Age of war

    ตอนที่ 118 สงครามหน้าลานคริสตัล (2)

    ***ว่าที่ผู้กล้าเผ่ายักษาในอนาคต (?) [บานา]

    บรรยากาศโดยรอบเริ่มตึงเครียดมากขึ้น

    ข้าไม่เคยเห็นการต่อสู้ของเผ่าตัวจิ๋วที่ดูจริงจังขนาดนี้มาก่อน

    "รีบไปเร็วกิว! "

    เจ้าตัวจิ๋วที่มีผมสีเงินสวมชุดพริ้วบางสีขาวแผดเสียงดังด้วยภาษาของเผ่ายักษา

    "งั้นฝากด้วย! "

    ข้าไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากเชื่อใจเจ้าตัวจิ๋วพวกนี้

    กลุ่มของพวกเราเริ่มหันหลังวิ่งไปทางใต้โดยมีข้าเป็นคนนำทัพ

    แต่การหันเก้าสิบองศาโดยมีฝูงชนจำนวนมากไม่ใช่เรื่องง่าย

    แถวพวกเขายังเป็นชาวบ้านธรรมดาที่ไม่ใช่ทหารอีก ดังนั้นจึงเกิดความตื่นตระหนกเกิดขึ้นมา

    แต่ข้าไม่ยอมให้เกิดความวุ่นวายในขบวนทัพของข้าได้ง่าย ๆ หรอกนะ

    "ทุกคนอย่าตื่นตระหนก จงตามเสียงของข้ามา! "

    การแผดเสียงดังลั่นของข้านั้นทำให้ฝูงชนเริ่มรู้ตัวว่าควรทำอะไรต่อไป

    ข้าจะใช้ทุกสิ่งเพื่อรวมหัวใจของกลุ่มคน แล้วตีฝ่าออกไปจากลานกว้างแห่งนี้ให้ดู

    "ไม่ปล่อยให้หนีหรอกดิก! "

    หน่วยสีดำจำนวนสิบคนของศัตรูที่บินบนท้องฟ้าเริ่มเปล่งแสงสว่างออกมาอีกครั้ง

    จะใช้อาคมเวทอีกแล้วหรือ?

    "ไม่ปล่อยให้ทำได้หรอกกิว! "

    "สายฟ้าฟาดออง! "

    เผ่าตัวจิ่วที่ร่วมการต่อสู้ตรงหน้ามีมากกว่าหนึ่งพันคนโดยมีนางฟ้าขาวเหลืองสองคนเป็นผู้นำ

    ในขณะที่ศัตรูมีแค่สิบคน

    ลูกไฟและหอกน้ำแข็งได้ถูกโปรยปรายลงมาจากอากาศที่ว่างเปล่า

    อากาศร้อนและอากาศหนาวได้เริ่มก่อตัวขึ้น

    สายลมเริ่มหมุนวนพัดโหมกระหน่ำ

    ประกายไฟฟ้าวิ่งโลดแล่น ปริแตกในที่ว่างของอากาศ

    ถึงศัตรูจะมีเพียงสิบคน แต่ฝ่ายเรามีเผ่าตัวจิ๋วที่ใช้อาคมได้ถึงหนึ่งพันคน

    ความต่างของจำนวนมันชัดเจนตั้งแต่แรกแล้ว

    แต่ทว่ามันช่างน่าแปลก

    ทำไมอาคมที่เกิดจากคนเพียงสิบคน กลับดูรุนแรงและร่ายได้รวดเร็วเทียบเท่ากับอาคมที่เกิดจากความร่วมมือของคนนับพันกันได้?

    พลังของทั้งสองฝ่ายเริ่มปะทะกัน ณ ใจกลางอากาศ

    เปลวไฟที่ร้อนแรงทำให้กระแสลมเริ่มผิดเพี้ยน

    ความร้อนจากสายฟ้าหลอมละลายหอกน้ำแข็งที่โปรยปราย

    การโจมตีของทั้งสองได้หักล้างซึ่งกันและกันอย่างรุนแรง

    "ไม่มีคริสตัล&--$แล้วคิดว่าจะต้านไหวหรือพวย! "

