***ว่าที่ผู้กล้าเผ่ายักษาในอนาคต (?) [บานา]
บรรยากาศโดยรอบเริ่มตึงเครียดมากขึ้น
ข้าไม่เคยเห็นการต่อสู้ของเผ่าตัวจิ๋วที่ดูจริงจังขนาดนี้มาก่อน
"รีบไปเร็วกิว! "
เจ้าตัวจิ๋วที่มีผมสีเงินสวมชุดพริ้วบางสีขาวแผดเสียงดังด้วยภาษาของเผ่ายักษา
"งั้นฝากด้วย! "
ข้าไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากเชื่อใจเจ้าตัวจิ๋วพวกนี้
กลุ่มของพวกเราเริ่มหันหลังวิ่งไปทางใต้โดยมีข้าเป็นคนนำทัพ
แต่การหันเก้าสิบองศาโดยมีฝูงชนจำนวนมากไม่ใช่เรื่องง่าย
แถวพวกเขายังเป็นชาวบ้านธรรมดาที่ไม่ใช่ทหารอีก ดังนั้นจึงเกิดความตื่นตระหนกเกิดขึ้นมา
แต่ข้าไม่ยอมให้เกิดความวุ่นวายในขบวนทัพของข้าได้ง่าย ๆ หรอกนะ
"ทุกคนอย่าตื่นตระหนก จงตามเสียงของข้ามา! "
การแผดเสียงดังลั่นของข้านั้นทำให้ฝูงชนเริ่มรู้ตัวว่าควรทำอะไรต่อไป
ข้าจะใช้ทุกสิ่งเพื่อรวมหัวใจของกลุ่มคน แล้วตีฝ่าออกไปจากลานกว้างแห่งนี้ให้ดู
"ไม่ปล่อยให้หนีหรอกดิก! "
หน่วยสีดำจำนวนสิบคนของศัตรูที่บินบนท้องฟ้าเริ่มเปล่งแสงสว่างออกมาอีกครั้ง
จะใช้อาคมเวทอีกแล้วหรือ?
"ไม่ปล่อยให้ทำได้หรอกกิว! "
"สายฟ้าฟาดออง! "
เผ่าตัวจิ่วที่ร่วมการต่อสู้ตรงหน้ามีมากกว่าหนึ่งพันคนโดยมีนางฟ้าขาวเหลืองสองคนเป็นผู้นำ
ในขณะที่ศัตรูมีแค่สิบคน
ลูกไฟและหอกน้ำแข็งได้ถูกโปรยปรายลงมาจากอากาศที่ว่างเปล่า
อากาศร้อนและอากาศหนาวได้เริ่มก่อตัวขึ้น
สายลมเริ่มหมุนวนพัดโหมกระหน่ำ
ประกายไฟฟ้าวิ่งโลดแล่น ปริแตกในที่ว่างของอากาศ
ถึงศัตรูจะมีเพียงสิบคน แต่ฝ่ายเรามีเผ่าตัวจิ๋วที่ใช้อาคมได้ถึงหนึ่งพันคน
ความต่างของจำนวนมันชัดเจนตั้งแต่แรกแล้ว
แต่ทว่ามันช่างน่าแปลก
ทำไมอาคมที่เกิดจากคนเพียงสิบคน กลับดูรุนแรงและร่ายได้รวดเร็วเทียบเท่ากับอาคมที่เกิดจากความร่วมมือของคนนับพันกันได้?
