Evolution the Big Tree เกิดใหม่ทั้งทีกลายเป็นต้นไม้วิวัฒนาการไปซะแล้ว

    เล่มที่ 4 บทที่ 106 ของขวัญลึกลับจากหลิงเอ๋อร์

            อวี๋จื่ออวี๋ขบคิดอยู่นานทว่าก็ยังไม่สามารถได้ข้อสรุปที่แน่ชัด

            ท่ามกลางความรู้สึกอันเลือนรางนั้นเขาทอดสายตามองไปยังชิงกังด้วยแววตาที่ซับซ้อนเกินบรรยาย

            ในขณะนั้นเองชิงเอ๋อร์ที่อยู่ด้านข้างราวกับจะฉุกคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้เธอจึงโบกมือเรียกเหยี่ยวเพเรกรินตัวหนึ่งให้บินลงมา

            “แกว๊ก...”

            เสียงหวีดร้องแหลมดังสะท้าน‘อาต้า’ จ้าวแห่งฝูงเหยี่ยวเพเรกรินร่อนลงมาเกาะบนหลังมือของชิงเอ๋อร์อย่างมั่นคง

            ชิงเอ๋อร์มองดูเหยี่ยวเพเรกรินตัวจ้อยขนาดเท่ากำปั้นที่ดูน่าเอ็นดูพลางคลี่ยิ้มออกมาบางๆ

            “นายท่านสัตว์ร้ายที่ท่านฟูมฟักเลี้ยงดูมา ตอนนี้กลับกลายเป็นสิ่งมีชีวิตที่พิสดารยิ่งนัก”

            “พิสดารอย่างนั้นรึ? เป็นไปไม่ได้หรอก!”

            กล่าวจบอวี๋จื่ออวี๋ก็ปรายตาไปมองเหยี่ยวเพเรกริน พลางปั้นหน้าทำเป็นดุร้ายใส่

            “อาต้า...แสดงความองอาจดุดันให้ชิงเอ๋อร์ดูหน่อยสิ”

            ราวกับจะรับรู้ความต้องการของอวี๋จื่ออวี๋อาต้าพยักหน้าหงึกๆ อย่างขะมักเขม้น

            จากนั้นมันก็หันขวับไปจ้องเขม็งทางชิงเอ๋อร์ทันที

            “แกว๊ก...”

            พร้อมกับเสียงหวีดร้องแหลมสูงอาต้าพลันกางปีกสยายออก ขนสีขาวสลับดำทั่วร่างลุกตั้งชันขึ้นมา

            ทว่าด้วยขนาดตัวที่เล็กจ้อยเพียงเท่ากำปั้นต่อให้มองอย่างไรก็ไม่เห็นแววแห่งความดุดันเลยแม้เพียงเศษเสี้ยว

            ในทางกลับกันมันกลับดูละม้ายคล้ายเม่นตัวน้อยที่กำลังขดตัวพองขนเสียมากกว่า

            ชิงเอ๋อร์ยกมือขึ้นป้องปากพลางระเบิดเสียงหัวเราะใสกระจ่างราวกับเสียงกระดิ่งเงิน

            “เอ่อ...”

            อวี๋จื่ออวี๋ถึงกับพูดไม่ออกในตอนนั้นเขารู้สึกได้ว่าใบหน้าของตนคงจะดูมืดครึ้มไปหลายส่วน

            ช่างน่าขายหน้านัก...

            เจ้าตัวดีนี่...ไม่ได้เรื่องได้ราวเอาเสียเลย

            ในฐานะจ้าวแห่งเวหา เจ้ากลับ... เจ้ากลับ...

            เมื่อไม่รู้จะเอ่ยคำใดดีอวี๋จื่ออวี๋จึงทำเมินเฉยแล้วเบือนสายตาหนีไปทางอื่น

            ในจังหวะนั้นเองชิงเอ๋อร์มองมาทางอวี๋จื่ออวี๋พลางเม้มปากยิ้มก่อนจะโน้มกายลงไปกระซิบสั่งความบางอย่างที่ข้างหูของเหยี่ยวเพเรกริน

            ยามที่อวี๋จื่ออวี๋หันกลับมามองอีกรอบเขาก็เห็นอาต้าสยายปีกพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า กลายเป็นลำแสงสีดำวาบหายไปในพริบตา

            “ชิงเอ๋อร์... เจ้าทำอะไรน่ะ?”