    เนื่องจากข้ายังไม่เก่งภาษาเผ่าตัวจิ๋ว จึงจับใจความที่พวกมันพูดไม่ได้ทั้งหมด

    แต่ที่รู้อย่างหนึ่งคือพวกเรากำลังเสียเปรียบ

    ทั้งที่ศัตรูมีเพียงสิบคน แต่กลับสามารถโจมตีทะลุอาคมป้องกันของฝ่ายเราเข้ามาได้

    มีผู้โชคร้ายที่ถูกหอกน้ำแข็งกับเปลวไฟแผดเผาไปบ้างแล้ว

    "ฆ่าพวกเดียวกัน พวกแกไม่รู้สึกอะไรเลยหรือกิว! ดีลอนิก จัสเซียร์! "

    "คะ.. ใครคือดีลอนิกกันดิก อะ… อีกอย่าง … มะ… มันคือคำสั่งนะดิก! "

    "คำสั่งบ้าบอนะสิออง แค่นี้คิดเองไม่เป็นหรือออง! "

    ทั้งสองฝ่ายเริ่มเร่งพลังอาคมและแลกเปลี่ยนการโจมตีที่รุนแรงมากขึ้น

    บทท้องฟ้าเต็มไปด้วยประกายแสงและฝนเปลวไฟ

    ภูมิประเทศของลานกว้างเต็มไปด้วยหลุมบ่อ

    เปลวไฟพวยพุ่ง สายฟ้าฟาดฟัน พายุงวงช้างพัดกระหน่ำ และหอกน้ำแข็งโปรยปราย

    ราวกับเป็นภาพของขุมนรก

    "ระวัง! "

    การต่อสู้นั้นไม่ได้เกิดเพียงแค่บนท้องฟ้าอย่างเดียว

    ตรงหน้าของพวกเรายังมีอสูรดินโกเลมอยู่

    อสรพิษเก้าหัวได้ชูคอขึ้นสูง

    พวกมันเคลื่อนไหวประชิดพวกเรา แล้วใช้หัวทั้งเก้าพุ่งเข้ากินเหยื่อตรงหน้า

    ขากรรไกรที่กว้างกว่าสองเมตร สามารถกลืนร่างของเผ่ายักษาขนาดใหญ่ลงไปได้อย่างง่ายดาย

    เขี้ยวที่สร้างจากโลหะแข็งได้ปักลงบนร่างของผู้เคราะห์ร้าย

    เลือดสีดำท่วมปากของมัน พร้อมกับร่างของพรรคพวกข้าที่แน่นิ่งจากไป

    "หน่อย! หน่วยคำรามจงสนับสนุนพวกตัวจิ๋ว หน่วยประชิด มาช่วยข้าสกัดอสูรดินพวกนี้ซะ! "

    "รับทราบ! "

    กระสุนสังหารจากแนวหลังถูกสาดใส่ขึ้นท้องฟ้าเพื่อสนับสนุนพวกตัวจิ๋ว

    "ดิก!? "

    การโจมตีสนับสนุนนั้นช่วยรบกวนการร่ายอาคมของศัตรู

    กระแสคลื่นพายุกับสายฟ้าเริ่มเป็นฝ่ายกลับมากลืนกินการโจมตีกระแสหอกน้ำแข็งกับฝนเปลวเพลิง

    ตอนนี้คงหมดห่วงปัญหาการโจมตีจากบนฟ้าได้แล้ว

    ปัญหาที่เหลือคงเป็นพวกศัตรูตรงหน้า ว่าข้าจะสามารถต้านทานพวกมันได้นานแค่ไหน

    "แอร์บาส์ร เจ้านำคนไปทางใต้ก่อนเลย ลากพวกมันไปใส่พวกตัวเขี้ยวให้ได้! "

    "ตัวเขี้ยว? "

    "ที่พวกเจ้าเรียกว่าเผ่ามนุษย์มดไง! "

    ว่าแล้วกลุ่มชาวบ้านที่นำโดยแอร์บาส์รก็เริ่มเคลื่อนไปทางใต้ และเหลือแค่พวกเรา หน่วยยักษาแห่งปฐพีที่ยืนเป็นแนวกำแพงขวางพวกมันเอาไว้

    เอาละ ได้เวลาเพิ่มกำลังใจของกองทัพแล้ว

    "หน่วยยักษาแห่งปฐพีของข้า พวกเจ้าฝึกร่างกายมาเพื่ออะไร! "

    "ปกป้องคนอ่อนแอ! "

    "กล้ามเนื้อของเจ้ามีเพื่ออะไร! "

    "เพื่อใช้บดขยี้ศัตรูให้ป่นปี้! "