พลังของทั้งสองฝ่ายเริ่มปะทะกัน ณ ใจกลางอากาศ
เปลวไฟที่ร้อนแรงทำให้กระแสลมเริ่มผิดเพี้ยน
ความร้อนจากสายฟ้าหลอมละลายหอกน้ำแข็งที่โปรยปราย
การโจมตีของทั้งสองได้หักล้างซึ่งกันและกันอย่างรุนแรง
"ไม่มีคริสตัล&--$แล้วคิดว่าจะต้านไหวหรือพวย! "
เนื่องจากข้ายังไม่เก่งภาษาเผ่าตัวจิ๋ว จึงจับใจความที่พวกมันพูดไม่ได้ทั้งหมด
แต่ที่รู้อย่างหนึ่งคือพวกเรากำลังเสียเปรียบ
ทั้งที่ศัตรูมีเพียงสิบคน แต่กลับสามารถโจมตีทะลุอาคมป้องกันของฝ่ายเราเข้ามาได้
มีผู้โชคร้ายที่ถูกหอกน้ำแข็งกับเปลวไฟแผดเผาไปบ้างแล้ว
"ฆ่าพวกเดียวกัน พวกแกไม่รู้สึกอะไรเลยหรือกิว! ดีลอนิก จัสเซียร์! "
"คะ.. ใครคือดีลอนิกกันดิก อะ… อีกอย่าง … มะ… มันคือคำสั่งนะดิก! "
"คำสั่งบ้าบอนะสิออง แค่นี้คิดเองไม่เป็นหรือออง! "
ทั้งสองฝ่ายเริ่มเร่งพลังอาคมและแลกเปลี่ยนการโจมตีที่รุนแรงมากขึ้น
บทท้องฟ้าเต็มไปด้วยประกายแสงและฝนเปลวไฟ
ภูมิประเทศของลานกว้างเต็มไปด้วยหลุมบ่อ
เปลวไฟพวยพุ่ง สายฟ้าฟาดฟัน พายุงวงช้างพัดกระหน่ำ และหอกน้ำแข็งโปรยปราย
ราวกับเป็นภาพของขุมนรก
"ระวัง! "
การต่อสู้นั้นไม่ได้เกิดเพียงแค่บนท้องฟ้าอย่างเดียว
ตรงหน้าของพวกเรายังมีอสูรดินโกเลมอยู่
อสรพิษเก้าหัวได้ชูคอขึ้นสูง
พวกมันเคลื่อนไหวประชิดพวกเรา แล้วใช้หัวทั้งเก้าพุ่งเข้ากินเหยื่อตรงหน้า
ขากรรไกรที่กว้างกว่าสองเมตร สามารถกลืนร่างของเผ่ายักษาขนาดใหญ่ลงไปได้อย่างง่ายดาย
เขี้ยวที่สร้างจากโลหะแข็งได้ปักลงบนร่างของผู้เคราะห์ร้าย
เลือดสีดำท่วมปากของมัน พร้อมกับร่างของพรรคพวกข้าที่แน่นิ่งจากไป
"หน่อย! หน่วยคำรามจงสนับสนุนพวกตัวจิ๋ว หน่วยประชิด มาช่วยข้าสกัดอสูรดินพวกนี้ซะ! "
"รับทราบ! "
กระสุนสังหารจากแนวหลังถูกสาดใส่ขึ้นท้องฟ้าเพื่อสนับสนุนพวกตัวจิ๋ว
"ดิก!? "
การโจมตีสนับสนุนนั้นช่วยรบกวนการร่ายอาคมของศัตรู
กระแสคลื่นพายุกับสายฟ้าเริ่มเป็นฝ่ายกลับมากลืนกินการโจมตีกระแสหอกน้ำแข็งกับฝนเปลวเพลิง
ตอนนี้คงหมดห่วงปัญหาการโจมตีจากบนฟ้าได้แล้ว
ปัญหาที่เหลือคงเป็นพวกศัตรูตรงหน้า ว่าข้าจะสามารถต้านทานพวกมันได้นานแค่ไหน
"แอร์บาส์ร เจ้านำคนไปทางใต้ก่อนเลย ลากพวกมันไปใส่พวกตัวเขี้ยวให้ได้! "
"ตัวเขี้ยว? "
"ที่พวกเจ้าเรียกว่าเผ่ามนุษย์มดไง! "
