พลิกฟ้า ย่ำปฐพี

    บทที่ 8 ท่านไปรับยากับข้าเถอะ

    ตงฟางซานบอกให้ทุกคนออกไปก่อนเพื่อให้เว่ยเมิงพักผ่อนได้อย่างเต็มที่ มารดาของเว่ยเมิ่งจูบที่หน้าผากของเด็กน้อยเบาๆก่อนจากไป ตงฟางซานพยักหน้าให้เด็กน้อย ปิดประตูจากไปอีกคนเว่ยเมิ่งมองทุกคนออกจากห้อง ก่อนจะพยายามลุกขึ้นไปเปิดหน้าต่าง สายลมอื่อยเฉื่อยกับแสงอาทิตย์ในยามเช้าเข้าปะทะหน้าเด็กน้อยเบาๆ เว่ยเมิ่งสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ภาพของคนตายแว่บเข้ามาในหัว‘ข้าไม่ผิด เป็นของพวกเขาที่ทำร้ายปู่สุยกับพี่หลี่เยว์เอ๋อร์ก่อน’ ถึงแม้จะผิดแปลกจากเด็กคนอื่นไปซักหน่อย แต่เอาเข้าจริงๆแล้วเว่ยเมิ่งก็เป็นเพียงแค่เด็กแปดขวบคนหนึ่ง การฆ่าคนไม่ใช่เรื่องยาก ที่ยากก็คือจะแบกรับผลที่ตามมาอย่างไร ‘หากเขาพวกเขาไม่มา หากพวกเขาไม่ทำร้ายปู่สุย....’ เว่ยหมิ่งพยายามหาเหตุผลให้ตัวเอง“เจ้าหวาดกลัวหรือ?” เสียงๆหนึ่งถามมาจากข้างหลัง“ท่านอาจารย์ตง...” เป็นตงเจี้ยนสือที่กลับเข้ามาอาจารย์หนุ่มเดินไปหยิบเก้าอี้มาสองตัว ตัวหนึ่งให้เขานั่ง กับอีกตัวหนึ่งให้เว่ยหมิ่ง“หรือว่าเจ้ารู้สึกผิด?” ตงเฉี้ยนสือถาม พลางสะบัดมือขวาไปมา ถ้าหากสังเกตดีๆ ก็จะเห็นว่าที่มือขวามีรอยแดงเหมือนถูกเด็กกัดอยู่.......เว่ยเมิ่งก้มหน้าเงียบ เด็กน้อยเม้มปากเหมือนกำลังคิดคำตอบ“ข้า...ข้าคิดว่า ข้ารู้สึกผิด” เว่ยเมิ่งตอบด้วยน้ำเสียงไม่มั่นใจ“ทำไมละ? ไม่ใช้ว่าพวกเขาลักพาหลี่เยว์เอ๋อร์อีกทั้งยังทำร้ายปู่สุยจนตายเจ้าไม่คิดว่าพวกมันสมควรตายเลยรึ?”“ขะ ข้าไม่รู้ ข้าคิดเพียงแต่ว่าพวกเขาไม่มีสิทธิ์ทำร้ายปู่สุยกับพี่หลี่เยว์เอ๋อร์ ข้าไม่มีสิทธิ์บอกว่าพวกเขาสมควรตาย” เว่ยเมิ่งตอบ“แต่เจ้าก็ยังฆ่าพวกมัน เพราะอะไร?” สายตาของตงเจี้ยนสือคมกริบราวกับกระบี่ เค้นถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ เว่ยเมิ่งรู้สึกเหมือนถูกกดทับจากอากาศ“........เพราะข้าโกธรพวกเขา” เว่ยเมิ่งจ้องไปที่ตาของตงเจี้ยนสืออย่างไม่เกรงกลัว “เพราะพวกเขาทำให้ปู่สุ่ย‘ตาย’”ตงเจี้ยนสือมองดูเว่ยเมิ่งเงียบๆอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพนักหน้าให้ “ดี! ไม่เลวที่เจ้าเข้าใจความรู้สึกตนเอง ตอนนี้เจ้ากำลังสับสนอยู่ที่เจ้ารู้สึกผิดก็ไม่ใช้เรื่องแปลกอะไร”“การที่เจ้าสังหารพวกมันไปอาจไม่ใช่เรื่องถูกนักแต่กลับกันมันก็ไม่ใช่เรื่องที่ผิดซักทีเดียว