    "และศัตรูของเราคือใคร! "

    "อสูรดินโกเลม! "

    "หน่วยยักษาแห่งปฐพี บุกโจมตี! "

    "โอ๊ว! "



    ***ผู้กล้าทมิฬ [สเลบ]

    " รายงานท่านราชินีทั้งห้า ขุนพลคอมมิวตายไปพร้อมกับดีอ้อนแล้ว ได้โปรดสั่งการต่อด้วยครับ"

    กระผมกับขุนพลที่เหลือกำลังรายงานผลการจับกุมดีอ้อนที่ล้มเหลวให้พวกท่านฟัง

    " ช่วยไม่ได้ งั้นเปลี่ยนแผน"

    ราชินีแฟตหันไปมองราชินีท่านอื่น

    " พวกเจ้า… เตรียมใจพร้อมแล้วหรือยัง? "

    "มันช่วยไม่ได้แล้วนี่"

    "ถ้าเป็นการสงคราม เธอนั้นเชี่ยวชาญที่สุดในหมู่พวกเราแล้ว เชิญเธอนำทัพได้เลยราชินีแฟต"

    คำพูดขององค์ราชินีทำให้กระผมเริ่มรู้สึกหวาดเสียวไปทั่วร่างกาย

    พวกท่านคงไม่คิดที่จะ…

    " (นี่คือเสียงของราชินีทั้งห้า พวกเรา เผ่าอาร์โธร์โพดา ขอสั่งให้ทุกคนจงเตรียมพร้อมรบ! เป้าหมายคือคริสตัลแห่งชีวิตของเผ่าอื่น!) "

    คำสั่งขององค์ราชินีได้ถูกกระจายออกไปผ่านทางคลื่นสมอง

    ถ้าหากคุมสถานการณ์ไม่อยู่ แผนสำรองคือการบุกทำลายคริสตัลและขึ้นเป็นผู้ชนะก่อนที่เมืองหรือเผ่าของเราจะวอดวาย

    นั่นคือสิ่งที่ท่านราชินีแฟตวางแผนเอาไว้

    ในที่สุด… คำสั่งที่ผมไม่อยากรับมาทำที่สุดก็เกิดขึ้นจริงแล้ว

    " (ราชินีฟรีด้า ฝากเรื่อง [หัวทะลวงแผ่นดิน] หน่วยของฮอน์เนสกับอลูฟบุกไปยึดคริสตัล คนที่เหลือฝากเรื่องสนับสนุนขัดขวางกำลังเสริมของศัตรู ทุกหน่วยบุก!) "

    " (รับทราบครับ!) "

    ทุกคนส่งเสียงขานรับพร้อมกัน

    "..."

    มีเพียงแค่ผมที่ไม่ตอบรับคำสั่งออกไป

    ผมลุกขึ้นยืนหันไปมองทางทิศตะวันออกของลานกว้าง

    ที่ตรงนั้นมีกลุ่มของบานากำลังปะทะกับสัตว์ดินอยู่

    แค่ดูก็รู้ว่าเป็นการต่อสู้เพื่อปกป้องผู้คนโดยไม่สนว่าคนที่ถูกช่วยจะมาจากเผ่าไหน

    ความจริงผมอยากต่อสู้แบบนั้นมากกว่าการต่อสู้เพื่อทำลายล้าง

    แต่นั่นมันเป็นการขัดคำสั่งของราชินี

    ผมควรจะทำยังไงดี…

    " (อีกเรื่อง ถ้าหากว่าไม่ใช่ศัตรู ก็จงเข้าไปช่วยตามเห็นสมควรซะ) "

    "ท่านราชินี! "

    ผมหันไปมองทางท่านราชินีแฟตอย่างไม่เชื่อสายตา

    คนแบบยัยป้านี่รู้จักคิดช่วยเหลือคนอื่นด้วยเรอะ!?