ว่าแล้วกลุ่มชาวบ้านที่นำโดยแอร์บาส์รก็เริ่มเคลื่อนไปทางใต้ และเหลือแค่พวกเรา หน่วยยักษาแห่งปฐพีที่ยืนเป็นแนวกำแพงขวางพวกมันเอาไว้
เอาละ ได้เวลาเพิ่มกำลังใจของกองทัพแล้ว
"หน่วยยักษาแห่งปฐพีของข้า พวกเจ้าฝึกร่างกายมาเพื่ออะไร! "
"ปกป้องคนอ่อนแอ! "
"กล้ามเนื้อของเจ้ามีเพื่ออะไร! "
"เพื่อใช้บดขยี้ศัตรูให้ป่นปี้! "
"และศัตรูของเราคือใคร! "
"อสูรดินโกเลม! "
"หน่วยยักษาแห่งปฐพี บุกโจมตี! "
"โอ๊ว! "
***ผู้กล้าทมิฬ [สเลบ]
" รายงานท่านราชินีทั้งห้า ขุนพลคอมมิวตายไปพร้อมกับดีอ้อนแล้ว ได้โปรดสั่งการต่อด้วยครับ"
กระผมกับขุนพลที่เหลือกำลังรายงานผลการจับกุมดีอ้อนที่ล้มเหลวให้พวกท่านฟัง
" ช่วยไม่ได้ งั้นเปลี่ยนแผน"
ราชินีแฟตหันไปมองราชินีท่านอื่น
" พวกเจ้า… เตรียมใจพร้อมแล้วหรือยัง? "
"มันช่วยไม่ได้แล้วนี่"
"ถ้าเป็นการสงคราม เธอนั้นเชี่ยวชาญที่สุดในหมู่พวกเราแล้ว เชิญเธอนำทัพได้เลยราชินีแฟต"
คำพูดขององค์ราชินีทำให้กระผมเริ่มรู้สึกหวาดเสียวไปทั่วร่างกาย
พวกท่านคงไม่คิดที่จะ…
" (นี่คือเสียงของราชินีทั้งห้า พวกเรา เผ่าอาร์โธร์โพดา ขอสั่งให้ทุกคนจงเตรียมพร้อมรบ! เป้าหมายคือคริสตัลแห่งชีวิตของเผ่าอื่น!) "
คำสั่งขององค์ราชินีได้ถูกกระจายออกไปผ่านทางคลื่นสมอง
ถ้าหากคุมสถานการณ์ไม่อยู่ แผนสำรองคือการบุกทำลายคริสตัลและขึ้นเป็นผู้ชนะก่อนที่เมืองหรือเผ่าของเราจะวอดวาย
นั่นคือสิ่งที่ท่านราชินีแฟตวางแผนเอาไว้
ในที่สุด… คำสั่งที่ผมไม่อยากรับมาทำที่สุดก็เกิดขึ้นจริงแล้ว
" (ราชินีฟรีด้า ฝากเรื่อง [หัวทะลวงแผ่นดิน] หน่วยของฮอน์เนสกับอลูฟบุกไปยึดคริสตัล คนที่เหลือฝากเรื่องสนับสนุนขัดขวางกำลังเสริมของศัตรู ทุกหน่วยบุก!) "
" (รับทราบครับ!) "
ทุกคนส่งเสียงขานรับพร้อมกัน
"..."
มีเพียงแค่ผมที่ไม่ตอบรับคำสั่งออกไป
ผมลุกขึ้นยืนหันไปมองทางทิศตะวันออกของลานกว้าง
ที่ตรงนั้นมีกลุ่มของบานากำลังปะทะกับสัตว์ดินอยู่
แค่ดูก็รู้ว่าเป็นการต่อสู้เพื่อปกป้องผู้คนโดยไม่สนว่าคนที่ถูกช่วยจะมาจากเผ่าไหน
ความจริงผมอยากต่อสู้แบบนั้นมากกว่าการต่อสู้เพื่อทำลายล้าง
แต่นั่นมันเป็นการขัดคำสั่งของราชินี
ผมควรจะทำยังไงดี…
" (อีกเรื่อง ถ้าหากว่าไม่ใช่ศัตรู ก็จงเข้าไปช่วยตามเห็นสมควรซะ) "
"ท่านราชินี! "
ผมหันไปมองทางท่านราชินีแฟตอย่างไม่เชื่อสายตา
คนแบบยัยป้านี่รู้จักคิดช่วยเหลือคนอื่นด้วยเรอะ!?
