในอากาศทั่วร่างสาดสายฟ้าออกมา  กลายเป็นดวงสายฟ้าสีทองตระหง่ากลางเวหาเหนือกองทัพยักษ์  “อัสนีบาตผ่าโลกา”  

                สายฟ้าสีทองก่อรูปเป็นง้าวขนาดใหญ่ในมือขวาของศิลาก่อนที่เขาจะพุ่งจู่โจมลงสู่เบื้องร่าง  วินาทีนั้นเองราวกับเวลาหยุดนิ่ง  สายลมหยุดโบกสะบัด  ราวกับทุกชีวิตถูกสะกดด้วยสายอัสนีบาต  

                ครื่น....เปรี้ยง....ง้าวสายฟ้าพุ่งตกถึงพื้นเกิดระเบิดดังสนั่น  ผืนดินยกสูงแตกแยกกระจายลอยขึ้นในอากาศผสมกับร่างของบรรดายักษ์  ฝุ่นควันตลบอบอวน  คลื่นลมคลื่นพลังพลังบิดเป็นเกลียวก่อนจะแตกระเบิดออกเป็นรัศมีวงกว้างคล้ายกับการโยนหินขนาดใหญ่ลงน้ำ

                เสียงกรีดร้องของทหารยักษ์ถูกกลบด้วยเสียงระเบิดและเสียงสายฟ้า