TREE WORLD ปฐพีวินาศโลก

    36 บทที่36 ไมโอนี่ เฮาเธอร์เวส

    TREE WORLD

    ปฐพีวินาศโลก

     

    By  :  Jackmysoul

    แจ็ก มายโซล  : เขียน

     

     

     

     

    บทที่ 36

    ไมโอนี่ เฮาเธอร์เวส

             

            ขณะที่เสร็จสิ้นภารกิจการประชุมเรื่องแผนฉุกเฉินก็เป็นเวลาเดียวกับที่ทุกคนเริ่มต้นจัดการอาหารเช้า

             

            ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปครอบครัวของผมคงต้องงดเรื่องการออกกำลังกายในโรงยิมงดเรื่องการปีนผาเทียมบนฝ้าทรงโดม และอดฝึกซ้อมศิลปะการต่อสู้บนสังเวียนซ้อมมวยแต่มิใช่ว่าพวกเราจะยินยอมพร้อมใจให้สมรรถภาพร่างกายถดถอยลงได้เพราะต่อไปนี้จะเป็นการเผชิญหน้าต่อกรกับปัญหาทั้งหลายไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ ต้องป่ายปีนหินผาเข้าสู่ดินแดนที่ไม่รู้จักความผิดพลาดเพียงเล็กน้อยอาจจบชีวิตทุกคนได้ทันที หรือแม้แต่เรื่องศิลปะการต่อสู้ก็ต้องต่อสู้เอาตัวรอดจากเหล่านักยุทธ์ตัวจริง ไม่ใช่การฝึกซ้อม ไม่มีการออมมืออีกต่อไปมีแต่ต้องเดินเครื่องเต็มกำลังฝ่าฟันไปเท่านั้น

            สิ่งที่ผมและครอบครัวทุ่มเทมุ่งมั่นอดทดเฝ้าเพียรฝึกซ้อมเป็นประจำ บีบบังคับสภาพร่างกายให้ต่อสู้กับความทรหดมาตลอดเวลาจะเกิดประโยชน์สูงสุดในยามคับขันเช่นนี้

             

            ในเวลานี้ผมสมควรตื่นขึ้นมาก่อนอาทิตย์ขึ้นและไปวิ่งจ๊อกกิ้งสูดอากาศในสวนสาธารณะหรือสวนป่ารอบบ้านแต่กลับไม่สามารถ แล้วผมก็รู้สึกเพลียจนถึงขั้นอยากจะนอนก็นอนไม่หลับ ไม่ต้องคิดถึงเรื่องวิ่งขึ้นลงเขาแค่จัดการความตึงเครียดของตัวเอง ควบคุมไม่ให้ส่งผลเสียกับร่างกายจนอ่อนเพลียไปมากกว่านี้จะดีกว่า

            ดังนั้นตอนนี้ทำอะไรก็ไม่ได้ดีสักอย่าง นอกจากกินอย่างเดียว

             

            อาหารมื้อเช้าสำหรับครอบครัวถูกตระเตรียมขึ้นกลางแจ้งโต๊ะกลมที่ทำจากไม้ไผ่สำหรับตั้งชุดสำรับอาหารจัดวางไว้ใต้ต้นวอลนัทลำใหญ่ร่มเงาภายใต้กิ่งใบดกหนาของมันจะช่วยกำบังแสงแดดที่เริ่มอุ่นขึ้นจนถึงแผดร้อนในตอนสายเต็นท์ผ้าใบและชุดเก้าอี้สนาม ชวนให้นึกถึงบรรยากาศคุ้นเคยราวกับได้มาปิกนิกเที่ยวเล่นบนยอดเขาอีกครั้ง

            ถึงแม้จะเป็นการหลบหนีซ่อนตัวอย่างหัวซุกหัวซุนแต่เพราะผมตระเตรียมความพร้อมมาอย่างดี แม้จะไม่ครบครันและสะดวกสบายเช่นเมื่อก่อนแต่ก็เรียกได้ว่าเราไม่ขาดแคลนวัตถุดิบและอุปกรณ์ อาหารที่ยกมาเสิร์ฟบนโต๊ะยังใกล้เคียงกับชีวิตประจำวันในคฤหาสน์

            เท็ดดี้ในชุดพ่อบ้านโบกมือเชื้อเชิญเป็นสัญญาณเมื่อสำรับอาหารทั้งหมดพร้อมแล้ว

             