"เสียมารยาท ความคิดมันไหลผ่านคลื่นสมองมาถึงฉันหมดแล้วยะ! อีกอย่าง ฉันคิดว่าการผูกมิตรกับต่างเผ่าเอาไว้มันก็ดีเหมือนกัน เวลาจบสงครามจะได้มีเสียงต่อต้านน้อย ฉันไม่ได้ทำเพราะเข้าใจหัวอกแกหรอกนะเจ้าสเลบ อย่าเข้าใจผิดไปละ! "
"ขอบคุณครับท่านองค์ราชินี! หน่วยแฟต ตามข้าพเจ้ามา เป้าหมายคือพวกสัตว์ดินทิศตะวันออก พวกเราไปช่วยกลุ่มคนตรงนั้น และเข้าขวางพวกศัตรูเพื่อเปิดเส้นทางให้หน่วยอื่นบุกคริสตัลกัน! ทุกคน เดินหน้าได้! "
***ว่าที่ผู้กล้าเผ่ายักษาในอนาคต (?) [บานา]
ยังกับกองทัพช้างขยี้กองทัพมด
แต่คนที่เป็นมดนะคือพวกข้า
พวกเราแทบจะไม่ใช่คู่มือของพวกมันเลย
" อ๊ากก.! "
" ท่านบานา ช่วยข้า--..."
เลือดสีดำจำนวนมากเริ่มท่วมไปทั่วบริเวณจนกลายเป็นแอ่งน้ำทมิฬที่ส่งกลิ่นฉุนจมูก
"หน่อยแน่! "
ข้าระเบิดพลังโกรธ ใช้แขนทั้งสองข้างง้างปากของอสูร ก่อนจะฉีกขาดครึ่งด้วยพละกำลังที่มากกว่า
แต่ถึงจะฉีกขาดไป มันก็ฟื้นฟูกลับมาได้อยู่ดี
ตั้งแต่สู้มา มีเพียงสิบตัวที่ข้าโชคดีสามารถทำลายแกนของมันได้สำเร็จ
"ถ้ามีอาวุธละก็…"
ลูกน้องของข้าหายไปมากกว่าครึ่งแล้ว
แนวป้องกันเริ่มพังทลาย
อีกเพียงไม่ถึงสิบนาที พวกมันคงสามารถไล่ตามกลุ่มของแอร์บาส์รได้สำเร็จ
การต่อสู้บนฟ้าที่ฝ่ายเราได้เปรียบเพราะจำนวน กลับกำลังเริ่มเสียเปรียบเพราะการสนับสนุนจากพื้นกำลังเริ่มหายไป
เปลวไฟและหอกน้ำแข็งเริ่มกลับมากลืนกินพื้นที่ปะทะของพายุและสายฟ้า
"แย่แล้ว พวกกองทัพมนุษย์มดบุกมาทางนี้แล้วบานา! "
"ว่ายังไงนะ! "
ข้าหันไปดูทางใต้ตามต้นเสียงของแอร์บาส์ร
กองทัพเกราะสีดำกำลังวิ่งโถมตรงเข้ามาทางนี้
และผู้ที่วิ่งนำอยู่แถวหน้าสุดคือบุรุษที่ข้ารู้จักเป็นอย่างดี
"สเลบ…"
บุรุษยอดฝีมือที่มีชื่อว่าสเลบ
เขาวิ่งตรงมาทางพวกข้าพร้อมกับกองทัพที่มีอาวุธครบมือ
จำนวนนั้นมากเหลือจะนับไหว
แต่จิตสังหารของเขานั้นไม่ใช่พุ่งเป้าตรงมาที่พวกข้า
ไม่ใช่อย่างแน่นอน ข้ารู้สึกได้
"ไม่ต้องไปสน เจ้านำคนวิ่งส่วนไปทางใต้เลย พวกเขาไม่ใช่ศัตรู! "
"รู้ได้ยังไง? "
"เชื่อข้าเถอะ! "
"... ได้"
ถึงจะสงสัย แต่เขายอมเชื่อมั่นในตัวข้าแล้วนำคนวิ่งตรงไปทางกองทัพของสเลบโดยลดอาวุธในมือของตัวเองลงมา
คลื่นสีดำได้วิ่งสวนกลุ่มของพวกเขาโดยไม่มีการโจมตีใด ๆ เกิดขึ้น
"ขอบใจมากสเลบ! "
"ยังไม่ทันบอกเลยว่ามาช่วยนะครับ"
"แต่ทำไปแล้วไม่ใช่หรือ? ฮะ ฮะ ฮะ แถมเจ้าพูดภาษาของเผ่าข้าได้ชัดไม่เบาเลยนี่"
“...”