    "เสียมารยาท ความคิดมันไหลผ่านคลื่นสมองมาถึงฉันหมดแล้วยะ! อีกอย่าง ฉันคิดว่าการผูกมิตรกับต่างเผ่าเอาไว้มันก็ดีเหมือนกัน เวลาจบสงครามจะได้มีเสียงต่อต้านน้อย ฉันไม่ได้ทำเพราะเข้าใจหัวอกแกหรอกนะเจ้าสเลบ อย่าเข้าใจผิดไปละ! "

    "ขอบคุณครับท่านองค์ราชินี! หน่วยแฟต ตามข้าพเจ้ามา เป้าหมายคือพวกสัตว์ดินทิศตะวันออก พวกเราไปช่วยกลุ่มคนตรงนั้น และเข้าขวางพวกศัตรูเพื่อเปิดเส้นทางให้หน่วยอื่นบุกคริสตัลกัน! ทุกคน เดินหน้าได้! "



    ***ว่าที่ผู้กล้าเผ่ายักษาในอนาคต (?) [บานา]

    ยังกับกองทัพช้างขยี้กองทัพมด

    แต่คนที่เป็นมดนะคือพวกข้า

    พวกเราแทบจะไม่ใช่คู่มือของพวกมันเลย

    " อ๊ากก.! "

    " ท่านบานา ช่วยข้า--..."

    เลือดสีดำจำนวนมากเริ่มท่วมไปทั่วบริเวณจนกลายเป็นแอ่งน้ำทมิฬที่ส่งกลิ่นฉุนจมูก

    "หน่อยแน่! "

    ข้าระเบิดพลังโกรธ ใช้แขนทั้งสองข้างง้างปากของอสูร ก่อนจะฉีกขาดครึ่งด้วยพละกำลังที่มากกว่า

    แต่ถึงจะฉีกขาดไป มันก็ฟื้นฟูกลับมาได้อยู่ดี

    ตั้งแต่สู้มา มีเพียงสิบตัวที่ข้าโชคดีสามารถทำลายแกนของมันได้สำเร็จ

    "ถ้ามีอาวุธละก็…"

    ลูกน้องของข้าหายไปมากกว่าครึ่งแล้ว

    แนวป้องกันเริ่มพังทลาย

    อีกเพียงไม่ถึงสิบนาที พวกมันคงสามารถไล่ตามกลุ่มของแอร์บาส์รได้สำเร็จ

    การต่อสู้บนฟ้าที่ฝ่ายเราได้เปรียบเพราะจำนวน กลับกำลังเริ่มเสียเปรียบเพราะการสนับสนุนจากพื้นกำลังเริ่มหายไป

    เปลวไฟและหอกน้ำแข็งเริ่มกลับมากลืนกินพื้นที่ปะทะของพายุและสายฟ้า

    "แย่แล้ว พวกกองทัพมนุษย์มดบุกมาทางนี้แล้วบานา! "

    "ว่ายังไงนะ! "

    ข้าหันไปดูทางใต้ตามต้นเสียงของแอร์บาส์ร

    กองทัพเกราะสีดำกำลังวิ่งโถมตรงเข้ามาทางนี้

    และผู้ที่วิ่งนำอยู่แถวหน้าสุดคือบุรุษที่ข้ารู้จักเป็นอย่างดี

    "สเลบ…"

    บุรุษยอดฝีมือที่มีชื่อว่าสเลบ

    เขาวิ่งตรงมาทางพวกข้าพร้อมกับกองทัพที่มีอาวุธครบมือ

    จำนวนนั้นมากเหลือจะนับไหว

    แต่จิตสังหารของเขานั้นไม่ใช่พุ่งเป้าตรงมาที่พวกข้า

    ไม่ใช่อย่างแน่นอน ข้ารู้สึกได้

    "ไม่ต้องไปสน เจ้านำคนวิ่งส่วนไปทางใต้เลย พวกเขาไม่ใช่ศัตรู! "

    "รู้ได้ยังไง? "

    "เชื่อข้าเถอะ! "

    "... ได้"

    ถึงจะสงสัย แต่เขายอมเชื่อมั่นในตัวข้าแล้วนำคนวิ่งตรงไปทางกองทัพของสเลบโดยลดอาวุธในมือของตัวเองลงมา

    คลื่นสีดำได้วิ่งสวนกลุ่มของพวกเขาโดยไม่มีการโจมตีใด ๆ เกิดขึ้น

    "ขอบใจมากสเลบ! "

    "ยังไม่ทันบอกเลยว่ามาช่วยนะครับ"

    "แต่ทำไปแล้วไม่ใช่หรือ? ฮะ ฮะ ฮะ แถมเจ้าพูดภาษาของเผ่าข้าได้ชัดไม่เบาเลยนี่"

    “...”