            เด็กสาวที่ผมช่วยมาจากเวริ์มกำลังสนุกสนานวิ่งเล่นไล่จับผีเสื้อบนยอดน้ำค้างกับจอสส์ โดยมีเจ้าไจโก้บูลมาสติฟฟ์หน้าย่นพันธ์ดุ คอยสนับสนุนอยู่ไม่ห่าง เด็กสาวยังถูกห้อมล้อมด้วยพวกเด็กโตเด็กเล็กซึ่งเป็นบรรดาลูกๆของคนงานเด็กๆเหล่านี้ยังอยู่ในวัยซุกซน บางคนเข้าขั้นเกเรชกต่อยกันเป็นประจำบางคนดื้อรั้นเสียยิ่งกว่าจอสส์  

            แปลกใจนิดหนึ่งปกติแล้วพวกเด็กๆเหล่านี้จะไม่อยากเข้าใกล้จอสส์หรือเจ้าไจโก้ แต่ตอนนี้ดูเหมือนพวกเขาจะเข้ากันได้โดยมีเด็กสาวเป็นศูนย์กลางไม่รู้ว่าปู่ของเธอเลี้ยงดูมาแบบไหน เด็กสาวคนนี้จึงดูคล้ายจะเข้าถึงหลักมนุษย์สัมพันธ์เชี่ยวชาญการประสานบุคคล เพียงครั้งแรกที่ได้พบเจอกลับดึงดูดผู้คนมากมายให้หลงใหลกลายเป็นมิตรขึ้นมาอย่างเป็นธรรมชาติ

            อนาคตของสองปู่หลานผู้น่าสงสารไม่ว่าอย่างไรคงต้องไปต่อ เพียงแต่พวกเขาอาจยังไม่เข้าใจถึงปัญหา ว่าผมกำลังจะจนมุมขนาดตัวเองยังเอาไม่รอด ต่อไปคงไม่สามารถช่วยเหลือใครได้ หนำซ้ำจะซวยไม่รู้ตัวนำพาคราวเคราะห์เข้าสู่ตนเอง ไม่พ้นคำว่า ตกกระไดพลอยโจร เป็นศัตรูกับคนของรัฐบาลแม้กระทั่งหน้าตายังไม่รู้จัก

            แต่ผมก็คิดเผื่อพวกเขาส่วนหนึ่งหากต้องใช้กำลังบุกฝ่ากองทหารหนีขึ้นทรีเวิร์ดไปได้จริง ก็ยังพอมีที่ทางเหลือพอสำหรับปู่กับหลานที่จับพลัดจับผลูมาด้วยถ้าพวกเขายินยอมพร้อมใจคิดจะร่วมหัวจมท้ายไปด้วยกัน

             

            เมื่อทุกคนพร้อมหน้าผมจึงให้เท็ดดี้เชิญเฒ่าชรากับเด็กสาวปริศนามาร่วมโต๊ะกับเราด้วย

            “นั่นใคร...” เจทกระซิบถามผม เมื่อเห็นแขกแปลกหน้าผู้มาเยือน

            แต่ดูเหมือนแขกแปลกหน้าจะทันรู้ตัวจึงชิงกล่าวออกมาก่อนที่ผมจะเอ่ยคำ

            “ขอโทษที่ไม่ทันได้แนะนำตัว ผมชื่อ สก็อต นี่หลานสาวผม ไมโอนี่” ชายชราถือโอกาสนี้แนะนำตนเอง ถึงแม้จะช้าไปบ้าง

             

            “สก็อต เฮาเธอร์เวส”

             

            “ไมโอนี่เฮาเธอร์เวส”

             

            ทั้งที่พบกันตั้งแต่เมื่อวานและยังอาสาเป็นผู้ช่วยเหลืออุปการะ แต่ผมเพิ่งจะรู้ชื่อพวกเขาพร้อมกับเจทในตอนนี้เอง

            “ฉัน เจท สเปนเซอร์... ยินดีที่ได้รู้จักค่ะคุณสก็อต...” เจทกล่าวทักทายตามธรรมเนียมสากล