ด้วยการช่วยเหลือของกองทัพของอดีตศัตรู พวกเราจึงผ่านวิกฤติมาได้แบบฉิวเฉียด
แสงพลังงานสีฟ้าที่ร้อนแรงได้แผ่พุ่งเข้าทำลายอสูรดินโกเลมจนแตกสลายก่อนจะแน่นิ่งไป
มันรุนแรงจนสามารถหลอมทั้งเนื้อและแกนของมันไปได้พร้อมกัน
"บานา อยากได้อาวุธแบบไหน! "
"ดีเลย งั้นขอตรีศูลสักเล่มสิ! "
"เอาไป"
"ทำไมสั้นจังฟะ"
"อย่าบ่นมากนักเลยน่า"
ข้ารับตรีศูลสีดำที่ถูกโยนมาจากลูกน้องคนหนึ่งของสเลบ
มันเป็นตรีศูลที่สร้างจากวัสดุที่ข้าไม่รู้จัก มีสีดำ และยาวเพียงแค่หนึ่งเมตรครึ่ง
แต่ข้าสัมผัสได้ว่ามันกำลังดูดพลังงานบางอย่างออกจากร่างกายอยู่
รู้สึกได้ว่าอาวุธเล่มนี้ดีกว่าอาวุธที่เผ่าของข้าเคยสร้างมาทั้งหมด
และไม่เพียงแค่ข้า พวกเขายังโยนอาวุธให้กับลูกน้องของข้าด้วย
"ขอบคุณมาก! "
ข้าหันไปทางศัตรูพร้อมกับแทงตรีศูลออกไป
รู้สึกได้เลยว่ามีพลังงานจำนวนมากถูกดูดไหลผ่านผ่ามือไปรวมอยู่ที่ปลายของตรีศูล
แล้วพริบตานั้นแสงสีฟ้าสามเส้นก็สาดส่องพุ่งตรงออกไปอย่างรุนแรง
หัวของอสูรถูกทำลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยไปอีกตัว
"เยี่ยม! "
พอจัดการได้ตัวหนึ่ง อีกตัวก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าราวกับจะเติมเต็มตำแหน่งของเพื่อนมันที่ว่างลงไป
ชั่วพริบตานั้นเองที่สายตาของข้าได้บังเอิญไปสบตากับของสเลบ
“ลุย! ”
ข้าแผดเสียงร้องเป็นสัญญาณเปิดตัว
วิ่งเข้าดงศัตรูพร้อมกับอาวุธในมือ
ปล่อยให้มันดูดพลังจากร่างกายอย่างอิสระ แล้วแทงกระหน่ำออกไปราวห่าฝน
ตรีศูลเพียงหนึ่งได้แยกออกราวกับว่ามีนับร้อยนับพัน
หัวทั้งสามถูกทำลายสิ้นไปถึงครึ่งในสองวินาที
“ไฮยะ! ”
ข้ากระโดดหลบการโจมตีจากหัวที่เหลือซึ่งกำลังพุ่งเข้ามาหา
หมุนตัวตีลังกากลับหลังแล้วใช้มือข้างซ้ายคว้าปลายเขี้ยวของมันเอาไว้
ก่อนจะใช้พละกำลังของตัวเองจับมันทุ่มเข้าใส่ไปทางสเลบ
สเลบใช้แขนทั้งสี่ข้างวาดออกไปรอบตัว
ดาบดำทั้งสี่เล่มเริ่มส่องประกายแสง
เขาอยู่ในท่าเตรียมพร้อมโจมตีราวกับรับรู้ได้ว่าข้าจะทุ่มมันไปหาเขา
“@! #%& ดาบประกายแสงสี่ทิศ! ”
สเลบเปล่งเสียงดังกังวาลพร้อมกับเกิดคลื่นดาบออกมาจากดาบทั้งสี่
ดาบดำเหล่านั้นถูกวาดเป็นลวยลายสวยงามประดุจผลงานศิลป์ ก่อนที่จะเข้าไปแยกร่างของอสูรดินโกเลมเป็นสี่ส่วน