    ด้วยการช่วยเหลือของกองทัพของอดีตศัตรู พวกเราจึงผ่านวิกฤติมาได้แบบฉิวเฉียด

    แสงพลังงานสีฟ้าที่ร้อนแรงได้แผ่พุ่งเข้าทำลายอสูรดินโกเลมจนแตกสลายก่อนจะแน่นิ่งไป

    มันรุนแรงจนสามารถหลอมทั้งเนื้อและแกนของมันไปได้พร้อมกัน

    "บานา อยากได้อาวุธแบบไหน! "

    "ดีเลย งั้นขอตรีศูลสักเล่มสิ! "

    "เอาไป"

    "ทำไมสั้นจังฟะ"

    "อย่าบ่นมากนักเลยน่า"

    ข้ารับตรีศูลสีดำที่ถูกโยนมาจากลูกน้องคนหนึ่งของสเลบ

    มันเป็นตรีศูลที่สร้างจากวัสดุที่ข้าไม่รู้จัก มีสีดำ และยาวเพียงแค่หนึ่งเมตรครึ่ง

    แต่ข้าสัมผัสได้ว่ามันกำลังดูดพลังงานบางอย่างออกจากร่างกายอยู่

    รู้สึกได้ว่าอาวุธเล่มนี้ดีกว่าอาวุธที่เผ่าของข้าเคยสร้างมาทั้งหมด

    และไม่เพียงแค่ข้า พวกเขายังโยนอาวุธให้กับลูกน้องของข้าด้วย

    "ขอบคุณมาก! "

    ข้าหันไปทางศัตรูพร้อมกับแทงตรีศูลออกไป

    รู้สึกได้เลยว่ามีพลังงานจำนวนมากถูกดูดไหลผ่านผ่ามือไปรวมอยู่ที่ปลายของตรีศูล

    แล้วพริบตานั้นแสงสีฟ้าสามเส้นก็สาดส่องพุ่งตรงออกไปอย่างรุนแรง

    หัวของอสูรถูกทำลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยไปอีกตัว

    "เยี่ยม! "

    พอจัดการได้ตัวหนึ่ง อีกตัวก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าราวกับจะเติมเต็มตำแหน่งของเพื่อนมันที่ว่างลงไป

    ชั่วพริบตานั้นเองที่สายตาของข้าได้บังเอิญไปสบตากับของสเลบ

    “ลุย! ”

    ข้าแผดเสียงร้องเป็นสัญญาณเปิดตัว

    วิ่งเข้าดงศัตรูพร้อมกับอาวุธในมือ

    ปล่อยให้มันดูดพลังจากร่างกายอย่างอิสระ แล้วแทงกระหน่ำออกไปราวห่าฝน

    ตรีศูลเพียงหนึ่งได้แยกออกราวกับว่ามีนับร้อยนับพัน

    หัวทั้งสามถูกทำลายสิ้นไปถึงครึ่งในสองวินาที

    “ไฮยะ! ”

    ข้ากระโดดหลบการโจมตีจากหัวที่เหลือซึ่งกำลังพุ่งเข้ามาหา

    หมุนตัวตีลังกากลับหลังแล้วใช้มือข้างซ้ายคว้าปลายเขี้ยวของมันเอาไว้

    ก่อนจะใช้พละกำลังของตัวเองจับมันทุ่มเข้าใส่ไปทางสเลบ

    สเลบใช้แขนทั้งสี่ข้างวาดออกไปรอบตัว

    ดาบดำทั้งสี่เล่มเริ่มส่องประกายแสง

    เขาอยู่ในท่าเตรียมพร้อมโจมตีราวกับรับรู้ได้ว่าข้าจะทุ่มมันไปหาเขา

    “@! #%& ดาบประกายแสงสี่ทิศ! ”

    สเลบเปล่งเสียงดังกังวาลพร้อมกับเกิดคลื่นดาบออกมาจากดาบทั้งสี่

    ดาบดำเหล่านั้นถูกวาดเป็นลวยลายสวยงามประดุจผลงานศิลป์ ก่อนที่จะเข้าไปแยกร่างของอสูรดินโกเลมเป็นสี่ส่วน

    ข้าเห็นแกนกลางที่เหลือถูกตัดขาดเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย

    แต่การต่อสู้ของพวกเรายังไม่จบ

    ข้าวิ่งบุกต่อไปข้างหน้าโดยมีสเลบวิ่งไล่ตามหลัง

    ใช้ร่างกายกับพละกำลังอันล้นเหลือบุกโรมรันศัตรู แทงทะลายกำแพงตรงหน้า หักเขี้ยวของมัน แล้วจับโยนไปทางสเลบ