            ยังไม่ทันที่อวี๋จื่ออวี๋จะได้เอ่ยปากซักไซ้ชิงเอ๋อร์ก็ยกนิ้วขึ้นแตะริมฝีปากเป็นสัญญาณให้นิ่งเงียบ

            “นายท่าน อย่าเพิ่งถามเลยฉันตั้งใจจะเซอร์ไพรส์ท่านค่ะ”

            “เอ่อ...”

            อวี๋จื่ออวี๋นิ่งงันไปครู่หนึ่งในใจพลันเกิดความสงสัยใคร่รู้ขึ้นมา

            เซอร์ไพรส์งั้นหรือ?

            จะมีเซอร์ไพรส์อะไรที่ยิ่งใหญ่ขนาดนั้นรออยู่?

            ในตอนนี้ยังจะมีสิ่งใดที่ทำให้เขารู้สึกทึ่งได้อีกอย่างนั้นหรือ?

            ด้วยความฉงนสงสัยอวี๋จื่ออวี๋จึงตัดสินใจเฝ้ารอคอยอย่างเงียบงัน

            .....

            ในเวลาเดียวกัน ณบริเวณชานเมืองซึ่งอยู่ไม่ไกลจากขุนเขาแห่งหมอก ‘หลิงเอ๋อร์’ที่งีบหลับไปเพียงครู่หนึ่งได้ค่อยๆ ลืมตาขึ้นช้าๆ

            “ฟู่ว”

            ประกายเพลิงขุมหนึ่งฉายผ่านดวงตาของเธอเหมือนทุกครั้งเส้นผมสีแดงเพลิงส่องประกายระยิบระยับราวกับมีกระแสธารแห่งไฟไหลเวียนอยู่ภายใน

            “นายท่านจะต้องถูกใจของขวัญชิ้นนี้อย่างแน่นอน”

            กล่าวจบหลิงเอ๋อร์พลันเผยรอยยิ้มอันงดงามที่ชวนให้ลุ่มหลงออกมา

            ทันใดนั้นหลิงเอ๋อร์ก็คว้ากระบอกสีดำสนิทที่มีลักษณะคล้ายกระบอกไม้ไผ่ซึ่งวางอยู่บนโต๊ะก่อนจะพุ่งตรงไปยังป่าละเมาะที่อยู่ทางด้านหลังที่พัก

            หลิงเอ๋อร์เคลื่อนไหวแคล่วคล่องราวกับแมลงปอแตะผิวน้ำเพียงย่างก้าวเดียวก็พุ่งผ่านระยะทางหลายเมตร เพียงไม่กี่ลมหายใจเธอก็ทะยานไปได้ไกลนับร้อยเมตรแล้ว

            สำหรับผู้แข็งแกร่งระดับแรกเริ่มขั้นที่เก้าสูงสุดอย่างเธอความเร็วระดับนี้นับว่าเป็นเพียงเรื่องสามัญธรรมดา

            เมื่อห่างจากระดับเหนือธรรมชาติเพียงครึ่งก้าวหากไม่มีความเร็วถึงระดับนี้แล้ว จะหลบเลี่ยงห่ากระสุนได้อย่างไรกัน

            ยิ่งไปกว่านั้นร่างกายของเธอยังครอบครองพรสวรรค์ธาตุไฟระดับสูงสุดซึ่งเปี่ยมด้วยพลังที่เหนือล้ำกว่ายอดฝีมือขั้นเก้าทั่วไปหลายเท่าทวีนัก

            ในจังหวะนั้นราวกับจะฉุกคิดบางอย่างขึ้นมาได้หลิงเอ๋อร์แผ่พลังจิตออกไปเพื่อตรวจสอบให้แน่ใจว่าไร้ผู้คนแฝงกายอยู่ในละแวกนี้ก่อนจะหยุดชะงักฝีเท้าลงกะทันหัน

            จากนั้นเธอก็สูดลมหายใจเข้าลึกๆ

            “ฟู่ว”