ข้าเห็นแกนกลางที่เหลือถูกตัดขาดเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย
แต่การต่อสู้ของพวกเรายังไม่จบ
ข้าวิ่งบุกต่อไปข้างหน้าโดยมีสเลบวิ่งไล่ตามหลัง
ใช้ร่างกายกับพละกำลังอันล้นเหลือบุกโรมรันศัตรู แทงทะลายกำแพงตรงหน้า หักเขี้ยวของมัน แล้วจับโยนไปทางสเลบ
สเลบตอบสนองการกระทำของข้าอย่างฉับพลัน บุกเข้าฟาดฟันด้วยดาบทั้งสี่ ก้มตัวไหลลื่นผ่าน ผ่าร่างของศัตรูพร้อมกับทำลายแกนกลางของมันจนสิ้นสลาย
ตัวที่สอง ตัวที่สาม จนกระทั้งตัวที่สี่
สังหารศัตรูอย่างต่อเนื่องราวกับเครื่องจักรสงครามที่ไม่มีวันหยุดลงได้
ประดุจอสูรขนาดยักษ์ที่ออกตัววิ่งแล้วไม่สามารถหยุดมันลงได้
ขบวนทัพของอสูรดินโกเลมตรงหน้าข้าเริ่มแตกกระเจิงออก
ถึงนี่จะเป็นครั้งที่สองที่ร่วมต่อสู้ด้วยกันอย่างจริงจัง แต่พวกเราสามารถเข้าขากันได้เป็นอย่างดี
ราวกับว่าพวกเราสองคนนั้นเป็นสหายที่ร่วมต่อสู้กันมาอย่างโชกโชน
ซึ่งนั่นไม่แปลก
เพราะในอดีตข้าเคยต่อสู้กับมันมาหลายต่อหลายครั้งแล้ว
ดั่งที่ว่าศัตรูคู่แค้นคือมิตรสหายรู้ใจที่แท้จริงยิ่งกว่าใคร
“หน่วยโจมตีระยะไกล ไม่ต้องสนใจพวกอสูรดินโกเลมแล้ว จงยิงสนับสนุนภาคพื้นอากาศเพียงอย่างเดียวซะ! ”
ข้าตะโกนสั่งการเหล่าลูกน้องที่เหลือ
"ดิก!? "
“พวย! ”
กระสุนนับพันถูกยิงโจมตีขึ้นสู่ท้องฟ้าอีกครั้ง
ไม่สิ คราวนี้อาจมีเป็นหมื่น ๆ นัดเลยทีเดียว
กองทัพสีดำของสเลบกำลังช่วยยิงโจมตีขึ้นท้องฟ้าไปที่กลุ่มศัตรูพร้อมกับหน่วยของข้า
ยอดฝีมือทั้งสิบคนของศัตรูเริ่มรวนเรและตื่นตระหนก
“อ๊าก! ”
“ไม่นะดีลอนิก! พวยยยยยย! ”
ข้าเห็นศัตรูถูกยิงดับไปถึงครึ่งหนึ่ง
“ถอย---”
“ห้ามถอยยัน ขอสั่งเหล่าโกเลมในฐานะประธานธิบดี เปิดโหมด@! $#^! ”
สตรีเผ่าตัวจิ๋วที่ดูเป็นหัวหน้าของศัตรูซึ่งบินอยู่ ณ จุดสูงสุดจนยากจะเล็งยิง เธอคนนั้นกำลังตะโกนอะไรบางอย่างออกมาอยู่
“มันพูดว่าอะไร? ”
“เธอพูดว่าโกเลมยักษ์นะครับ…”
สเลบหันมาตอบข้อสงสัยให้กับข้าด้วยภาษาของเผ่ายักษา
“โกเลมยักษ์!? ”
ข้าหันไปมองทางศัตรูอีกครั้ง
พวกอสูรดินโกเลมกำลังพุ่งเข้ามารวมตัวกันอย่างรวดเร็ว
“อย่าปล่อยพวกมันให้รวมตัวได้ โจมตีทำลายพวกมันเดียวนี้! ”
กระสุนนับร้อยนับพันถูกยิงถาโถมเข้าใส่เหล่าอสูรดินโกเลมที่กำลังรวมร่างกัน
เสียงระเบิดดังกึกก้อง ชิ้นส่วนดินแตกระแหง แต่ความเร็วในการรวมตัวกลับไม่ลดลงเลย