            “ยินดีที่ได้รู้จักครับคุณผู้หญิง” ชายชรากล่าวตามมารยาทเช่นกัน

            “ก่อนอื่นผมต้องขอกล่าวคำขอบคุณอย่างเป็นทางการคุณไมท์ได้ช่วยชีวิตผมกับหลานสาวและยังให้เกียรติชวนร่วมรับทานอาหารเช้าด้วยกันอีก...เอ่อ...” ชายชรากล่าวเสียงแหบพร่าเห็นได้ชัดว่านัยน์ตาเขากำลังมีน้ำมาเอ่อ คำพูดต่อมาสั่นเครือเหมือนกำลังสรรหาถ้อยคำแสดงความซาบซึ้งที่ผ่านการกลั่นกรองมาหรือบางทีอาจนึกขึ้นไม่ทัน

            “อย่าคิดมากเลยครับคุณสก็อตไม่มีอะไรต้องเป็นทางการ ตอนนี้คงหิวกันแล้ว...ทุกคนทานกันเลยดีกว่า” ผมเลี่ยงที่จะถูกชักพาเข้าสู่บรรยากาศเชิดชูอย่างวีรบุรุษมันทำให้รู้สึกกระดากกระอักกระอ่วน แล้วก็ไม่อยากได้อะไรเป็นการตอบแทน จึงเปลี่ยนเรื่องเชิญให้ทุกคนเริ่มจัดการอาหารตรงหน้ากันก่อนเมื่อมีโอกาสผมอาจซักประวัติทั้งคู่สักเล็กน้อย

            แล้วอืม...แต่รู้สึกว่านามสกุล ‘ เฮาเธอร์เวส ’ ฟังดูแล้วขัดหูพิกลหากต้องการออกเสียงให้ถูกต้องชัดเจนจริงๆ คงลำบากลิ้นอยู่บ้าง

             

            “ไมโอนี่ เคยช่วยผมไว้ ตอนนี้เธอเป็นเพื่อนผมแล้ว” จอสส์แอบสะกิดเจทเพื่อบอกสถานการณ์พลางตักน่องไก่ทอดส่งให้เพื่อนสาว ภายใต้ใบหน้าบวมปูดที่เต็มไปด้วยผ้าพันแผล จอสส์บอกพลางเผยรอยยิ้มเคอะเขินอย่างประหลาดชนิดที่ไม่ค่อยมีผู้ใดพบเห็น

            “เหรอจ๊า...อืม...” เจทม่านตาขยายขณะพยักหน้าพลางลอบสำรวจรูปลักษณ์เด็กสาวชื่อไมโอนี่ ที่คอยส่งรอยยิ้มเป็นประกายให้ทุกคน แล้วกลับมาลอบชำเลืองสีหน้ากรุ้มกริ่มของลูกชายตัวดี

            ทุกคนในครอบครัวย่อมรู้ดีว่าจอสส์ไม่เคยยอมรับใครเป็นเพื่อนพูดให้ถูกคือตั้งแต่เกิดมามันไม่มีเพื่อนแม้แต่คนเดียว แม้แต่เด็กในชั้นเรียนเดียวกันถึงจะไม่มีใครกล้ามารังแกแต่ก็ไม่มีใครอยากเข้าใกล้มัน เหล่าลูกๆคนงานยิ่งไม่ต้องพูดถึงถึงจอสส์จะไม่เคยรังแกใคร แต่พวกมันกลับกลัวหัวหดถ้าไม่จำเป็นก็ไม่อยากเจอหน้าเพราะตลอดมาพวกมันต่างเข็ดขยาดกับฝีมือการฝึกซ้อมอันหฤโหดของนายน้อยทุกครั้งที่ขึ้นเวทีจะรู้สึกไม่ต่างจากกระสอบทราย นับวันยิ่งมีแต่จะหายหน้า ถึงแม้ไม่กล้าเป็นศัตรูแต่ก็ไม่มีใครอยากผูกมิตรกับมัน

            แต่มาวันนี้กลับออกปากยอมรับไมโอนี่เป็นเพื่อนแล้วท่าทีขัดเขินมีเลศนัยของมันมีหรือจะรอดพ้นสายตาเจทอมพะนำแต่ก็พอเดาอะไรออกบ้าง...