            พร้อมกับลมหายใจอันหอมหวานเส้นผมสีแดงเพลิงของเธอเริ่มพลิ้วไหวไปตามแรงลมช้าๆ

            ในขณะเดียวกันนั้นเองละอองแสงสีแดงมหาศาลก็เริ่มมารวมตัวกันใต้ฝ่าเท้าของเธอช้าๆ

            “ย่างก้าวอัคคี”

            สิ้นเสียงพึมพำแผ่วเบาแสงสีแดงที่ควบแน่นอยู่ใต้ฝ่าเท้าพลันหดตัวลงฉับพลัน ก่อนจะเกิดเสียงระเบิด“ตูม!” ดังสนั่นหวั่นไหวเปลวเพลิงพุ่งกระจายออกเหมือนดอกไม้ไฟที่เบ่งบานอย่างงดงาม

            ด้วยแรงระเบิดมหาศาลนี้ร่างของหลิงเอ๋อร์พุ่งทะยานออกไปราวกับลูกศรที่หลุดจากแล่งมีความเร็วเหนือล้ำกว่าเมื่อครู่หลายเท่าตัวนัก

            หากมองจากที่ไกลๆจะเห็นเพียงร่างบอบบางที่ก้าวเดินอยู่บนดอกไม้ไฟที่ลุกโชนเพียงพริบตาเดียวก็เลือนหายเข้าไปในส่วนลึกของผืนป่าทิ้งไว้เพียงร่องรอยรอยเท้าที่ไหม้เกรียมเป็นสีดำสนิทบนพื้นดินราวกับว่านี่คือพยานหลักฐานที่บอกเล่าเรื่องราวอย่างเงียบงัน

            ‘ย่างก้าวอัคคี’ คือหนึ่งในกระบวนท่าที่เคยมีอยู่เพียงในทางทฤษฎีเท่านั้น

            เหล่าสัตว์อสูรกลายพันธุ์นั้นล้วนมีพรสวรรค์และความสามารถเหนือธรรมชาติติดตัวมาแต่กำเนิดทว่าสำหรับมนุษย์ซึ่งเป็นเผ่าพันธุ์กลุ่มไพรเมตที่มีสติปัญญาเลิศล้ำนั้นแม้จะผ่านการตื่นรู้มาได้ ทว่าส่วนใหญ่มักจะครอบครองเพียงพรสวรรค์ประจำตัวเท่านั้นส่วนความสามารถเหนือธรรมชาติอันพิสดารกลับเป็นสิ่งที่หาได้ยากยิ่งนัก

            ด้วยเหตุนี้ยอดฝีมือบางคนจึงได้เสนอแนวคิดเกี่ยวกับ ‘กระบวนท่า’อันเป็นการใช้เทคนิคควบคุมอันละเอียดอ่อนผสานเข้ากับพลังวิญญาณเพื่อสำแดงอานุภาพที่เหนือล้ำกว่าขีดจำกัดพลังรบของตนเองได้หลายเท่า

            ทว่าแนวคิดก็ยังคงเป็นเพียงแค่แนวคิดมีรายงานระบุว่า จนถึงปัจจุบันนี้แม้แต่ในสหพันธรัฐเองก็ยังไม่สามารถคิดค้นกระบวนท่าที่นำมาใช้ปฏิบัติจริงในสนามรบได้

            สาเหตุประการหนึ่งคือกระบวนการวิวัฒนาการของมนุษย์นั้นค่อนข้างล่าช้าผู้คนจำนวนมากยังไม่สามารถก้าวไปถึงระดับที่จะสัมผัสถึงกระบวนท่าได้ส่วนบรรดาผู้เชี่ยวชาญเหล่านั้นก็เป็นเพียงแค่นักทฤษฎีบนหน้ากระดาษเท่านั้นอีกประการหนึ่งคือกระบวนท่านั้นมีความซับซ้อนอย่างยิ่งและจำเป็นต้องมีการควบคุมพลังวิญญาณที่ละเอียดแม่นยำในระดับสูงสุด