    สเลบตอบสนองการกระทำของข้าอย่างฉับพลัน บุกเข้าฟาดฟันด้วยดาบทั้งสี่ ก้มตัวไหลลื่นผ่าน ผ่าร่างของศัตรูพร้อมกับทำลายแกนกลางของมันจนสิ้นสลาย

    ตัวที่สอง ตัวที่สาม จนกระทั้งตัวที่สี่

    สังหารศัตรูอย่างต่อเนื่องราวกับเครื่องจักรสงครามที่ไม่มีวันหยุดลงได้

    ประดุจอสูรขนาดยักษ์ที่ออกตัววิ่งแล้วไม่สามารถหยุดมันลงได้

    ขบวนทัพของอสูรดินโกเลมตรงหน้าข้าเริ่มแตกกระเจิงออก

    ถึงนี่จะเป็นครั้งที่สองที่ร่วมต่อสู้ด้วยกันอย่างจริงจัง แต่พวกเราสามารถเข้าขากันได้เป็นอย่างดี

    ราวกับว่าพวกเราสองคนนั้นเป็นสหายที่ร่วมต่อสู้กันมาอย่างโชกโชน

    ซึ่งนั่นไม่แปลก

    เพราะในอดีตข้าเคยต่อสู้กับมันมาหลายต่อหลายครั้งแล้ว

    ดั่งที่ว่าศัตรูคู่แค้นคือมิตรสหายรู้ใจที่แท้จริงยิ่งกว่าใคร

    “หน่วยโจมตีระยะไกล ไม่ต้องสนใจพวกอสูรดินโกเลมแล้ว จงยิงสนับสนุนภาคพื้นอากาศเพียงอย่างเดียวซะ! ”

    ข้าตะโกนสั่งการเหล่าลูกน้องที่เหลือ

    "ดิก!? "

    “พวย! ”

    กระสุนนับพันถูกยิงโจมตีขึ้นสู่ท้องฟ้าอีกครั้ง

    ไม่สิ คราวนี้อาจมีเป็นหมื่น ๆ นัดเลยทีเดียว

    กองทัพสีดำของสเลบกำลังช่วยยิงโจมตีขึ้นท้องฟ้าไปที่กลุ่มศัตรูพร้อมกับหน่วยของข้า

    ยอดฝีมือทั้งสิบคนของศัตรูเริ่มรวนเรและตื่นตระหนก

    “อ๊าก! ”

    “ไม่นะดีลอนิก! พวยยยยยย! ”

    ข้าเห็นศัตรูถูกยิงดับไปถึงครึ่งหนึ่ง

    “ถอย---”

    “ห้ามถอยยัน ขอสั่งเหล่าโกเลมในฐานะประธานธิบดี เปิดโหมด@! $#^! ”

    สตรีเผ่าตัวจิ๋วที่ดูเป็นหัวหน้าของศัตรูซึ่งบินอยู่ ณ จุดสูงสุดจนยากจะเล็งยิง เธอคนนั้นกำลังตะโกนอะไรบางอย่างออกมาอยู่

    “มันพูดว่าอะไร? ”

    “เธอพูดว่าโกเลมยักษ์นะครับ…”

    สเลบหันมาตอบข้อสงสัยให้กับข้าด้วยภาษาของเผ่ายักษา

    “โกเลมยักษ์!? ”

    ข้าหันไปมองทางศัตรูอีกครั้ง

    พวกอสูรดินโกเลมกำลังพุ่งเข้ามารวมตัวกันอย่างรวดเร็ว

    “อย่าปล่อยพวกมันให้รวมตัวได้ โจมตีทำลายพวกมันเดียวนี้! ”

    กระสุนนับร้อยนับพันถูกยิงถาโถมเข้าใส่เหล่าอสูรดินโกเลมที่กำลังรวมร่างกัน

    เสียงระเบิดดังกึกก้อง ชิ้นส่วนดินแตกระแหง แต่ความเร็วในการรวมตัวกลับไม่ลดลงเลย

    ซ้ำร้ายยังดูเหมือนว่าจะเป็นการเพิ่มความแข็งแกร่งให้พวกมันเสียอีก

    กระสุนลำแสงเริ่มเบนหักออกในตอนที่ผิวสีน้ำตาลเริ่มกลายเป็นผิวโลหะมันวาว

    พวกมันดูดกลืนผิวดินและวัสดุโดยรอบเข้าไปภายในร่างของมัน

    ร่างของมันตัวใหญ่มากขึ้น… ใหญ่จนบดบังรัศมีแสงอาทิตย์ที่กำลังสาดส่องลงมาจากท้องฟ้า