            จอสส์เร่งปรับสีหน้าตัวเองให้เป็นปกติแล้วพยายามจัดการมื้อเช้าตรงหน้ากลบเกลื่อน ฝ่ามือที่ยังถูกพันด้วยผ้าพันแผลทำให้เขาติดขัดเล็กน้อย

            “สวัสดีค่ะน้าเจท” เด็กสาวรีบกล่าวทักทายเส้นสายบนใบหน้าเปี่ยมไปด้วยความสดใสร่าเริงก่อนหน้านี้จอสส์เคยเปรยเรื่องเกี่ยวกับครอบครัวให้ฟังบ้างแล้วจึงเรียกหาอย่างสนิทสนมราวญาติผู้ใหญ่

            “จอสส์บอกว่าแม่ของเขาทั้งสวยทั้งฉลาดใจดีอย่างกับนางฟ้า หนูคิดว่าที่จอสส์บอกมายังน้อยเกินไป” น้ำเสียงเด็กสาวช่างไร้เดียงสาและเต็มไปด้วยความใสซื่อ

            เจทเผยรอยยิ้มให้ไมโอนี่เธอรับรู้ได้ว่าเด็กสาวคนนี้ฉลาดหลักแหลม อายุเพียงเท่านี้ยังรู้จักพูดจา

             

            เมื่อเริ่มให้ความสนใจกับชุดเสื้อผ้าที่เหมาะสมกับเด็กสาวซึ่งการ์เซียเป็นคนอาสาดูแล จัดหามาให้ผลัดเปลี่ยนใหม่ สลัดคราบภาพลักษณ์เด็กเร่ร่อนอนาถาที่ดูตกยุคทิ้งไปผมเพิ่งจะตระหนักว่า แท้แล้วไมโอนี่เป็นเด็กสาวที่มีบุคลิกท่วงท่าสง่างามตั้งแต่เยาว์วัยแม้ร่างกายจะยังเติบใหญ่ไม่เต็มที่แต่รูปลักษณ์กลับสะดุดตาดูสมส่วนอากัปกิริยาเรียบร้อยน่ารัก ผิวพรรณดูนุ่มนิ่มน่าทะนุถนอม ใบหน้าเรียบเนียนเรียวโค้งรับกับรอยยิ้มที่เปิดเผยไร้สิ่งซ่อนเร้นแววตาไร้เดียงสาสดใสเป็นประกาย ราวกับจะสะกดให้เทพีมิตรภาพมาประดับข้างกายตลอดเวลา   

            เหล่าผู้คนที่ได้พบเห็นแม้ไม่ใช่ยอดอัจฉริยะยังสามารถคาดเดาอนาคตเมื่อยามเด็กสาวเติบโต ไม่พ้นต้องเป็นบุคคลผู้มีบุคลิกอันโดดเด่นรูปร่างหน้าตาหมดจดงดงาม จัดว่าหาได้ยากในหมู่มนุษย์เดินดินอย่างน้อยต้องหนึ่งในหมื่น

            ไมโอนี่เองก็ช่วยตักอาหารส่วนที่เป็นผักกะหล่ำต้มวางลงในจานบ้างเมื่อเห็นจอสส์กำลังติดขัดจากอาการบาดเจ็บ แล้วเห็นว่าในจานของเขามีแค่น่องไก่ทอดเพียงชิ้นเดียว

            ซึ่งไมโอนี่ไม่รู้มาก่อนว่าจอสส์เกลียดการกินผักขนาดไหนแต่แทนที่เจ้าเกรียนน้อยจะขยี้ทิ้งเหมือนทุกครั้ง ครานี้เขากลับมิได้ปฏิเสธเด็กสาวหรือออกปากทักท้วงหวงกั้นสักคำเดียวตั้งหน้าตั้งตากลืนกินพืชผักที่แสนชิงชังลงคอ ไม่เพียงไม่แอบคายทิ้งอย่างที่ทำประจำยังเลือกที่จะเปิดปากเป็นคำแรกอีกด้วย แม้จะรับรู้รสชาติที่ประหลาดฝาดคอแต่ยังพยายามเก็บอาการหนำซ้ำยังปั้นหน้าให้ดูเอร็ดอร่อยผิดธรรมชาติ

            โห! ภายในใจเจทตื่นเต้นระคนตกตะลึงไม่อยากเชื่อว่าเกิดอะไรขึ้นกับเกรียนน้อย ที่ยอมลงทุนกลั้นใจ ฝืนกินสิ่งที่ตนเองปฏิเสธมาตลอดชีวิตตั้งแต่จำความได้