มือสังหารเหล่านี้พรากชีวิตมานับไม่ถ้วน สังหารผู้คนโดยที่พวกเขาไม่ได้ยินยอมพร้อมใจ การที่เจ้าสังหารพวกมันไปก็เท่ากับปกป้องคนในอนาคตที่จะถูกพรากชีวิต”ตงเจี้ยนสือลูบหัวเด็กน้อยที่อยู่ตรงหน้า“จงอย่าได้ใช้ความตายพวกมันมากดทับเจ้าแต่จงใช้มันเป็นแรงผลักดันในการก้าวเดินต่อไป ในตอนนี้เจ้าอาจจะยังไม่เข้าใจแต่ซักวันหนึ่ง.......ข้าเชื่อเจ้าจะต้องเข้าใจมันได้อย่างแน่นอน ตอนนี้ข้าได้เพียงแต่สอนเจ้าได้เท่านี้แหละ”เว่ยเมิ่งมองดูตงเจี้ยนสือจากไป เด็กน้อยหันไปมองท้องฟ้านอกหน้าต่าง ดวงตาอันเปร่งประกายยไปด้วยพลังชีวิตไม่มีอีกแล้วซึ่งความลังเล...“พี่สาว! อย่าตีข้า! อย่าตี! ข้าจะไม่ทำอีกแล้ว!!” หลังจากหายจากอาการบาดเจ็บ เว่ยเมิ่งตั้งใจที่จะมาฝึกซ้อมอย่างจริงจังอีกครั้งหลังจากที่เลิกจริงจังกับมาสักพักแต่อนิจจา ยังไม่ทันที่มันจะได้จับกระบี่ไม้ ตงฟางเสวี่ยฟางก็ปรากฏตัวขึ้นจากที่ไหนก็ไม่รู้พร้อมกับไม้เรียว เด็กสาวไล่ตีก้นเด็กชายทั้งสองวิ่งไล่กันมารอบสนามฝึก หนึ่งคนวิ่งหนีหนึ่งคนไล่ตี ช่างเป็นภาพที่ชวนขำขัน“อย่าหนีนะ! เจ้า เจ้า เจ้า รู้วิชานิดหน่อยก็คิดว่าตนเองไร้เทียมทานเช่นตงฟางปุ๊ป้ายหรือไง!! รู้ไหมว่าข้าเป็นห่วงเจ้าขนาดไหน!? หึ่ม! หากวันนี้มารดาอบรมสั่งสอนเจ้าให้หายเลอะเลือนไม่ได้อย่ามาเรียกข้าตงฟางเสวี่ยฟาง!” “อือออ ท่านไม่ใช้มารดาข้า อือออ ท่านเป็นพี่สาวข้า อย่าตีข้า อืออ” เว่ยเมิ่งวิ่งไปน้ำตาไหลไป ก้นของเด็กน้อยแดงช้ำไปหมดแล้วในที่สุดตงฟางเสวี่ยก็ตี นายพักเหนื่อยถลึงตาใส่น้องชายของตนที่กำลังยืนร้องไห้อยู่ เด็กสาวบ่นพึมพำจับมือเว่ยเมิ่งเดินออกไปจากสนามฝึก“เดี่ยวนั้นเจ้-..........ไปดีมาดีจ้า” ตงเจี้ยนสือยิ้มอย่างยินดีที่เห้นเว่ยเมิ่งกลับมาตั้งใจฝึกอย่างจริงจัง ตอนที่เห็นเด็กสาววิ่งไล่ตีเด็กชายก็ไม่ได้ว่าอะไรยังร่วมขำไปด้วยซ้ำ แต่เมื่อเห็นตงฟางเสวี่ยฟางกำลังจะลากเว่ยเมิ่งออกไป มันก็ต้องห้ามอย่าช่วยไม่ได้ อย่างไรก็ตามมันก็ต้องชะงักเมื่อเห็นตงฟางเสวี่ยฟางขมวดคิ้วมาทางมันอย่างไม่พอใจกับยิงฟันโชว์เขี้ยวแหลมๆ ทำให้มันไม่มีทางเลือกนอกจากอวยพรให้ทั้งเดินทางปลอดภัย ‘ไม่เป็นๆ เจ้าตัวเล็กเพิ่งฟื้นเองนี่ ให้ยัยตัวน้อยพาไปเล่นก่อนก็ได้.......’พี่สาวจูงมือน้องชายกลับไปที่บ้าน ตงฟางเสวี่ยฟางพาเว่ยเมิ่งไปที่ห้องของตน เด็กสาวนั่งลงที่เตียงก่อนจะให้เด็กชายคุกเข่า“เจ้าโง่หรือป่าว?” ตงฟงเสวี่ยฟางถามเว่ยเมิ่ง“...