    ตัวบ้าอะไรวะเนี่ย…

    มันมีขนาดสูงกว่าห้าสิบเมตร มีหัวอสรพิษนับร้อย ดวงตาสีแดงฉานราวกับกำลังลุกเป็นไฟ มีปีกที่กว้างใหญ่ อีกทั้งยังมีแสงสว่างพวยพุ่งออกมาจากปากนับร้อยของพวกมัน

    ราวกับอสูร [ไทฟอน] ในตำนานที่เกิดจากพระแม่ไกอา เทพผู้สร้างโลกของพวกเราเผ่ายักษา

    “เหวอ ไทฟอน!? ”

    พวกเผ่ายักษาน้อยต่างกรีดร้องชื่อนั้นออกมาเป็นเสียงเดียวกัน

    เดียวนะ ที่โลกของเผ่ายักษาน้อยเองก็มีอสูรไทฟอนเช่นกันหรือ?

    แต่เรื่องนั้นช่างมันไปก่อนเถอะ

    “คิดว่าล้มมันไหวมั้ย? ”

    “ไม่ไหวก็ต้องไหวไม่ใช่หรือ [อสูรแห่งอัคคี-บานา] ? ”

    “ [อสูรแห่งอัคคี-บานา] ? ”

    “ฉายาที่เผ่าพวกผมตั้งให้กับนายนะครับ”

    “ข้าชอบวะ ฮะ ฮะ ฮะ! ”

    ข้าเงยหน้าไปประจันกับเจ้าอสูรไทฟอนตรงหน้า

    ไม่เคยคิดฝันว่าจะมีวันได้ปะทะกับอสูรในตำนานอีกครั้ง

    เข้ามาเลยเจ้าไทฟ---

    *โกรววววว! *

    ในตอนนั้นเองที่มีเงามืดขนาดยักษ์ไม่แพ้กับขนาดตัวของไทฟอนบินฟาดผ่านเหนือหัวของพวกเรา

    ลำแสงทำลายล้างที่ไร้เหตุผลได้พวยพุ่งแผดเผ่าไปทั่วท้องฟ้า

    มันแผดเผาร่างของไทฟอนจนลุกท่วมด้วยเปลวไฟสีดำ

    “กรี๊ดดดด!? ”

    “ไม่นะโรส! ”

    ข้าเห็นเผ่าตัวจิ๋วที่กำลังต่อสู้โบยบินถูกเผาไปเกือบครึ่งหนึ่งในพริบตาเดียว

    รวมไปถึงพวกศัตรูที่เหลือทั้งหมดด้วย

    มีเพียงแค่หัวหน้าของพวกมัน ที่อยู่ห่างออกไปไกลที่รอดมาได้

    สิ่งที่เข้ามาแทรกใจกลางสนามรบคืออสูรในตำนานอีกตัวหนึ่งของเผ่าข้า

    มันมีเกล็ดสีดำทั่วทั้งตัว มีปากที่ยื่นยาวและเขี้ยวอันแหลมคม ปีกของมันนั้นแผ่กว้างราวกับจะกลืนกินโลกได้ทั้งใบ

    อสูรในตำนานที่ว่ากันว่าผู้ซึ่งสามารถควบคุมมันได้นั้น มีเพียงแต่ผู้กล้าของเผ่าเท่านั้น

    มันคือ [อสูรแห่งการกลืนกิน] หรือที่พวกเผ่าอื่นตั้งชื่อให้กับมันว่า [มังกรทมิฬ]

    และผู้ที่ขี่มันมานั้นไม่ใช่ใครอื่น

    “บานา เจอตัวแล้ว~ หนีมาอยู่ตรงนี้นี่เอง~”

    เธอคือสหายรักของข้า สตรีที่ข้าเริ่มรู้สึกรักและหวาดกลัวในเวลาเดียวกัน

    [ขุนนางแครอท] คนนั้น

    คล้ายกับเรื่องAge of war ที่คุณอ่าน