            “ดีจ้า...เป็นเด็กดีต้องกินผักเยอะๆ...อ๊ะ..อันที่จริงจอสส์เขาชอบผักใบเขียวอย่างผักขมกับมะระมากกว่ากะหล่ำอีกนะ...”เจทบอกกับไมโอนี่แต่กลับเบนสายตาแฝงนัยยะมาทางเด็กหัวดื้อ...ได้ทีแล้วเธอเคยบังคับให้จอสส์กินผักโดยดีแต่มันไร้ผล หึหึ...แต่คราวนี้ไมโอนี่กลับทำสำเร็จ

            เมื่อเข้าใจว่าขาดตกอะไรไปได้ยินว่าจอสส์ชอบผักใบเขียวมากกว่าผักกะหล่ำสีซีดจาง ดังนั้นไมโอนี่ที่ไร้เดียงสาเชื่อถือปากคำน้าเจทโดยไร้ความกังขาเธอจึงเลือกตักแต่ผักที่มีสีเขียวเข้มอย่างมะระต้มกับผักขมเพิ่มลงในจานของจอสส์เป็นพิเศษ

            ไมโอนี่ตักอาหารใส่ปากตัวเองแล้วลอบมองว่าเมื่อไหร่จอสส์จะทานของโปรดที่เธอบรรจงตักให้เสียที ไมโอนี่ไม่เร่งร้อนอะไรได้แต่หยุดปากเคี้ยวกินส่งรอยยิ้มค้างเติ่งให้จอสส์ แล้วแววตาเป็นประกายก็สะกดค้าง บ่งบอกความสงสัยไม่แน่ใจเป็นเพราะจอสส์ยังเจ็บปากจนไม่อยากอาหาร

            หรือเธอทำอะไรผิดไป

            หากไม่วัดกันที่ระดับฝีมือทางการต่อสู้แล้วจอสส์ก็เป็นเหมือนเด็กชายธรรมดาทั่วไปที่เกลียดการกินผักทุกชนิดเป็นที่สุด เขาต้องลอบสูดลมหายใจลึกถึงก้นกบอยากจะกรอกตาเหลือกค้างขึ้นฟ้า ส่งฎีกาต่อสวรรค์ประท้วงคำพูดยุยงของผู้มารดาอย่างขัดใจแต่การกระทำเช่นนั้นจะทำให้ไมโอนี่รู้สึกเสียน้ำใจ ไม่อยากให้ความรู้สึกประทับใจซึ่งกันและกันที่เพิ่งก่อตัวต้องสะดุดหยุดลงไม่ว่าด้วยสาเหตุใด

            จึงบรรจงตักมะระกับผักขมเข้าปากค่อยขยับเคี้ยวกินอย่างเนิบช้า

            ฮึ่ม!!! (มันแอบผรุสวาทในใจ)

            รสชาติขมฝาดแหยะแหยงแผ่ซ่านทั่วกระพุ้งแก้มก่อนจะหลับตากล้ำกลืนลงในลำคออย่างยากลำบาก  แล้วที่หางตามีน้ำรั่วซึมเป็นหยดใสลอบแสดงการประท้วงต่อต้านจอสส์ยังฝืนรักษาภาพลักษณ์อันน่ายินดี แต่มันควรแนบเนียนเป็นธรรมชาติกว่านี้ มิใช่ปล่อยให้กล้ามเนื้อรอบปากหดเกร็งกระตุกค้างจนเกิดเส้นสายยับย่นบนใบหน้า

            พอเห็นสีหน้ายุ่งเหยิงซับซ้อนของอีกฝ่ายเด็กสาวเข้าใจว่าเด็กชายยังคงเจ็บปวดบาดแผลจะกลืนกินอะไรคงระคายเคือง จึงได้แต่ส่งกำลังใจผ่านรอยยิ้ม

            เมื่อเห็นไมโอนีวางใจคลายสงสัยแล้วจอสส์ก็ส่งประกายตาอันขื่นขม มองผู้เป็นแม่อย่างอับจนปัญญา  ฮึ่ม...แม่นะแม่...