            ทว่าก็นับเป็นโชคดีที่‘หลิงเอ๋อร์’ ได้ตื่นรู้พรสวรรค์สายพลังจิตพลังจิตอันกล้าแกร่งมหาศาลช่วยให้เธอสามารถควบคุมพลังวิญญาณได้เหนือล้ำเกินกว่าที่คนธรรมดาทั่วไปจะจินตนาการได้

            ด้วยเหตุนี้เองหลิงเอ๋อร์จึงสามารถบรรลุการฝึกฝนกระบวนท่าที่เคยมีอยู่เพียงในตำราทฤษฎีได้อย่างรวดเร็วขนาดนี้

            เฉกเช่นความสามารถ‘ย่างก้าวอัคคี’ ซึ่งเดิมทีเป็นเพียงต้นแบบกระบวนท่าที่นักวิชาการมนุษย์คนหนึ่งเสนอขึ้นโดยอาศัยหลักการของ ‘แรงระเบิด’ และ‘แรงสะท้อนกลับ’

            และหลิงเอ๋อร์ก็ได้อาศัยรากฐานทฤษฎีของยอดฝีมือมนุษย์คนนั้นมาขัดเกลาจนกลายเป็นกระบวนท่าเฉพาะตัวของเธอได้ในระยะเวลาอันสั้นนั่นก็คือ ย่างก้าวอัคคี ในฉบับที่สมบูรณ์

            เพียงแต่ด้วยเหตุผลบางประการหลิงเอ๋อร์จึงไม่ต้องการแสดงศักยภาพที่เกินขอบเขตนี้ต่อหน้าพวกมนุษย์ดังนั้นแม้จะต้องการฝึกฝนใช้งานเธอก็ทำได้เพียงเลือกใช้ในสถานที่ที่ไร้เงาผู้คนเช่นนี้เท่านั้น

            และในวันนี้เมื่อก้าวพ้นออกมาจากห้องปฏิบัติการลับหลิงเอ๋อร์จึงสามารถสำแดงกระบวนท่าออกมาได้อย่างเต็มพิกัดเสียที

            มุมปากของเธอหยักยิ้มขึ้นเล็กน้อยใบหน้าของหลิงเอ๋อร์เผยแววแห่งความภาคภูมิใจออกมาอย่างยากที่จะซ่อนเร้น

            หากไม่ใช่ว่าเธอเป็นเพียงจิตวิญญาณที่สถิตอยู่ในร่างผู้อื่นแล้วล่ะก็คงจะคู่ควรกับสมญานาม ‘อัจฉริยะผู้หาตัวจับยากแห่งมวลมนุษย์’อย่างแท้จริง

            หลังจากทะยานมาเป็นเวลานานในที่สุดหลิงเอ๋อร์ก็มาถึงเขตป่าทึบที่ห่างไกลไร้ผู้คน

            เธอทอดสายตาแหงนมองขึ้นไปบนผืนฟ้า

            “ใกล้ได้เวลาแล้ว...” เธอพึมพำแผ่วเบาในใจพลางคะเนเวลาอย่างแม่นยำ

            เพียงไม่กี่อึดใจต่อมา“แกว๊ก...” เสียงหวีดร้องแหลมสูงเสียดฟ้าพลันแผดก้องลงมาจากเบื้องบน

            “มาแล้วเหรอ...” หลิงเอ๋อร์คลี่ยิ้มออกมาพลางแหงนหน้ามองขึ้นไปบนท้องฟ้า

            ครู่ต่อมา “เฟี้ยว”เสียงแหวกฝ่าอากาศดังสนั่นแสงสีดำสายหนึ่งพุ่งดิ่งลงมาจากฟากฟ้าราวกับศรทมิฬ

            “รับไป!” กล่าวจบมือขวาของหลิงเอ๋อร์พลันห่อหุ้มด้วยรัศมีแสงสีแดงเพลิง เธอสะบัดข้อมือครั้งหนึ่งโยนกระบอกที่พันด้วยผ้าสีดำในมือขึ้นไปบนท้องฟ้าทันที

             

    คล้ายกับเรื่องEvolution the Big Tree เกิดใหม่ทั้งทีกลายเป็นต้นไม้วิวัฒนาการไปซะแล้ว ที่คุณอ่าน