ซ้ำร้ายยังดูเหมือนว่าจะเป็นการเพิ่มความแข็งแกร่งให้พวกมันเสียอีก
กระสุนลำแสงเริ่มเบนหักออกในตอนที่ผิวสีน้ำตาลเริ่มกลายเป็นผิวโลหะมันวาว
พวกมันดูดกลืนผิวดินและวัสดุโดยรอบเข้าไปภายในร่างของมัน
ร่างของมันตัวใหญ่มากขึ้น… ใหญ่จนบดบังรัศมีแสงอาทิตย์ที่กำลังสาดส่องลงมาจากท้องฟ้า
ตัวบ้าอะไรวะเนี่ย…
มันมีขนาดสูงกว่าห้าสิบเมตร มีหัวอสรพิษนับร้อย ดวงตาสีแดงฉานราวกับกำลังลุกเป็นไฟ มีปีกที่กว้างใหญ่ อีกทั้งยังมีแสงสว่างพวยพุ่งออกมาจากปากนับร้อยของพวกมัน
ราวกับอสูร [ไทฟอน] ในตำนานที่เกิดจากพระแม่ไกอา เทพผู้สร้างโลกของพวกเราเผ่ายักษา
“เหวอ ไทฟอน!? ”
พวกเผ่ายักษาน้อยต่างกรีดร้องชื่อนั้นออกมาเป็นเสียงเดียวกัน
เดียวนะ ที่โลกของเผ่ายักษาน้อยเองก็มีอสูรไทฟอนเช่นกันหรือ?
แต่เรื่องนั้นช่างมันไปก่อนเถอะ
“คิดว่าล้มมันไหวมั้ย? ”
“ไม่ไหวก็ต้องไหวไม่ใช่หรือ [อสูรแห่งอัคคี-บานา] ? ”
“ [อสูรแห่งอัคคี-บานา] ? ”
“ฉายาที่เผ่าพวกผมตั้งให้กับนายนะครับ”
“ข้าชอบวะ ฮะ ฮะ ฮะ! ”
ข้าเงยหน้าไปประจันกับเจ้าอสูรไทฟอนตรงหน้า
ไม่เคยคิดฝันว่าจะมีวันได้ปะทะกับอสูรในตำนานอีกครั้ง
เข้ามาเลยเจ้าไทฟ---
*โกรววววว! *
ในตอนนั้นเองที่มีเงามืดขนาดยักษ์ไม่แพ้กับขนาดตัวของไทฟอนบินฟาดผ่านเหนือหัวของพวกเรา
ลำแสงทำลายล้างที่ไร้เหตุผลได้พวยพุ่งแผดเผ่าไปทั่วท้องฟ้า
มันแผดเผาร่างของไทฟอนจนลุกท่วมด้วยเปลวไฟสีดำ
“กรี๊ดดดด!? ”
“ไม่นะโรส! ”
ข้าเห็นเผ่าตัวจิ๋วที่กำลังต่อสู้โบยบินถูกเผาไปเกือบครึ่งหนึ่งในพริบตาเดียว
รวมไปถึงพวกศัตรูที่เหลือทั้งหมดด้วย
มีเพียงแค่หัวหน้าของพวกมัน ที่อยู่ห่างออกไปไกลที่รอดมาได้
สิ่งที่เข้ามาแทรกใจกลางสนามรบคืออสูรในตำนานอีกตัวหนึ่งของเผ่าข้า
มันมีเกล็ดสีดำทั่วทั้งตัว มีปากที่ยื่นยาวและเขี้ยวอันแหลมคม ปีกของมันนั้นแผ่กว้างราวกับจะกลืนกินโลกได้ทั้งใบ
อสูรในตำนานที่ว่ากันว่าผู้ซึ่งสามารถควบคุมมันได้นั้น มีเพียงแต่ผู้กล้าของเผ่าเท่านั้น
มันคือ [อสูรแห่งการกลืนกิน] หรือที่พวกเผ่าอื่นตั้งชื่อให้กับมันว่า [มังกรทมิฬ]
และผู้ที่ขี่มันมานั้นไม่ใช่ใครอื่น
“บานา เจอตัวแล้ว~ หนีมาอยู่ตรงนี้นี่เอง~”
เธอคือสหายรักของข้า สตรีที่ข้าเริ่มรู้สึกรักและหวาดกลัวในเวลาเดียวกัน
[ขุนนางแครอท] คนนั้น