            “ขอบใจนะจ๊ะไมโอนี่...เธอก็เป็นเด็กดี...” เจททำเป็นเมินสายตาแข็งค้างของลูกชายแล้วยังไม่หยุดกล่าวชมเชยเด็กสาวที่บังเอิญช่วยเธอจัดการกับเจ้าหัวดื้อได้สำเร็จพลางเผยรอยยิ้มมีเลศนัยส่งมาให้ผม

            ผมเองต้องแอบกัดฟันกลั้นรอยยิ้มไม่ให้หลุดออกมาแม้เพียงซี่เดียวรู้สึกว่าเจทจะได้รับชัยชนะบนโต๊ะอาหารแล้ว ในวันนี้

            ฟิวท์กับการ์เซียที่นั่งคู่กันรู้อยู่แล้วว่าอะไรเป็นอะไร พลางมองหน้ากันและต่างลอบเบือนหน้าไปทางอื่นค่อยปลดปล่อยรอยยิ้มก่อนมันจะกลายเป็นระเบิดเสียงหัวเราะรักษาความไม่ให้แตก เพื่อเจทจะได้มีความสุขนานขึ้นสักเล็กน้อย แล้วยังทำให้จอสส์ได้อร่อยกับการกินผักในมื้อต่อไป

            สก็อตทำหน้าครุ่นคิดอะไรบางอย่างแล้วลอบอมยิ้มเช่นกัน แต่ก็มิได้กล่าวอะไรออกมา

            ดูเหมือนว่าทั้งโต๊ะอาหารจะมีเพียงไมโอนี่คนเดียวที่เข้าใจว่าจอสส์ชอบกินผักจริงๆ

            และดูเหมือนเมียของผมจะปลื้มไมโอนี่ไม่น้อยแล้วเจทลงความเห็นบอกกับผมในภายหลังว่า อยากให้เด็กทั้งสองคนนี้โตขึ้นมาเป็นคู่กัน

            ถึงจอสส์กับไมโอนี่จะดูสนิทสนมกันอย่างรวดเร็วและดูจะเหมาะสมกันดีแต่เร็วไปที่จะหวังเช่นนั้น ทั้งที่พวกเขายังเป็นแค่เด็กน้อยตัวเล็กจ้อย เพราะเมื่อเวลาที่ทั้งคู่เติบโตขึ้นในโลกของทรีเวิร์ดย่อมเป็นไปได้ที่ต่างคนต่างจะมีอนาคตที่แตกต่างกันสุดขั้วถึงขนาดอยู่ในทางเส้นขนานที่มิอาจบรรจบกันก็เป็นได้

            ถึงไม่บอกก็รู้สายตาเป็นประกายของเจทที่ลอบพิเคราะห์ไมโอนี่ ตอบรับแสดงความชื่นชมและเธอยังเทคแคร์เด็กสาวด้วยตัวเอง ทำให้ผมรับรู้ได้ว่าเธอถูกชะตากับเด็กสาวคนนี้เข้าให้แล้ว

            ไม่เกิดขึ้นบ่อยครั้งนักที่เจทจะรู้สึกประทับใจหรือถูกชะตากับใครเป็นครั้งแรกที่ได้พบแม้เด็กสาวจะไม่ได้ทำอะไรเป็นพิเศษนอกจากนี้ก็ตาม

             

            เพียงแค่ได้พบเจอกันเป็นครั้งแรกก็สามารถดึงดูดผู้คนให้เข้ามาเป็นมิตรโดยง่าย ไม่ว่าจะเป็นจอสส์ ฟิวท์ การ์เซียไจโก้ เท็ดดี้ พวกเด็กเกเรลูกๆของคนงาน หรือแม้แต่เจททั้งหมดเป็นเวลาเพียงช่วงสั้นเท่านั้น

             

            แต่เดี๋ยวก่อน!...ผมยังไม่เห็นเด็กสาวตักอาหารที่เป็นพืชผักเข้าปากตัวเองสักคำเดียว

            หรือบางทีไมโอนี่ก็รู้อยู่แล้วว่าเด็กทุกคนไม่ชอบกินผักแม้แต่ตัวเอง ไม่รู้บังเอิญหรือไม่ แต่เธอใช้โอกาสนี้เอาใจคนเป็นแม่ทำแต้มสะสมไว้แต่เริ่มแรก...

            หืม...ถ้าอย่างนั้น!