ข้าไม่โง่” เว่ยเมิ่งตอบทั้งคราบน้ำตา“ถ้างั้นทำไมเจ้าถึงไปเสี่ยงชีวิตกับไอ้พวกสารเลวนั้น! ผู้ใหญ่เก่งๆในหมู่บ้านก็มีตั้งเยอะแยะ ทำไมเจ้าไม่รอให้พวกเขาไปจัดการ!? เจ้าจะไปเสียงชีวิตกับพวกมันทำไม!”เว่ยเมิ่งบ่อน้ำตาเริ่มแตกอีกครั้ง ช่างเป็นที่น่าชวนพิศวงที่เด็กน้อยคนหนึ่งสามารถทนรับการถูกกระบี่ทิ่มแทงหรือฝ่ามือผสานลมปราณเข้าที่หัวได้โดยไม่ร้อง แต่กลับมาบ่อน้ำตาแตกที่โดนพี่สาวดุด่าตงฟางเสวี่ยฟางถอนหายใจเมื่อเห็นว่าน้องชายกำลังจะร้องไห้อีกแล้ว นางโบกมือไปมา “ช่างมันๆ ไม่ต้องร้องแล้ว”เด็กน้อยยิ้มอย่างดีใจทั้งคราบน้ำตา เด็กสาวถลึงตาใส่ปนขำ ดูเถิดน้องชายข้าน่ารักขนาดนี้และจะให้นางฝืนใจดุด่าต่อไปได้อย่างไร........“มาๆ ต่อไปนี้เจ้าไม่ต้องไปเรียนฝึกดงฝึกดาบกับอี่ตาอาจารย์กวนประสาทนั้นให้อันตรายแล้ว เจ้ามาเรียนกับพี่สาวเนี่ยเนี่ยแหละ” “เอ๋ พี่สาวใช้กระบี่เป็นด้วยหรือ?” เด็กน้อยเอียงคอถามอย่างสงสัยตั้งแต่เล็กจนโตมันไม่เคยเห็นพี่สาวถือกระบี่เกินสามหายใจเลยด้วยซ้ำ“หึหึ อย่าเอาศาสตร์ของพี่สาวไปเปรียบเทียบกับศาสตร์ชนชั้นใช้แต่กำลังแบบนั้นเลย ที่พี่สาวจะสอนเจ้าคือศาสตร์ที่พี่สาวกล้าเอาหัวเป็นประกันเลยว่าต่อให้เจ้าเดินทางไปทั่วแผ่นดินนี้ก็ไม่มีใครเชี่ยวชาญเท่าพี่สาวอีกแล้ว” ตงฟางเสวี่ยฟางกอดอกเชิดหน้าขึ้นและได้ใจเข้าไปอีกเมื่อประกายตาวิบวับของน้องชาย“ศาสตร์อะไรหรือพี่สาว?” ดวงตาของเว่ยเมิ่งส่องประกายตื้นเต้น“ฮึ มันคือ......อักษรศาสตร์ยังไงเล่า!!!” ตงฟางเสวี่ยฟางเชิดหน้าจนคอแทบหักอยู่แล้ว“...............”“พี่สาวบอกไว้ก่อนเลยนะ สำหรับพี่สาวแล้วภาษาอังกฤษนะเด็กๆ พี่สาวนะเชี่ยวชาญทั้งภาษจีน ภาษาฝรั่งเศส ภาษาเยอรมัน ภาษารัสเซีย อ่อๆ ภาษาสเปนพี่สาวก็เก่งน้าขอบอก~”“................”“พี่สาว...”“หืม”เว่ยเมิ่งลุกขึ้นแตะหน้าผากของพี่สาว เด็กน้อยละมือออกทำหน้าสงสัยมองมือที่ไม่ได้รู้สึกความร้อนอะไร เด็กน้อยกุมมือพี่สาวไว้จ้องมองตาพี่สาวด้วยสีหน้าจริงจัง“พี่สาวข้าสามารถขอร้องลุงฟงให้จัดยาให้ท่านก่อนได้นะ ท่านรีบไปรับยาที่กระท่อมลุงฟงกับข้าเถอะ”“..........................”“Figure four leg lock!!!” “อ้าาาาา” อยากติเตียนหรืออยากให้แก้ไขอะไรก็สามารถ comment ไว้ได้เลยนะครับ