            จู่ๆเกิดความคิดไร้สาระขึ้นมาเป็นสมมุติฐานเชิงเล่น

            หากเรื่องนี้ไม่บังเอิญแต่เกิดจากความคิดอ่านอย่างจงใจ และแสดงมันออกมาได้แนบเนียนอย่างเป็นธรรมชาติ ซ่อนเบื้องหลังไว้ภายใต้แววตาใสซื่อรู้ทั้งรู้ว่าเด็กไม่ชอบกินผัก แต่ยังเลือกใช้วิธียืมจอสส์เก็บคะแนน เพื่อเอาใจเจทกับผมถ้าไมโอนี่มีความสามารถหว่านล้อมผู้คนให้หลงใหล ด้วยคำพูดและการกระทำเพียงเล็กน้อยที่ดูสามัญแต่ผลลัพธ์กลับสร้างความสัมพันธ์ทางบวกมหาศาล ถึงขึ้นเรียกว่า ถูกชะตาหรือประทับใจเพียงแรกพบได้ล่ะก็...

            หากความสามารถนี้ถูกพัฒนาอนาคตของเด็กสาวคนนี้ย่อมไม่ธรรมดา

             

            ไมโอนี่เฮาเธอร์เวส

             

            เธอเป็นเด็กที่มีมุมมองความคิดลึกซึ้งเกินวัย

            หรือแท้แล้วเธอมีความเป็นมาอย่างไรกันแน่

             

            ~ คงเครียดและอ่อนเพลียเกินไปจริงๆจึงบังเกิดความคิดไร้สาระเช่นนี้ขึ้นมา ผมต้องส่ายศีรษะหลายครั้งเพื่อขับไล่ความคิดนี้ออกจากสมอง~

             

            หลังจากอิ่มหนำสำราญทุกคนก็แยกย้ายกันไปทำธุระส่วนตัว เจทเองก็ขอไปงีบหลับสักพัก แล้วผมยังคงเป็นคนสุดท้ายที่ลุกจากโต๊ะอาหารเช่นเคย

            อันที่จริงผมกังวลกับบางเรื่องที่ชอร์นบอกไว้ในห้องประชุมหากเป็นชอร์นเอ่ยปากเองผมย่อมไม่อาจมองข้าม แน่นอนต้องเป็นเรื่องสะกิดใจ เขาเตือนว่าที่เชิงเขาใกล้เขตหุบเขาหมอกอาถรรพ์มีค่ายทหารประจำการตอนนี้มีจุดที่น่าสังเกตบางอย่างบ่งบอกการเคลื่อนไหวผิดปกติ อาจส่งผลกระทบต่อฐานที่มั่นสุดท้ายแห่งนี้ไม่มากก็น้อยซึ่งในจุดนี้แม้แต่ทีมงานคนในตระกูลสเปนเซอร์เองยังไม่มีใครไหวตัวทัน

            ดังนั้นผมจึงสั่งการส่งทีมสอดแนมออกไปตั้งแต่เมื่อคืน แล้วตอนนี้ก็รอคอยรายงานจากสายสืบอย่างใจจดจ่อ

            จึงแยกตัวออกมาลำพังเดินลัดเลาะขึ้นไปยังจุดสูงสุดบนยอดเขาที่สามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์ได้ 360 องศาแล้วกำหนดจิตเพื่อเพ่งสายตาพิเศษที่สามารถมองเห็นรายละเอียดได้แม้ในระยะไกล

             

            ‘ดาร์กอาย ’

             

            ผมโฟกัสไปยังจุดที่ตั้งของค่ายทหารตามที่ชอร์นบอกแต่เชิงเขายังคงมีสายหมอกปกคลุมอยู่หนาตา จึงไม่พบอะไรที่เป็นสัญญาณความผิดปกติ

            สิ่งที่พบเห็นในผืนดงป่าเป็นเพียงสัตว์นานาชนิดและฝูงพรองฮอร์นที่มีจำนวนมากที่สุด ซึ่งนับเป็นสัตว์สงวนประจำท้องถิ่นในแถบนี้ พวกมันต่างออกหากินตามธรรมชาติบรรยากาศทั่วไปยังคงสงบสุขสันติไร้สิ่งคุกคาม ประดุจผืนน้ำในทะเลยามปราศจากคลื่นลม

             

            แต่ใครจะไปรู้พายุร้ายอาจกำลังก่อตัวหลังคลื่นลมสงบ